จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 12 - ท่านพี่ ข้าหิวเหลือเกิน
ยามดึก หวงเซิงหน้าแดงก ่าเรอออกมากลิ่นเหล้าคลุ้ง เพิ่งจะ
กลับมาจากการดื่มกินกับเพื่อนเลวๆ เดินโซซัดโซเซผลักประตูบ้าน
“บัดซบ ก็แค่ตามขบวนพ่อค้าไปเมืองหลวงแล้วรวยขึ้นมาหน่อย
เดียว จะอวดดีอะไรนักหนา ถ้าข้ามีโอกาส ข้าจะหาเงินได้มากกว่า
เจ้าเสียอีก”
หวงเซิงเดินโซซัดโซเซไปตลอดทาง ด่าทอพลางก้าวเข้าสู่ประตู
บ้าน ทันใดนั้นก็มีเสียงกรอบแกรบดังขึ้น พร้อมกับเสียงกลืน ราวกับ
ว่ามีคนกำลังกัดกินอะไรบางอย่างอยู่
เสียงนั้นทำให้หวงเซิงนึกถึงตำนานสยองขวัญบางเรื่อง บน
หน้าผากมีเหงื่อซึมออกมาเม็ดเล็กๆ เหล้าที่ดื่มไปก็สร่างไปกว่าครึ่ง
เขาเดินย่องไปตามทิศทางของเสียงอย่างระมัดระวังจนถึง
ห้องครัว กลับเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังนั่งยองๆ อยู่ข้างเตาไฟ กอด
ของบางอย่างไว้แล้วกัดกินอย่างตะกละตะกลาม นั่นคือภรรยาของ
เขา นางหวัง
เมื่อรู้ที่มาของเสียง หวงเซิงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ชี้ไปที่นาง
หวังแล้วด่าว่า
“เจ้าผู้หญิงผลาญสมบัติ ดึกดื่นป่านนี้ยังจะกินอะไรอีก เกือบจะ
ทำให้ข้าตกใจตายอยู่แล้ว
วันๆ ก็เอาแต่กินๆๆ กินเข้าไปเยอะขนาดนี้ยังไม่มีลูกสักคน แม่
ไก่ยังออกไข่ได้เลย ข้าจะเลี้ยงเจ้าไปทำไม
ข้าโชคร้ายมาหลายปีแล้ว เล่นพนันทีไรก็แพ้ทุกที ก็เพราะถูก
เจ้าผู้หญิงผลาญสมบัตินี่แหละมาถ่วง
อย่ากินอีก กลับไปนอนได้แล้ว”
“แต่ท่านพี่ ข้าหิวเหลือเกิน”
นางหวังเงยหน้าขึ้น ดวงตาทั้งสองเบิกโพลงมีเส้นเลือดฝาด ปาก
ยังคงกินไม่หยุด
หวงเซิงเพิ่งจะเห็นว่า สิ่งที่นางกำลังกัดกินอยู่นั้นคือเนื้อแห้งแข็งๆ
ชิ้นหนึ่ง ไม่น่าแปลกใจที่จะมีเสียงแบบนั้น
ท่าทางของนางหวังทำให้ใจของหวงเซิงเต้นผิดจังหวะ พูด
ตะกุกตะกัก “หิว…หิวเจ้าก็กินของดิบไม่ได้นะ”
“แต่ข้ารอไม่ไหวแล้ว”
เมื่อนางหวังลุกขึ้นยืน หวงเซิงเพิ่งจะสังเกตเห็นว่า ท้องของนาง
ป่องกลม ถังข้าวสารและถังแป้งในบ้านว่างเปล่าแล้ว ของกินใน
ห้องครัวทั้งหมดถูกนางหวังค้นออกมาแล้วกินจนหมด
“ท่านพี่ ข้าหิวเหลือเกิน”
นางหวังจ้องมองหวงเซิงด้วยดวงตาสีแดงก ่า
ผู้ชายคนนี้ที่มักจะทุบตีนางอยู่เสมอทำให้นางเกลียดชังอย่างยิ่ง
นางเกลียดที่เขาออกไปเล่นพนันดื่มเหล้า
แต่ในตอนนี้ นางกลับรู้สึกว่าหวงเซิงดูน่ามอง…น่ากินอย่างยิ่ง
ทั่วร่างส่งกลิ่นเนื้อหอมกรุ่น แม้แต่กลิ่นเหล้าที่น่ารำคาญในวันวาน ก็
ทำให้นางนึกถึงไก่แช่เหล้าของภัตตาคารเต๋อเยว่โหลว นั่นคือของ
