คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา - ตอนที่ 867 เรื่องน่ารังเกียจในตำหนักชิ่งอัน (1) / ตอนที่ 868 เรื่องน่ารังเกียจในตำหนักชิ่งอัน (2)
- Home
- คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา
- ตอนที่ 867 เรื่องน่ารังเกียจในตำหนักชิ่งอัน (1) / ตอนที่ 868 เรื่องน่ารังเกียจในตำหนักชิ่งอัน (2)
ตอนที่ 867 เรื่องน่ารังเกียจในตำหนักชิ่งอัน (1)
ซูฉุนทำหน้าตาลนลาน ก่อนจะรีบเข้าไปต้อนรับ “ฝะ ฝ่าบาท พระองค์มาได้อย่างไรเพคะ” นางพูดพลางถลึงตามองเมิ่งเสวียนหลิงอย่างดุร้าย
ฮ่องเต้มุ่นคิ้วมองนาง สีหน้านางลนลานเช่นนี้ ไหนเลยจะยังมีมาดของฮองเฮาหลงเหลืออยู่แม้แต่ครึ่ง
“ทำไม? วังหลังของข้า ก่อนจะมาต้องบอกเจ้าก่อนด้วยหรือไร”
ซูฉุนรีบเอ่ย “หม่อมฉันไม่ได้หมายความเช่นนั้น หม่อมฉันเพียง…”
ฮ่องเต้รีบขัดจังหวะคำพูดของพระนาง “ไม่ต้องอธิบาย ข้ารู้อยู่แล้ว” ขณะที่พระองค์ตรัส สายตาของพระองค์ก็จดจ้องไปยังประตูห้องนอนที่ปิดสนิท นางกำนัลสองคนและขันทีสองคนที่คุกเข่าอยู่ข้างหน้าประตูล้วนมีสีหน้าซีดขาว สีหน้าท่าทางลุกลี้ลุกลนยิ่ง
ภายในตำหนักคล้ายกับมีเสียงดังออกมาอยู่บ้าง
“มีคนอยู่ในตำหนักรึ” ฮ่องเต้ถาม
ซูฉุนตกใจมาก รีบตอบว่า “ไม่มีเพคะ ไม่มี หม่อมฉันก็อยู่ตรงหน้าฝ่าบาทแล้ว จะยังมีคนอยู่ข้างในตำหนักอีกหรือเพคะ ฝ่าบาท ไปที่ตำหนักหน้าดีกว่านะเพคะ”
ฮ่องเต้แค่นเสียง “ไปทำอะไรที่ตำหนักหน้า ข้าไม่ได้เข้าไปในห้องนอนของเจ้านานแล้ว ทำไม? ไม่คิดจะให้ข้าเข้าไปรึ”
บัดนี้ซูฉุนกลัวจนตัวสั่น พระนางรีบเอ่ย “ไม่ใช่เพคะ ฝ่าบาทโปรดเมตตา หม่อมฉันไม่ได้คิดเช่นนั้น หม่อมฉันเพียง…”
“หลบไป!” ฮ่องเต้ขัดจังหวะพระนางอีกครั้ง
ไฉนเลยซูฉุนจะยอม สถานการณ์ข้างในนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ให้ฝ่าบาทเห็นไม่ได้เป็นอันขาด
“ฝ่าบาท ไม่ได้…” พระนางขวางอยู่เบื้องหน้าฮ่องเต้ ทว่ายังไม่ทันพูดจบ พระองค์ก็ดันร่างนางออกไปจนพ้นทางแล้ว
ยิ่งไม่ให้พระองค์เข้าไป ก็ยิ่งพิสูจน์ว่าเรื่องราวภายในห้องนอนยิ่งใหญ่เพียงใด
ฮองเฮาปรี่เข้าไปคว้าแขนของพระองค์ไว้ เมิ่งเสวียนหลิงจึงขยิบตาให้ขันทีข้างกายตนเอง ขันทีขวางฮองเฮาไว้โดยพลัน ฝ่ายขันทีของฮองเฮาเห็นดังนั้น ก็คิดจะเข้าไปช่วยเจ้านายของตนเอง ทว่าฮ่องเต้ตะคอกขึ้นเสียก่อนว่า “หากใครกล้าขวางข้า ข้าจะสั่งประหารพวกเจ้าเสีย!”
