จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 11 – หน่วยพิทักษ์ราตรี
แคว้นตงหลินตั้งอยู่ใจกลางอาณาจักรต้าเฉียน ถือเป็นแคว้น
ใหญ่ เมืองเหอหยางเองก็เป็นหนึ่งในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นตงหลิน
มีพ่อค้าวาณิชเดินทางผ่านไปมานับไม่ถ้วน ดูครึกครื้นยิ่งนัก
หลังจากที่กู้เฉิงเดินทางมาถึงเมืองเหอหยาง เขาได้หาโรงเตี๊ยม
อาบน ้าเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน จากนั้นจึงค่อยเดินทางไปรายงานตัวที่
หน่วยพิทักษ์ราตรี
ที่ทำการของหน่วยพิทักษ์ราตรีในเมืองเหอหยางนั้นโดดเด่น
สะดุดตาอย่างยิ่ง ไม่ว่าอาคารของหน่วยพิทักษ์ราตรีในแต่ละที่จะมี
รูปลักษณ์อย่างไร ล้วนทาด้วยสีดำสนิท หน้าประตูไม่ได้ตั้งรูปปั้น
สิงโตหิน แต่เป็นรูปปั้นตี้ทิงสีดำ
เมื่อกู้เฉิงหาหน่วยพิทักษ์ราตรีพบและยื่นเอกสารแนะนำตัวแล้ว
ก็มีคนนำเขาไปยังห้องรับรองทันที
ผ่านไปครู่หนึ่ง ชายวัยกลางคนอายุสี่สิบกว่าปีก็เดินออกมาจาก
ห้องโถง เขาสวมชุดเกราะนิลสีดำของหน่วยพิทักษ์ราตรี ใบหน้าแดง
ก ่า รูปร่างค่อนข้างท้วม มีพุงพลุ้ย ใบหน้าประดับรอยยิ้มอยู่
ตลอดเวลา ราวกับคุณลุงวัยกลางใจดี
ตอนที่จากมา เถียเทียนอิงได้เล่าเรื่องหน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองเห
อหยางให้กู้เฉิงฟังแล้ว ดังนั้นกู้เฉิงจึงจำได้ในทันทีว่า นี่คือผู้
บัญชาการใหญ่แห่งหน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองเหอหยาง ‘ฝ่ามือสุริยันสี
ม่วง’ ชุยจื่อเจี๋ย
แม้ว่าท่านผู้นี้จะดูใจดีไม่มีพิษมีภัย แต่ระดับฝีมือกลับแข็งแกร่ง
กว่าเถียเทียนอิงเสียอีก บรรลุถึงระดับหกวิถีนักรบขั้นโลหิตไหลเวียน
แล้ว
“ข้าน้อยคารวะท่านใต้เท้า”
กู้เฉิงลุกขึ้นยืน ประสานมือคำนับชุยจื่อเจี๋ย
ชุยจื่อเจี๋ยโบกมือ “กู้เฉิงใช่หรือไม่ เถียเทียนอิงส่งจดหมายมา
บอกเรื่องของเจ้าแล้ว แต่ทำไมถึงมาช้าเช่นนี้”
“ระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุขึ้นเล็กน้อย ทำให้เสียเวลาไปบ้าง
ขอรับ”
ชุยจื่อเจี๋ยพยักหน้า “ไม่เป็นไร เจ้ามาได้ถูกเวลาพอดี หน่วย
พิทักษ์ราตรีเมืองเหอหยางของเรากำลังขาดคนอยู่พอดี
เถียเทียนอิงให้ตำราวิถีนักรบแก่เจ้าแล้ว ดูจากท่าทางของเจ้า ก็
