จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 1 – จุดจบที่เพิ่งเริ่มต้น
เจ็บ
เจ็บปวดรวดร้าวไปถึงขั้วหัวใจ
กู้เฉิงพลิกตัวไปมาบนเตียง ดิ้นทุรนทุรายเหมือนปลาที่ขาดน ้า
เขาพยายามหายใจอย่างสุดกำลัง ความทรงจำมากมายหลั่งไหลเข้า
มาในหัวจนทำให้ตาพร่ามัวมองอะไรไม่เห็น
ภาพสุดท้ายในความทรงจำของกู้เฉิงคือตอนที่เขาเพิ่งปิดจ๊อบ
ใหญ่ได้สำเร็จ เงินโบนัสที่ได้มาสามารถซื้อห้องครึ่งตารางเมตรใน
เมืองที่เขาอยู่ได้เลย เขาจึงเดินเล่นอยู่บนถนนเพื่อหาร้านอาหารดีๆ
สักร้านฉลองความสำเร็จ แต่แล้วเสียงเบรกรถอันแหลมคมก็ตามมา
ด้วยเสียงกรีดร้องของผู้คน จากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบไป
แต่โดนรถชนทำไมถึงเจ็บหน้าอกขนาดนี้ เขายังมีชีวิตอยู่หรือ
ตายไปแล้ว แต่ยังรู้สึกเจ็บได้แบบนี้ กู้เฉิงคิดว่าตัวเองน่าจะยังมีหวัง
รอด
เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาได้อย่างยากลำบาก ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับ
ทำให้เขาแทบสติแตก
บนหน้าอกของเขามีร่างเล็กๆ ขนาดเท่าหัวคนกำลังก้มหน้ากัด
กินเนื้อหนังของเขาอยู่
จะว่าไปแล้วมันไม่ใช่คนตัวเล็ก แต่เป็นสัตว์ประหลาดชัดๆ
ลำตัวของมันมีขนาดเท่าฝ่ามือ แต่หัวกลับใหญ่เท่าคนปกติ ทว่า
หัวของมันกลับมีรูปร่างเหมือนหัวใจที่เต็มไปด้วยเลือดเนื้อ มองเห็น
ดวงตาสีดำขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวสองข้าง และปากที่เต็มไปด้วย
เขี้ยวแหลมคม
มันกัดกินหน้าอกของกู้เฉิง แม้จะไม่มีบาดแผลหรือเลือดไหล
ออกมา แต่ทุกครั้งที่มันกัดกลับทำให้หัวใจของกู้เฉิงเจ็บปวดรุนแรง
ราวกับว่ามันสามารถกัดกินหัวใจของเขาผ่านชั้นผิวหนังได้
“เวรเอ๊ย”
กู้เฉิงสบถออกมา เขาพยายามดึงสัตว์ประหลาดตัวนั้นออกจาก
หน้าอกตามสัญชาตญาณ แต่มันกลับเกาะติดแน่นเหมือนถูกทาด้วย
กาว ไม่ว่าเขาจะดึงทึ้งหรือทุบตีอย่างไรก็ไม่หลุด
ความเจ็บปวดที่หน้าอกทำให้กู้เฉิงแทบจะหมดสติ
สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนลางจนคลุ้มคลั่ง เขาถึงกับอ้าปากกัดสัตว์
ประหลาดตัวนั้นกลับ
ทันทีที่กู้เฉิงกัดลงไป ความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะและคาวเลือดก็
