จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 14 – ขอทาน
หวังฉีบอกว่ามือปราบของอำเภอหลัวทำงานเชื่องช้า แต่เมื่อเจอ
กับเรื่องแบบนี้ พวกเขากลับคล่องแคล่วว่องไวอย่างยิ่ง
ไม่ถึงครึ่งวัน ก่อนที่ฟ้าจะมืด พวกเขาก็นำข้อมูลที่กู้เฉิงต้องการ
มาส่งให้แล้ว
จ้าวซิงหมิง หวังฉี และเสี่ยวอี่ก็อยู่ที่ห้องของกู้เฉิงด้วย ช่วยกัน
ตรวจสอบข้อมูลเหล่านั้น
กู้เฉิงคาดเดาไว้ไม่ผิด ก่อนคดีนี้ มีคนตายเพราะกินจนท้องแตก
ไปแล้วสามคน แต่กลับไม่มีใครแจ้งความ ดังนั้นจึงไม่ได้รับความ
สนใจ
ข้อมูลของทั้งสามคนมีดังนี้
จางชง อายุยี่สิบสามปี บัณฑิตสอบตก ตายเพราะกินจนท้อง
แตกที่บ้านเมื่อเจ็ดวันก่อน
ซ่งจื่อคัง อายุสามสิบสามปี นักพนันว่างงาน กินก๋วยเตี๋ยวไป
ยี่สิบสองชามรวดเมื่อห้าวันก่อน ตายที่ร้านก๋วยเตี๋ยวของตระกูลหยาง
เถ้าแก่ร้านก๋วยเตี๋ยวชดใช้เงินไปห้าตำลึง ญาติพี่น้องของเขาก็ยอม
เลิกรา
เผยชิว อายุห้าสิบเจ็ดปี เถ้าแก่ร้านขายข้าวสารเซิ่งเย่ กินข้าว
กล้องไปครึ่งกระสอบเมื่อสี่วันก่อน ตายที่ร้านขายข้าวสาร
หลังจากดูข้อมูลเหล่านี้แล้ว หวังฉีก็อดไม่ได้ที่จะแสยะปาก “นับ
รวมนางหวังที่ตายครั้งนี้ด้วย คนสี่คนนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย
การฆ่าคนของภูตผีตนนั้นดูเหมือนจะไม่มีรูปแบบที่แน่นอนจริงๆ ก็แค่
เลือกคนมาฆ่าแบบสุ่มๆ”
จ้าวซิงหมิงถามกู้เฉิง “พบอะไรบ้างหรือไม่”
กู้เฉิงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว “มีข้อสันนิษฐานอยู่บ้าง แต่ไม่
แน่ใจ เสี่ยวอี่ ในหน่วยพิทักษ์ราตรีมีแผนที่ของอำเภอหลัวหรือไม่”
“มีขอรับ”
พูดจบ เสี่ยวอี่ก็หยิบแผนที่แผ่นหนึ่งมอบให้กู้เฉิง
กางแผนที่ออก กู้เฉิงกล่าว “ในเมื่อสถานะของพวกเขาไม่มีอะไร
ที่คล้ายคลึงกัน สิ่งเดียวที่พวกเขาอาจจะมีร่วมกันก็คือสถานที่ที่พบ
กับภูตผีตนนั้น
ตามข้อมูลที่ระบุไว้ บ้านของจางชงอยู่ที่โรงทำกระดาษน ้ามันทาง
ทิศใต้ของเมือง แต่ทุกวันเขาจะต้องไปเรียนที่สำนักศึกษาทางทิศ
เหนือของเมือง”
พูดจบ กู้เฉิงก็วาดเส้นหนึ่งบนแผนที่
“บ้านของซ่งจื่อคังอยู่ที่ซอยซงฮวาทางทิศตะวันออกของเมือง
สถานที่ที่เขาไปบ่อยที่สุดคือบ่อนพนันซุ่นเต๋อทางทิศตะวันตกของ
เมือง”
กู้เฉิงวาดเส้นอีกหนึ่งเส้นบนแผนที่
“ร้านขายข้าวสารเซิ่งเย่ของเผยชิวอยู่ทางทิศเหนือของเมือง
ปกติเขาก็จะพักอยู่ที่สวนหลังร้าน แต่ในข้อมูลระบุว่า เจ้าหมอนี่ยังมี
เมียน้อยอยู่ที่ซอยชิวสุ่ยทางทิศใต้ของเมืองอีกด้วย ดังนั้นทุกๆ สอง
สามวันเขาก็จะต้องไปครั้งหนึ่ง”