อร่อยที่นางเพิ่งจะได้กินในวันที่หมั้นหมาย
กลืนเนื้อแห้งคำสุดท้ายในปากลงไป มือของนางหวังคลำไปเจอ
มืดทำครัวที่อยู่ข้างๆ
หวงเซิงถอยหลังอย่างหวาดกลัว แต่กลับสะดุดธรณีประตู
ห้องครัวล้มลง
“ท่านพี่ ข้าหิวจริงๆ นะ”
“อ๊าก”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของราตรี
ตามมาด้วยเสียงสับเนื้อและเสียงกัดกิน
…………
ในห้องเก็บตัวแห่งหนึ่งของหน่วยพิทักษ์ราตรีอำเภอหลัว เบื้อง
หน้ากู้เฉิงมีหินยักษ์ทรงกระบอกตั้งอยู่ เขารวบรวมพลังปราณทั้งหมด
ไว้ที่หมัด แล้วซัดเข้าไปที่หินยักษ์นั้น เกิดเสียงดังสนั่นขึ้นเป็น
ระลอกๆ แรงสะท้อนกลับทำให้แขนของกู้เฉิงชาไปหมด บนหมัดของ
เขาถึงกับมีหนังด้านๆ ขึ้นมาแล้ว
ช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่มาอยู่ที่หน่วยพิทักษ์ราตรี กู้เฉิงแทบจะ
ฝึกฝนร่างกายแบบทรมานตนเองเช่นนี้อยู่ตลอดเวลา
ตอนนี้กู้เฉิงมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าต่อพลังอำนาจ คำพูด
ของเถียเทียนอิงมีอิทธิพลต่อกู้เฉิงอย่างมาก สิ่งที่สามารถปกป้อง
ตนเองได้ ก็มีเพียงตนเองเท่านั้น
เขาไม่อยากถูกมือสังหารที่อาสะใภ้ส่งมาไล่ฆ่า และไม่อยากตาย
อย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวในโลกที่เต็มไปด้วยอันตรายเช่นนี้ ดังนั้นจึงทำได้
เพียงทุ่มเทสุดกำลังเพื่อเพิ่มพลังของตนเอง
การฝึกภายนอกเส้นเอ็นกระดูกและผิวหนัง เน้นที่ความเหนียว
ของผิวหนังและเนื้อ ความแข็งแกร่งของเส้นเอ็นและกระดูก และการ
รวมพลังปราณเป็นหนึ่งเดียว
ตำราวิถีนักรบไม่ใช่ตำราวิชา แต่การวิเคราะห์ระดับการฝึกภาย
นอกนั้นละเอียดและชัดเจนอย่างยิ่ง ถึงกับยกตัวอย่างวิธีการฝึกฝน
กว่าสิบวิธี
วิธีการฝึกฝนของกู้เฉิงในตอนนี้ได้ผลดีที่สุด แต่ก็เจ็บปวดที่สุด
เช่นกัน
การฝึกร่างกายก็เหมือนกับการตีเหล็ก วิธีการนี้ก็คือการมอง
ตนเองเป็นวัสดุชิ้นหนึ่ง แล้วใช้แรงภายนอกตีซ ้าๆ
หินยักษ์ก้อนนี้เป็นของที่หน่วยพิทักษ์ราตรีมอบให้ใช้ในการ
ฝึกฝน ไม่รู้ว่าเป็นวัสดุอะไร แข็งแกร่งอย่างยิ่ง แต่ตอนที่กู้เฉิงเห็นมัน
บนนั้นก็มีรอยหมัดรอยฝ่ามืออยู่บ้างแล้ว
เห็นได้ชัดว่าคนที่ยอมทุ่มเทไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว ก่อนหน้านี้ก็
มีคนของหน่วยพิทักษ์ราตรีเลือกวิธีการฝึกฝนแบบทรมานตนเอง
เช่นนี้
แต่หากฝึกฝนด้วยวิธีนี้ต่อไป กู้เฉิงคาดว่าอีกสามเดือน เขาก็จะ
สามารถก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดของระดับเก้าได้แล้ว
‘คัมภีร์เส้นชีพจรอิน’ และ ‘กระบี่สุริยันอักขระเดียว’ ที่ได้รับมา
