คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา - ตอนที่ 841 ตำราที่โด่งดังไปทั่วหล้า / ตอนที่ 842 ภาวะฉุกเฉิน
- Home
- คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา
- ตอนที่ 841 ตำราที่โด่งดังไปทั่วหล้า / ตอนที่ 842 ภาวะฉุกเฉิน
ตอนที่ 841 ตำราที่โด่งดังไปทั่วหล้า
“รสชาติเป็นอย่างไรเจ้าคะ” จิ่นเอ๋อร์ถาม
องค์หญิงพยักหน้า “หอมมาก ไม่เหมือนกับที่ข้าเคยกิน ไม่เลวเลยจริงๆ”
จิ่นเอ๋อร์ยิ้ม “นี่เป็นโจ๊กที่แม่นางไป๋ต้มเอง แม่นางไป๋ไม่เพียงเชี่ยวชาญวิชาแพทย์มา ฝีมือการทำอาหารของนางก็ไม่เลวด้วยเจ้าค่ะ”
ริมฝีปากสีชมพูใต้ผ้าบังหน้าเผยรอยยิ้มจาง “ต่อไปไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้โชคดี ได้แต่งกับสตรีเช่นนาง”
จิ่นเอ๋อร์กลับกล่าวว่า “คนที่ได้แต่งกับองค์หญิงต่างหากถึงจะโชคดี ว่ากันตามตรง แม้บ่าวจะเลื่อมใสในตัวแม่นางไป๋ และชื่นชมนิสัยของนาง แต่นางเปิดเผยโฉมหน้ารักษาโรคให้คนอื่นไปทั่วทั้งวันเช่นนี้ เกรงว่าคนภายนอกจะรับไม่ได้ แล้วคุณชายดีๆ ที่ไหนจะอยากแต่งกับสตรีที่เที่ยวเพ่นพ่านไปทั่วเล่าเจ้าคะ”
นางมององค์หญิง ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ต้องเหมือนกับองค์หญิงต่างหาก ถึงจะเรียกว่าวาสนาดี”
องค์หญิงถูกนางหยอกเย้า อารมณ์ดีขึ้นมากทีเดียว จึงกินโจ๊กถ้วยเล็กๆ จนเกลี้ยงระหว่างที่สนทนากัน
จิ่นเอ๋อร์ป้อนน้ำสะอาดในจอกชาให้นางอีก คราวนี้นางถึงจะรู้สึกว่ามีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้างแล้ว
อย่างน้อยก็ยกมือขึ้นได้ตามใจชอบ
“ข้าอยากจะลงไปเดินสักหน่อย” องค์หญิงพูดกับจิ่นเอ๋อร์
จิ่นเอ๋อร์กลับรีบโบกมือ “ไม่ได้ๆ แม่นางไป๋บอกไว้แล้วว่าตอนนี้ท่านร่างกายอ่อนแอ ไม่อาจลงจากเตียงได้ หากหกล้มขึ้นมา เกรงว่าอาการจะหนักข้อขึ้นได้นะเจ้าคะ”
องค์หญิงถอนใจเสียงหนึ่ง นางลองขยับขา แต่กลับรู้สึกว่าขาของนางไม่อาจขยับได้ตามใจ ราวกับว่าขาทั้งสองข้างหนักเป็นพันชั่ง ยกไม่ขึ้นโดยสิ้นเชิง
นางกระวนกระวายขึ้นมาแล้ว พลันจับจิ่นเอ๋อร์เอาไว้ “จิ่นเอ๋อร์ ขาของข้าเป็นอะไรไป เหตุใดขยับไม่ได้เลยเล่า ขาของข้ายังอยู่หรือไม่”
จิ่นเอ๋อร์รีบเอ่ยว่า “ยังอยู่สิเจ้าคะ ขาขององค์หญิงก็ยังอยู่ตรงนี้ไม่ใช่หรือเจ้าคะ ท่านเป็นอะไรไป”
“ข้าขยับขาไม่ได้ ไม่มีความรู้สึกใดเลยสักนิดเดียว ข้าไม่ได้พิการหรอกใช่หรือไม่” อารมณ์ขององค์หญิงเริ่มผิดปกติอีกครั้ง นางจับแขนของจิ่นเอ๋อร์เขย่าไม่หยุด
หมอตี๋ที่อยู่ข้างนอกได้ยินดังนั้นก็รีบวิ่งเข้ามาถามจิ่นเอ๋อร์ “พี่สาวเป็นอะไรไปหรือ เกิดเรื่องอะไรขึ้น”
“เร็วเข้า รีบไปตามแม่นางไป๋มา รีบไป๋” จิ่นเอ๋อร์ว่า
ครั้นหมอตี๋เห็นนางมีท่าทางเช่นนั้น ก็รู้ว่าองค์หญิงต้องมีอาการร้ายแรง จึงวิ่งออกไปจนถึงห้องตำราโดยที่ไม่พูดพร่ำทำเพลง