เมื่อกู้เฉิงวาดเส้นสุดท้ายบนแผนที่แล้ว ไม่ต้องให้กู้เฉิงพูด ทุก
คนก็เข้าใจแล้ว
จุดที่เส้นทั้งสามทับซ้อนกันมีเพียงแห่งเดียว นั่นคือถนนที่อยู่ใจ
กลางเมืองและคึกคักที่สุดของอำเภอหลัว ถนนคังผิง
เสี่ยวอี่สงสัย “แต่ถ้าทั้งสามคนล้วนพบกับภูตผีตนนั้นที่ถนนคัง
ผิง แล้วนางหวังล่ะ
นางเป็นแม่บ้าน ปกติก็ไม่ค่อยออกจากบ้าน มีเพียงบ้านหลังนั้น
หลังเดียว”
ยังไม่ทันที่กู้เฉิงจะตอบ จ้าวซิงหมิงก็หัวเราะแหะๆ “ผู้หญิงก็ชอบ
แต่งตัวสวยๆ กันทั้งนั้นแหละ แม้ว่าบ้านของนางหวังจะไม่ร ่ารวย แต่ก็
ต้องซื้อเครื่องสำอางค์อะไรพวกนี้บ้าง ร้านขายเครื่องสำอางค์ทั้ง
อำเภอหลัว ก็อยู่ที่ถนนคังผิงทั้งนั้นแหละ”
กู้เฉิงพยักหน้า “เงื่อนไขของทั้งสามคนนี้ตรงกันหมด เบาะแส
ของนางหวังก็ไม่สำคัญแล้ว
เพียงแต่ว่า ภูตผีจะออกมาทำร้ายคนในเวลากลางวันได้ด้วยรึ
สามคนนี้ยกเว้นซ่งจื่อคังที่ชอบเล่นพนันแล้วบางครั้งจะกลับบ้านตอน
กลางคืน อีกสองคนไม่น่าจะมีนิสัยเดินตอนกลางคืน”
“ไม่แน่” จ้าวซิงหมิงส่ายหน้า “ความสามารถของภูตผีมี
หลากหลายรูปแบบ แม้ว่าหน่วยพิทักษ์ราตรีจะแบ่งภูตผีออกเป็นเก้า
ระดับ แต่ความสามารถของภูตผีแต่ละระดับก็ไม่เหมือนกัน บางตนก็
รับมือง่าย บางตนก็รับมือยากอย่างยิ่ง
พรุ่งนี้พวกเราจะไปตรวจสอบที่ถนนคังผิงกัน เจ้ากับเสี่ยวอี่สอง
คนระวังตัวให้ดี”
เช้าวันรุ่งขึ้น กู้เฉิงและคนอื่นๆ อีกสี่คนก็มาถึงถนนคังผิง
มาอยู่ที่อำเภอหลัวหนึ่งเดือนแล้ว กู้เฉิงยังไม่ค่อยได้ออกไปเดิน
เล่นเลย ช่วงเวลาหนึ่งเดือนนี้เขาแทบจะขลุกตัวอยู่แต่ในหน่วยพิทักษ์
ราตรีเพื่อฝึกฝน จนถึงตอนนี้เขาเพิ่งจะได้สังเกตทิวทัศน์ของอำเภอ
หลัวอย่างละเอียด
อำเภอหลัวเป็นอำเภอใหญ่ในเมืองเหอหยาง เป็นศูนย์กลางการ
คมนาคมของเส้นทางราชการ ดังนั้นแม้จะเป็นเพียงอำเภอเมือง แต่ก็
คึกคักอย่างยิ่ง มีสี่เขตเมืองทางทิศตะวันออก ตะวันตก ใต้ และเหนือ
และสิบสองตลาด
ถนนคังผิงในตอนนี้คือใจกลางของอำเภอหลัว ตั้งแต่หอนางโลม
บ่อนพนัน ไปจนถึงร้านขายผ้า ร้านขายข้าวสาร และแผงลอยริม
ถนน เกือบทั้งหมดล้วนรวมตัวกันอยู่ที่ถนนสายนี้
ตามหลักแล้ว สถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่นเช่นนี้ไม่น่าจะดึงดูดภูตผี
ปีศาจประเภทนั้นได้ ภารกิจครั้งนี้จึงมีความแปลกประหลาดแฝงอยู่
โดยธรรมชาติ
หลังจากมาถึงถนนคังผิงแล้ว จ้าวซิงหมิงและหวังฉีก็ไปหามือ
ปราบที่ตรวจการณ์อยู่บนถนนคังผิงเพื่อสอบถามข่าวสารโดยตรง
ส่วนกู้เฉิงก็พาเสี่ยวอี่เดินตรวจการณ์ไปมาบนถนนเพื่อหาเบาะแส
ตลาดคึกคักจอแจ มีทั้งการแสดงกายกรรมและศิลปะ ยังมีแผง