น่าจะบรรลุถึงระดับเก้าแล้ว ตามกฎ ข้าจะส่งเจ้าไปอยู่ใต้บังคับบัญชา
ของผู้ตรวจการณ์ราตรีคนหนึ่ง ให้ไปประจำการอยู่ที่เมืองเล็กๆ ใน
สังกัดของเมืองเหอหยาง
สำหรับระดับและหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยพิทักษ์ราตรี
เจ้าพอจะเข้าใจหรือไม่”
กู้เฉิงพยักหน้า “พอจะเข้าใจอยู่บ้างขอรับ”
เรื่องทั่วไปและระดับชั้นของหน่วยพิทักษ์ราตรี เถียเทียนอิงได้เล่า
ให้เขาฟังคร่าวๆ ก่อนจะจากมา
‘จิ้ง’ หมายถึงการปราบปราม ดังนั้นความหมายของการมีอยู่ของ
หน่วยพิทักษ์ราตรีก็คือการปราบปรามเหล่าภูตผีปีศาจในยามค ่าคืน
ผู้มีอำนาจสูงสุดของหน่วยพิทักษ์ราตรีคือผู้บัญชาการสูงสุด
รองลงมาคือผู้บัญชาการ มีหน้าที่ช่วยเหลือผู้บัญชาการสูงสุด
บัญชาการและควบคุมทั้งสี่ทิศ
ถัดลงมาคือผู้บัญชาการปราบปราม มีหน้าที่รักษาความสงบ
เรียบร้อยในหนึ่งแคว้น
จากนั้นก็คือผู้บัญชาการใหญ่อย่างชุยจื่อเจี๋ย มีหน้าที่รักษา
ความสงบเรียบร้อยในหนึ่งเมือง
ต ่าลงไปอีกคือผู้ตรวจการณ์ราตรี มีหน้าที่รักษาความสงบ
เรียบร้อยในหนึ่งอำเภอหนึ่งเมือง แน่นอนว่าเมื่อมีภารกิจก็จะถูกส่งไป
ได้ทุกที่
ระดับล่างสุดก็คือทหารเกราะนิล
ยังมีตำแหน่งพิเศษอีกหนึ่งตำแหน่งเรียกว่าผู้ตรวจการ ซึ่งเป็นผู้
ที่ถูกส่งมาจากสำนักงานใหญ่หน่วยพิทักษ์ราตรีในเมืองหลวงเพื่อ
ตรวจสอบความเคลื่อนไหวของสาขาต่างๆ ตำแหน่งอยู่ระหว่างผู้
บัญชาการปราบปรามและผู้บัญชาการใหญ่ แต่เนื่องจากขึ้นตรงต่อ
สำนักงานใหญ่หน่วยพิทักษ์ราตรีในเมืองหลวง ดังนั้นจึงมีสถานะที่
สูงส่ง
“เข้าใจก็ดีแล้ว ภายใต้การปกครองของเมืองเหอหยางมีสิบสี่
อำเภอ ในแปดอำเภอที่ใหญ่ที่สุดมีผู้ตรวจการณ์ราตรีประจำการอยู่
ยังมีผู้ตรวจการณ์ราตรีอีกสองคนที่ประจำการอยู่ในเมืองเพื่อ
ช่วยเหลือข้าอยู่ตลอด
เจ้าเป็นคนที่เถียเทียนอิงแนะนำมา ข้าจะเลือกหัวหน้าที่แข็งแกร่ง
ให้เจ้าสักคน ให้เขาคอยดูแลเจ้า”
“ขอบคุณท่านใต้เท้า แต่ท่านใต้เท้า หน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองเห
อหยางของเราขาดคนมากหรือขอรับ ทำไมสิบสี่อำเภอถึงมีผู้ตรวจ
การณ์ราตรีแค่แปดคน” กู้เฉิงถามด้วยความสงสัยเล็กน้อย
