คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา - ตอนที่ 801 ลูกบ้านไหน / ตอนที่ 802 รู้แต่ไม่พูด เช่นนั้นก็ตายเสียเถอะ
- Home
- คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา
- ตอนที่ 801 ลูกบ้านไหน / ตอนที่ 802 รู้แต่ไม่พูด เช่นนั้นก็ตายเสียเถอะ
ตอนที่ 801 ลูกบ้านไหน
หูเฟิงถามเสี่ยวเอ้อร์ “พวกเขาเป็นลูกบ้านไหน เรียกพวกเขามาตรงนี้หน่อยได้หรือไม่”
เสี่ยวเอ้อร์ตอบรับทันที ขณะที่กลับหลังหันเดินไปหาเด็กๆ พวกนั้น เหงื่อเม็ดหนึ่งก็หยดลงจากขมับ
ไม่นานนัก เสี่ยวเอ้อร์ก็นำเด็กสองสามคนมาถึงตรงหน้าหูเฟิง พวกเขากะพริบตามองหูเฟิงอย่างพร้อมเพรียง
หูเฟิงถามเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างหน้าสุดว่า “เจ้าอายุเท่าไรแล้ว”
เด็กชายไม่ตอบ เพียงยื่นนิ้วออกมาห้านิ้ว เป็นการบอกว่าตนเองอายุห้าขวบ
เสี่ยวเอ้อร์รีบกล่าวทันใด “เด็กเจอคนแปลกหน้าเยอะๆ เช่นนี้เป็นครั้งแรกจึงรู้สึกกลัว ไม่กล้าพูดน่ะขอรับ”
ตั้งแต่หูเฟิงเข้ามาในสถานพักม้าแห่งนี้ เด็กสี่คนนี้วิ่งเล่นอยู่ในลานตลอดเวลา นอกจากเด็กหญิงคนหนึ่งแล้ว เด็กชายอีกสามคนไม่ส่งเสียงอะไรเลยแม้สักแอะ
“จริงหรือ เจ้ากลัวว่าอ้าปากแล้วจะเปิดเผยอายุของตนเองหรือไร”
เสี่ยวเอ้อร์หน้าเปลี่ยนสี เด็กๆ พวกนั้นก็เช่นกัน มีเด็กคนหนึ่งที่อยู่ใกล้กับหูเฟิงที่สุด ถลันเข้ามาหาหูเฟิงด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อ
หูเฟิงเตรียมป้องกันไว้นานแล้ว ย่อมไม่ถูกพวกเขาลอบจู่โจม โจวกังและหัวหน้าหน่วยจินที่อยู่ข้างกายยิ่งเก็บแรงไว้เรียบร้อย รออีกฝ่ายลงมือเท่านั้น
เป็นไปตามคาด พูดยั่วแหย่ไม่กี่คำ คนเหล่านี้ก็กดข่มโทสะไว้ไม่ได้แล้ว
เสี่ยวเอ้อร์ก็ไม่คิดว่าจู่ๆ ‘เด็กชาย’ คนนี้จะลงมือ เขาลอบคิดในใจด้วยความร้อนรน ‘ไหนๆ ก็ความแตกแล้ว เช่นนั้นก็สู้กันสักตั้งไปเลยเป็นไร อาจจะสำเร็จสิ้นเรื่องก็เป็นได้’
หูเฟิงมาที่นี่พร้อมกับคนเพียงสิบกว่าคนเท่านั้น ทว่าพอเสี่ยวเอ้อร์ออกคำสั่ง ทุกคนในสถานพักม้าก็มารวมตัวกันที่ลาน อย่างน้อยๆ สามสิบคนเลยทีเดียว
ตอนนี้โจวกังจัดการคนแคระนั่นเรียบร้อยแล้ว วรยุทธ์ของอีกฝ่ายไม่เลวเลย ส่วนวรยุทธ์ของคนอื่นเรียกได้ว่าทั่วไป จึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มเย็น “ทันทีที่ข้าเดินเข้ามา ข้าก็เห็นกลุ่มปีศาจของพวกเจ้าแล้ว กล้าเล่นผีหลอกต่อหน้าข้าเช่นนี้ วันนี้ข้าจะสังหารให้สิ้น ให้พวกเจ้ากลับนรกไปเสีย”
หัวหน้าหน่วยจินส่งเสียงตะโกนว่า “คนข้างนอกยังรออะไรอยู่ เข้ามาให้หมด! คุ้มครองท่านอ๋อง!”
