คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา - ตอนที่ 829 ไม่เคยคิดจะแต่งงานใหม่ / ตอนที่ 830 โชคดีมาก
ตอนที่ 829 ไม่เคยคิดจะแต่งงานใหม่
หากเป็นจ้าวหลานเมื่อก่อน นางคงพูดว่าทำเช่นนั้นไม่ดีแน่ เพราะนางไม่เคยคิดจะแต่งงานใหม่ และเหตุผลอีกมากมาย
ก่อนหน้านี้ไป๋จื่อเคยพูดกับนางแล้ว ว่าบนโลกนี้มีชีวิตแต่งงานดีๆ ไม่รู้ตั้งมากมายเท่าไร แต่หลายคนล้วนพลาดไปเพราะความสงบเสงี่ยมที่ยากจะเข้าใจเหล่านั้น
รอคอยอย่างสงบเสงี่ยม ก่อนจะพลาดไปเพราะการรอคอย หลังจากพลาดไปแล้ว จะมาเสียใจภายหลังก็คงไม่ทัน…
ความสงบเสงี่ยมไม่อาจนำความสุขที่แท้จริงมาสู่ชีวิตได้ ต้องลงมือในขณะที่ควรลงมือ ขอเพียงชอบก็ไม่จำเป็นต้องสงบเสงี่ยม สงวนวาจา ขอเพียงรู้สึกว่าเรื่องนี้ถูกต้อง เช่นนั้นก็จงไปทำอย่างกล้าหาญเถอะ
นางสูดลมหายใจลึกๆ ก่อนจะชำเลืองสายตาที่เต็มไปด้วยความขวยเขินขึ้น แล้วพยักหน้าให้หูจ่างหลิน “เจ้าค่ะ พวกเราแต่งงานกัน”
เดิมทีนางคิดว่าการจะพูดประโยคนี้ออกมาได้ จำเป็นต้องใช้ความกล้ามากมายมหาศาล เดิมทีคิดว่าคำพูดนี้ยากจะลอดไรฟันออกมาได้
แต่จนพูดออกมาแล้วนางถึงพบว่า ความยากในจินตนาการนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้ยาก ขอเพียงมีหัวใจเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ก็พอ หลังจากพูดออกไปแล้ว นางก็รู้สึกโล่งใจเหมือนยกภูเขาออกจากอกเลยทีเดียว
หูจ่างหลินลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น เขาดีใจเหมือนเด็กๆ อย่างไรอย่างนั้น และไม่รู้ว่าควรแสดงความปีติของตนเองออกมาอย่างไร เขาเดินวนเวียนไปมาอยู่ในเรือนเพราะทำอะไรไม่ถูก “ดี ดียิ่งนัก ข้า…ข้าจะกลับไปเดี๋ยวนี้ กลับไปเตรียมตัว” เขาพูดพลางจะเดินออกไป
ทว่าจ้าวหลานเรียกเขาไว้ “พี่จ่างหลิน”
เขาพลันชะงักงัน รีบกลับหลังหัน ก่อนจะสบตาที่ทอประกายเขินอายออกมาของจ้าวหลาน “หืม?” นางเรียกเขาว่าพี่จ่างหลินเป็นครั้งแรก น่าฟังจริงๆ
จ้าวหลานหน้าแดงยิ่งกว่าเดิม นางก้มหน้าลงอีกครั้ง “ท่านรีบร้อนอะไรกัน เวลาป่านนี้แล้ว ย่อมต้องกินข้าวก่อนค่อยกลับสิเจ้าคะ อีกอย่าง ท่านต้องปรึกษาเรื่องนี้กับหูเฟิงสักหน่อย ข้าเองก็ต้องบอกกับจื่อเอ๋อร์เช่นกัน เพราะมันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของพวกเราสองคนเท่านั้น”
หูจ่างหลินรีบกล่าว “ข้าบอกกับหูเฟิงนานแล้ว เขาเห็นดีเห็นงามตั้งแต่ทีแรก ทั้งยังดีใจแทนพวกเราอีกต่างหาก”
จ้าวหลานนั่งลงอีกครั้ง นางถอนใจเสียงเบา “จื่อเอ๋อร์ก็ต้องเห็นดีเห็นงามเช่นกัน เพียงแต่…”
“เพียงแต่อะไรหรือ” หูจ่างหลินกลับไปนั่งลงตรงหน้าโต๊ะ
“พี่จ่างหลิน จื่อเอ๋อร์เป็นบุตรสาวของข้า หูเฟิงเป็นบุตรชายของท่าน พวกเขาเรียกพวกเราว่าท่านพ่อท่านแม่ ตามหลักแล้ว หากพวกเราแต่งงานกันแล้ว พวกเขาก็ต้องเป็นพี่น้องกัน แต่พวกเขาหมั้นหมายกันอยู่แล้ว ต่อจากนี้จะต้องแต่งงานกัน เช่นนั้นแล้วการนับรุ่นจะไม่วุ่นวายหรือเจ้าคะ”