ชุยจื่อเจี๋ยลูบพุงพลุ้ยของตนเองแล้วกล่าวว่า “ไม่ใช่แค่ขาด แต่
ขาดอย่างมาก แม้ว่าทุกปีจะมีคนใหม่ๆ เข้ามาไม่น้อย แต่ก็ทนไม่ไหว
ที่คนตายมีมากกว่า
อีกอย่างทุกปีสำนักงานใหญ่หน่วยพิทักษ์ราตรีในเมืองหลวงยัง
ต้องดึงตัวหัวกะทิจากแคว้นและเมืองต่างๆ ไป ทำให้จำนวนคนของ
เรายิ่งไม่เพียงพอ
เถียเทียนอิงคนนั้นเดิมทีสามารถรับตำแหน่งรองผู้บัญชาการ
ใหญ่หน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองเหอหยางได้ แต่กลับเลือกที่จะไปเป็น
ทหารเกราะนิลตัวเล็กๆ ในเมืองหลวง ไม่รู้ว่าเจ้าหมอนั่นคิดอะไรอยู่”
กู้เฉิงพยักหน้า ในตอนนี้เขาไม่รู้ว่าจะร้องไห้ดีหรือหัวเราะดี
เมืองหลวงนั้นอันตรายมาก แต่หน่วยพิทักษ์ราตรีนี้ดูเหมือนก็ไม่
ปลอดภัยเช่นกัน จำนวนคนตายกลับมีมากกว่าจำนวนคนที่เข้ามา
ใหม่เสียอีก
“ตามกฎของหน่วยพิทักษ์ราตรี ทหารเกราะนิลระดับเก้าอย่าง
เป็นทางการสามารถรับตำราวิชาได้สองเล่ม เจ้าตามข้ามาเลือกดู
หลังจากนั้นทุกครั้งที่เลื่อนระดับขึ้นหนึ่งขั้น ก็สามารถเลือกตำรา
วิชาได้สองเล่ม หรือเจ้าจะทำภารกิจสร้างผลงาน ก็สามารถใช้แต้ม
ผลงานยื่นขอแลกเปลี่ยนตำราวิชากับเบื้องบนได้”
ชุยจื่อเจี๋ยพากู้เฉิงเดินออกจากห้องโถงใหญ่ ผ่านทางเดินยาว
แคบๆ เดินลึกเข้าไปในหน่วยพิทักษ์ราตรี
สถาปัตยกรรมทั้งหมดของหน่วยพิทักษ์ราตรีล้วนเป็นสีดำ แม้จะ
เป็นเวลากลางวันก็ยังดูเย็นยะเยือก กู้เฉิงยังได้ยินเสียงภูตผีร้อง
โหยหวนแว่วมา
เมื่อเห็นสีหน้าของกู้เฉิงเปลี่ยนไป ชุยจื่อเจี๋ยกล่าวว่า “ไม่ต้องใส่
ใจ นั่นเป็นผู้ตรวจการณ์ราตรีใต้บังคับบัญชาของข้า ‘หน้ากากอสูร’
ซ่งเฉิงสวินกำลังหลอมภูตอยู่ ได้ยินเสียงภูตผีคร ่าครวญในเวลา
กลางวัน ก็ยังดีกว่าตอนกลางคืน”
กู้เฉิงประหลาดใจ “แต่การหลอมภูตเช่นนี้ ไม่น่าจะจัดอยู่ในวิชา
มารนอกรีตระดับล่างหรอกหรือ หน่วยพิทักษ์ราตรีของเราก็ฝึกฝน
ด้วยรึ”
ชุยจื่อเจี๋ยกล่าวว่า “เก้าชั้นฟ้าบำเพ็ญปราณนั้นยากที่สุด
พรสวรรค์ วาสนา ความเข้าใจ และความมุ่งมั่น ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป
ไม่ได้เลย วิถีนักรบเก้าชั้นกลางก็ต้องการพรสวรรค์และความมุ่งมั่น
ในการฝึกฝนอย่างหนักเช่นกัน มีเพียงวิชานอกรีตระดับล่างเท่านั้นที่
