คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา - ตอนที่ 831 ท่านตาปากไวกว่านางนัก / ตอนที่ 832 หวังว่านางจะเหมือนสตรีทั่วไป
- Home
- คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา
- ตอนที่ 831 ท่านตาปากไวกว่านางนัก / ตอนที่ 832 หวังว่านางจะเหมือนสตรีทั่วไป
ตอนที่ 831 ท่านตาปากไวกว่านางนัก
เมื่อกินข้าวเสร็จ จ้าวซู่เอ๋อก็พาหรูเอ๋อร์ไปคุยเล่นที่เรือนของจ้าวหลาน ส่วนไป๋จื่อและหูเฟิงไปยังห้องหนังสือของตงฟางมู่
คนที่เหลือพักผ่อนตามอัธยาศัย
รอยยิ้มบนใบหน้าของตงฟางมู่จางหายไปแล้ว หัวใจของเขาหนักอึ้งเมื่อได้ฟังวาจาของหูเฟิง เขาคาดเดาทีท่าของฮ่องเต้ไว้ตั้งนานแล้ว แต่เขาคาดไม่ถึงเลยว่าพระองค์จะแสดงออกชัดเจนต่อหน้าฉู่เยี่ยนปานนั้น นี่ไม่เท่ากับปกป้องโอรสคนหนึ่ง แต่ทำร้ายโอรสอีกคนหนึ่งหรือ
“เยี่ยนเอ๋อร์ เจ้าคิดจะทำอย่างไร”
ฉู่เยี่ยนมุ่นคิ้ว “อาจารย์ ข้าคิดอย่างไรไม่สำคัญ ที่สำคัญก็คือเสด็จพ่อคิดอย่างไรต่างหาก ไม่ว่าฉู่เฟิงจะทำอะไรข้า ทีท่าของเสด็จพ่อก็ไม่มีทางเปลี่ยน”
ตงฟางมู่กล่าว “เสด็จพ่อของเจ้าทำเรื่องนี้ไม่ถูกต้องจริงๆ องค์ชายทำผิดกฎก็ต้องถูกลงโทษเช่นประชาชน หลักการง่ายๆ เช่นนี้ ไยพระองค์ถึงคิดไม่ได้กัน หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ฉู่เฟิงยิ่งจะทำอะไรโดยไม่เกรงกลัวมากขึ้น เขาจะก่อเรื่องอะไรก็ยากจะคาดเดาได้แล้ว”
ไป๋จื่อฟังอยู่ข้างๆ พลางใคร่ครวญว่าต้องพูดเรื่องที่ฉู่เฟิงจงใจมาพบนางโดย ‘บังเอิญ’ หรือไม่
หากพูดออกไป หูเฟิงจะทำอย่างไร จะเกิดความยุ่งยากที่ไม่อาจจัดการได้ใช่หรือไม่
สถานการณ์ตรงหน้าทำให้เขากลัดกลุ้มมากพอแล้ว หากมีเรื่องนี้เพิ่มขึ้นมาอีก เขาจะยิ่งลำบากกว่านี้แน่
นางคิดดูแล้วก็ตัดสินใจปิดบังเรื่องนี้เอาไว้ ถึงอย่างไรเสียก็ยังไม่มีเรื่องใหญ่อะไรเกิดขึ้น
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าการตัดสินใจของนางเปล่าประโยชน์…ท่านตาปากไวกว่านางนั้น
“ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากบอกเจ้า” ตงฟางมู่เอ่ย
ฉู่เยี่ยนพยักหน้า “อาจารย์เชิญกล่าว”