ห้องตำราของสำนักหมอหลวงใหญ่มาก ชั้นหนังสือภายในนั้นมีมากมาย แต่ที่ว่างบนชั้นหนังสือก็มีมากเช่นกัน บนที่ว่างทุกแห่งเขียนสัญลักษณ์เอาไว้ บ่งบอกว่าที่ว่างตรงนี้มีไว้สำหรับวางตำราอะไร
เห็นได้ชัดว่าตรงนี้เคยวางตำรามาก่อน เพียงแต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว
ที่ว่างเช่นนี้มีอยู่หลายแห่งบนชั้นหนังสือ และรายชื่อตำราที่เขียนไว้บนที่ว่าง ล้วนเป็นตำราที่ไป๋จื่อและหมอหลวงสวี่อยากจะอ่านทั้งสิ้น
ไป๋จื่อถามหมอหลวงสวี่ว่า “เหตุใดตำราเหล่านี้ถึงหายไปเจ้าคะ”
หมอหลวงสวี่ถอนใจเสียงหนึ่ง เอ่ยว่า “ส่วนมากหมอหลวงและเจ้าสักนักสมัยต่างๆ ของสำนักหมอหลวงยืมไป ทว่าไม่เคยนำกลับมาคืนเลย”
“เพราะอะไรกัน เหตุใดไม่เอามาคืน” ไป๋จื่อไม่เข้าใจ
“วิชาแพทย์เหล่านี้ล้วนเป็นตำราที่โด่งดังไปทั่วหน้า ใครๆ ล้วนอยากครอบครอง หลังจากยืมกลับบ้านไปแล้ว ไหนเลยจะตัดใจนำกลับมาคืนได้ ย่อมต้องเก็บไว้เพื่อส่งต่อให้ลูกหลานในตระกูลทั้งนั้น”
ตำราแพทย์ที่ดีเล่มหนึ่งสร้างหมอที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งได้ ของดีเช่นนี้ ใครเล่าจะไม่หวั่นไหว
ไป๋จื่อตามหาอยู่ในห้องตำรานานมาก ทว่าก็ไม่พบตำราที่นางต้องการจะอ่าน แม้ตอนนี้จะมีตำราเหลืออยู่ในห้องตำรามากมาย แต่สิ่งที่หมอเช่นนางต้องการใช้จริงๆ กลับไม่มีเลยสักเล่ม
……….
ตอนที่ 842 ภาวะฉุกเฉิน
จู่ๆ นางก็หยุดที่หน้าชั้นวางหนังสือชั้นหนึ่ง ก่อนจะชี้ที่ว่างบนชั้นพลางถามว่า “ตำราชีพจรเล่มนี้ ตรวจสอบได้หรือไม่เจ้าคะ ว่ามันไปอยู่ที่ใด”
หมอหลวงสวี่พยักหน้า “ได้ ตำราทุกเล่มที่มีหมอหลวงยืมไป ล้วนมีการลงชื่อและบันทึกเอาไว้ ต่อให้ยืมไปตั้งแต่ร้อยปีก่อน ก็ยังมีบันทึกที่สามารถตรวจสอบได้”
ไป๋จื่อดีใจมาก “เช่นนั้นก็ดีเจ้าค่ะ หากพบตำราชีพจรเล่มนี้แล้ว พวกเราอาจจะพบเหตุผลที่ชีพจรขององค์หญิงมีอาการแปลกๆ ก็ได้เจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นยังรออะไรอยู่เล่า” หมอหลวงสวี่เอ่ย
ทั้งสองคนออกจากห้องตำรา พบเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบดูแลห้องตำรา หมอหลวงสวี่เป็นหัวหน้าสำนัก เขาต้องการตรวจสอบบันทึกการยืมตำราย่อมเป็นเรื่องง่ายดายอยู่แล้ว
บันทึกมีอยู่สามเล่มหนา แต่ละเล่มบันทึกการยืมตำราสำหรับห้าสิบปีเอาไว้ แม้กระทั่งมีที่เก่าแก่กว่านั้นด้วย และเพราะมีการเก็บรักษาไว้อย่างดี จึงไม่มีใครนำออกมา
หมอหลวงสวี่ให้เจ้าหน้าที่ร่วมด้วยช่วยกัน ทั้งสามคนค้นหาบันทึกคนละเล่ม ทว่ายังไม่ทันจะพบอะไร หมอตี๋ก็รีบร้อนมาพบพวกเขาเสียแล้ว
“แม่นางไป๋ นางกำนัลขององค์หญิงให้ท่านรีบไปขอรับ เหมือนว่าองค์หญิงจะมีภาวะฉุกเฉิน”
ภาวะฉุกเฉิน? ตอนนี้จะมีภาวะฉุกเฉินอะไรได้?