สำเร็จได้เร็วที่สุด เห็นผลเร็วที่สุด
หน่วยพิทักษ์ราตรีของเราทำงานไม่ยึดติดกับวิธีการ ขอเพียง
ผลลัพธ์ ไม่สนกระบวนการ”
ขณะที่พูด ชุยจื่อเจี๋ยก็พากู้เฉิงเดินไปจนสุดทาง เปิดประตูเหล็ก
ที่มีทหารเกราะนิลสองคนเฝ้าอยู่ แล้วก้าวเข้าไปในห้องใต้ดิน
ห้องใต้ดินนี้ราวกับคลังสมบัติ มีชั้นวางเรียงรายอยู่มากมาย มีทั้ง
หนังสือ ขวดกระเบื้องที่ดูเหมือนบรรจุยาเม็ด และอาวุธต่างๆ นานา
ชุยจื่อเจี๋ยหยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งยื่นให้กู้เฉิง “นี่คือบัญชีรายชื่อ
สองสามหน้าแรกระบุวิชาระดับเก้า เจ้าเลือกได้ตามใจชอบ
จริงสิ เจ้าถนัดวิชาประเภทไหน ข้าจะได้แนะนำให้”
พูดจบชุยจื่อเจี๋ยก็ตบศีรษะตนเอง “เกือบลืมไป เถียเทียนอิงบอก
ว่า เจ้าดูเหมือนจะไม่มีพื้นฐานของผู้ฝึกตน”
กู้เฉิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “อันที่จริงข้าน้อยพอจะรู้วิชา
ลับนอกรีตระดับล่างอยู่บ้าง เนื่องจากมีคนในบ้านคอยจ้องทำร้าย จึง
จำเป็นต้องฝึกฝนเพื่อป้องกันตัว”
ในตอนแรกกู้เฉิงก็ลังเลกับปัญหานี้อยู่ เรื่องที่ตนเองสามารถ
ควบคุมภูตผีได้ ควรจะเปิดเผยหรือไม่
หลังจากคิดทบทวนแล้ว เรื่องแบบนี้อย่างไรก็ปิดไม่มิด ขอเพียง
ลงมือก็มีความเสี่ยงที่จะถูกเปิดโปง
เมื่อครู่เขาก็ได้เห็นทัศนคติของหน่วยพิทักษ์ราตรีต่อวิชาลับ
นอกรีตระดับล่างเช่นนี้แล้ว ตนเองพูดออกไปก็คงไม่เป็นไร
ชุยจื่อเจี๋ยส่ายหน้าเบาๆ “ตระกูลขุนนางล้วนมีนิสัยเช่นนี้ ไม่น่า
แปลกใจ
แต่วิชานอกรีตระดับล่างนั้นยากที่จะยิ่งใหญ่ได้ มีเพียงวิถีนักรบ
และบำเพ็ญปราณเท่านั้นที่สามารถไปถึงจุดสูงสุดได้ เจ้าควรจะรู้ไว้
ในใจ”
กู้เฉิงพยักหน้า พลิกดูบัญชีรายชื่อนั้น แล้วเลือกวิชามาสองเล่ม
เล่มหนึ่งเป็นวิชากระบี่ ชื่อว่า ‘กระบี่สุริยันอักขระเดียว’
กระบี่ทลายวิชาที่เขาได้มาจากหานถิงนั้นไม่ใช่ฉบับเต็ม มีเพียง
บางส่วน แม้จะมีอานุภาพไม่เลว แต่ก็เน้นไปที่พื้นฐานของวิถีกระบี่
ขาดพลังระเบิด
ส่วนอีกเล่มหนึ่ง กู้เฉิงเลือกตำราวิชาบำเพ็ญปราณ ชื่อว่า
‘คัมภีร์เส้นชีพจรอิน’
กู้เฉิงไม่ได้คิดจะเปลี่ยนไปฝึกบำเพ็ญปราณ แต่เขาสงสัยว่าพลัง
ที่ตนเองได้รับหลังจากฆ่าภูตผีนั้น ใช่ ‘ปราณ’ ที่ผู้บำเพ็ญปราณ
