คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา - ตอนที่ 869 เรื่องน่ารังเกียจในตำหนักชิ่งอัน (3) / ตอนที่ 870 พังประตู
- Home
- คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา
- ตอนที่ 869 เรื่องน่ารังเกียจในตำหนักชิ่งอัน (3) / ตอนที่ 870 พังประตู
ตอนที่ 869 เรื่องน่ารังเกียจในตำหนักชิ่งอัน (3)
ฮองเฮากล่าวด้วยโทสะ “เจ้าเป็นใคร กล้าดีอย่างไรมาพูดจาเช่นนี้ต่อหน้าข้า”
เมิ่งเสวียนหลิงยักไหล่ “เทียบกับวิธีเช่นนี้ของฮองเฮาแล้ว หม่อมฉันเทียบไม่ติดเลยจริงๆ ทว่าฮองเฮาเพคะ พระนางต้องกำชับเซียวอ๋องให้สำรวมหน่อย หากมีครั้งต่อไป เกรงว่าฝ่าบาทจะไม่มีเมตตาเช่นนี้อีก”
จู่ๆ ประตูห้องบรรทมก็เปิดออก ฉู่เฟิงเปลือยกายถลาออกมา นัยน์ตายังคงแดงก่ำ ครั้นเห็นนางกำนัลยืนอยู่ที่หน้าประตู เขาก็โผเข้าไปหานางทันที
ซูฉุนหน้าเขียว เมิ่งเสวียนหลิงหัวเราะเสียงเย็นครั้งหนึ่ง เยาะหยันว่า “ฮองเฮาเพคะ หม่อมฉันขอตัวลา”
ใครจะไปคาดคิด เซียวอ๋องที่องอาจ สง่างามไม่มีใครเทียบกลับมีท่าทางเช่นนี้ไปเสียได้ เหมือนกับผีร้ายก็ไม่ปาน
ความร้ายกาจของยานี้ยากจะจินตนาการได้จริงๆ หากสตรีอ่อนแออย่างไป๋จื่อถูกยานี้เข้า ผลสุดท้ายจะเป็นเช่นไร
ฉู่เยี่ยนตรงเข้าวังไปรับราชโองการจากเสด็จพ่อทันทีที่กลับจากค่ายป้องกันเมือง เมื่อพูดธุระสำคัญเสร็จแล้ว ฮ่องเต้ก็รั้งเขาไว้เป็นการส่วนตัว ทำให้เหลือเพียงพวกเขาสองคนในห้องทรงอักษร
ฮ่องเต้มองฉู่เยี่ยนด้วยสายตาร้อนเร่า “เยี่ยนเอ๋อร์ ข้าจะมอบตำแหน่งไท่จื่อให้เจ้า เจ้ายินดีหรือไม่”
ฉู่เยี่ยนไม่รู้ว่าเสด็จพ่อหมายความว่าอย่างไร จะมอบตำแหน่งไท่จื่อให้เขาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความยินดีของเขาหรือนี่ หากเขาบอกว่าไม่ยินดี เขาจะไม่ได้เป็นไท่จื่อใช่หรือไม่
“ลูกล้วนฟังบัญชาของเสด็จพ่อ” เขาเอ่ยเสียงเรียบ
วาจานี้หมายความว่าเขาไม่อยากเป็นไท่จื่อ และไม่อยากเป็นฮ่องเต้ ทว่าหากตอนนี้อยากปกป้องตนเอง ปกป้องคนเหล่านั้นที่เขาต้องปกป้อง เขาจำต้องเดินหน้าต่อไป
ฮ่องเต้มุ่นคิ้วเล็กน้อย ถามว่า “ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้เจ้าเคยพูดไว้ว่าเจ้าไม่อยากเป็นไท่จื่อ เหตุใดวันนี้เจ้าเปลี่ยนใจแล้วเล่า”
ฉู่เยี่ยนเงยหน้ามองเสด็จพ่อ จากในสายตาของเขา เขามองเห็นความรู้สึกที่ไม่เคยเห็นมาก่อนอยู่บ้าง