ประตูที่เดิมทีปิดสนิทถูกถีบเปิด กลุ่มคนหลั่งไหลเข้ามา นายทหารกว่าร้อยนายครองพื้นที่ทั้งลานเอาไว้ อีกทั้งครองความได้เปรียบของพื้นที่นี้ได้ทันที
ภายในลานมีเสียงของการเข่นฆ่า ประกายดาบเงากระบี่ฟาดฟันกัน ไม่นานเลือดสดๆ ก็ย้อมพื้นดินจนเป็นสีแดง หูเฟิงกล่าวกับโจวกังว่า “เหลือไว้สักสองสามคน” จากนั้นเขาก็กระโดดขึ้นไปบนกำแพงลาน มองสงครามขนาดย่อมในลานจากมุมสูง
อีกฝ่ายล้วนเป็นยอดฝีมือ ทว่าคนที่เขานำมาก็ไม่ได้นำพา รวมถึงได้เปรียบด้านจำนวนคนด้วย จึงอยู่เหนือกว่าอีกฝ่ายโดยสิ้นเชิงได้ในเวลาอันสั้น
เมื่อเห็นพวกพ้องล้มลงคนแล้วคนเล่า เสี่ยวเอ้อร์คนนั้นก็เริ่มลนลาน โรมรันกับทหารยอดฝีมือคนหนึ่งไปพลาง เสาะหาหนทางหนีไปพลาง
โจวกังจับตามองเขาตั้งแต่แรก เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นหัวหน้าของคนกลุ่มนี้ ใครจะให้เขาหนีไปได้เล่า
เมื่อการต่อสู้จบลง ในลานกลายเป็นทะเลเลือดเรียบร้อย นอกจากเชลยเจ็ดคนแล้ว ที่เหลือล้วนตายสิ้น
โจวกังคุมตัวเสี่ยวเอ้อร์คนนั้นมาที่ตรงหน้าหูเฟิง ก่อนจะบังคับให้อีกฝ่ายคุกเข่าลง “บอกมาเร็ว ใครอยู่เบื้องหลังเจ้า”
อีกฝ่ายเงยหน้าถลึงตามองหูเฟิงอย่างดุดันครั้งหนึ่ง ดวงหน้าเต็มไปด้วยความแค้นเคือง เขาส่ายหน้ากัดฟัน อยากจะกัดยาพิษที่ซ่อนอยู่ในร่องฟัน
แต่ไม่ว่าเขาจะกัดอย่างไร กลับกัดไม่ถูกยาพิษนั่นเสียที
โจวกังแบมือ ยาเม็ดสีดำปรากฏสู่สายตาของเขา “เจ้าอยากกินสิ่งนี้หรือ”
เสี่ยวเอ้อร์ทำอะไรไม่ถูก นี่เป็นยาพิษที่ซ่อนอยู่ในซอกฟันของเขาแท้ๆ มันไปอยู่ในมือของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างไร
จากนั้นเขาถึงนึกขึ้นได้ ว่าก่อนหน้านี้คนผู้นี้ต่อยหน้าเขาครั้งหนึ่งจนเลือดกบปาก หรือว่ายาจะออกจากปากเขาในตอนนั้น
……….