ไป๋จื่อหนักใจมาก นางกล่าวกับหมอตี๋ว่า “เจ้าหาต่อไป อาจารย์ของเจ้าจะบอกเองว่าต้องหาอะไร ข้าจะไปดูองค์หญิงก่อน”
หมอหลวงสวี่อยากไปด้วยเช่นกัน แต่เมื่อไป๋จื่อต้องการให้เขาตามหาที่อยู่ของตำราชีพจรอยู่ที่นี่ จึงถอยหลังกลับไปหลายก้าว กล่าวกับหมอตี๋ว่า “เจ้ามานี่เถอะ”
ไป๋จื่อรีบร้อนไป หมอตี๋เห็นไป๋จื่อหายไปไม่เห็นเงา บนใบหน้าก็เกิดความไม่พอใจ “อาจารย์ ท่านเป็นถึงหัวหน้าสำนักหมอหลวง เรื่องการรักษาองค์หญิง เดิมทีควรจะเป็นท่านที่รักษาให้ เหตุใดให้เด็กสาวเช่นนางแย่งหน้าที่ไปเล่าขอรับ นางมีสิทธิ์อะไรให้อาจารย์ค้นหาของอยู่ที่นี่”
“มีสิทธิ์อะไร? นางมีความสามารถมาก หากอาจารย์ของเจ้าอย่างข้ามีความสามารถรักษาองค์หญิงให้หายได้ นางคงไม่ต้องปรากฏตัวที่นี่ เจ้าช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย มีโอกาสร่ำเรียนเช่นนี้แล้ว เจ้ากลับไม่เห็นคุณค่า บ่นอะไรไม่รู้อยู่ได้” หมอหลวงสวี่ยิ้มจาง
เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ฟังดังนั้น ก็ถามเสียงเรียบบ้าง “เจ้าสำนักสวี่ แม่นางไป๋ผู้นี้เก่งกาจเช่นที่ทุกคนร่ำลือกันจริงหรือ แม่นางน้อยเช่นนางจะรักษาอาการที่แม้แต่ท่านก็รักษาไม่ได้จริงๆ หรือ”
หมอหลวงสวี่พยักหน้าอย่างตรงไปตรงมา “นั่นไม่ใช่คำร่ำลือ แต่เป็นความจริง นางรักษาไทเฮาให้หายได้ บัดนี้พวกข้าลองรักษาองค์หญิงแล้ว แต่ไม่ว่าใครก็ไม่พบความผิดปกติ เมื่อแม่นางไป๋มา องค์หญิงก็ฟื้น นี่ล้วนเป็นเรื่องที่ทุกคนประจักษ์แก่สายตา นี่ยังอธิบายไม่ได้อีกหรือ”
หมอตี๋กล่าวว่า “ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็เถอะ ต่อให้นางมีความสามารถอยู่หลายส่วนจริงๆ แต่จะให้อาจารย์ค้นหาบันทึกอยู่ที่นี่ไม่ได้นะขอรับ”
“จะทำอะไรล้วนต้องจัดลำดับความสำคัญ สำหรับแม่นางไป๋แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือการค้นหาบันทึก หากไม่ใช่เพราะตอนนี้องค์หญิงมีภาวะฉุกเฉิน นางก็คงจะค้นหาบันทึกอยู่ที่นี่ หน้าที่นี้คงไม่ตกไปถึงเจ้าหรอก เจ้าเด็กคนนี้ ยังหนุ่มอยู่แท้ๆ เหตุใดถึงขี้บ่นถึงขนาดนี้ วิชาแพทย์ไม่แบ่งแยกอายุ ความอาวุโส แบ่งเพียงความสามารถเท่านั้น หากเจ้าไม่ยอมถ่อมตนเพื่อขอคำแนะนำ แล้วเจ้าจะเก่งกาจได้อย่างไร” หมอหลวงสวี่พูดเสียยืดยาว
ทว่าหมอตี๋กลับแลบลิ้น เขาไม่สนใจเรื่องอื่น เพราะเขาเห็นเพียงอาจารย์อยากจะตามไปมาก แต่แม่นางไป๋ไม่ให้ตามไป เขาจึงรู้สึกไม่พอใจเท่านั้นเอง
หมอหลวงสวี่กล่าวอีกว่า “ตอนนี้แม้ข้าจะอายุมาก แต่ก็ยังคงถ่อมตนเพื่อขอคำแนะนำเหมือนตอนวัยหนุ่ม แม่นางไป๋พูดถูกต้องแล้ว คนต้องมีชีวิตยันแก่ ร่ำเรียนยันแก่ถึงจะคุ้มค่าที่ได้มีชีวิต”
หมอตี๋ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เขาโค้งตัวคารวะหมอหลวงสวี่ “ขอบคุณอาจารย์ที่ชี้แนะ ศิษย์เข้าใจแล้ว”
หมอหลวงสวี่พยักหน้า “เจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าไม่มีพรสวรรค์ กลัวหมดใจเรียนดีกว่า เจ้าควรถ่อมตัวอยู่เสมอ ถึงจะเรียนรู้ได้ไม่มีที่สิ้นสุด”