จากหน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองเหอหยาง กู้เฉิงก็ได้ฝึกฝนแล้ว
คัมภีร์เส้นชีพจรอินเป็นตำราวิชาบำเพ็ญปราณ เส้นชีพจรมีห
ยินหยาง คัมภีร์เส้นชีพจรอินคือการบำเพ็ญปราณในเส้นชีพจรอิน
หลังจากฝึกฝนคัมภีร์เส้นชีพจรอินแล้ว กู้เฉิงก็สามารถยืนยันได้
ในที่สุดว่า พลังสายหนึ่งที่เขาได้รับจากการฆ่าภูตชางที่ศาลเจ้าเทพ
ภูเขาในครั้งนั้น ก็คือ ‘ปราณ’ ของผู้บำเพ็ญปราณนั่นเอง
แต่กู้เฉิงไม่ได้คิดจะฝึกฝนคัมภีร์เส้นชีพจรอิน
เหมือนกับที่เถียเทียนอิงเคยกล่าวไว้ พลังของคนเรามีจำกัด การ
ฝึกฝนสองสายวิชาพร้อมกัน ผลลัพธ์ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือ
ทั้งสองสายวิชาล้วนไปไม่ถึงจุดสูงสุด
ในเมื่อการฆ่าภูตผีสามารถได้รับพลังของผู้บำเพ็ญปราณได้ กู้
เฉิงจึงคิดจะเน้นฝึกฝนวิถีนักรบเป็นหลัก ส่วนการบำเพ็ญปราณก็
แล้วแต่โชคชะตา
ส่วนกระบี่สุริยันอักขระเดียวนั้น เป็นกระบวนท่ากระบี่หนึ่งท่า เมื่อ
ฟาดฟันออกไป พลังปราณจะรวมเป็นหนึ่งเดียว พลังจะวิ่งไปตามเส้น
ชีพจรหยาง สามารถระเบิดกระบวนท่ากระบี่ที่ร้อนแรงดุจเปลวไฟ
ออกมาได้
แต่กระบวนท่ากระบี่นี้ต้องรอจนถึงระดับแปดฝึกภายใน สามารถ
ปล่อยพลังปราณออกนอกกายได้ จึงจะสามารถแสดงอานุภาพสูงสุด
ออกมาได้
กู้เฉิงในตอนนี้ใช้แล้วไม่เห็นประกายไฟแม้แต่น้อย
หยิบผ้าขนหนูเช็ดเหงื่อบนศีรษะ กู้เฉิงผลักประตูห้องเก็บตัว
เตรียมจะกลับไปพักผ่อน
ทันใดนั้นเสี่ยวอี่ก็วิ่งมาตะโกนว่า “เฉิง…พี่กู้ มีภารกิจแล้ว ท่าน
ใต้เท้าเรียกพวกเราไป”
กู้เฉิงพยักหน้า แล้วรีบตามเสี่ยวอี่ไปที่ห้องโถงใหญ่
ช่วงเวลาหนึ่งเดือนนี้เขาเคยเห็นคนของหน่วยพิทักษ์ราตรีออก
ปฏิบัติภารกิจบ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเล็กน้อย
เช่น ชาวบ้านในหมู่บ้านไหนฝังศพผิดที่ในสุสานเลี้ยงศพ ผลคือ
เลี้ยงเจียงซือขึ้นมา
ยังมีอสูรในป่าเขาก่อกวนผู้คนบ้าง ส่วนใหญ่ล้วนไม่เป็นอันตราย
มากนัก ทหารเกราะนิลของหน่วยพิทักษ์ราตรีหนึ่งหน่วยก็สามารถ
แก้ไขได้
ในตอนนี้ในห้องโถงใหญ่มีทหารเกราะนิลเจ็ดแปดคนอยู่แล้ว เมิ่ง
หานถังนั่งอยู่ตรงกลาง มือปราบสองคนสวมชุดสีดำ ใบหน้าซีดเซียว
เล็กน้อยกำลังพูดอะไรบางอย่างกับเมิ่งหานถัง
เมิ่งหานถังมองดูมือปราบทั้งสองคน แล้วกล่าวอย่างเรียบเฉย
“พูดแบบนี้ก็คือ พวกเจ้าไม่เห็นผี แค่คนฆ่าคน แล้วพวกเจ้าก็กล้ามา
รายงานหน่วยพิทักษ์ราตรีรึ คิดว่าคนของหน่วยพิทักษ์ราตรีว่างงาน
มากรึไง”
มือปราบคนหนึ่งรีบกล่าว “ท่านใต้เท้าโปรดระงับโทสะ แม้จะเป็น
คนฆ่าคน แต่ฉากนั้น…อ้วก”