ตอนที่ 802 รู้แต่ไม่พูด เช่นนั้นก็ตายเสียเถอะ
เสี่ยวเอ้อร์มองไปยังเจ็ดคนที่เหลือ ก่อนที่โจวกังจะแบมืออีกข้างหนึ่ง “ไม่ต้องมองแล้ว มันอยู่ที่นี่ทั้งหมดนั่นแหละ” บนมืออีกข้างหนึ่งของเขามียาพิษอยู่เจ็ดเม็ด อีกทั้งฝ่ามือของเขายังเปื้อนเลือดอีกด้วย
“อยากตายรึ ไม่ง่ายเช่นนั้นหรอก ข้าอยากให้เจ้าอยู่ไม่สู้ตายมากกว่า เช่นนั้นง่ายมาก เจ้าต้องหุบปาก ไม่พูดอะไรทั้งสิ้น ข้าจะทำให้เจ้าได้ลิ้มรสโทษทัณฑ์ทุกอย่างบนโลกนี้เอง”
ตอนนี้โจวกังเข้าใจโทษทัณฑ์ทุกชนิดอย่างแจ่มแจ้ง รู้ว่าการลงโทษใดที่ทำให้คนหมดอาลัยตายอยาก สามปีมานี้เขาทนมาได้โดยตลอด เพราะเขามีจิตใจที่แกร่งกล้า และเชื่อว่าจิ้นอ๋องยังไม่ตายอยู่เสมอ
แต่คนตรงหน้าพวกนี้อาจจะไม่ได้มีจิตใจแข็งแกร่งเช่นนั้น
ฉู่เยี่ยนว่า “ข้ามอบคนพวกนี้ให้เจ้า ข้าจะไปที่ศาลาว่าการสักหน่อย”
โจวกังพยักหน้า “ท่านอ๋องวางใจ ข้าจะทำให้พวกเขาสารภาพทั้งหมด หากรู้แต่ไม่พูด เช่นนั้นก็ตายเสียเถอะ”
จากนั้นฉู่เยี่ยนก็กวาดสายตามองเสี่ยวเอ้อร์คนนั้นครั้งหนึ่ง ในใจกล่าวว่า ‘จะกลัวก็แต่คนพวกนี้จะไม่รู้อะไรเลย ดูท่าทางพวกเขาเป็นคนที่กลุ่มนักฆ่าส่งมามากกว่า คนพรรค์นี้อาจจะไม่รู้เส้นสนกลใน แต่พวกเขาไม่รู้ คนที่ส่งพวกเขามาปฏิบัติหน้าที่จะต้องรู้อย่างแน่นอน’
ฉู่เยี่ยนกระซิบที่ข้างหูโจวกังสองสามประโยค ฝ่ายโจวกังพยักหน้าติดต่อกัน “ท่านอ๋องคิดรอบคอบจริงๆ ข้านับถือยิ่งนักขอรับ”
“เจ้าไปเรียนวิธีการประจบประแจงมาจากที่ใด” ฉู่เยี่ยนหลุดหัวเราะ
โจวกังเกาศีรษะ ก่อนจะตอบด้วยความเบิกบาน “ข้าไม่ได้ประจบนะขอรับ”
ฉู่เยี่ยนนำคนส่วนหนึ่งมุ่งหน้าไปยังศาลาว่าการ เป็นเช่นที่เขาคาดการณ์ไว้อีกครั้ง ประตูศาลาว่าการปิดสนิท แม้แต่คนเฝ้าประตูก็ไม่มีสักคน
หัวหน้าหน่วยจินเดินไปเคาะประตู ทว่าไม่มีใครตอบรับ
“ท่านอ๋อง ทำอย่างไรดีขอรับ” หัวหน้าหน่วยจินถาม
ฉู่เยี่ยนเลิกคิ้วเล็กน้อย แววตาหยั่งลึกขึ้นอยู่บ้าง “พังเข้าไป!”