หูจ่างหลินขมวดคิ้ว เขาเคยคิดเรื่องนี้เช่นกัน แต่หูเฟิงบอกแล้วว่าไม่สนใจ
“หูเฟิงเคยพูดเรื่องนี้แล้ว เขาบอกว่าไม่สนใจ ไม่ว่าคนอื่นจะมองอย่างไร ขอเพียงพวกเราสองคนมีความสุขก็พอแล้ว”
จ้าวหลานพยักหน้า “จื่อเอ๋อร์ก็พูดเช่นนั้น พวกเขาล้วนเป็นเด็กดี แต่พวกเราไม่อาจไม่สนใจชื่อเสียงของพวกเขาได้ ตอนนี้จื่อเอ๋อร์เป็นคุณหนูของสกุลตงฟางแล้ว หูเฟิงเองก็เป็นถึงองค์ชาย ทั้งสองคนมีฐานะไม่ธรรมดา หากพวกเราแต่งงานกัน ก็ไม่รู้ว่าคนอื่นจะนินทาว่าร้ายอะไรบ้าง ข้ากังวลเรื่องนี้เจ้าค่ะ”
“มีอะไรน่ากังวลกันเล่าเจ้าคะ ก่อนแต่งงานพวกท่านเป็นพ่อแม่ของพวกข้า หลังแต่งงานก็เป็นพ่อแม่ของพวกข้าเช่นกัน ยิ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันก็ยิ่งดีไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
เสียงใสแจ๋วของไป๋จื่อดังมาจากหน้าประตู ทั้งสองคนรีบมองไป เห็นไป๋จื่อเดินยิ้มหวานเข้ามา นางนั่งลงข้างๆ จ้าวหลาน แล้วยกจอกชาที่มารดาดื่มเหลือขึ้นดื่มจนหมด
เมื่อชุ่มคอแล้ว นางถึงจะกล่าวว่า “ท่านแม่ ชีวิตคนสั้นนัก ต้องรีบมีความสุขถึงจะถูกต้อง อย่าได้พลาดโอกาสดีที่ยากจะได้มาเพราะสิ่งของที่ไม่จริงเหล่านั้นเลย ชื่อเสียง คำวิจารณ์ ของพวกนี้ล้วนไม่ใช่สิ่งสำคัญอะไร มันสำคัญในสายตาคนอื่นเท่านั้น พวกเราใช้ชีวิตตามจริง อย่าได้สนใจคนอื่น สนใจดูแลตัวเองให้ดีถึงจะถูกต้องเจ้าค่ะ” หากพวกเขาทั้งสองคนได้แต่งงานกัน นางกับหูเฟิงก็มีแต่จะยิ่งสบายใจ พวกนางโตแล้ว ต้องมีชีวิตเป็นของตัวเองเป็นธรรมดา ส่วนพวกเขาเมื่อได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ครึ่งชีวิตหลังจากนี้ก็ไม่ต้องโดดเดี่ยวแล้ว
……….
ตอนที่ 830 โชคดีมาก
ตอนนี้จ้าวหลานยังสาว อาจจะยังคลอดลูกออกมาได้อีกสักคน
หูจ่างหลินฟังแล้วก็พยักหน้าหงึกหงัก เขาคิดเช่นเดียวกับไป๋จื่อ แต่เขากลับอธิบายออกมาไม่ได้ ตอนนี้ไป๋จื่อพูดออกมาแล้ว ยิ่งฟังดูก็ยิ่งมีเหตุผลทีเดียว
นับว่าจ้าวหลานเข้าใจแล้ว นางอมยิ้มพลางพยักหน้า “ตกลง แม่จะฟังเจ้า เจ้าพูดถูกต้อง พูดดีแล้วละ”
ไป๋จื่อจับมือจ้าวหลานไว้ ก่อนจะส่งมือนั้นให้หูจ่างหลิน แล้วจับมือพวกเขาไว้ด้วยกัน “ในเมื่อตกลงกันแล้ว เช่นนั้นเรื่องมงคลนี้ก็ล่าช้าต่อไปไม่ได้ อีกเดี๋ยวข้าจะปรึกษากับหูเฟิงสักหน่อย หาคนมาดูฤกษ์แต่งงาน จัดการเรื่องนี้อย่างดี เป็นอย่างไรเจ้าคะ”
หูจ่างหลินพยักหน้าอย่างต่อเนื่อง “ดี ล้วนฟังเจ้า”
เด็กสาวมองมือของพวกเขาที่จับอยู่ด้วยกัน ในใจรู้สึกหวานชื่นและพอใจยิ่งนัก จ้าวหลานอุทิศวัยสาวให้นาง ทั้งลำบาก ทั้งได้รับความไม่เป็นธรรมที่คนทั่วไปไม่มีทางจินตนาการได้ พวกนางโชคดีมากที่ได้พบพวกเขาสองพ่อลูก
เพียงแต่อนาคตข้างหน้าของนางกับหูเฟิง จะโชคดีเหมือนกับจ้าวหลานและหูจ่างหลินหรือไม่
นางไม่รู้เลย