มือปราบคนนั้นอาเจียนออกมาหนึ่งครั้ง แล้วพยายามฝืนพูดต่อ
“ฉากนั้นผิดปกติอย่างแน่นอน ไม่ใช่สิ่งที่คนจะทำได้อย่างแน่นอน
ท่านใต้เท้าทั้งหลายของหน่วยพิทักษ์ราตรีไปดูแล้วจะรู้เอง”
เมิ่งหานถังคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเหลือบมองทหารเกราะนิลเบื้องล่าง
“หวังฉี จ้าวซิงหมิง เสี่ยวอี่ กู้เฉิง พวกเจ้าสองกลุ่มไปดูกัน”
“ขอรับ ท่านใต้เท้า”
ทั้งสี่คนตามมือปราบทั้งสองคนไปยังที่เกิดเหตุ เสี่ยวอี่เดิน
ตามหลังกู้เฉิงพลางกระซิบ “พี่กู้ ข้าบอกแล้วว่าท่านใต้เท้าเมิ่ง
ภายนอกดูเย็นชาแต่ภายในใจร้อนรน ดูจากการจัดคนวันนี้ก็รู้แล้ว”
กู้เฉิงประหลาดใจ “ทำไมถึงพูดเช่นนั้น”
เสี่ยวอี่กล่าว “หวังฉีและจ้าวซิงหมิงเป็นสองคนที่มีประสบการณ์
มากที่สุดและแข็งแกร่งที่สุดในหน่วยพิทักษ์ราตรีอำเภอหลัวของเรา
การให้พวกเราไปกับพวกเขา ความหมายของท่านใต้เท้าก็คือให้
พวกเขาคอยดูแลพวกเรา และยังเลือกภารกิจที่ไม่เห็นว่าจะมีอันตราย
ใดๆ ในตอนนี้อีกด้วย”
กู้เฉิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ อันที่จริงช่วงเวลาหนึ่งเดือนนี้กู้เฉิง
แทบจะฝึกฝนอยู่ตลอดเวลา นอกจากเสี่ยวอี่แล้ว เขาก็ไม่ค่อยได้
พูดคุยกับคนอื่นเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็แค่พยักหน้าทักทาย
“จริงสิเสี่ยวอี่ เจ้าฝึกฝนสายวิชาไหน ทำไมข้าไม่ค่อยเห็นเจ้าไป
ฝึกที่ห้องเก็บตัวเลย”
เสี่ยวอี่หัวเราะ “ข้าเน้นบำเพ็ญปราณ นั่งสมาธิบนเตียงก็ได้แล้ว”
กู้เฉิงค่อนข้างประหลาดใจ “เจ้าเน้นบำเพ็ญปราณรึ”
ชุยจื่อเจี๋ยและเถียเทียนอิงต่างก็เคยกล่าวไว้ว่า การบำเพ็ญ
ปราณนั้นยากที่จะเข้าถึง ใช้เวลานานเกินไป นอกจากสำนักและ
ตระกูลที่มีเงื่อนไขพร้อมแล้ว น้อยคนนักที่จะเลือกเน้นบำเพ็ญปราณ
เสี่ยวอี่หัวเราะอย่างขมขื่น “ข้าก็อยากจะฝึกวิถีนักรบเหมือนกัน
น่าเสียดายที่ข้าร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก ไม่เหมาะกับการฝึกวิถี
นักรบโดยธรรมชาติ
ได้ยินมาว่าพี่กู้ท่านใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วยามก็สัมผัสได้ถึงการ
ไหลเวียนของเส้นลมปราณแล้ว แต่ข้ากลับใช้เวลาถึงครึ่งปี หรือ
แม้กระทั่งตอนนี้ ข้าก็ยังไม่สามารถรวมเส้นเอ็นกระดูกและผิวหนัง
เป็นหนึ่งเดียวได้ตามมาตรฐานการเข้าระดับเก้า ทำได้เพียงเน้น
บำเพ็ญปราณเท่านั้น
โชคดีที่ข้าเคยเป็นนักพรตมาก่อน ยังพอมีพรสวรรค์ด้านการ
บำเพ็ญปราณอยู่บ้าง บางทีอาจจะเป็นเพราะท่านปรมาจารย์ซานชิง
ประทานพรให้”
เสี่ยวอี่หัวเราะอีกสองครั้ง ดูเป็นคนมองโลกในแง่ดีอย่างยิ่ง
“เจ้าเคยเป็นนักพรตด้วยรึ”