“ลูกเพียงไม่อยากทำลายความคาดหวังของเสด็จพ่อ”
“จริงหรือ หากเป็นเช่นนี้ก็ดียิ่งนัก!” พระองค์ถอนใจโล่งอก มองฉู่เยี่ยนพลางพูดว่า “ฉู่เยี่ยน ไม่ว่าอย่างไรเฟิงเอ๋อร์ก็เป็นพี่ชายของเจ้า แม้เรื่องฆ่าฟันระหว่างพี่น้องในราชวงศ์จะพบเห็นได้บ่อย แต่พ่อหวังว่าเจ้ากับเฟิงเอ๋อร์จะปรองดองกัน พวกเจ้าล้วนเป็นโอรสของข้า เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของข้า ข้าไม่อยากให้พวกเจ้าผิดใจกันจนกลายเป็นศัตรู”
ฉู่เยี่ยนไม่เข้าใจว่าเสด็จพ่อมีเจตนาใดถึงพูดเรื่องเหล่านี้ เห็นพี่น้องเป็นศัตรู มีแต่ฉู่เฟิงคนเดียวไม่ใช่หรือที่คิดเช่นนั้นเสมอมา
“เสด็จพ่อ จนถึงวันนี้ลูกไม่เคยทำเรื่องที่ผิดใจกับพี่น้องเลย แต่ลูกเป็นคนไม่ยอมแพ้ใคร และรู้เช่นกันว่าควรตอบโต้กลับไปอย่างไร”
ฮ่องเต้ทำหน้าเคร่งทันควัน น้ำเสียงเย็นชาขึ้นหลายส่วน “ดังนั้น เจ้าจึงให้เด็กสาวอย่างไป๋จื่อไปวางยาเฟิงเอ๋อร์หรือ ทำร้ายเขาเสียจน…” คำพูดพรรค์นี้ แม้แต่พระองค์ก็ไม่กล้าพูดออกมา
“ทำร้ายเขาเสียจนก่อเรื่องน่ารังเกียจในตำหนักชิ่งอัน”
ฉู่เยี่ยนมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันควัน “เสด็จพ่อพูดอะไร วางยา เรื่องน่ารังเกียจอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ แท้จริงแล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่”
ฮ่องเต้เห็นฉู่เยี่ยนมีทีท่าเช่นนั้น ราวกับว่าไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ หรือว่าเขาจะเข้าใจผิด
“วันนี้ฮองเฮารับสั่งให้ไป๋จื่อไปที่ตำหนักชิ่งอัน เมื่อไป๋จื่อไปแล้ว พี่สี่ของเจ้าก็เกิดบ้าคลั่งเพราะถูกยากำหนัด ทำเรื่องน่ารังเกียจในตำหนักชิ่งอัน ต่อมาซูเฟยจึงโน้มน้าวให้ข้าไปดู หรือว่าพวกเจ้าไม่ได้เป็นคนวางแผนเรื่องทั้งหมดนี้”
ฉู่เยี่ยนโมโหจนแทบจะกัดฟันพูด “เสด็จพ่อ ในใจของเสด็จพ่อ ลูกเป็นคนอย่างไรหรือพ่ะย่ะค่ะ” บัดนี้เขามีสีหน้าผิดหวังอย่างยิ่งยวด ก่อนจะหมุนกายจากไปด้วยความโมโห
เขามุ่งหน้าไปยังสำนักหมอหลวงราวกับคนบ้า และพบกับไป๋จื่อที่ออกมาจากข้างในสำนักหมอหลวงพอดิบพอดี เขาปรี่เข้าไปจับไหล่สองข้างของนางเอาไว้ พลางพิจารณานางตั้งแต่หัวจรดเท้า “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่” ยามที่เขาเอ่ยถาม เสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย
……….