พวกขันทีคุกเข่าลงบนพื้นทันที ตัวสั่นเทาราวกับใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วง หลังจากนั้นก็ไม่กล้าขยับตัวอีก
ซูฉุนรู้ว่าข้างในนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้น ย่อมไม่มีทางตามเข้าไปดู นางจะทนดูเรื่องพรรค์นี้ได้อย่างไรกัน
ฮ่องเต้สาวเท้าก้าวใหญ่เข้าไปในห้องนอน ฮองเฮาก็อยากตามไปด้วย ทว่าจนใจที่ขันทีข้างกายขวางนางไว้ไม่ยอมปล่อย ทำเอานางร้อนใจจนน้ำตาจะไหลออกมาอยู่แล้ว
นางตัดสินใจแน่วแน่ ทิ้งหัวเข่าลงบนพื้น ร่างกายล้มลงเบื้องล่าง
นางกำนัลรีบร้องเสียดัง “แย่แล้ว ฮองเฮาสลบไปแล้ว”
ฝีเท้าของฮ่องเต้ชะงักกึก เขาหันกลับไปมองฮองเฮาที่อยู่ในอ้อมอกของนางกำนัล ก่อนจะตรัสเสียงเย็น “สลบไปก็เรียกหมอหลวงมาดู”
ครั้นตรัสจบ เขาก็ก้าวไปข้างหน้า ยิ่งเข้าใกล้ห้องบรรทมเท่าไร เสียงที่ดังมาจากข้างในก็ยิ่งชัดแจ้ง สีหน้าของเขาดำคล้ำขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
ถึงแม้จะรู้อยู่แล้วว่าข้างในกำลังทำอะไรกันอยู่ แต่พระองค์ก็ยังคงถีบเปิดประตูสลักลายดอกไม้ของห้องบรรทมออก แล้วสาวเท้าอาดๆ เข้าไปข้างใน
เมื่อผ่านม่านหนาหนักไปแล้ว พระองค์ก็ไปถึงหน้าเตียงที่ตนเองเคยหลับนอน พลางมองใบหน้าที่คุ้นเคย สีหน้ากระสันจนลืมตัวตนนั้น ไม่ได้สังเกตแม้กระทั่งว่าเขายืนอยู่ที่นี่แล้ว
บนแท่นบรรทมไม่ได้มีนางกำนัลเพียงหนึ่ง แต่มีมากถึงสอง คนหนึ่งสลบไสลเหมือนตายไปแล้ว เลือดสดๆ ไหลลงมาจากขาอ่อนขาวเนียน บนร่างกายมีจ้ำเขียวกระจายอยู่ทั่ว น่าเวทนายิ่งนัก
ส่วนนางกำนัลอีกคนหนึ่งกำลังถูกเขาเกี่ยวกระหวัดอย่างบ้าคลั่ง ในปากของนางกัดผ้าเอาไว้ น้ำตาไหลออกมาจากหางตาไม่ขาดสาย ใบหน้าทนทุกข์ทรมานทีเดียว
ฮ่องเต้กริ้วเสียจนอยากเดินเข้าไปตบหน้าเขา “โอรสข้า เจ้าทำอะไรอยู่กันแน่”
เขาโมโหอย่างหนัก ทว่าฉู่เฟิงเหมือนกับไม่ได้ยินเสียงของเขา ไม่ได้ชายตามองมาแม้สักครั้ง เพียงแต่ดำเนินกิจกรรมของตนเองต่อไปไม่ยอมหยุดเท่านั้น
ฮ่องเต้ไม่ใช่คนโง่ เขามีชีวิตจนป่านนี้แล้ว มีเรื่องใดบ้างเล่าที่ยังไม่เคยพบเห็น ต่อให้ไม่เคยพบเห็น เช่นนั้นก็เคยได้ยินมาอยู่บ้าง ลักษณะอาการของฉู่เฟิงในตอนนี้ ชัดเจนว่าถูกยาต่ำๆ พรรค์นั้นเข้าให้แล้ว
……….