ระเบิดขึ้นในปากของเขา แต่ก่อนที่เขาจะทันได้อาเจียนออกมา แสงสี
ดำสายหนึ่งก็สาดออกมาจากหน้าอกของเขาและกลืนกินสัตว์
ประหลาดตัวนั้นเข้าไป
กู้เฉิงพยายามลุกขึ้นนั่ง หายใจหอบอย่างหนัก
ความเจ็บปวดที่หน้าอกหายไปแล้ว แต่หัวของเขากลับเริ่มปวด
ตุบๆ เมื่อความเจ็บปวดนั้นหายไป กู้เฉิงก็เงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ
ตอนนี้เขาอยู่ในห้องนอนโบราณ บ้านไม้ทรงสูง มีการตกแต่ง
แกะสลักแบบโบราณ
กู้เฉิงลุกขึ้นอย่างโซเซ มองไปที่กระจกทองเหลืองบนโต๊ะ ภาพ
ของชายหนุ่มหน้าตาหมดจดคนหนึ่งปรากฏขึ้นในกระจก เป็น
ใบหน้าที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้า
ความคิดของกู้เฉิงตอนนี้ออกจะประหลาดไปหน่อย สิ่งแรกที่เขา
คิดคือตัวเองขาวกว่าชาติที่แล้ว
ความทรงจำที่หลั่งไหลเข้ามาในหัวบอกกู้เฉิงว่าเขาได้ทะลุมิติ
มาแล้ว ไม่ใช่ย้อนกลับไปในอดีต แต่มาอยู่ในราชวงศ์ที่ชื่อว่า
ต้าเฉียน
ชาตินี้เขาก็ชื่อกู้เฉิง ชื่อรองฉางอัน เป็นคุณชายใหญ่แห่งจวนจง
หย่งโหว ฟังดูเหมือนเป็นลูกหลานขุนนางชั้นสูง แต่ความจริงแล้วเป็น
แค่ตระกูลขุนนางตกอับเท่านั้น
ห้าร้อยปีก่อน สิบแคว้นแย่งชิงความเป็นใหญ่ สงครามเกิดขึ้นทุก
หนทุกแห่ง ปฐมกษัตริย์แห่งต้าเฉียนได้รับความช่วยเหลือจากยอด
ฝีมือจากทุกสารทิศ จนสามารถรวบรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่น ก่อตั้ง
ราชวงศ์ต้าเฉียนขึ้นมาได้สำเร็จ
ในยุคนั้น ทั่วทั้งต้าเฉียนเต็มไปด้วยยอดฝีมือและผู้มี
ความสามารถมากมาย บรรพบุรุษของกู้เฉิงก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ไม่ได้
เป็นขุนนางจากการสร้างผลงานในสนามรบ แต่ได้มาเพราะความ
ภักดี
บรรพบุรุษของตระกูลกู้เป็นหนึ่งในองครักษ์ของปฐมกษัตริย์ เคย
ถูกธนูสิบหกดอกยิงใส่จนพรุนไปทั้งตัวเพื่อปกป้ององค์รัชทายาท แต่
ก็ยังไม่ยอมถอย ความภักดีอันกล้าหาญนี้ทำให้ปฐมกษัตริย์ซาบซึ้ง
ใจเป็นอย่างยิ่ง จึงได้แต่งตั้งให้ลูกหลานของเขาเป็นจงหย่งโหวสืบ
ทอดต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน
แต่การได้ตำแหน่งโหวมาด้วยความภักดีนั้น ขาดรากฐานที่
มั่นคงไปบ้าง พอมาถึงรุ่นของกู้เฉิง จวนจงหย่งโหวก็ตกอับอย่าง
