จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 2 – จุดเริ่มต้นอันเลวร้าย
ภาพในมโนสำนึกหยุดลงพร้อมกับที่นักพรตกระอักเลือดออกมา
เห็นได้ชัดว่าตอนนั้นเองที่ภูตหัวใจถูกกู้เฉิงกลืนเข้ามาที่นี่
เมื่อมองไปยังพื้นที่มืดมิดรอบตัว กู้เฉิงไม่รู้จะพูดอะไรดี
การเริ่มต้นของเขาครั้งนี้ ช่างเลวร้ายเสียจริง
ดูเหมือนว่าจางซื่ออยากจะฆ่าเขาให้ตายเสียเดี๋ยวนี้ ที่จริงแล้ว ‘กู้
เฉิง’ ในชาตินี้ได้ตายไปแล้วครั้งหนึ่ง
ตอนนี้เมื่อเขาทะลุมิติมา ‘กู้เฉิง’ ก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง ด้วย
นิสัยของจางซื่อแล้วมีหรือจะยอมปล่อยไปง่ายๆ
ยิ่งไปกว่านั้น โลกใบนี้ยังเต็มไปด้วยเรื่องแปลกประหลาด
นักพรตคนนั้นฝึกวิชาชั่วร้าย เลี้ยงภูตในปัญจอวัยวะ สามารถฆ่าคน
ได้อย่างไร้ร่องรอย
หอกดาบที่มองเห็นยังหลบง่าย แต่ลูกธนูที่ซ่อนเร้นนั้นยากจะ
ป้องกัน ลูกธนูที่ซ่อนเร้นยังอันตรายขนาดนี้ แล้วภูตผีปีศาจแบบนี้จะ
รับมือได้อย่างไร ครั้งหน้าเขาจะกัดมันอีกหรือจะใช้ปัสสาวะเด็กชาย
รดมันดี
ยังไม่ทันที่กู้เฉิงจะได้คิดให้ดี เขาก็รู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงในหัว
ราวกับว่าพลังจิตของเขาถูกสูบออกไปจนหมด เขาถูกเตะออกจาก
พื้นที่มืดมิดนั้น แล้วทุกอย่างก็ดับวูบไป เขาหมดสติไปโดยสิ้นเชิง
เมื่อกู้เฉิงลืมตาขึ้นอีกครั้ง รอบตัวเขามีคนมุงอยู่เต็มไปหมด ส่ง
เสียงจอแจ
เมื่อเห็นกู้เฉิงฟื้น หญิงชราผมขาวคนหนึ่งก็รีบเข้ามากอดกู้เฉิง
ไว้ในอ้อมแขน เช็ดน ้าตาแล้วร้องไห้ “หลานย่า หากเจ้าเป็นอะไรไป
ย่าจะอยู่ได้อย่างไร”
ชาติที่แล้วกู้เฉิงเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาจึงไม่ค่อยชินกับการแสดง
ความรักของผู้อาวุโสแบบนี้
เขานั่งลง ค่อยๆ ดึงมือของท่านย่ากู้ออก แล้วพูดเบาๆ “ท่านย่า
ข้าไม่เป็นอะไร”
จางซื่อก็ยืนอยู่ข้างๆ มองกู้เฉิงด้วยสายตาประหลาดใจ ไม่รู้ว่ากู้
เฉิงรอดมาได้อย่างไร
แต่เมื่อเห็นท่านย่ากู้ให้ความสำคัญกับกู้เฉิงขนาดนี้ เธอก็อด
ไม่ได้ที่จะพูดว่า “ท่านย่า เขายังไม่ตาย ท่านจะร้องไห้ทำไม”
ท่านย่ากู้ได้ยินก็หน้าบึ้งทันที “นี่เจ้าหมายความว่าอย่างไร ต้อง
ให้เฉิงเอ๋อร์ตายเจ้าถึงจะดีใจงั้นรึ”
จางซื่อไม่กล้าเถียงท่านย่ากู้ เธอจึงได้แต่ทำหน้าเศร้า “ท่านพูด
อะไรอย่างนั้น ข้าแค่เป็นห่วงว่าท่านจะร้องไห้จนไม่สบาย”
ท่านย่ากู้แค่นเสียงเย็นชา “ข้ายังแข็งแรงดีอยู่ แค่หลานชายคน
โตของข้าไม่เป็นอะไร ข้าก็ไม่เป็นอะไร”
ขณะที่กำลังพูดอยู่ ก็มีคนเดินเข้ามาอีกคน เมื่อเขามาถึง บ่าว
ไพร่ที่มุงอยู่ก็รีบแยกย้ายกันไป
นั่นคือชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปี จมูกเหมือนเหยี่ยว ตาคม
โต ใบหน้าดูเย็นชา ทำให้ดูไม่น่าคบหา