กล่าวถึงหรือไม่
เมื่อเห็นว่ากู้เฉิงยังเลือกตำราวิชาบำเพ็ญปราณด้วย ชุยจื่อเจี๋ยก็
รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก
เขาหาตำราวิชาทั้งสองเล่มนี้มอบให้กู้เฉิง บนตำราวิชานั้นยังมี
ยันต์สองแผ่นติดอยู่
“ยันต์นี้คือผนึกที่นักพรตแห่งสำนักเต๋าไท่เสวียนสร้างขึ้น เพื่อ
ป้องกันไม่ให้วิชาแพร่งพรายออกไป หลังจากฉีกยันต์ออก ผนึกจะ
เข้าสู่ร่างกาย หากนำวิชาไปถ่ายทอดให้ผู้อื่นก็จะปวดศีรษะแทบ
ระเบิด”
กู้เฉิงพยักหน้า ฉีกยันต์ทั้งสองแผ่นนั้นออก ยันต์ทั้งสองแผ่นนั้น
ลุกไหม้ขึ้นในทันทีอย่างน่าประหลาด ความรู้สึกเหมือนถูกเข็มแทง
สองครั้งพุ่งเข้าสู่สมอง เบาบางมาก แล้วก็หายไปในทันที
“เอาล่ะ ไปรอที่ห้องโถงข้างๆ ก่อน ข้าจะไปจัดการเรื่องที่อยู่ของ
เจ้า”
“ขอรับท่านใต้เท้า”
หลังจากพากู้เฉิงไปที่ห้องโถงข้างๆ แล้ว ชุยจื่อเจี๋ยก็ไปที่ห้องโถง
ด้านหลังของหน่วยพิทักษ์ราตรี เคาะประตูห้องเก็บตัวที่ปิดอยู่ห้อง
หนึ่ง
“เมิ่งหานถัง กระบี่เล่มนั้นของเจ้าซ่อมเสร็จแล้วหรือยัง”
คนในห้องอายุประมาณสามสิบกว่าปี ใบหน้าสี่เหลี่ยมดูเย็นชา
ในตอนนี้เมื่อเห็นชุยจื่อเจี๋ยผู้เป็นหัวหน้ามา เขาก็ไม่ยิ้มแม้แต่น้อย
เพียงแต่พูดเสียงขรึม “เหล็กกล้าวิญญาณเย็นที่เบื้องบนส่งมาครั้งนี้
คุณภาพดีมาก หลังจากซ่อมแซมแล้ว การส่งผ่านปราณแท้จริง
ราบรื่นกว่าเดิมเสียอีก”
ชุยจื่อเจี๋ยส่ายหน้า “เจ้ามันหัวดื้อ แต้มผลงานของเจ้าเพียง
พอที่จะแลกอาวุธที่ดีกว่านี้ได้แล้ว”
เมิ่งหานถังก็ส่ายหน้าเช่นกัน “กระบี่เหมันต์ขาวของข้า เคย
ช่วยชีวิตข้าไว้”
ชุยจื่อเจี๋ยรู้ว่าเจ้าหมอนี่เป็นคนหัวแข็ง จึงไม่พูดเรื่องนี้กับเขาต่อ
“มีคนใหม่จากเมืองหลวงจะเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองเหอห
ยางของเรา ข้าเตรียมจะจัดให้เขาไปอยู่ใต้บังคับบัญชาของเจ้า”
เมิ่งหานถังขมวดคิ้ว “เป็นลูกท่านหลานเธอที่ใช้เส้นสายเข้ามา
อีกแล้วรึ ข้าไม่เอา ไปไว้ที่อื่น”
ชุยจื่อเจี๋ยกล่าวว่า “ครั้งนี้เป็นคนที่เถียเทียนอิงส่งมา ตอนที่เขา
อยู่ที่เมืองเหอหยางยังเคยช่วยชีวิตเจ้าไว้เลยนะ เจ้าจะไม่ไว้หน้าเขา
เลยรึ
อีกอย่างใต้บังคับบัญชาของเจ้าเพิ่งจะตายไปคนหนึ่งไม่ใช่รึ