“หลังจากเจ้าออกจากเมืองหลวงไม่นาน ไทเฮาก็มีรับสั่งให้จื่อเอ๋อร์เข้าวังไปรักษาโรคให้พระนาง ถือโอกาสให้นางไปยังตำหนักของฮองเฮา ฮองเฮาใส่ยาลงไปในน้ำชายังขอไม่พูด แต่ยังจงใจให้นางกำนัลทำน้ำชาหกใส่ตัวจื่อเอ๋อร์ แล้วให้จื่อเอ๋อร์ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ตำหนักหลัง โดยที่นางไม่รู้ว่าตอนนั้นฉู่เฟิงซ่อนตัวอยู่นั่น โชคดีที่จื่อเอ๋อร์มีไหวพริบ นางคิดหาวิธีหนีไปยังตำหนักของพระสนมซูเฟย พระสนมซูเฟยช่วยนางไว้ได้ และสั่งให้คนส่งนางกลับมา ไม่เช่นนั้นผลสุดท้ายก็ยากจะคาดการณ์ได้แล้ว”
เมื่อหูเฟิงได้ฟังดังนั้นแล้ว เขาก็แทบจะระเบิดโทสะออกมา กำปั้นข้างหนึ่งทุบลงบนโต๊ะ ก่อนจะกล่าวด้วยความโกรธว่า “น่ารังเกียจนัก พวกเขารู้กันชัดๆ อีกทั้งรู้เรื่องการแต่งงานของข้ากับจื่อเอ๋อร์ดี แต่ก็ยังกล้า…”
ฮองเฮาทำถึงขั้นนี้ก็ไม่แปลก นางเป็นมารดาของฉู่เฟิง แม่ลูกจิตใจตรงกัน ย่อมต้องร่วมหัวจมท้ายกันอยู่แล้ว ทว่าไทเฮาเล่า เหตุใดนางถึงทำเช่นนี้ ฉู่เฟิงเป็นหลานของนาง แล้วเขาฉู่เยี่ยนไม่ใช่หรือไร
ไป๋จื่อรีบพูดว่า “ไม่เป็นไรหรอก เจ้าแค่จำเรื่องนี้ไว่ก่อนก็พอ จากนี้หาโอกาสได้แล้วค่อยรายงานก็ได้ ตอนนี้เจ้ามีเรื่องที่สำคัญมากกว่า อย่าทำเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องเลย”
ตงฟางมู่พยักหน้า “จื่อเอ๋อร์พูดถูกต้อง แม้เรื่องนี้จะน่าโมโหจริงๆ แต่ตอนนี้การหาความยุติธรรมให้แคว้นจินสำคัญยิ่งกว่า หากบุ่มบ่ามขึ้นมา ก่อให้เกิดไฟสงครามระหว่างสองแคว้น ชีวิตต้องหาไม่ ไม่อาจฟื้นกลับคืนมาได้ชั่วนิรันดร์”
หูเฟิงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะหันหน้าไปมองไป๋จื่อ “จากนี้หากเจ้าออกไปทำอะไรข้างนอกจะต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง ข้าจะมอบองครักษ์ลับสองคนให้เจ้า พวกเขาจะไม่รบกวนชีวิตประจำวันของเจ้าแน่”
ตงฟางมู่พยักหน้า “ทำเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน ข้าเองก็คิดไว้เช่นนั้น เพียงแต่ยังไม่ได้หาคนที่เหมาะสม ครั้งนี้มาเมืองหลวงพาคนมาด้วยไม่มาก จึงไม่มีใครเป็นผู้คุ้มครองอย่างลับๆ ได้สักคน เดิมทีคิดจะเรียกคนมาจากเขาฉีอวิ๋น แต่หากทางเจ้ามีคนที่เหมาะสมแล้ว ก็ใช้คนของเจ้าแล้วกัน”
“ขอรับ ข้าจะกลับไปจัดการทันที” หูเฟิงพยักหน้า
ไป๋จื่อไม่สนใจเรื่องนี้ ขอเพียงไม่รบกวนชีวิตประจำวันของนางก็พอแล้ว นางถามว่า “ตอนนี้องค์หญิงแคว้นจินเป็นอย่างไรบ้าง”
หูเฟิงส่ายหน้า “ยังไม่แน่ชัด ตอนนี้องค์หญิงเข้าไปอยู่ในวังแล้ว และเชิญหมอหลวงจากสำนักมาหลวงมาตรวจอาการแล้วเช่นกัน พรุ่งนี้ข้าเข้าวังไปก็จะรู้แล้ว”
……….
