คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา - ตอนที่ 799 ใช้หมากดำ / ตอนที่ 800 อาซื่อแห่งศาลาว่าการ
ตอนที่ 799 ใช้หมากดำ
ฉู่เฟิงทำหน้าเคร่ง “จะให้สายลับผู้นั้นมีชีวิตกลับมาที่เมืองหลวงไม่ได้ เจ้าส่งหมากดำไปทันที สังหารสายลับที่เปิดเผยโฉมหน้าแล้วทั้งหมด”
องครักษ์รับคำแล้วออกไป ส่วนฉู่เฟิงไม่มีกะใจออกไปร่ำสุราแล้ว ได้แต่นั่งกลัดกลุ้มอยู่ในห้องหนังสือเสียเนิ่นนาน จนสุดท้ายก็ลุกขึ้นไปยังโถงข้าง
คุณชายสวีลุกขึ้นทันที ประสานมือคารวะฉู่เฟิง “หากท่านอ๋องมีธุระต้องจัดการ พวกเราค่อยพบกันใหม่วันหลังก็ได้ขอรับ”
ฉู่เฟิงโบกมือ “ไม่ต้องหรอก ไปวันนี้แหละ ข้ามีเรื่องอยากปรึกษาเจ้าอยู่พอดี”
คุณชายสวีเป็นบุตรชายคนเล็กของผู้อาวุโสสวี เขาเคยช่วยชีวิตเสด็จปู่ให้ช่วงชิงบัลลังก์ได้สำเร็จ แม้กระทั่งพูดได้ว่าที่ฉู่เฟิงยืนอยู่ในฐานะองค์ชายได้ ผู้อาวุโสสวีมีส่วนช่วยไม่น้อย
แต่น่าเสียดายนักที่ความสามารถของผู้อาวุโสสวีกลับไม่อาจสืบต่อไปได้ หลังจากสิ้นใจไป เหล่าบุตรชายก็บริหารกิจการที่เขาสร้างมาล้มเหลวไปเจ็ดแปดส่วน คุณชายสวีเป็นบุตรชายคนเล็กของเขากับอนุ ตอนที่เขาตาย บุตรชายคนเล็กคนนี้ยังอายุไม่ครบปีเลยด้วยซ้ำ
วันนี้เขามาหาถึงที่ บอกว่าพบสิ่งที่บิดาทำไว้ก่อนตายอยู่ใต้หมอน ภายในสมุดเล่มนั้นบันทึกสิ่งที่บิดาเรียนรู้ทั้งหมดในชีวิต เขาคิดจะใช้สิ่งที่บิดาทิ้งไว้ให้เหล่านี้ช่วยเหลือกษัตริย์ผู้เฉลียวฉลาด
และฉู่เฟิงก็เป็นกษัตริย์ผู้เฉลียวฉลาดที่คุณชายสวีเลือกแล้ว
คำพูดของคุณชายสวีจะจริงหรือเท็จ วันนี้เป็นโอกาสดีที่จะได้พิสูจน์แล้ว
…
ร้านจุ้ยเซียน
ฉู่เฟิงต้องการห้องส่วนตัวติดถนนห้องหนึ่ง เขากับคุณชายสวีนั่งอยู่บนระเบียงเปิดโล่ง ร่ำสุราไปพลาง มองคนที่เดินไปมาบนถนนไปพลาง พร้อมกันนั้นก็สนทนาสัพเพเหระไปด้วย
ครั้นเห็นคุณชายสวีเริ่มผ่อนคลายขึ้น ฉู่เฟิงก็กล่าวในใจว่าโอกาสมาถึงแล้ว จึงเอ่ยปาก “ข้ามีเรื่องจะขอคำแนะนำจากคุณชายสวี”
คุณชายสวียกยิ้มจ้าง “ท่านอ๋องเชิญพูดขอรับ!”