ตอนที่ 868 เรื่องน่ารังเกียจในตำหนักชิ่งอัน (2)
ฉู่เฟิงเป็นถึงองค์ชายผู้สูงส่ง แต่กลับถูกยาชนิดนี้ในตำหนักของฮองเฮาอย่างนั้นหรือ หากเรื่องนี้ถึงหูคนภายนอกเข้า ใต้หล้าไม่หัวเราะเยาะราชวงศ์ฉู่ของเขาไปอีกหลายชั่วอายุคนหรือ
แม้แต่ครอบครัวของตนเองยังปกครองไม่ได้ แล้วจะปกครองแคว้นหนึ่งได้อย่างไร
ฮ่องเต้สะบัดแขนเสื้อออกจากห้องบรรทม เดินไปหาซูฉุนที่นั่งนิ่งอยู่บนพื้น “ฮองเฮาตัวดี เซียวอ๋องตัวดี เกรงว่าพวกเจ้าจะลืมไปแล้วกระมัง ว่าวังหลวงแห่งนี้เป็นของผู้ใด ผู้ปกครองวังหลังแห่งนี้เป็นใครกันแน่ ใช่หรือไม่”
ฮองเฮาน้ำตานองหน้า “ฝ่าบาท โปรดฟังหม่อมฉันอธิบายก่อน เรื่องนี้จะโทษเฟิงเอ๋อร์ไม่ได้ เป็น…เป็นไป๋จื่อ เป็นนางสารเลวไป๋จื่อ เป็นนางที่วางยาเฟิงเอ๋อร์ และเป็นนางที่จงใจใส่ร้ายเฟิงเอ๋อร์ นางกับเมิ่งเสวียนหลิงรวมหัวกัน พวกนางต้องการใส่ร้ายหม่อมฉันกับเฟิงเอ๋อร์เพคะ!”
ฮ่องเต้รู้สึกหนักใจอยู่บ้าง เขารู้จักนิสัยของซูฉุนดี นางไม่โง่ถึงขั้นที่จะทำให้โอรสของตนเองทำผิดเช่นนี้ในวังได้
เขาหันไปมองเมิ่งเสวียนหลิง วันนี้ซูเฟยแปลกไปจากปกติอยู่บ้าง แต่ไหนแต่ไรนางไม่เคยสนใจเรื่องในวังหลัง ทว่าวันนี้กลับพาเขามาถึงที่นี่
เมิ่งเสวียนหลิงรู้สึกได้ถึงสายตากังขาของฝ่าบาท นางพลันรู้สึกกลัวขึ้นมาเล็กน้อย จึงก้มหน้าลงพูดเสียงเรียบ “ฝ่าบาท หม่อมฉันตั้งใจพาพระองค์มาที่นี่จริงๆ หม่อมฉันไม่สนใจเรื่องที่ฮองเฮาและเซียวอ๋องทำ แต่เป็นเพราะที่ฝ่าบาทตรัสไว้เมื่อครู่ วังหลวงแห่งนี้ วังหลังแห่งนี้เป็นของฝ่าบาท ฝ่าบาทต่างหากถึงจะเป็นผู้ปกครองที่นี่ หม่อมฉันไม่อยากให้ฝ่าบาทถูกใครหลอกเพคะ”
“ฝ่าบาท แม่นางไป๋เคยมาที่ตำหนักชิ่งอันจริงๆ คนจากวังหลวงเชิญนางมา ไม่ใช่เพราะแม่นางไป๋อยากมาเอง”
เมื่อฮ่องเต้ได้ฟังทั้งสองคนว่ากล่าว เขาพลันตัดสินใจไม่ได้อยู่ชั่วขณะ ไป๋จื่อเป็นเป็นหลานสาวของตงฟางมู่ และเป็นคู่หมั้นของเยี่ยนเอ๋อร์ หากนางลงมือช่วยเยี่ยนเอ๋อร์กำจัดเฟิงเอ๋อร์ ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลเช่นกัน