เขาสวมชุดเกราะนิลสีดำแนบตัว พกดาบยาวหนึ่งเล่ม แต่ฝัก
ดาบกลับทำจากกิ่งหลิว
ที่แปลกไปกว่านั้นคือ ลวดลายที่สลักอยู่บนเกราะนิลของเขาคือ
รูปตี้ทิง
ในความทรงจำของกู้เฉิง ต้าเฉียนมีธรรมเนียมการสลักรูปสัตว์
วิเศษต่างๆ บนชุดเกราะ ราชวงศ์สลักรูปมังกรและหงส์ กองทหาร
องครักษ์มังกรทะยานก็สลักรูปสิงโต ซวนหนี หรือเฒ่าเที้ย อะไร
ทำนองนั้น ส่วนทหารทั่วไปก็สลักรูปเสือดาว สิงโต หรือหมี แต่กู้เฉิง
ค้นหาในความทรงจำทั้งหมดแล้ว ก็ไม่เคยเห็นใครสลักรูปตี้ทิงเลย
เมื่อเห็นชายวัยกลางคนมาถึง ท่านย่ากู้ก็รีบพูด “ท่านเถียเทียน
อิง ตรวจสอบได้หรือยังว่าทำไมหลานชายข้าถึงหมดสติไปกะทันหัน
ทั้งๆ ที่ไม่มีบาดแผลแต่กลับมีคราบเลือด”
เถียเทียนอิงมองไปรอบๆ ท่านย่ากู้ก็รีบพูด “ออกไปให้หมด”
ในห้องนอกจากท่านย่ากู้ จางซื่อ และพ่อบ้านที่รับใช้ตระกูลกู้มา
ทั้งชีวิตแล้ว คนอื่นๆ ก็ถูกไล่ออกไปหมด
เถียเทียนอิงถามกู้เฉิง “คุณชายกู้ เมื่อวานท่านเห็นอะไรหรือไม่
รู้สึกอย่างไรบ้าง”
ท่านย่ากู้พูดกับกู้เฉิง “นี่คือท่านเถียเทียนอิงแห่งหน่วยพิทักษ์
ราตรี ให้ความร่วมมือกับเขาดีๆ อย่าให้เกิดเรื่องอีก”
กู้เฉิงมองจางซื่อแวบหนึ่ง แม้จางซื่อจะดูกังวลและประหลาดใจ
แต่ก็ไม่ได้ร้อนรนมากนัก
กู้เฉิงลูบหน้าอกแล้วพูด “เมื่อวานข้าแค่รู้สึกเจ็บหน้าอกอย่าง
รุนแรง แล้วก็เริ่มดิ้นรน สุดท้ายก็หมดสติไป หลังจากนั้นก็ไม่รู้อะไร
อีกเลย”
กู้เฉิงไม่ได้พูดถึงเรื่องของจางซื่อ เพราะพูดไปก็ไม่มีประโยชน์
ในเมื่อตอนนี้จางซื่อยังกล้ายืนอยู่ที่นี่ และไม่มีท่าทีร้อนรน ก็
แสดงว่าเธอได้จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ตรวจสอบไปก็ไม่เจอ
อะไร
กู้เฉิงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เมื่อวานในภาพมโนสำนึกนักพรตคนนั้นก็
พูดถึงหน่วยพิทักษ์ราตรี ในเมื่อเขารู้จักหน่วยพิทักษ์ราตรี ก็น่าจะมี
การป้องกันไว้แล้ว
ที่สำคัญที่สุดคือ ตัวกู้เฉิงเองก็ ‘ไม่สะอาด’
กู้เฉิงคนก่อนได้ตายไปแล้ว เขาเป็นคนทะลุมิติมา น่าจะเข้าข่าย
ยืมร่างคืนชีพ
อีกทั้งยังมีจี้หยกสีดำ และภูตหัวใจในพื้นที่ของจี้หยกอีก ดู
อย่างไรก็แปลกประหลาด
นี่ไม่ใช่โลกที่ใช้สามัญสำนึกตัดสินได้ หากเขาเล่าเรื่องในภาพ
มโนสำนึกออกไปทั้งหมด ข้อสงสัยแรกก็คือ คนอื่นทำพิธีทำร้ายเจ้า
แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรละเอียดขนาดนั้น
หากอีกฝ่ายตรวจสอบอย่างละเอียด การทะลุมิติของเขา จี้หยกสี
ดำของเขา สุดท้ายแล้วเขาจะถูกมองว่าเป็นภูตผีที่สิงสู่ร่างคนแล้วถูก
กำจัดหรือไม่
เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ กู้เฉิงต้องระวังตัว
เถียเทียนอิงพยักหน้า “ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ผิดแล้ว คุณชายกู้