ก่อนหน้านี้ยังมาขอคนกับข้าอยู่เลย ตอนนี้ข้าให้คนเจ้าแล้ว เจ้ากลับ
ไม่พอใจ มีข้อเรียกร้องอะไรมากมายนัก”
หยุดไปครู่หนึ่ง ชุยจื่อเจี๋ยก็หัวเราะเบาๆ “อีกอย่างคนที่ข้าให้เจ้า
ครั้งนี้ไม่ใช่คนที่มาเพื่อเอาตำแหน่งเฉยๆ ข้ารู้สึกได้ว่า มือของเขา
เคยเปื้อนเลือด เคยฆ่าคนมาแล้ว”
เมื่อได้ยินชุยจื่อเจี๋ยพูดเช่นนั้น เมิ่งหานถังก็หยุดไปครู่หนึ่ง แล้ว
จึงพยักหน้าตกลง
หลังจากพาเมิ่งหานถังมาที่ห้องโถงข้างๆ แล้ว ชุยจื่อเจี๋ยก็ชี้ไปที่
เมิ่งหานถังแล้วกล่าวว่า “นี่คือผู้ตรวจการณ์ราตรีอำเภอหลัว เมิ่งหาน
ถัง หลังจากนี้เจ้าก็อยู่ใต้บังคับบัญชาของเขา”
กู้เฉิงลุกขึ้นยืน ประสานมือคำนับเมิ่งหานถัง “ข้าน้อยกู้เฉิง
คารวะท่านใต้เท้า”
เมิ่งหานถังมองดูอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวอย่างเรียบเฉย “ไปกัน
เถอะ”
พูดจบ เมิ่งหานถังก็เดินตรงออกจากประตูไป
กู้เฉิงชะงักไปครู่หนึ่ง ขณะที่เดินตามเมิ่งหานถังออกไป ก็ลูบคาง
ของตนเอง
หัวหน้าคนนี้ดูเหมือนจะเข้ากับคนยากน่าดู
ตลอดทางเมิ่งหานถังไม่ได้พูดอะไรสักคำ กู้เฉิงก็ไม่กล้าเปิดปาก
ถาม
อำเภอหลัวอยู่ไม่ไกลไม่ใกล้จากเมืองเหอหยาง ทั้งสองคนขี่ม้า
ใช้เวลาหนึ่งวันจึงจะถึง
อำเภอเมืองย่อมไม่คึกคักเท่าเมืองใหญ่ แต่เนื่องจากอำเภอหลัว
เป็นอำเภอใหญ่ในสังกัดของเมืองเหอหยาง พื้นที่จึงไม่เล็ก
หน่วยพิทักษ์ราตรีไม่มีสาขาในอำเภอหลัว มีเพียงฐานที่มั่น เป็น
บ้านหลายหลังล้อมรอบกันอยู่ ล้วนเป็นสีดำเช่นกัน แต่หน้าประตูไม่มี
รูปปั้นตี้ทิง
เมื่อพาเข้าสู่ภายในบ้าน ในลานบ้านมีทหารเกราะนิลหลายคน
กำลังฝึกซ้อมกันอยู่ที่ลานฝึกกลางแจ้ง เมื่อเห็นเมิ่งหานถังกลับมา ก็
หยุดลงแล้วเรียกท่านใต้เท้าหนึ่งคำ พลางมองดูกู้เฉิงอย่างสงสัย
“เสี่ยวอี่อยู่ไหน”
“ท่านใต้เท้าข้าอยู่นี่”
ทหารเกราะนิลที่ดูเด็กมากคนหนึ่งวิ่งเข้ามา กู้เฉิงมองดูท่าทาง
ของเขาแล้ว ดูเหมือนจะอายุเพียงสิบหกสิบเจ็ดปี หน้าตาหล่อเหลาดู
สดใส
เมิ่งหานถังชี้ไปที่ชายหนุ่มคนนั้นแล้วกล่าวว่า “นี่คือจางเสี่ยวอี่
ทหารเกราะนิลจะทำงานเป็นคู่ หลังจากนี้เจ้าก็อยู่กลุ่มเดียวกับเสี่ยวอี่
มีอะไรไม่เข้าใจก็ถามเสี่ยวอี่”
พูดจบ เมิ่งหานถังก็เดินจากไป ท่าทีของท่านผู้นี้เมื่อเทียบกับ