ลอยขายอาหาร มีพ่อค้าวาณิชที่เดินทางไปมา ยังมีหญิงสาวที่ยืนอยู่
บนตึกสูงเผยให้เห็นหน้าอกครึ่งหนึ่ง พลางเรียกแขก และนักเลง
อันธพาลที่ยืนอยู่หน้าประตูบ่อนพนัน ร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้าม ดู
ดุร้าย
การหาเบาะแสเกี่ยวกับภูตผีในสถานที่แบบนี้ ความเป็นไปได้นั้น
ต ่าจนน่าตกใจ
ดังนั้นหลังจากเดินเล่นกับเสี่ยวอี่ไปหนึ่งรอบ กู้เฉิงก็พูดกับเสี่ยว
อี่ว่า “พักสักหน่อย กินอะไรสักหน่อย ดูซิว่าสองคนนั้นจะสืบหา
เบาะแสอะไรมาได้บ้าง”
หลังจากก้าวเข้าสู่ระดับเก้าแล้ว เส้นเอ็นกระดูกและผิวหนังรวม
เป็นหนึ่งเดียว พละกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกัน
ปริมาณอาหารของกู้เฉิงก็เพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน
ในตอนนี้เพิ่งจะเป็นช่วงเช้า เพิ่งจะกินข้าวเช้าไปได้ไม่ถึงสองชั่ว
ยาม กู้เฉิงก็รู้สึกหิวแล้ว
นั่งอยู่ที่แผงลอย กู้เฉิงและเสี่ยวอี่สั่งเต้าหู้อ่อนคนละชาม กู้เฉิงยัง
สั่งปาท่องโก๋มาอีกห้าชิ้น
เต้าหู้อ่อนนุ่มๆ กับน ้าราดไข่ข้นๆ เค็มๆ หอมๆ ความรู้สึกที่
คุ้นเคยทำให้กู้เฉิงพยักหน้าอย่างพอใจ เต้าหู้อ่อนก็ควรจะเค็มแบบนี้
แหละ
เสี่ยวอี่สั่งเต้าหู้อ่อนแค่ชามเดียว เลยกินเร็ว
หลังจากกินเสร็จ เขามองดูขอทานที่เพิ่งจะเดินออกมาอย่าง
ประปรายริมถนน แล้วพูดกับตัวเองว่า “นี่ก็ใกล้จะเที่ยงแล้ว ทำไม
ขอทานพวกนี้เพิ่งจะออกมาขอทานกัน พวกเขาไม่กินข้าวเช้ากันรึ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กู้เฉิงก็ส่ายหน้า “ตั้งแต่โบราณมา การขอทาน
ไม่เคยมีการขอข้าวเช้า หากพวกเขาสามารถตื่นเช้าได้ ก็คงไม่ต้อง
ไปขอทานหรอก
อำเภอหลัวตั้งอยู่ที่ศูนย์กลางของเส้นทางราชการ มีขบวนพ่อค้า
เดินทางผ่านไปมานับไม่ถ้วน หากมีมือมีเท้า แม้แต่แบกหามก็ไม่อด
ตาย
เพียงแต่ว่ากินของที่คนอื่นให้จนเคยตัวแล้ว ขี้เกียจจะขยับตัว
เท่านั้นเอง”
เสี่ยวอี่ตาสว่างขึ้น “คำพูดนี้ใครพูด มีเหตุผลอย่างยิ่ง”
ใบหน้าของกู้เฉิงฉายแววแปลกประหลาด “เป็นชายอ้วนดำตัว
เล็กๆ ที่มีชื่อเสียงมากในเมืองหลวงเป็นคนพูด”
เสี่ยวอี่ชื่นชม “นี้ละเป็นเมืองหลวงจริงๆ มีคนเก่งๆ มากมาย”
ขณะที่พูดคุยกันอยู่ เสี่ยวอี่เห็นอะไรบางอย่างเข้า ก็อาเจียน
ออกมาทันที
“เป็นอะไรไป”
เสี่ยวอี่ชี้ไปที่ขอทานริมถนน ในตอนนี้มีคนจากภัตตาคารข้างๆ
เทน ้าล้างจานที่เหลือจากตอนเช้าลงในถังไม้ที่มุมกำแพง ขอทาน
กลุ่มหนึ่งก็รีบเข้าไปแย่งกันกินอย่างตะกละตะกลาม ท่าทางน่ากลัว
อย่างยิ่ง
“พอเห็นท่าทางที่พวกเขาแย่งกันกินเหมือนเปรตกลับชาติมา