ตอนที่ 870 พังประตู
ไป๋จื่อเม้มปากยิ้ม ลักยิ้มเล็กๆ กดลึกชวนมอง “ข้าไม่เป็นอะไร พวกเขาคิดจะทำร้ายข้า แต่กลับทำร้ายตัวเองเสียได้”
เมื่อฉู่เยี่ยนแน่ใจแล้วว่านางไม่เป็นอะไร เขาก็ค่อยพยักหน้า แล้วหมุนกายเดินไป
“เจ้าจะไปที่ใด” ไป๋จื่อรีบรั้งเขาเอาไว้
ฉู่เยี่ยนซ่อนโทสะ ก่อนจะเอ่ยอย่างอ่อนโยน “ไม่มีอะไรหรอก เจ้ากลับจวนไปก่อนเถอะ เย็นนี้ข้าจะไปหาเจ้า”
เขาสาวเท้าก้าวใหญ่จากไปหลังจากพูดจบ พร้อมด้วยโทสะเต็มเปี่ยมไปทั่วร่างกาย ราวกับว่าทุกย่างก้าวของเขาสามารถทำให้พื้นดินแตกระแหงไปเพราะไฟโทสะของเขาได้
ไป๋จื่อไม่ได้ตามเขาไป และไม่ได้โน้มน้าวให้เขาระงับโทสะ เพียงมองเงาหลังของเขาค่อยๆ เลือนรางไปอย่างเงียบเชียบ
นางรู้ว่าเขาจะไปทำอะไร เหมือนกับตอนที่อยู่ในหมู่บ้านหวงถัว นางถูกโบย ผลสุดท้ายเขาไปที่ศาลาว่าการในวันนั้น โบยนายอำเภอกู้คืนหลายเท่าตัว แถมยังเผาโกดังของศาลาว่าการอีกต่างหาก
เรื่องครั้งก่อนเขาก็มีความโกรธอัดแน่นอยู่เต็มอกอยู่แล้ว วันนี้เกิดเรื่องนี้ขึ้นอีก ด้วยนิสัยของเขาแล้ว มีหรือจะอดทนต่อไปได้
ช่างเถอะ ปล่อยให้เขาไปดีกว่า เขาเป็นถึงองค์ชาย มีฉายาเป็นถึงท่านอ๋องเทพสงครามที่ได้รับความยกย่อง หากแม้แต่สตรีของตนเองก็ยังปกป้องไม่ได้ เช่นนั้นแล้วเขาควรจะต้องทรมานเพียงใด
…
ฉู่เยี่ยนมาถึงด้านหน้าของตำหนักชิ่งอัน ขันทีเห็นเขามีสีหน้าเช่นนั้นก็รีบเข้ามาขวาง ทว่าพวกเขาจะต้านฉู่เยี่ยนที่มีวรยุทธ์สูงส่งได้อย่างไร เพียงยกเท้าครั้งเดียว เขาก็ทำให้คนลอยหวือไปได้แล้ว
ขันทีด้านในเห็นสถานการณ์ดังนั้น ก็รีบปิดประตูบานใหญ่ อีกทั้งขัดด้วยท่อนไม้ด้วย
ชายหนุ่มใช้เท้าถีบอยู่หลายครั้ง ทำให้ประตูตำหนักที่แกะสลักลายหงส์เก้าหัวปรากฏรอยแตก
เสียงที่เขาเตะขันทีไม่ค่อยดังเท่าไร ทว่าครั้นเสียงที่เขาถีบประตูดังขึ้น คนครึ่งวังหลังล้วนได้ยินทั้งสิ้น
มีเสียงร้องของขันทีและนางกำนัลดังระงมขึ้นพร้อมกัน ดึงดูดความสนใจของทหารลาดตระเวนได้ทันที
ทหารลาดตระเวนเห็นว่าเป็นฉู่เยี่ยนก็พากันมีสีหน้าลำบาใจ อยากจะเข้าไปห้าม ทว่าก็ไม่กล้าผิดใจกับจิ้นอ๋อง โดยเฉพาะตอนที่เขากำลังพิโรธเช่นนี้