“ก่อนที่จะขอคำแนะนำจากคุณชายสวี ข้าอยากถามก่อนสักหน่อย ว่าเหตุใดถึงเลือกข้า คนทั่วทั้งใต้หล้าล้วนรู้ว่าเสด็จพ่อโปรดปราณจิ้นอ๋องมากกว่า อยากจะให้เขาขึ้นครองราชย์ต่อ เจ้าไม่รู้หรือไร” ฉู่เฟิงกล่าว
“เรื่องที่คนทั่วทั้งใต้หล้าล้วนรู้ ข้าย่อมไม่มีทางไม่รู้ขอรับ แต่หากแม้แต่ฮ่องเต้ก็อยากให้เขาขึ้นครองราชย์ แล้วเหตุใดเขาจะยังต้องการคนเช่นข้าด้วย” คุณชายสวีตอบเสียงเรียบ
ฉู่เฟิงเข้าใจในทันที ถูกต้อง คำพูดนี้ถูกต้องทุกประการ! เป็นเขาเองที่ถามคำถามโง่เง่าออกไป
เขาไม่สงสัยอีกต่อไป พูดเข้าประเด็นว่า “แม้ตงฟางมู่จะเกษียณมาแล้วหลายปี แต่เขายังคงครอบครองอำนาจและบารมี ขอเพียงได้รับการสนับสนุนจากเขา ข้ายังต้องกังวลว่าง่ายใหญ่ของข้าจะไม่สำเร็จอีกหรือ”
คุณชายสวีพยักหน้า “ไม่ผิด นี่เป็นวิธีการที่ดีที่สุด เพียงแต่ได้ยินมาว่าตงฟางมู่เคยให้คำสัตย์ต่อหน้าแท่นบรรทมของฮ่องเต้องค์ก่อน ว่าจะไม่เลือกข้างฝั่งใดเป็นอันขาด ยิ่งไม่มีทางครอบครองอำนาจทหารครึ่งหนึ่งของแคว้นฉู่ แล้วเขาก็ทำได้จริงๆ”
ฉู่เฟิงแค่นหัวเราะ “จะอย่างไรก็แล้วแต่ จิ้นอ๋องเป็นลูกศิษย์ของเขา แล้วเขาจะไม่มีใจลำเอียงได้อย่างไร”
คุณชายสวีพยักหน้าอีกครั้ง “ท่านพูดถูกต้อง แต่ข้าได้ยินมาว่าคุณหนูตงฟางแยกทางกับชางหยวนโหวแล้ว บุตรีในจวนโหวเป็นตัวปลอม ส่วนบุตรีที่อยู่ในคฤหาสน์ตงฟางต่างหากคือตัวจริง หากท่านอ๋องเอาชนะใจคุณหนูผู้นั้นได้ ผูกสมัครรักใคร่นางไปตลอดชีวิต ย่อมต้องได้ชัยชนะในตำแหน่งหลานเขยเหนือลูกศิษย์ของเขาแน่ขอรับ”
ฉูเฟิงพยักหน้าบ้าง “มีเหตุผล เพียงแต่เรื่องนี้ยากจะสำเร็จยิ่ง คฤหาสน์ตงฟางไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะเข้าออกก็ได้ อีกทั้งแม่นางผู้นั้นไม่ได้ออกจากคฤหาสน์บ่อยนัก ต่อให้ออกมาข้างนอกก็มีคนตามติดอยู่เสมอ ถึงแม้จะเข้าวังไป ก็มีคนคอยช่วยเหลือนางอย่างลับๆ เช่นกัน ข้าไม่สบโอกาสเสียที ถึงได้มาขอคำแนะนำจากเจ้าอย่างไรเล่า”
คุณชายสวียิ้ม “เรื่องนี้ง่ายนัก ในบรรดาจวนชนชั้นสูงในเมืองหลวงมักชอบจัดงานเลี้ยงด้วยจุดประสงค์ต่างๆ นานา ปากบอกว่าเป็นงานเลี้ยงชมบุปผา แต่ความจริงแล้วเป็นงานเลี้ยงหาคู่ให้บุตรและบุตรีของตนเองมากกว่า!”
