คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 672 เขาวงกต
“เขาวงกตหรือ” ถังเช่าเงยหน้า “มีกลไกอย่างไร”
หมิงเวยยิ้ม “ข้าขอถอนคำพูดเจ้าค่ะ”
“หืม”
“หากเป็นไขปัญหาละก็ ไม่ได้ก็คือไม่ได้ แต่คำถามนี้สามารถแตกออกเป็นเขาวงกตได้ก็มีโอกาสที่จะตอบได้เจ้าค่ะ ข้าสงสัยว่าปู้จือไต้ซือกำลังมองหาคนที่จะสืบทอดตำแหน่งหรือไม่”
“ตอบได้งั้นหรือ” ถังเช่าขมวดคิ้วเล็กน้อย “หมายความว่าถึงแม้จะไม่เข้าใจก็สามารถออกจากเขาวงกตนี้ได้งั้นหรือ”
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ ความเป็นไปได้นี้แทบไม่มีเลย” หมิงเวยโบกมือ “เขาวงกตนี้มีทางเลือกมากมาย หากต้องการเลือกให้ถูกคนผู้นั้นต้องเข้าใจการคำนวณเพื่อทำนายโชคชะตา อย่างไรก็ตามบางคนที่ไม่เชี่ยวชาญนัก และไม่สามารถคำนวณคำตอบได้อย่างแม่นยำก็อาจจะสามารถเดาได้โดยอาศัยโชคของตน ตราบใดที่มีความโชคดีก็สามารถไปถึงจุดสิ้นสุดได้เจ้าค่ะ”
“อ้อ…”
นักพรตจินพูดอย่างภาคภูมิใจ “นี่เป็นการเตรียมไว้สำหรับคนอย่างข้าเลย! สหายจี้ ท่านอยากลองด้วยหรือไม่ นักพรตเฒ่าอย่างข้าพอมีฝีมืออยู่บ้าง หากข้าเดาถูก หลังจากนี้จะไปแย่งตำแหน่งราชครูจากเจ้าสำนักของท่านดีหรือไม่”
จี้เสียวอู่ที่มักมีอารมณ์ร่วมสนุกอยู่เสมอจะปล่อยผ่านไปได้อย่างไร เขาตกลงทันที “ได้! พี่จิน พวกเรามาพนันกัน ผู้ใดแพ้คนนั้นต้องเลี้ยงข้าวทั้งเดือน!”
“ไม่มีปัญหา!”
ทางนี้ตั้งท่าต่อสู้ อีกทางกล่าวกำชับ
เทียนเฉิงตี้เหลือบมองถังซีแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “พี่หยาง เจิ้นเรียกท่านมาคงไม่ผิดหรอกใช่หรือไม่ ปู้จือไต้ซือเชี่ยวชาญในศาสตร์การทำนาย ถึงเส้นทางต่างกัน แต่มุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันกับเสวียนอู่ชานของพวกท่าน หากท่านสามารถแก้ปัญหานี้ และได้พบกับปู้จือไต้ซือ ท่านก็จะสามารถก้าวต่อไปได้อย่างแน่นอน เมื่อถึงเวลากลับท่านจะไม่ถูกผู้อาวุโสตำหนิแน่นอน”
หยางชูคำนับขอบคุณเขา “ที่แท้ฝ่าบาทมีพระทัยนึกถึงกระหม่อม กระหม่อมไม่รู้จะตอบแทนอย่างไรเลยจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ”
เทียนเฉิงตี้โบกมือ “พวกเราเป็นสหายกันจะขอบคุณไปทำไม ไปเถอะ!”
หยางชูลุกขึ้นเดินนำตัวฝูลงไปข้างล่าง หลังจากนั้นไม่นานหลายคนก็รวมตัวกันที่หน้าเขาวงกต
ในหมู่พวกเขามีเสวียนชื่อผู้รอบรู้ซึ่งล้วนต่างเป็นคนจากตระกูลขุนนางที่มาเพื่อดอกบัวแห่งบุญแล้วยังมีคนไร้ฝีมือจำนวนมากที่ต้องการร่วมสนุก จำเป็นต้องบอกว่าวัดตงจือจัดการได้ดีจริงๆ
จะมีประโยชน์อะไรหากเป็นเพียงการแก้ปัญหาง่ายๆ แต่คนธรรมดาไม่เข้าใจ แต่ถ้าถูกแทนที่ด้วยเขาวงกตซึ่งต่างไปจากเดิม มองแวบเดียวก็รู้ว่าผู้ใดมาก่อนมาหลัง ดูน่าสนุกขึ้นเยอะเลย!