เรื่องราวบนโลกเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง ทุกวันคืนลมและเมฆล้วนเปลี่ยนผัน ใครเล่าจะรู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร
ไป๋จื่อเผลอหัวเราะออกมา ก่อนจะสะบัดศีรษะ ‘คิดมากมายไปไย ใช้ชีวิตต่อไปให้ดีก็พอแล้ว’
นางลุกขึ้นยืน “พวกท่านคุยกันไปก่อนนะเจ้าคะ ข้าจะไปดูที่ห้องครัวหน่อย จู่ๆ หูเฟิงก็โผล่มาบอกข้าว่าวันนี้พวกเราต้องชิมฝีมือของพวกเขา แต่ข้ากลัวว่าพวกเขาจะจุดไฟเผาห้องครัว ต้องจับตามองไว้เจ้าค่ะ”
จ้าวหลานหัวเราะ “เด็กโง่ เขาเป็นห่วงเจ้า กลัวเจ้าจะเหนื่อยถึงได้ลงมือเองอย่างไรเล่า”
หูจ่างหลินก็กล่าวเช่นกัน “ใช่ หูเฟิงชอบกินอาหารที่เจ้าทำที่สุด ตอนอยู่ที่จวนอ๋อง ไม่ว่าพ่อครัวจะทำอาหารสุดฝีมือเพียงไร เขาก็กินไปไม่กี่คำเท่านั้น ไหนเลยจะกระตือรือร้นเหมือนตอนที่กินข้าวกับเจ้า พวกเจ้าน่ะควรจะแต่งงานกันเร็วๆ หูเฟิงจะได้ไม่ต้องเอาแต่เลือกกิน ดูสิหน้าเขาตอบหมดแล้ว”
ไป๋จื่อยิ้มหวานหยดย้อย หัวใจของนางก็มีแต่ความหวานเชื่อม นางไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงหมุนกายออกไป
จ้าวหลานเห็นไป๋จื่อไปแล้ว ก็คิดจะชักมือของตนเองกลับ แต่หูจ่างหลินไม่รู้เอาความกล้ามาจากที่ใด จับมือนางไว้แน่นขนัด ไม่ว่านางจะออกแรงเพียงใด เขาก็ไม่ยอมปล่อยมือ
ดูสิ สาวใช้สองคนในเรือนปิดปากหัวเราะไม่ยอมหยุดแล้ว
…
ทุกคนในห้องครัวกำลังยุ่ง โจวเสี่ยวเฟิงรับผิดชอบดูไฟ โจวกังล้างผัก โจวอาอู่และหรูเอ๋อร์เด็ดผักอยู่ข้างๆ ส่วนหูเฟิงหั่นผัก ในขณะที่ฟู่เจิงช่วยซู่เอ๋อผสมแป้งเพื่อห่อเกี๊ยว
ตงฟางมู่ยืนมองความคึกคักอยู่ที่หน้าประตู ยิ้มไม่หุบเลยทีเดียว
ความคึกคักเช่นนี้ หากมีทุกวันได้ยิ่งดี
คนกลุ่มใหญ่สนทนากันระหว่างทำอาหารด้วย พาให้เกิดเสียงหัวเราะขึ้นอยู่เรื่อยๆ
เหล่าข้ารับใช้ยืดคอมองเข้ามาข้างใน ด้วยอย่างไรก็จินตนาการไม่ออกว่าคนในห้องครัวเหล่านี้เป็นถึงอ๋องผู้สูงศักดิ์ และแม่ทัพที่ยาตราทัพเข้าสู่สนามรบ
แม้ฟู่เจิงจะทำอาหารเป็นอยู่หลายอย่าง แต่รสชาติกลับเทียบฝีมือไป๋จื่อไม่ได้ เรียกได้ว่าต่างกันราวฟ้ากับเหว เมื่ออาหารขึ้นโต๊ะ อาหารสองสามอย่างที่ไป๋จื่อทำไว้ก่อนหน้านี้จึงหมดเกลี้ยงในทันที เกี๊ยวยิ่งเป็นที่ต้องการของทุกคน แต่ละคนล้วนแย่งกินราวกับเด็กๆ อย่างไรอย่างนั้น
ตงฟางมู่ร้อนใจมาก เขาเคาะตะเกียบลงบนหลังมือ “ทุกคนหยุดก่อน ที่เหลือเป็นของข้า”
ทุกคนต่างหัวเราะครืน ยิ่งแย่งกันยิ่งมีความสุข อาหารมือนี้จึงเต็มไปด้วยความครื้นเครง
ตงฟางหว่านเอ๋อร์กล่าวกับหูเฟิงว่า “เยี่ยนเอ๋อร์ ต่อจากนี้เจ้ามาที่นี่บ่อยๆ นะ พาพวกเขามาด้วย”
ฉู่เยี่ยนยิ้มร่า “พวกเขาเสียงดัง ไม่รู้จักมารยาทขนาดนี้ จะให้พวกเขามาทำอะไรขอรับ”
ตงฟางมู่กล่าวต่อ “หากจะพูดถึงมารยาท ข้าตงฟางมู่เป็นคนที่ไม่มีมารยาทที่สุดแล้ว สิ่งที่เรียกว่ามารยาทนี้ ใช้ให้ถูกเวลาก็พอ เวลานี้จะพูดเรื่องมารยาทไปไย”