สิ้นเชิง
พ่อของเขาว่ากันว่าเป็นคนหนุ่มที่มีความสามารถ แต่กลับ
เสียชีวิตตั้งแต่ยังหนุ่มในสนามรบ แม่ของเขาก็ตรอมใจจนป่วยและ
เสียชีวิตตามไปในเวลาไม่นาน
ดังนั้นตอนนี้ทั้งจวนจงหย่งโหว คนที่มีตำแหน่งสูงสุดคือท่านอา
สองของเขา เป็นนายทหารตำแหน่งชานเจียงอยู่ที่ชายแดนซีเจียง
ในเมืองหลวงต้าเฉียนแห่งนี้ที่แค่โยนก้อนอิฐไปมั่วๆ ก็อาจโดน
ลูกหลานขุนนางได้ การมีตำแหน่งโหวลอยๆ แต่คนในบ้านมีตำแหน่ง
สูงสุดแค่ชานเจียงที่ชายแดนห่างไกล ถือว่าตกอับถึงขีดสุดแล้ว
แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือเมื่อกี้มันตัวอะไรกัน
เป็นผีหรือปีศาจ
กู้เฉิงลูบหน้าอกตัวเองโดยไม่รู้ตัว ที่นั่นมีจี้หยกสีดำชิ้นหนึ่งอยู่
ทำให้เขาตกใจ
นี่มันของจากชาติที่แล้วของเขานี่นา
จี้หยกชิ้นนี้กู้เฉิงซื้อมาจากตลาดมืดตอนที่ไปเดินเล่น เจ้าของ
ร้านบอกราคาแปดร้อย บอกว่าเป็นของสมัยราชวงศ์โจว กู้เฉิงเลย
สวนกลับไปทันทีว่าราชวงศ์โจวเหรอ อาทิตย์ที่แล้วมากกว่ามั้ง
หลังจากต่อราคากันพักใหญ่ สุดท้ายก็ตกลงกันที่แปดสิบหยวน
ของชิ้นนี้เป็นสีดำทั้งชิ้น บนนั้นมีลวดลายแปลกๆ สลักอยู่ และมี
อักษรโบราณสองตัว กู้เฉิงเคยไปค้นหาดูแล้ว เหมือนจะเป็นคำว่า ‘ทง
โยว’
เมื่อกี้ตอนที่เขากัดเจ้าผีนั่น มีแสงสีดำกลืนมันเข้าไป เป็นฝีมือ
ของเจ้านี่เองเหรอ
กู้เฉิงใช้มือลูบจี้หยกสีดำนั้นโดยไม่รู้ตัว แต่ในวินาทีต่อมา แสงสี
ดำก็วาบขึ้นตรงหน้า กู้เฉิงก็ปรากฏตัวขึ้นในพื้นที่มืดมิดแห่งหนึ่ง
พื้นที่แห่งนี้ไม่มีสิ่งปลูกสร้างใดๆ ทั้งฟ้าและดินเป็นสีดำสนิท มี
เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น นั่นคือสัตว์ประหลาดหัวใจเมื่อกี้
เจ้าสัตว์ประหลาดเห็นกู้เฉิง มันก็กระโดดหย็องแหย็งเข้ามาหา
ท่าทางของมันดูน่าเกลียดน่าชังปนน่ารักนิดๆ
กู้เฉิงเห็นแล้วก็วิ่งหนีทันที แต่พื้นที่นี้ดูเหมือนจะมีเขาเป็น
ศูนย์กลาง ไม่ว่าเขาจะวิ่งอย่างไรก็ยังคงอยู่ที่เดิม
เจ้าสัตว์ประหลาดกระโดดไม่กี่ทีก็มาถึงตัวเขา ในขณะที่กู้เฉิง
กำลังคิดว่าจะกัดมันอีกดีไหม เจ้าสัตว์ประหลาดกลับใช้หัวใจใหญ่ๆ
ของมันถูไถกู้เฉิง แสดงท่าทีเชื่องเหมือนสัตว์เลี้ยง