เกิดแล้ว ข้าก็นึกถึงฉากในห้องครัวเมื่อวานนี้ รู้สึกคลื่นไส้”
กู้เฉิงนึกอะไรขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว รีบพูดกับเสี่ยวอี่ว่า “รีบไปหา
จ้าวซิงหมิงกับหวังฉี ให้พวกเขาสั่งให้มือปราบของอำเภอมาไล่คน
ออกจากถนน ปิดกั้นฝูงชน”
เสี่ยวอี่ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วก็เข้าใจ รีบถาม “พี่กู้ท่านพบเบาะแส
ของภูตผีตนนั้นแล้วรึ”
กู้เฉิงยื่นมือข้างหนึ่งออกมา “อาจจะเป็นเพราะข้าคิดมากเกินไป
แต่ก็มีโอกาสถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์”
คำพูดของเสี่ยวอี่เมื่อครู่เป็นแรงบันดาลใจให้กู้เฉิง ขอทานริม
ถนนแย่งกันกินอย่างบ้าคลั่ง ท่าทางเหมือนเปรตกลับชาติมาเกิดนั้น
ช่างคล้ายคลึงกับคนที่ตายเพราะกินจนท้องแตกก่อนหน้านี้อย่างยิ่ง
ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือ พวกเขาไม่กินจนตัวเองท้องแตกตาย
โอกาสห้าสิบเปอร์เซ็นต์ก็เพียงพอแล้ว เสี่ยวอี่พยักหน้า แล้วรีบ
ไปหาคน
ส่วนกู้เฉิงก็เดินไปหาขอทานคนหนึ่งแล้วถาม “ขอถามอะไร
หน่อย”
ขอทานคนนั้นเมื่อครู่เป็นคนที่แย่งได้เร็วที่สุด ในตอนนี้กินจน
ท้องป่องกลม นอนตากแดดอยู่ที่โคนกำแพง ไม่สนใจคำพูดของกู้
เฉิง
“กริ๊งๆ”
กู้เฉิงโยนเหรียญทองแดงสองเหรียญลงในชามของเขา
ขอทานคนนั้นรีบลุกขึ้นนั่ง หัวเราะแหะๆ “ท่านผู้เฒ่าต้องการจะ
ถามอะไรหรือ”
“ในบรรดาขอทานของพวกเจ้า มีใครที่แปลกประหลาดผิดปกติ
บ้างหรือไม่”
ขอทานคนนั้นเกาซอกแขนแล้วหัวเราะ “ท่านผู้เฒ่าถามคำถาม
น่าสนใจ ในหมู่ขอทานอย่างพวกเรา จะมีคนปกติสักกี่คนกัน”
“ข้าหมายถึง ช่วงนี้มีใครที่ผิดปกติจนไม่เหมือนขอทานบ้าง
หรือไม่”
ขอทานคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วชี้ไปที่ขอทานคนหนึ่งที่กอดไหอยู่ไม่
ไกลที่ริมกำแพง รูปร่างผอมแห้งตัวเล็ก “เจ้าหมอนั่นก็ไม่ปกติเท่าไหร่
เมื่อไม่กี่วันก่อนไม่รู้ว่าไปขุดไหดินเผาใบนั้นมาจากไหน ก็ถือ
เป็นของล ้าค่า กอดไว้ตลอดเวลา แม้แต่ข้าวก็ไม่ยอมขอดีๆ พอหิวจน
ทนไม่ไหวแล้วก็เอาไหดินเผาไปวางไว้หน้าคนอื่น แล้วตะโกนว่า
ขอทาน
แม้ว่าพวกเราจะเป็นขอทาน แต่ก็ต้องมีกฎระเบียบ มีฝีมือ
ขอทานจะขอแบบนั้นได้อย่างไร เห็นผู้ชายก็เรียกว่าท่านผู้เฒ่า
โปรดเมตตา เห็นผู้หญิงก็เรียกว่าท่านฮูหยินคุณหนูโปรดสงเคราะห์
พูดคำมงคลสักสองสามคำ ท่านผู้เฒ่าท่านฮูหยินก็จะให้ข้าวกิน
เขาทำหน้าตายแบบนั้น จะขอทานได้ก็แปลกแล้ว กฎที่ท่านปู่
ทวดถ่ายทอดมาเขาก็ลืมหมดแล้ว”
กู้เฉิงไม่มีอารมณ์จะไปคิดว่าขอทานยังมีปู่ทวดอีกด้วย หากเมื่อ