ประตูศาลาว่าการหนากว่าประตูทั่วไปเป็นธรรมดา แต่ต่อให้หนามากกว่านี้ ก็ไม่เหนือบ่ากว่าแรงยอดฝีมือมากมายเช่นนี้ ทันทีที่ประตูเปิดออก พวกเขาทุกคนก็กรูกันเข้าไปข้างใน
หัวหน้าหน่วยจินนำนายทหารฝีมือชั้นยอดหลายคนคุ้มกันอยู่ข้างหน้า ส่วนฉู่เยี่ยนเดินอยู่ตรงกลาง และมียอดฝีมือคุ้มกันอยู่ที่ท้ายขบวนด้วย ป้องกันไม่ให้เกิดการซุ่มจู่โจมจากด้านหลัง
ศาลาว่าการว่างเปล่าไร้ผู้คน ร่องรอยของการต่อสู้กระจายอยู่จนทั่วบริเวณ ส่วนป้ายคำสั่งและไม้ปลุกสติถูกจัดวางอยู่อย่างเป็นระเบียบ
“ค้น!” หัวหน้าหน่วยจินสั่ง
ยอดฝีมือสิบกว่าคนแยกย้ายกันไปในทันที บางคนเดินไปทางด้านหลังศาลาว่าการ บางคนเดินไปทางด้านซ้ายและขวา รวมถึงมีคนไปที่ห้องยา ห้องเก็บศพ และห้องอื่นๆ ด้วย
ไม่นานนักก็มีคนมารายงาน ว่าพบคนนอนหมดสติอยู่ในโถงข้าง
ฉู่เยี่ยนและหัวหน้าหน่วยจินตามไปทันที พบบุรุษสลบไสลอยู่บนบนพื้นในโถงข้างสามคน
คนหนึ่งในนั้นสวมชุดคลุมเจ้าเมือง ส่วนอีกสองคนสวมอาภรณ์สีดำ ท่าทางจะเป็นผู้คุ้มกันของเจ้าเมือง
หัวหน้าหน่วยจินหยิบน้ำชาเย็นชืดจอกหนึ่งบนโต๊ะขึ้นมา แล้วสาดมันลงบนใบหน้าของเจ้าเมือง
ใต้เท้าเฉียนพลิกตัวด้วยความสะลึมสะลือ รู้สึกเพียงว่าหนาวไปทั้งตัว เย็นท้ายทอยมาก ใบหน้าของเขาเปียกไปหมด ทั้งยังมีกลิ่นของใบชาด้วย
เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น เห็นเงาร่างของคนหลายคน แสงสว่างข้างนอกเจิดจ้ามาก เขาจึงหรี่ตาลง แต่กลับยังคงมองไม่เห็นหน้าของคนพวกนี้
“เร็ว รีบประคองข้าลุกขึ้น” ความทรงจำของเขาค่อยๆ คืนกลับมา นึกขึ้นได้ว่าตนเองถูกทำให้สลบไป คนที่ลงมือคืออาซื่อ ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้า กล้าลงไม้ลงมือแม้กระทั่งกับเขา
หัวหน้าจินแค่นหัวเราะ “เจ้าคุกเข่าพูดจาเสียดีกว่า”
ใต้ท้าเฉียนหัวใจกระตุกวูบ เสียงของคนผู้นี้ไม่คุ้นหูเป็นอย่างยิ่ง น่าจะไม่ใช่คนที่เขาคุ้นเคย เขาพยายามฝืนตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง ในที่สุดตรงหน้าก็สว่างแจ่มใส ทำให้เขามองเห็นคนในโถงชัดแจ้ง
คนผู้หนึ่งสวมชุดสีดำ บนไหล่ทั้งสองข้างประดับด้วยงูปักด้ายสีทองที่เหมือนจริงราวกับมีชีวิต ใบหน้าองอาจ หล่อเหลาไม่ธรรมดา กลิ่นอายของเขากดอัดผู้คน เขาเป็นขุนนางของราชสำนักผู้หนึ่ง ย่อมรู้ว่าคนประเภทใดถึงสวมชุดสีดำปักลายงูที่เป็นเอกลักษณ์เช่นนี้ได้