เมื่อเห็นว่าเจ้าสัตว์ประหลาดไม่มีท่าทีเป็นศัตรูแล้ว กู้เฉิงก็จับมัน
มาวางไว้ข้างๆ แล้วขมวดคิ้วถาม “นี่มันตัวอะไรกัน”
กู้เฉิงไม่ได้หวังว่าเจ้าสัตว์ประหลาดจะพูดได้ เขาแค่พึมพำกับ
ตัวเอง
แต่เจ้าสัตว์ประหลาดกลับเหมือนจะเข้าใจ มันส่ายหัวใจของมัน
ไปมา แล้วพ่นหมอกเลือดออกมาจากเส้นเลือด กลายเป็นภาพฉาย
ขึ้นมา พร้อมกับมีเสียงดังออกมาด้วย
นั่นก็เป็นห้องนอนเหมือนกัน แต่หรูหรากว่าห้องนอนของกู้เฉิง
มาก
สตรีวัยสี่สิบต้นๆ หน้าตาสวยงาม แต่แววตาดุดันแฝงความร้าย
กาจยืนอยู่ตรงนั้น เธอกำลังถามนักพรตที่สวมชุดสีแดงเลือด ร่างกาย
ผอมแห้ง หน้าตาคล้ายลิงที่อยู่ข้างๆ ว่า “ข้าบอกให้ท่านรีบหน่อยได้
ไหม ทำไมชักช้าอย่างนี้”
กู้เฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย สตรีคนนี้เขามีความทรงจำอยู่ เธอคือ
จางซื่อ ภรรยาของท่านอาสอง หรือก็คือท่านอาสะใภ้ของเขานั่นเอง
ปกติแล้วจางซื่อเป็นคนปากร้ายใจแคบ ปฏิบัติกับเขาไม่ค่อยดี
เท่าไหร่
เพียงแต่ว่าตอนนี้ผู้ที่กุมอำนาจในตระกูลกู้คือท่านย่าของเขา
และท่านย่าก็รักกู้เฉิงหลานชายคนโตคนนี้มากที่สุด จางซื่อจึงไม่กล้า
ทำอะไรกู้เฉิงอย่างเปิดเผย
นักพรตคนนั้นกำลังใช้เส้นผมสองสามเส้นพันไปมา พอได้ยินก็
ทำปากยื่นแล้วพูดว่า “ท่านหญิงจะรีบร้อนไปใย งานละเอียดต้องใช้
เวลา
พูดตามตรง หากไม่ใช่เพราะเพื่อนของพี่ชายท่านหญิงเป็นศิษย์
น้องของข้า ข้าก็ไม่อยากจะรับงานนี้หรอกนะ
เมืองหลวงแห่งนี้เต็มไปด้วยพยัคฆ์สอดแนมของหน่วยพิทักษ์
ราตรี หากถูกพวกเขาพบเข้า ข้าคงแย่แน่
คุกทมิฬของหน่วยพิทักษ์ราตรี ไม่ใช่ที่ที่คนจะอยู่ได้ ถุย แม้แต่ผี
ก็ยังไม่อยากอยู่เลย
เงินห้าพันตำลึงไม่ต่อรอง จ่ายก่อนทำพิธี ไม่โกงทั้งเด็กและคน
แก่ ไม่หลอกทั้งคนและผี รับรองว่าท่านหญิงจะพอใจ”
จางซื่อได้ยินก็ร้องเสียงแหลมขึ้นมา “ห้าพันตำลึง ก่อนหน้านี้
ไม่ใช่ว่าสามพันตำลึงหรือ”
นักพรตหน้าลิงพูดอย่างเรียบเฉย “ข้าต้องการสามพันตำลึงก็
จริง แต่ศิษย์น้องของข้าก็ต้องการหนึ่งพันตำลึง หลานชายของศิษย์
น้องข้า ซึ่งก็คือเพื่อนของพี่ชายท่านหญิงก็ต้องการอีกหนึ่งพันตำลึง
ค่าสินน ้าใจไม่เคยได้ยินหรือ”
จางซื่อกัดฟัน ควักตั๋วเงินห้าพันตำลึงออกมา “ให้ท่าน แต่ข้า