……….
ตอนที่ 800 อาซื่อแห่งศาลาว่าการ
ฉู่เฟิงคิดดูแล้ว เขารู้สึกว่าวิธีการนี้ไม่เลวเลย แต่เขาเคยใช้ลูกไม้นี้อยู่ในวังครั้งหนึ่งแล้ว อีกทั้งเด็กสาวนางนั้นก็ไม่ให้ความร่วมมือ จึงไม่ได้ง่ายเช่นที่ปากพูดอย่างนั้น
“มีวิธีการใดแบบเฉพาะเจาะจงหรือไม่ ข้าขอบอกเจ้าตามตรง วิธีนี้ที่เจ้าว่า ข้าเคยใช้ในวังไปแล้วครั้งหนึ่ง แม้จะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว แต่ก็คล้ายกันยิ่งนัก เด็กสาวนางนั้นเป็นวิชาแพทย์ รู้จากศาสตร์ด้านสมุนไพร และยังระแวดระวังภัยเป็นอย่างยิ่ง อยากจะให้นางสะเพร่า เกรงว่าจะเป็นไปไม่ได้”
คุณชายสวีร้องอ๋อเสียงหนึ่ง ก่อนจะยิ้มขึ้นในทันที “หากท่านอ๋องเชื่อข้า ข้ายินดีจะแบ่งเบาความกังวลจากท่านขอรับ”
ที่ฉู่เฟิงคุยเรื่องพวกนี้กับเขา ก็ย่อมเชื่อเขาอย่างแน่นอน แม้วันนี้พวกเขาจะเพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก แต่ก่อนที่จะพบกันในวันนี้ พวกเขาเคยส่งจดหมายหากันมาก่อน ฉู่เฟิงเองก็เคยส่งคนไปสืบเรื่องของเขาด้วย ไม่เช่นนั้นคงไม่มีทางให้เขาเข้าจวนเซียวอ๋องได้หรอก
“เช่นนั้นก็ลำบากเจ้าแล้ว หากต้องการให้ข้าทำอะไร เจ้าพูดมาตามตรงได้เลย”
…
เมืองจินหยาง
หูเฟิงขี่ม้าตัวสูงใหญ่ นำทหารยอดฝีมือกลุ่มหนึ่งเข้าเมืองจินหยางอย่างองอาจ ความวุ่นวายบริเวณประตูเมืองสงบลงแล้ว หลังจากเขาแบ่งคนส่วนน้อยไว้ที่นี่ แล้วนำคนที่เหลือตรงไปยังสถานพักม้า ภายในนั้นกลับสู่สภาพปกติแล้ว ในโถงมีแขกเหรื่อ ด้านหลังตู้มีเจ้าของสถานพักม้า เสี่ยวเอ้อร์วิ่งวุ่นอยู่ทั่วโถง คึกคักมากทีเดียว
คราบเลือดบนพื้นและตรงทางเดินถูกจัดการจนสะอาดสะอ้าน ศพที่กองพะเนินบริเวณลานก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ชั้นบนมีเสียงสนทนาของเหล่าใต้เท้า ส่วนภายในลานของชั้นล่างมีเด็กๆ เล่นสนุกกัน ทุกอย่างดูสมจริงอย่างยิ่ง
เมื่อวานนี้ที่นี่เหมือนกับนรก แต่วันนี้มันกลับเปลี่ยนเป็นแดนมนุษย์ คนที่ทำเรื่องพวกนี้ได้ย่อมมีฝีมือสูงส่งแน่นอน
หากเขาไม่ได้เห็นเองกับตา ก็ยากนักจะเชื่อได้ว่าสถานที่ตรงหน้าคือสถานที่เดียวกับเมื่อวานนี้