ประตูบานใหญ่ถูกพังทลาย ฉู่เยี่ยนก้าวเท้ายาวๆ เข้าไป มุ่งหน้าไปยังตำหนักหลังที่ฮองเฮาอยู่
ซูฉุนปวดศีรษะเป็นอย่างยิ่ง บัดนี้นางกำลังให้นางกำนัลบีบนวดอยู่บนเก้าอี้ เมื่อได้ยินเสียงเหล่านั้น นางก็ตกใจกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ รีบให้นางกำนัลไปตรวจดูทันที
นางกำนัลมองดูแล้วก็กลับมารายงาน “ฮองเฮาเพคะ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว เป็นจิ้นอ๋องมาเพคะ”
สีหน้าของซูฉุนเปลี่ยนเล็กน้อย “จิ้นอ๋อง? เขา…เขามาทำอะไร แล้วนี่คือเสียงอะไร”
“เสียงจิ้นอ๋องพังประตู เขาพังมันได้แล้วเพคะ ตอนนี้กำลังเข้ามาแล้ว” นางกำนัลก็ร้อนใจไม่แพ้กัน
ซูฉุนหัวใจเต้นแรงจนแทบคลั่ง างไม่ค่อยได้พูดคุยกับฉู่เยี่ยนผู้นี้เท่าไร แท้จริงแล้วเขามีนิสัยเช่นไรจึงไม่แน่ใจเลยจริงๆ คิดเพียงว่าน่าจะไม่มีความแตกต่างอะไรกับองค์ชายคนอื่น นางจะไปคาดคิดได้อย่างไร ว่าฉู่เยี่ยนจะกล้าพังประตูตำหนักชิ่งอันเพื่อสตรีนางหนึ่งเช่นนี้
เสียงโครมครามดังขึ้นระลอกหนึ่ง เหล่านางกำนัลต่างก็ร้องไห้ “ฮองเฮาเพคะ จะทำอย่างไรดี ประตูพังแล้ว เขากำลังเข้ามาแล้วเพคะ”
ซูฉุนเองก็ทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน ทว่านางเป็นถึงฮองเฮา ไม่อาจลนลานได้เหมือนนางกำนัลกระมัง “เอาละ พังแล้วก็พังไป เขาเข้ามาแล้วจะทำอะไร ข้าเป็นฮองเฮา นับว่าเป็นมารดาของเขา เขาจะกล้ากับข้าหรืออย่างไร”
ขณะที่พูดอยู่นั้น เงาร่างสูงใหญ่ของฉู่เยี่ยนก็ปรากฏที่หน้าประตูตำหนักหลัก เขายกเท้าขึ้นถีบประตูแกะสลักอีกบานหนึ่ง พาให้ทั้งบานประตูลมครืนลง
ซูฉุนตกใจจนต้องลุกขึ้นยืน พร้อมกันนั้นก็เห็นว่ามีนายทหารลาดตระเวนตามจิ้นอ๋องเข้ามากลุ่มหนึ่ง นางจึงตะคอกเสียงแหลม “คุ้มครองข้าเร็ว…พวกเจ้ายังตะลึงอะไรอยู่ ไม่เห็นหรือว่ามีคนต้องการจะฆ่าข้า”
นายทหารสองคนในนั้นเชื่อฟังคำสั่งของฮองเฮา พวกเขาคิดจะเดินเข้าไปหาพระนาง ทว่าฉู่เยี่ยนกลับหันไปมองพวกเขาครั้งหนึ่ง แววตาเย็นชาประดุจดั่งคมมีด “ข้าจะคอยดูว่าใครกล้า!”