ต้องการเห็นเจ้าเด็กนั่นตายในวันนี้
ท่านย่าลำเอียง
หลายปีมานี้ มีแต่บ้านรองของข้าที่คอยดูแลกิจการในบ้าน ทั้ง
จวนโหวมีเพียงสามีของข้าที่รับราชการอยู่ข้างนอก ทำไมท่านย่าถึง
จะมอบตำแหน่งโหวให้เจ้าเด็กนั่น
ถ้าไม่รีบฆ่ามัน รออีกสองเดือนเจ้าเด็กนั่นก็บรรลุนิติภาวะแล้ว
ท่านย่าก็จะขอให้ราชสำนักแต่งตั้งตำแหน่งโหวให้มันอย่างเป็น
ทางการ”
นักพรตรับตั๋วเงินมา ส่ายหัวเบาๆ แล้วพึมพำ “ใจหญิงช่างร้าย
กาจนัก”
“ท่านพูดว่าอะไรนะ”
นักพรตยิ้มแห้งๆ “เปล่า ข้าไม่ได้พูดอะไร เงินของท่านหญิงมาถึง
แล้ว ข้าก็จะจัดการให้ท่านหญิงเรียบร้อย ท่านหญิงโปรดรอดูได้เลย”
พูดจบ นักพรตก็รีบนำเส้นผมมาถักเป็นเส้น มือประสานอิน ที่น่า
แปลกคือ ร่างกายที่ผอมแห้งของเขาเริ่มพองขึ้น
มีบางอย่างขนาดเท่าหัวคนผุดขึ้นมาจากช่องท้องของเขามาที่
ลำคอ ทำให้ใบหน้าของเขาพองโตขึ้น มุมปากฉีกออกเป็นรอยโค้งที่
น่าสยดสยอง สุดท้ายก็คายสัตว์ประหลาดหัวใจขนาดเท่าหัวคน
ออกมา
จางซื่อเห็นภาพที่น่ากลัวขนาดนี้ ก็หน้าซีดเผือด รีบเอามือปิด
ปากเพื่อไม่ให้กรีดร้องออกมา
แม้เธอจะพอรู้มาบ้างว่าในยุทธภพมีวิชาอาคมชั่วร้ายแบบนี้อยู่
หรือแม้กระทั่งคนในบ้านเดิมของเธอก็มีการติดต่อกับคนพวกนี้อยู่
บ้าง แต่การได้เห็นกับตาตัวเองก็เป็นครั้งแรก
นักพรตพูดอย่างภาคภูมิใจ “ท่านหญิงอย่ากลัว นี่คือภูตปัญจอ
วัยวะที่ข้าบำเพ็ญเพียรสร้างขึ้นมา หัวใจ ตับ ม้าม ปอด ไต ห้าอวัยวะ
ภายในล้วนสื่อถึงภูตผีได้ ใช้มันเป็นที่สถิตเลี้ยงดูภูตผี สามารถฆ่า
คนได้โดยไม่เห็นเลือด
เมื่อภูตหัวใจสังหารคนแล้ว จะไม่มีบาดแผลภายนอกใดๆ แต่จะ
ทำให้คนเจ็บปวดหัวใจจนตาย เจ้าหน้าที่จะไม่สามารถตรวจพบความ
ผิดปกติใดๆ ได้เลย จะคิดว่าคนนั้นเสียชีวิตด้วยอาการป่วยกะทันหัน
เท่านั้น”
พูดจบ นักพรตก็ป้อนเส้นผมที่ถักไว้ให้ภูตหัวใจกิน แล้วโบกมือ
ทีหนึ่ง ภูตหัวใจก็หายตัวไป
“ไป ฆ่าเจ้าของเส้นผมซะ”
ครู่ต่อมา แววตาของนักพรตก็ฉายแววประหลาดใจ พึมพำว่า
“ทำไมยังไม่มีความเคลื่อนไหว ไม่น่าจะเป็นไปได้ คนที่แข็งแรงบึกบึน
ก็ไม่น่าจะทนได้นานขนาดนี้”
ทันใดนั้น นักพรตก็กระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง แล้วร้องโหยหวน
“หัวใจของข้า”