“คุณชายเชิญด้านในเถอะขอรับ!” เสี่ยวเอ้อร์คนหนึ่งเข้ามาต้อนรับหูเฟิงด้วยความกระตือรือร้น
ในสายตาของหูเฟิงนั้น ความกระตือรือร้นนี้มากจนเกินจริงไปหน่อย
หูเฟิงไม่ขยับเขยื้อน เอ่ยว่า “ข้ามาต้อนรับทูตแคว้นจิน รีบไปรายงาน”
เสี่ยวเอ้อร์พลันมีสีหน้างุนงง “ทูตแคว้นจิน? ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน ที่นี่ไม่มีทูตแคว้นจินพักอยู่นะขอรับ”
“เจ้ามาอยู่ที่นี่นานเท่าไรแล้ว” หูเฟิงถาม
“เรียนคุณชาย ข้าอยู่ที่นี่ได้สามปีแล้วขอรับ” เสี่ยวเอ๋อร์ตอบความ
“เมื่อวานเจ้าก็อยู่ที่นี่หรือ” เขาถามอีกครั้ง
เสี่ยวเอ้อร์ตอบทันที “อยู่ขอรับ สามปีมานี้ข้าไม่เคยหยุดงานเลยแม้แต่วันเดียว”
หูเฟิงยิ้มจาง “เจ้ารู้จักอาซื่อแห่งศาลาว่าการหรือไม่”
รอยยิ้มกองโตบนใบหน้าของเสี่ยวเอ้อร์พลันชะงักค้าง ก่อนจะตอบรับในทันที “ไม่รู้จักขอรับ ข้าเป็นเพียงคนงานต่ำต้อยคนหนึ่ง จะรู้จักคนของศาลาว่าการได้อย่างไรกัน”
โจวกังที่อยู่ข้างกายหูเฟิงถามต่อ “สถานพักม้าแห่งนี้ไม่ได้เปิดเป็นกิจการส่วนตัว แต่เป็นสถานพักม้าที่ขุนนางในเมืองจัดการดูแล คนส่วนใหญ่ที่พักอยู่ที่นี่ก็มีตำแหน่งขุนนางทั้งนั้น ใต้เท้าเจ้าเมืองก็มาบ่อยไป เจ้าไม่รู้จักอาซื่อได้อย่างไร”
เสี่ยวเอ้อร์ส่ายหน้าทันใด “ข้าเคยเห็นใต้เท้าเจ้าเมืองเพียงไกลๆ ครั้งเดียว ส่วนอาซื่อเป็นใครนั้น ข้าไม่รู้จริงๆ ขอรับ”
หูเฟิงจ้องหน้าเสี่ยวเอ้อร์ อีกฝ่ายปลอมตัวอย่างดี แต่ต่อให้ปลอมตัวดีเพียงใดก็ไม่มีประโยชน์ ดวงตาของคนไม่มีทางปลอมแปลงได้ และในดวงตาของเสี่ยวเอ้อร์เริ่มลนลานแล้ว เห็นได้ชัดว่าเขาไม่รู้ว่าอาซื่อถูกจับไปแล้วเรียบร้อย
“อาซื่อก่อเรื่องที่ประตูเมือง ข้าพบเขาเข้าพอดี จึงจับเขาไว้แล้ว เจ้าไม่รู้จักเขาก็ช่างเถอะ” หูเฟิงกล่าว ก่อนจะหมุนกายไปมองลานกว้างที่สะอาดเอี่ยมอีกครั้ง เขายิ้มกล่าวอีกว่า “เด็กพวกนี้ช่างไร้เดียงสาจริงๆ”
เสี่ยวเอ้อร์พยักหน้าหงึกหงัก “เด็กย่อมไร้เดียงสาอยู่แล้วขอรับ” เขาเหล่มองเด็กๆ ที่วิ่งเล่นอยู่ในลานรอบหนึ่ง ขณะเดียวกันนั้นก็มีเม็ดเหงื่อซึมออกมาจากหน้าผาก