เสี่ยวอี่พยักหน้า “ข้าอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก ถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง เป็น
อาจารย์ที่เก็บข้ามาเลี้ยง แต่ถึงแม้ว่าอาจารย์ของข้าจะเป็นนักพรต
แต่ก็ไม่ใช่ผู้ฝึกตน ทำได้เพียงทำนายดวงชะตาและสวดมนต์เท่านั้น
ต่อมาที่อารามเกิดเรื่องขึ้น ถูกภูตพยาบาทตนหนึ่งรังควาน
อาจารย์เพื่อช่วยข้าและบรรดาลูกศิษย์อีกหลายคน จึงได้เข้าขวาง
หน้าไว้ ถูกภูตพยาบาทฆ่าตาย โชคดีที่ท่านผู้บัญชาการใหญ่ชุย
มาถึงทันเวลาและช่วยข้าไว้ได้
ในตอนนั้นข้าร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว ยังถูกไอเย็นของภูตผีเข้า
แทรก ท่านผู้บัญชาการใหญ่ชุยจึงได้รับข้าเข้าหน่วยพิทักษ์ราตรี
เป็นกรณีพิเศษ มิฉะนั้นข้าอาจจะไม่มีชีวิตรอดมาถึงตอนนี้ก็ได้”
กู้เฉิงตบไหล่เสี่ยวอี่
ชีวิตคนเราช่างยากลำบาก ใครบ้างที่จะมีชีวิตอยู่ได้อย่าง
ง่ายดาย
เสี่ยวอี่กลับไม่มีท่าทีเศร้าโศก กลับหัวเราะแล้วกล่าว “อาจารย์
เคยสอนข้าว่า ทุกเรื่องต้องมองในแง่ดี
ข้ามีชะตาที่จะต้องตายตั้งแต่เด็ก แต่กลับสามารถมีชีวิตอยู่มาได้
จนถึงทุกวันนี้ มีชีวิตอยู่ต่อไปอีกหนึ่งวันก็คือกำไรหนึ่งวัน ดังนั้นข้า
จึงมีความสุขทุกวัน
แม้ว่าอาจารย์จะตายไปแล้ว แต่ท่านได้ช่วยข้า ช่วยบรรดาลูก
ศิษย์อีกหลายคน นับเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ ชาติหน้าจะต้องได้รับ
ผลบุญที่ดีงามอย่างแน่นอน”
ขณะที่พูดคุยกันไป ทุกคนก็มาถึงลานบ้านแห่งหนึ่งทางทิศ
ตะวันออกของเมือง
ในตอนนี้ลานบ้านนั้นถูกปิดล้อม มีมือปราบหลายคนเฝ้าอยู่ข้าง
นอก ยังมีคนว่างงานบางคนยื่นหน้าเข้ามาดูความวุ่นวาย
“แยกย้ายกันไป มีอะไรน่าดูนักหนา”
มือปราบไล่ฝูงชนออกไป แล้วพากู้เฉิงและคนอื่นๆ มาที่ห้องครัว
ใบหน้าซีดขาว “ท่านใต้เท้าพวกท่านเข้าไปดูเถอะ ข้าไม่กล้าเข้าไป
แล้ว”
จ้าวซิงหมิงและหวังฉีเป็นคนแรกที่ก้าวเข้าไปในห้องครัว กู้เฉิง
และเสี่ยวอี่ตามหลัง
ในห้องครัวนั้น หญิงวัยสามสิบกว่าปีท้องป่องกลมโต ดวงตาแดง
ก ่าล้มลงข้างเตาไฟ บนพื้นเต็มไปด้วยเลือด ยังมีศพผู้ชายครึ่งตัว
“อ้วก”
เสี่ยวอี่ทนไม่ไหว อาเจียนออกมาสองครั้ง
จ้าวซิงหมิงและหวังฉีสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง สำหรับทหารเกราะ
นิลของหน่วยพิทักษ์ราตรีที่มีประสบการณ์เช่นพวกเขาแล้ว ฉากที่
น่าขยะแขยงกว่านี้พวกเขาก็เคยเห็นมาแล้ว นี่ไม่นับเป็นอะไร
พวกเขายังมองดูกู้เฉิงอย่างประหลาดใจ เพราะกู้เฉิงกลับแสดง
ท่าทีสงบนิ่งอย่างยิ่ง นี่ไม่เหมือนท่าทีของคนใหม่