เพียงแต่นางรู้จักกับซูเฟยตั้งแต่เมื่อใด เป็นเพราะสกุลเมิ่งหรือ
หรือว่าแม้แต่ตอนนี้ สกุลเมิ่งก็ยืนอยู่ข้างเยี่ยนเอ๋อร์แล้ว
ต่อให้สกุลเมิ่งยืนอยู่ข้างเยี่ยนเอ๋อร์ เขาก็ไม่สนใจอยู่แล้ว เพราะเดิมทีเขาคิดจะส่งต่อตำแหน่งฮ่องเต้ให้เยี่ยนเอ๋อร์อยู่แล้ว ทว่ายังไม่ใช่ตอนนี้
พวกเขาอดใจรอกันไม่ไหวถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ฮ่องเต้มีสีหน้าคร่ำเคร่ง มองไปมาระหว่างซูเฟยและฮองเฮา ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไร
ทว่าจิตใจของพระสนมซูเฟยกลับหนาวเหน็บยิ่งขึ้น เพราะแต่ไหนแต่ไรฮ่องเต้ไม่เคยใช้สายตาเช่นนี้มองนางมาก่อน
ดูท่าทางเขาจะไม่เชื่อนาง
หรืออาจจะเป็นเพราะเขาไม่อยากเชื่อนาง เป็นนางที่เอาแต่หลอกตัวเอง สุดท้ายแล้วเขาก็เลือกเชื่อสิ่งที่เขาอยากจะเชื่ออยู่ดี
ความรักของฮ่องเต้เบาบาง นางรู้อยู่แล้ว
“ไม่ต้องพูดเรื่องนี้อีก หุบปากทั้งหมด หากข้าได้ยินข่าวลืออะไรแม้แต่ครึ่งคำ ก็คอยดูแล้วกันว่าข้าจะทำอย่างไร”
ซูฉุนถอนใจด้วยความโล่งอก แต่นางเองก็รู้ว่าเมื่อเกิดเรื่องนี้แล้ว นางกับเฟิ่งเอ๋อร์ย่อมไม่เหมือนเดิมในสายตาของฝ่าบาท ความทุ่มเทอันยาวนานที่ผ่านมา หรือว่าจะเสียเปล่าจนสิ้นเพราะเรื่องสกปรกในวันนี้
ฮ่องเต้สะบัดแขนเสื้อจากไป นางกำนัลประคองซูฉุนให้ลุกขึ้นอย่างช้าๆ ปล่อยให้นางกำนัลอีกคนข้างกายปัดฝุ่นและรอยยับบนอาภรณ์ของนางอย่างเบามือ “ฮองเฮาลุกขึ้นเถอะเพคะ ฮ่องเต้ไปแล้ว พระนางคุกเข่าให้ใครดูกันเล่าเพคะ”
ซูฉุนลุกขึ้น เงื้อมือถลันเข้าไปหาเมิ่งเสียนหลิง ทางด้านขันทีคนสนิทของเมิ่งเสวียนหลิงปรี่เข้ามาขวาง จึงรับหนึ่งฝ่ามือนี้ของซูฉุนไปเต็มๆ
เมิ่งเสวียนหลิงมองฮองเฮา นางไม่กะพริบตาแม้สักครั้ง เพียงมองด้วยสายตาเย็นชาจนแทบจะกลั่นน้ำแข็งออกมาได้อยู่แล้ว
“นิสัยของฮองเฮายังเหมือนเมื่อก่อนเลยนะเพคะ ไม่เปลี่ยนเลยสักนิด!” เมิ่งเสวียนหลิงมองฮองเฮาที่มีน้ำโหจนแทบคลั่ง ก่อนจะถอนใจเสียงหนึ่ง “น่าเสียดายนะ หม่อมฉันเมิ่งเสวียนหลิงเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่เมิ่งเสวียนหลิงคนเดิมอีกต่อไป”