น่าจะเจอภูตผีปีศาจ บนตัวเขาและในห้องของเขายังมีไอเย็นหลง
เหลืออยู่จางๆ
แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง อาจจะเป็นโชคดี หรืออย่างอื่น ภูตผีนั้น
ไม่ได้ทำร้ายคุณชายกู้ เพียงแต่ทำให้พลังจิตของเขาหมดไป จึงหมด
สติ”
ท่านย่ากู้ถอนหายใจยาว พนมมือไหว้ “ขอบคุณฟ้าดิน บรรพ
บุรุษคุ้มครอง ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว”
เถียเทียนอิงพูดขึ้นมาทันที “ท่านย่า แค่ตอนนี้ไม่เป็นอะไร ส่วน
ในอนาคตจะเป็นอะไรหรือไม่ ข้าก็ไม่สามารถรับประกันได้”
“ทำไม”
เถียเทียนอิงพูดเรียบๆ “เรื่องเจอผีนั้น มีแค่ครั้งเดียวกับนับไม่
ถ้วน
เมื่อท่านเจอผีหนึ่งตัว บนตัวก็จะติดไอเย็นไปด้วย หลังจากนั้นก็
จะเจอของสกปรกพวกนั้นได้ง่าย
ไม่ใช่ว่าเจอผีทุกครั้งจะต้องตาย คุณชายกู้ครั้งนี้โชคดี
แต่หนึ่งครั้งสองครั้ง สามครั้งสี่ครั้ง แปดครั้งสิบครั้งล่ะ ท่านว่า
ท่านจะตายหรือไม่”
ท่านย่ากู้เริ่มร้อนรน “แล้วจะทำอย่างไรดี”
เถียเทียนอิงกางมือออก “มีสามวิธี หนึ่งคือปล่อยไปเลย ไปที่ที่มี
คนเยอะๆ ก็จะไม่ค่อยถูกผีสางรบกวน หากช่วงเวลาหนึ่งไม่เจอภูตผี
ปีศาจพวกนี้อีก ไอเย็นก็จะค่อยๆ สลายไปเอง แน่นอนว่าวิธีนี้ขึ้นอยู่
กับโชคล้วนๆ หากในช่วงเวลานั้นเจอภูตผีอีก ไอเย็นก็จะยิ่งหนักขึ้น
สองคือหาพระหรือนักพรตที่มีวิชาอาคมจริงๆ มาชำระล้างไอเย็น
ให้คุณชายกู้
แน่นอนว่าข้าหมายถึงผู้ฝึกตนที่มีวิชาอาคมจริงๆ ไม่ใช่พระหรือ
นักพรตที่เอาแต่เก็บเงินทำบุญและเสี่ยงเซียมซี
แต่คนแบบนั้น ท่านย่าอย่าหาว่าข้าพูดไม่เกรงใจเลย ด้วยฐานะ
ของจวนจงหย่งโหวในตอนนี้ ไม่สามารถเชิญยอดฝีมือแบบนั้นมาได้
หรอก”
ท่านย่ากู้ถาม “แล้วในหน่วยพิทักษ์ราตรีมีผู้มีความสามารถแบบ
นั้นหรือไม่ ข้าเคยได้ยินมาว่าในหน่วยพิทักษ์ราตรีมีผู้ฝึกตนมากมาย
น่าจะมีทั้งนักพรตและพระด้วยใช่ไหม”
เถียเทียนอิงตอบ “มีคนที่ฝึกวิชาอาคมอยู่ไม่น้อยก็จริง แต่พูด
ตามตรง คนแบบนั้นจวนจงหย่งโหวก็เชิญมาไม่ได้
แม้แต่ตัวข้าเอง ก็มาเพราะเห็นแก่หน้าท่านโหวคนก่อน
มิฉะนั้นตามขั้นตอนปกติ หน่วยพิทักษ์ราตรีในเมืองหลวงจะดูแล
เฉพาะคดีประหลาดที่มีคนตาย คุณชายกู้ไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต
หน่วยพิทักษ์ราตรีจะไม่ส่งคนมาเลย
เมื่อก่อนหากไม่ได้ท่านโหวคนก่อนช่วยไว้ ข้าอาจจะตายใน
สนามรบไปนานแล้ว ไม่ต้องพูดถึงการได้เข้าร่วมหน่วยพิทักษ์ราตรี
ในภายหลัง
แต่ข้าเป็นแค่นักรบธรรมดา ฆ่าคนฆ่าผีได้ แต่ไม่ถนัดช่วยคน
ข้าอยู่ในหน่วยพิทักษ์ราตรีในเมืองหลวง ก็เป็นแค่ทหารเกราะนิล
ธรรมดาคนหนึ่ง ไม่สามารถติดต่อกับคนระดับสูงกว่าได้ เรื่องนี้ข้าจน
ปัญญาจริงๆ”
ตอนนั้นเองกู้เฉิงก็ถาม “แล้ววิธีสุดท้ายล่ะ”