ตอนที่ 832 หวังว่านางจะเหมือนสตรีทั่วไป
“หากต้องการข้าก็เอ่ยปากมาได้เลย ขอเพียงข้าช่วยได้”
ไป๋จื่อยิ้มอย่างใจเย็น บนตัวนางไม่มีความรู้สึกได้รับความไม่เป็นธรรมอะไร หากเป็นสตรีทั่วไปเจอเรื่องเช่นเดียวกันนาง อดใจไม่ร้องไห้ได้สิน่าแปลก
ทว่ายามที่ไป๋จื่อพบอันตราย นางกลับเยือกเย็นกว่าปกติ นางสามารถทำให้อันตรายหายไปหมดสิ้น และไม่มีทางเจ็บปวดเสียใจเพราะเรื่องน่าอดสูเล็กน้อยเหล่านั้น
หูเฟิงชื่นชมไป๋จื่อที่เป็นเช่นนี้มาก แต่บางครั้งเขาก็หวังว่านางจะเหมือนสตรีทั่วไป อ่อนแอเสียบ้าง พึ่งพาเขาเสียบ้าง
หลายครั้งความเด็ดเดี่ยวของนางทำให้เขากลัว กลัวว่านางจะไม่ต้องการเขา กลัวว่าสักวันหนึ่งเขาจะเสียนางไป
เขาพลันจับมือของไป๋จื่อ แล้วเอ่ยด้วยความร้อนใจว่า “จื่อเอ๋อร์ ต่อจากนี้ไม่ว่ามีเรื่องใดล้วนต้องบอกข้า ไม่ว่าเจ้าได้รับความไม่เป็นธรรมอะไรล้วนต้องบอกข้าเป็นคนแรก ข้าไม่สนว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร ไม่สนว่าอีกฝ่ายจะมีฐานะใด ขอเพียงมีข้าอยู่ ข้าจะไม่ให้มีใครทำร้ายเจ้า ไม่มีวัน”
นางไม่ได้ชักมือของตนเองกลับ อุณหภูมิพอดิบพอดีที่ฝ่ามือของเขาทำให้นางรู้สึกได้ถึงความจริงใจ รู้สึกได้ถึงความรักอันแรงกล้าของเขา
หัวใจของนางพลันเต้นเร็วขึ้น พวงแก้มทั้งสองข้างแดงเหมือนถูกหิมะกัด นางก้มหน้าลง ยิ้มพลางพยักหน้า “อืม ข้ารู้แล้ว”
เมื่อได้เห็นท่าทางขวยเขินของนาง เขาอยากจะกอดจูบนางสักครั้งจริงๆ แต่น่าเสียดายที่ในห้องมีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องอยู่ แค่เพียงจับมือเล็กก็ทำให้อีกฝ่ายเป่าหนวดถลึงตาแล้ว หากกอดจูบนางขึ้นมา อีกฝ่ายคงจะต้องยกกระบองขึ้นไล่ตีเขาแน่นอน
เพื่อให้ต่อไปได้มาที่นี่บ่อยๆ เขาตัดสินใจอดทนเอาไว้
“จื่อเอ๋อร์ เจ้ายังไม่เคยไปจวนจิ้นอ๋อง วันหน้าข้าส่งคนมารับเจ้าไปเที่ยวเล่นดีหรือไม่” หึๆ เข้าจวนจิ้นอ๋องแล้ว ชายชราผู้นี้ไม่มีทางตามไปแน่