หมิงเวยเองก็ลุกขึ้น และลงไปชั้นล่าง และถามเวินซิ่วอี๋ว่า “แม่นางซิ่วอี๋จะลองด้วยหรือไม่”
เวินซิ่วอี๋เบือนหน้าหนี “ข้าไม่ต้องการที่จะถูกมองว่าเป็นลิงหรอกนะ”
หมิงเวยยิ้ม แต่ไม่ว่าอะไร จากนั้นนางก็ลงไปข้างล่าง
“น้องหญิง รอข้าด้วย!” แน่นอนว่าจี้เสียวอู่ และนักพรตจินเดินตามไปด้วย
สังคมชาวแคว้นฉู่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม คนที่เตรียมพร้อมมาท้าทายกับเขาวงกตเป็นบุรุษเกือบทุกคน มีสตรีเพียงไม่กี่คนซึ่งทุกคนก็อยู่ในวัยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ทันทีที่หมิงเวยมาถึงก็เกิดความวุ่นวายไปชั่วขณะหนึ่ง
นางสวมหมวกคลุมศีรษะจึงมองเห็นหน้าตาไม่ชัด แต่ด้วยรูปร่างที่เพรียวบาง นางดูเหมือนสตรีวัยใส การแต่งกายที่ดูเหมือนเป็นคุณหนูจากตระกูลขุนนางซึ่งดูแตกต่างจากชาวยุทธภพอย่างสิ้นเชิง
“คุณหนูจากตระกูลใดที่มาที่นี่เพื่อร่วมสนุกกัน”
“ไม่รู้สิ! พวกผู้ใหญ่ในตระกูลไม่สนใจเลยหรือ”
“ก็จริง โผล่มาเช่นนี้…”
หมิงเวยไม่สนใจฟัง ทันทีที่นางปรากฏตัวดวงตาของหยางชูก็แข็งค้าง
แม้ว่าเขาจะไม่เห็นหน้านาง แต่เขาจะลืมรูปลักษณ์ท่าทีของนางได้อย่างไร เป็นนางจริงๆ ด้วย เป็นนางจริงๆ!
ตัวฝูเองก็ตื่นเต้นเช่นกัน “คุณหนู เป็นคุณหนูจริงๆ ด้วย!”
นางสามารถสังเกตชี่ได้ และนางก็จำหมิงเวยได้โดยไม่จำเป็นต้องดูรูปลักษณ์ของนาง จนกระทั่งจี้เสียวอู่ปรากฏตัวทั้งสองคนก็ไม่สงสัยอีกต่อไป
“ในเมื่อพวกเขาอยู่นี่ แล้วเหตุใดอาหว่านไม่มาล่ะ” หยางชูสงสัยเขาเข้าใจนิสัยของอาหว่านดี ตอนนี้นางต้องไม่พลาดอย่างแน่นอน
ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะจำกันได้เขาแค่ชำเลืองมองดูจากนั้นจึงถอนสายตาออกมาแล้วสั่งตัวฝูว่า “อย่าเรียก ทำเป็นจำไม่ได้ซะ”
ตัวฝูพยักหน้าอย่างตื่นเต้น “บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
จี้เสียวอู่เห็นพวกเขาก็กระซิบถามหมิงเวย “น้องหญิง เหตุใดข้าถึงได้รู้สึกคุ้นเคยกับสองคนนั้น”
แน่นอนว่าหมิงเวยก็จำได้จึงกระซิบกับจี้เสียวอู่ว่า “พี่ห้ายังไม่ได้เรียนวิธีดูแยกแยะชี่ใช่หรือไม่” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“เอ่อ…”
หยางชู และตัวฝูเปลี่ยนการแต่งกาย ด้วยทักษะการปลอมตัวของโหวเหลียงพวกเขาไม่ได้เปิดเผยข้อบกพร่องใดๆ จี้เสียวอู่จะรู้สึกคุ้นเคยก็ไม่แปลก
ถ้าเป็นเรื่องการจำใบหน้าหมิงเวยยิ่งจำไม่ได้ด้วยซ้ำ
เจ้าอาวาสวัดตงจือเข้ามาอธิบายข้อควรระวังสั้นๆ และสั่งให้พระสงฆ์ปล่อยพวกเขาเข้าไปด้านใน…อันที่จริงไม่มีอะไรต้องใส่ใจมีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นก็คืออย่าคิดทำร้ายผู้อื่น คนส่วนใหญ่รีบวิ่งไปข้างหน้า และในพริบตาหน้าเขาวงกตก็เหลือเพียงเจ็ดแปดคน
หมิงเวยได้เผชิญหน้ากับหยางชู