เถียเทียนอิงพูดเสียงเข้ม “สองวิธีแรกขึ้นอยู่กับโชค วิธีสุดท้าย
ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเอง
เจ้าเป็นลูกหลานขุนนาง ภูมิหลังใสสะอาด ไม่ต้องผ่านการ
คัดเลือก ข้าสามารถแนะนำให้เจ้าเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์ราตรีได้”
“เข้าร่วมหน่วยพิทักษ์ราตรีแล้วจะปลอดภัยเหรอ”
เถียเทียนอิงส่ายหัว “ก็ไม่ปลอดภัยเหมือนกัน เจ้ารู้หรือไม่ว่า
หน่วยพิทักษ์ราตรีเป็นที่แบบไหน”
ยังไม่ทันที่กู้เฉิงจะถามต่อ เถียเทียนอิงก็พูดด้วยน ้าเสียง
ภาคภูมิใจเล็กน้อย “หน่วยพิทักษ์ราตรีเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของ
ราชวงศ์ต้าเฉียน
ห้าร้อยปีก่อน สิบแคว้นแย่งชิงอำนาจ สงครามเกิดขึ้นไม่หยุด
หย่อน ทำให้มีการฆ่าฟันนับไม่ถ้วน ภูตผีปีศาจอาละวาด นักพรต
สายมารทำอะไรตามใจชอบ
ตอนนั้นบางพื้นที่ กลางวันตลาดคึกคัก กลางคืนร้อยภูต
เดินขบวน ผีมีจำนวนมากกว่าคนเสียอีก
ปฐมกษัตริย์จึงมีพระราชโองการให้รวบรวมผู้มีความสามารถ
ก่อตั้งหน่วยพิทักษ์ราตรีขึ้นมาเพื่อปราบปรามปีศาจและผู้ฝึกตนที่
ละเมิดกฎหมาย
ดังนั้นหน่วยพิทักษ์ราตรีจึงต้องต่อสู้กับปีศาจหรือผู้ฝึกตนที่
โหดเหี้ยมอำมหิตอยู่ตลอดเวลา เจ้าคิดว่าแบบนี้จะปลอดภัยหรือไม่”
“แล้วทำไมข้าต้องเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์ราตรีด้วย”
เถียเทียนอิงจ้องมองกู้เฉิง “เพราะหน่วยพิทักษ์ราตรีสามารถสอน
ให้เจ้าฝึกตน ทำให้เจ้ามีพลังที่จะต่อกรกับภูตผีปีศาจเหล่านั้น
ทั่วหล้าสับสนวุ่นวาย ภูตผีปีศาจอาละวาด นอกจากตัวเจ้าเอง
แล้ว ไม่มีใครสามารถปกป้องเจ้าได้อย่างแท้จริง
เจ้าจะรอดชีวิตได้หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน่วยพิทักษ์ราตรี แต่
อยู่ที่ตัวเจ้าเอง”
ท่านย่ากู้ได้ยินเถียเทียนอิงพูดแบบนั้น เธอก็รีบส่ายหัว “ไม่ได้
ไม่ได้เด็ดขาด
เฉิงเอ๋อร์จะไปที่อันตรายแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด รอให้เขาบรรลุ
นิติภาวะแล้ว ข้ายังเตรียมจะส่งเขาไปเป็นทหารอยู่กับอาสองของเขา
เลย
การกบฏที่ซีเจียงสงบลงแล้ว เฉิงเอ๋อร์ไปสร้างผลงานทางทหาร
เล็กๆ น้อยๆ ก็พอแล้ว จะไปสู้กับปีศาจได้อย่างไร
เฉิงเอ๋อร์วางใจเถอะ ต่อให้ย่าต้องเอาสมบัติทั้งหมดในจวนโหว
ออกมาใช้ ย่าก็จะหาผู้มีวิชาอาคมมาช่วยชำระล้างไอเย็นบนตัวเจ้า
ให้ได้”
เมื่อได้ยินท่านย่ากู้พูดแบบนั้น จางซื่อก็ร้อนใจขึ้นมาทันที
เธอจ้างนักพรตสายมารมาฆ่าคนยังต้องใช้เงินถึงห้าพันตำลึง
ท่านย่ากู้จะหาผู้มีวิชาอาคมมาขับไล่ภูตผีต้องใช้เงินเท่าไหร่กัน เงิน
พวกนั้นเป็นของเธอทั้งนั้น
กู้เฉิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดขึ้นมาทันที “ข้ายินดีเข้าร่วม
หน่วยพิทักษ์ราตรี”