ไป๋จื่อเงยหน้าขึ้นมองเขา ราวกับว่ามองความคิดของเขาออก นางเม้มปากยิ้ม “ก็ดีเหมือนกัน จวนจิ้นอ๋องหน้าตาเป็นอย่างไร ข้าไม่รู้เลยจริงๆ”
“นี่ เจ้าหนุ่ม ยังไม่ปล่อยมืออีกรึ ไม่เห็นหัวข้าแล้วกระมัง” ตงฟางมู่มุ่นคิ้ว ในใจกล่าวว่า ‘ไป๋จวนจิ้นอ๋อง? อยู่ที่นี่ยังกล้าถึงเนื้อถึงตัวต่อหน้าท่านตาอย่างข้า หากตามเจ้าไปจวนจิ้นอ๋องจริงๆ เจ้าหนุ่มอย่างเจ้าจะปล่อยโอกาสเอาเปรียบหลานสาวข้าไปหรือ’
หูเฟิงปล่อยมือไป๋จื่ออย่างอาลัยอาวรณ์ เขาลอบถอนใจยาว ไยเด็กสาวนางนี้ไม่โตเร็วๆ กว่านี้หน่อย
หลังจากส่งฉู่เยี่ยนไปแล้ว ตงฟางมู่ก็รั้งตัวไป๋จื่อไว้ เอ่ยเสียงเบาว่า “เด็กน้อย จะไปจวนจิ้นอ๋องย่อมได้ แต่เจ้าจงจำไว้ว่าอย่าให้เขาเอาเปรียบเจ้าเช่นที่เขาจับมือเจ้าในวันนี้เด็ดขาด เข้าใจหรือไม่”
ไป๋จื่อลอบยิ้ม อยากถามนักว่าหูเฟิงเป็นลูกศิษย์ของเขาจริงหรือไม่ ไยเห็นลูกศิษย์ของตนเองเหมือนโจรเช่นนี้
“เจ้าค่ะๆ ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะไม่ให้เขาเอาเปรียบเด็ดขาด”
…
วันรุ่งขึ้น ฉู่เยี่ยนเข้าวังไป เขามุ่งหน้าไปยังสำหนักหมอหลวงเป็นที่แรก
วันนี้หัวหน้าสำนักหมอหลวงล้วนอยู่ที่นี่ ฉู่เยี่ยนกวาดสายตามองหัวหน้าสำนักหมอหลวงเหลียงอย่างเฉยชาครั้งหนึ่ง
หมอหลวงเหลียงหนาวสันหลังวาบทันที เขารู้สึกได้ถึงความคมปลาบดุจดาบของจิ้นอ๋อง หรือว่าแม้แต่จิ้นอ๋องก็รู้อะไรแล้วเช่นกัน
เขายิ่งคิดก็ยิ่งหวั่นใจ รู้สึกเพียงว่าอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว ขืนอยู่ต่อไปชีวิตน้อยๆ ของเขาต้องจบสิ้นแน่
ฉู่เยี่ยนถามหมอหลวงสวี่ว่า “อาการขององค์หญิงเป็นอย่างไรบ้าง”
“เรียนท่านอ๋อง ตอนนี้องค์หญิงยังคงไม่ฟื้น หลังจากตรวจดูแล้ว องค์หญิงถูกพิษประหลาดเป็นอย่างยิ่ง มันเหมือนจะไม่ใช่ของที่มีในแคว้นฉู่ น่าจะมาจากต่างถิ่น ข้าไม่เคยเห็นลักษณะพิษเช่นนี้เลยขอรับ” หมอหลวงสวี่ตอบ
ทันใดนั้นฉู่เยี่ยนก็ขมวดคิ้ว เขาหันไปมองหมอหลวงเหลียง “หมอหลวงเหลียงคิดว่าอย่างไร”
หมอหลวงเหลียงตัวสั่นสะท้าน กลัวจนขาสั่นพั่บๆ ไม่รู้ว่าควรตอบอะไรอยู่ชั่วขณะ