หยางชูปกปิดไฝสีชาดระหว่างคิ้วของเขา ใบหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อยทำให้ดูหยิ่งมากขึ้น เขาเหลือบมองหมิงเวยแล้วพูดเยาะเย้ยว่า “สตรีในวัยนี้มักอยู่ไม่สุขหรือ แทนที่จะอยู่รอการแต่งงานดีๆ ในจวนกลับออกมาวิ่งเล่นวุ่นวายเช่นนี้”
เขาขึ้นเสียงตอบกลับฟังดูหยิ่งยโสโอหังมาก จี้เสียวอู่ได้ยินเช่นนั้นก็โกรธ คิดจะให้เหตุผล แต่ก็ถูกหมิงเวยห้ามไว้
หมิงเวยพูด “เหตุใดคุณชายถึงรู้ได้ว่าข้าออกมาวิ่งเล่น บางทีอาจมีเรื่องสำคัญก็เป็นได้”
นางไม่ได้เปลี่ยนน้ำเสียง หยางชูได้ยินก็แทบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่อยากคว้าข้อมือของนางไว้
นิ้วทั้งห้าของเขาขยับ ในที่สุดเขาก็ยับยั้งตัวเองได้แล้วจึงหันหลังให้แล้วพูดว่า “เรื่องสำคัญอะไรถึงต้องให้สตรีเป็นคนจัดการด้วย มาแข่งขันเช่นนี้ไม่กลัวคนในครอบครัวจะเป็นห่วงหรืออย่างไร”
พูดจบเขาก็สะบัดแขนเสื้อ และเป็นฝ่ายเดินเข้าไปในเขาวงกตก่อน
ความโกรธของจี้เสียวอู่เปลี่ยนเป็นความสงสัย เขากระซิบว่า “น้องหญิง เหตุใดข้ารู้สึกว่าคำพูดของคนผู้นี้ฟังดูแปลกๆ”
หมิงเวยยิ้ม แต่ไม่อธิบายอะไรให้เขาฟัง “พวกเราเข้าไปกันเถอะ”
“ได้…”
นักพรตจินได้เข้าไปในเขาวงกตก่อนแล้วจึงเหลือเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้น ทั้งสองเดินไม่กี่ก้าวก็มาถึงทางแยกแรกบนถนน แต่กลับไม่เห็นผู้ใดเลยสักคน
จี้เสียวอู่ถาม “คนอื่นล่ะ”
“ถูกวิชาอำพรางกั้นไว้เจ้าค่ะ” หมิงเวยพูด “เขาวงกตนี้ดูเรียบง่าย แต่จริงๆ แล้วลึกลับมาก หากไม่เชี่ยวชาญด้านการทำนายมากพอก็คงต้องพึ่งโชคแล้ว พี่ห้า ท่านบอกมาว่าต้องไปทางไหน”
เบื้องหน้าพวกเขามีเพียงสองทางจี้เสียวอู่สังเกตซ้าย และขวาพลางคำนวณอย่างเงียบๆ จากนั้นก็พูดว่า “ซ้าย”
หมิงเวยพยักหน้า “เช่นนั้นก็ไปทางซ้าย”
หลังจากที่เดินไปได้ไม่ไกลนักก็พบอีกทางแยกหนึ่งบนถนน นางมองจี้เสียวอู่อีกครั้ง
จี้เสียวอู่พูด “ก็ยังคงเป็นทางซ้าย”
ทั้งสองเดินผ่านไปอีกเจ็ดแปดทางแยกในที่สุดเขาวงกตก็มีความซับซ้อนมากขึ้น
ในเวลานี้คนที่เข้าไปในเขาวงกตเพื่อเสี่ยงโชคนั้นล้วนล้มเหลว และถูกไล่ออกมาท่ามกลางความสับสน
เหล่าขุนนางที่เฝ้าดูอย่างสนุกสนานเพราะมองจากที่สูงจึงมองเห็นการเคลื่อนไหวของพวกเขาได้ชัดเจน และต่างพากันหัวเราะคิกคัก
“พี่จู้ คนของพวกเรายังอยู่หรือไม่”
“หึ ผ่านไปแค่เจ็ดแปดทางแยกก็ออกมาแล้ว”
“โห เก่งกว่าคนของข้าอีก! ของข้าแค่หกทางแยก”
“เขาวงกตนี้ยากจริงๆ”
“ไม่ใช่หรือ ผ่านไปนานขนาดนี้เหลืออีกไม่กี่คนแล้ว”
“คนนั้นยังอยู่หรือ”
“อยู่สิ! ดูตรงนี้…”
ท่ามกลางเสียงพูดคุยกัน คนที่ท้าทายเขาวงกตต่างก็ออกมาทีละคน ท้ายที่สุดเหลือเพียงสองกลุ่มเท่านั้น
คนที่รู้เรื่องราวภายในเหลือบมองแล้วยิ้ม “น่าสนใจใช่ไหมล่ะ! คนของฝ่าบาท และคนของตระกูลถัง ท้ายที่สุดพวกเขาก็ต่อสู้กัน”
…………….