ครู่เขามีโอกาสห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ก็เป็นแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว
ในตอนนี้เสี่ยวอี่ก็ได้เรียกจ้าวซิงหมิงและหวังฉีมาแล้ว พร้อมกับ
มือปราบอีกหลายสิบคน เริ่มไล่ฝูงชน ปิดถนน โดยใช้ข้ออ้างว่ามีโจร
ป่าปะปนเข้ามาในขบวนพ่อค้า ทางการจะทำการค้นหาจับกุม ดู
ท่าทางแล้วก็คล่องแคล่วอย่างยิ่ง เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่ทำแบบ
นี้
“พบเบาะแสของภูตผีตนนั้นแล้วรึ” จ้าวซิงหมิงเดินเข้ามาถาม
กู้เฉิงชี้ไปที่ขอทานที่ริมกำแพง “ก็คือเขา”
จ้าวซิงหมิงขมวดคิ้ว “ขอทานรึ”
กู้เฉิงส่ายหน้า “ไม่ใช่ขอทาน แต่เป็นไหในมือของเขา”
“เข้าไปดูกัน ระวังตัวด้วย”
ทั้งสี่คนเดินเข้าไปหาขอทานคนนั้น มือข้างหนึ่งของกู้เฉิงกำด้าม
กระบี่ไว้แล้ว เสี่ยวอี่ก็กำยันต์แผ่นหนึ่งไว้ในฝ่ามือ หวังฉีก็หยิบสนับ
มือเหล็กดำที่มีหนามแหลมออกมาสวมไว้ที่มือ ส่วนจ้าวซิงหมิงกลับ
ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ
เมื่อเห็นทั้งสี่คนเดินเข้ามา ขอทานคนนั้นก็ยื่นไหดินเผาออกมา
อย่างเชื่องช้า พูดด้วยน ้าเสียงที่อ่อนแรง “ขอทาน”
จ้าวซิงหมิงกล่าวเสียงขรึม “ข้าให้เงินเจ้า เจ้าเอาไหนั่นให้ข้า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ขอทานคนนั้นกลับรีบกอดไหดินเผานั้นไว้ใน
อ้อมอก ใต้ผมเผ้ารุงรัง ในแววตากลับฉายแววเย็นชาดุร้ายอย่างยิ่ง
เขาคำรามด้วยเสียงที่แทบจะฉีกขาด “พวกเจ้าไม่ให้ข้าวกินข้า
ยังจะมาแย่งของล ้าค่าของข้าอีกรึ บัดซบ เหมือนกับคนพวกนั้น พวก
เจ้าทุกคนสมควรตาย”
สิ้นเสียงของเขา ไหดินเผาในอ้อมอกของเขาก็แตกออกทันที ไอ
เย็นหนาทึบแผ่ซ่านออกมา
“ระวัง”
จ้าวซิงหมิงตะโกนเสียงต ่า แต่ก็สายไปแล้ว
หมอกไอเย็นสีดำทะมึนพร้อมกับเสียงภูตผีคร ่าครวญพุ่งเข้าสู่
ร่างของขอทานคนนั้น ในทันทีร่างของขอทานคนนั้นก็เริ่ม
เปลี่ยนแปลง
จากที่เคยผอมแห้ง ร่างของเขาก็เริ่มขยายใหญ่ขึ้น ขยายใหญ่
จนสูงเกือบสองจ้าง ราวกับยักษ์ตัวเล็กๆ
แต่แขนขาของเขากลับยังคงผอมบางอย่างยิ่ง ผิวสีเทาอมเขียว
ราวกับคนตาย ท้องป่องสูงเหมือนกับคนที่ตายเพราะกินจนท้องแตก
ก่อนหน้านี้ คอที่ผอมบางยังคงรองรับศีรษะที่ใหญ่โตน่าเกลียดน่า
กลัว หน้าเขี้ยวฟันแหลมคม น ้าลายไหลยืด
“เหอๆ”
ภูตผีตนนั้นคำรามอย่างแหบพร่า ไอเย็นระเบิดออกมา กู้เฉิง
ถึงกับรู้สึกได้ว่า ในพื้นที่หยกดำของเขา ภูตหัวใจกอดศีรษะหดตัว
เป็นก้อน ราวกับหวาดกลัวอย่างยิ่ง
ดูเหมือนว่า เรื่องจะยุ่งยากใหญ่หลวงแล้ว