ชุยจื่อเจี๋ยแล้ว ช่างเหมือนน ้ากับไฟจริงๆ
ทันใดนั้นเสี่ยวอี่ที่อยู่ข้างๆ ก็ยิ้มแล้วพูดว่า “ท่านใต้เท้าเมิ่ง
ภายนอกดูเย็นชาแต่ภายในใจร้อนรน นิสัยของเขาก็เป็นแบบนี้แหละ
อันที่จริงทุกครั้งที่เกิดเรื่อง เขาก็จะเป็นคนบุกเข้าไปก่อนเสมอ
พี่ชายท่านนี้ เรียกข้าว่าเสี่ยวอี่ก็ได้ ท่านชื่ออะไรหรือ”
กู้เฉิงประสานมือคำนับ “ข้าชื่อกู้เฉิง มาจากเมืองหลวง”
เสี่ยวอี่ส่ายหน้าพลางถอนหายใจ “ข้ายังไม่เคยไปเมืองหลวงเลย
ที่ที่ใหญ่ที่สุดที่ข้าเคยไปก็คือเมืองเหอหยาง
พี่เฉิงท่านตามข้ามาก่อน ข้าจะพาไปจัดที่พักให้”
พูดจบ เสี่ยวอี่ก็พากู้เฉิงผลักประตูห้องหนึ่ง “ห้องพักทั้งหมดของ
หน่วยพิทักษ์ราตรีอำเภอหลัวของเราล้วนเหมือนกัน ข้าอยู่ห้องข้างๆ
พี่เฉิงท่านพักที่นี่ก็ได้
ที่ลานฝึกสามารถซ้อมมือกันได้ ด้านหลังบ้านยังมีห้องเก็บตัวที่
สร้างขึ้นเป็นพิเศษสำหรับใช้ฝึกฝน ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกรบกวน”
กู้เฉิงพยักหน้า แล้วถามว่า “จริงสิ หน่วยพิทักษ์ราตรีอำเภอหลัว
ของเรามีกี่คน”
“ไม่นับท่านใต้เท้า ตอนนี้มีทั้งหมด 28 คน”
“แล้วปกติพวกเราทำอะไรกัน ต้องออกตรวจการณ์หรือไม่”
เสี่ยวอี่ส่ายหน้า “แน่นอนว่าไม่ต้อง การตรวจการณ์เป็นหน้าที่
ของมือปราบ ให้ทหารเกราะนิลของหน่วยพิทักษ์ราตรีของเราไป
ตรวจการณ์ ไม่ใช่เป็นการดูถูกกันหรอกหรือ
ปกติแล้วพวกเราจะเน้นการฝึกฝน แน่นอนว่าออกไปเดินเล่น
ผ่อนคลายบ้างก็ได้ แต่เมื่อใดที่มีภารกิจ ก็ต้องมารวมตัวกันทันที
เนื่องจากหน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองเหอหยางมีคนไม่พอ ดังนั้นเมื่อ
อำเภออื่นที่ไม่มีหน่วยพิทักษ์ราตรีประจำการอยู่เกิดปัญหาขึ้น หรือ
ทางเมืองต้องการคน ก็จะดึงตัวพวกเราไป”
กู้เฉิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“จริงสิ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง”
“เรื่องอะไร”
“ต่อไปเปลี่ยนคำเรียกได้หรือไม่ อย่าเรียกข้าว่าพี่เฉิง”
“ทำไมล่ะ” เสี่ยวอี่สงสัย
“เพราะที่บ้านเกิดของข้า ชื่อเฉิงเกอไม่ค่อยเป็นมงคลเท่าไหร่”
เสี่ยวอี่เกาศีรษะอย่างสงสัย รู้สึกว่าคนเมืองหลวงนี่ช่างแตกต่าง
จริงๆ มีเรื่องให้ต้องใส่ใจมากมาย