จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 21 – สังหารในเงามืด
กู้เฉิงในฐานะคนใหม่ที่เพิ่งเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์ราตรีได้ไม่ถึง
สามเดือน กลับได้รับอำนาจให้บัญชาการหน่วยพิทักษ์ราตรีอำเภอ
หลัวทั้งหมดชั่วคราว นี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อนอย่างแท้จริง
แต่ทุกคนก็จำต้องยอมรับ
หากทำสำเร็จ ทุกคนก็จะได้รับแต้มผลงาน ผลประโยชน์จะเป็น
ของหน่วยพิทักษ์ราตรีอำเภอหลัวทั้งหมด
แต่หากทำไม่สำเร็จ แม้ว่าด้วยนิสัยของเมิ่งหานถังจะไม่โยนเขา
ออกไปรับผิดชอบแทน แต่หากเกิดข้อผิดพลาดใดๆ ขึ้นมา ทั้งหมดนี้
กู้เฉิงก็ต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว
พูดตามตรง ในบรรดาคนที่อยู่ในที่นี้ ไม่มีใครมีความกล้าหาญ
เช่นเดียวกับกู้เฉิง
หลังจากที่เมิ่งหานถังออกจากห้องโถงใหญ่เพื่อไปรักษาอาการ
บาดเจ็บต่อแล้ว กู้เฉิงก็ประสานมือคำนับทุกคน “ขอบคุณทุกท่านที่
ให้การสนับสนุน การปฏิบัติการครั้งนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของ
ทุกคน ข้าน้อยจะพยายามอย่างเต็มที่ และขอให้ทุกท่านให้ความ
ร่วมมือด้วย”
ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างก็ตอบรับ ไม่มีใครออกมาแสดงความ
คิดเห็นอื่นใด
หากทำเรื่องพัง ผลประโยชน์ของพวกเขาก็จะเสียหายเช่นกัน
อีกทั้งในหน่วยพิทักษ์ราตรีอำเภอหลัว คนที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างจ้าว
ซิงหมิงและหวังฉี ก็ล้วนยืนอยู่ข้างกู้เฉิง
จ้าวซิงหมิงถาม “น้องกู้ มีเวลาเพียงสามวัน ทางเจ้ามีแผนการ
อะไรหรือไม่”
“การจัดการกับสมาคมนักเลงนอกรีตไม่กี่แห่งไม่จำเป็นต้องใช้
เวลาสามวัน คืนนี้ก็สามารถจัดการพวกมันทั้งหมดได้
ตู้ซินอู่ ฮวาชิง สองคนนี้ ต้องฆ่า
เหลยเผิงสามารถไว้ชีวิตได้”
เสี่ยวอี่สงสัย “ทำไมไม่ฆ่าเหลยเผิงล่ะ เพราะเขาทำความชั่วน้อย
ที่สุดรึ”
กู้เฉิงส่ายหน้า “เพราะเขาอ่อนแอที่สุด ไม่เพียงแต่ฝีมือจะอ่อนแอ
นิสัยก็อ่อนแอด้วย
พวกเราจัดการกับสามสมาคมนี้ไม่ใช่เพื่อฆ่าคนระบายความ
โกรธ แต่เพื่อใช้กำลังของสามสมาคมของพวกเขาตามหาคนชั่วของ
ลัทธิหลัว
หากฆ่าพวกเขาทั้งหมด สามสมาคมทั้งหมดไร้ผู้นำ ใครจะมา
ช่วยพวกเราหาคน
สมาชิกสมาคมนักเลงที่ถูกฝึกฝนมาแม้จะฝีมือไม่เอาไหน แต่ใน
ด้านนี้กลับมีประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่มีคนบัญชาการ พวกเราก็
บัญชาการไม่ได้”
มองดูทุกคนที่อยู่ในที่นั้น กู้เฉิงกล่าวเสียงขรึม “พี่จ้าว พี่หวัง และ
เสี่ยวอี่ สองท่านไปกับข้าเพื่อสังหารฮวาชิง
ส่วนคนอื่นๆ ช่วยข้าจับตาดูสำนักชิงฮวา เฝ้าระวังสมาคมซาน
เหอ อย่าให้พวกเขาพบกัน
คืนเดียว ขอเพียงเรื่องราวดำเนินไปอย่างราบรื่น ในคืนเดียวนี้
อิทธิพลใต้ดินทั้งหมดของอำเภอหลัวก็จะเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่”
คุณภาพของทหารเกราะนิลของหน่วยพิทักษ์ราตรีถือว่ายอด
เยี่ยมอย่างยิ่ง หลังจากจัดสรรภารกิจแล้ว ทุกคนก็เริ่มแยกย้ายกัน
ปฏิบัติการทันที
จ้าวซิงหมิงอดไม่ได้ที่จะหันไปมองกู้เฉิงบ่อยๆ
เขาเป็นคนเก่าแก่ในหน่วยพิทักษ์ราตรีอำเภอหลัว หรือแม้กระทั่ง
ตอนที่เมิ่งหานถังยังไม่ใช่ผู้ตรวจการณ์ราตรี เขาก็เป็นทหารเกราะ
นิลของหน่วยพิทักษ์ราตรีอำเภอหลัวแล้ว ถือได้ว่าเป็นคนเก่าแก่
เพียงแต่ว่าวิชาลับกระดูกขาวของเขามีข้อบกพร่อง ทำให้วิถี
นักรบที่เขาฝึกฝนเสริมความก้าวหน้าช้า จึงยังไม่ก้าวเข้าสู่ระดับเจ็ด
หลอมกระดูก
ผ่านเจ้านายมาหลายคน เมิ่งหานถังเป็นคนที่เขาพอใจที่สุด เขา
มีหัวใจของนักรบ ปฏิบัติต่อลูกน้องอย่างยุติธรรมและเที่ยงตรง การ
อยู่กับเจ้านายเช่นนี้ อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกขายเมื่อไหร่
แต่ในตอนนี้กู้เฉิงกลับให้ความรู้สึกที่แปลกประหลาดแก่เขา
หากไม่นับรวมระดับฝีมือ วิธีการทำงานที่เด็ดเดี่ยวและโหดเหี้ยม
ของกู้เฉิงเช่นนี้ อาจจะไปได้ไกลกว่าเมิ่งหานถัง
………………
เที่ยงคืน ฮวาชิงออกจากหอสุขสำราญ ส่งลูกน้องสองสามคน
กลับไป แล้วกลับไปที่บ้านของเขาในเมืองใต้
ฮวาชิงเป็นเจ้าของหอนางโลม แต่ในหอนางโลมของตนเองเขา
กลับไม่เคยแตะต้องหญิงสาวแม้แต่คนเดียว กลับกันในคฤหาสน์ใหญ่
ของเขา เขากลับแต่งอนุภรรยาถึงสิบคน แถมยังแต่งปีละคนอีกด้วย
ดังนั้นคนในสมาคมของอำเภอหลัวต่างก็ลือกันว่า ฮวาชิงไม่ใช่
แค่ถูกทำร้ายที่ช่วงล่าง แต่คือไม่มีของสิ่งนั้นโดยสิ้นเชิง ไม่สามารถ
ทำหน้าที่ของชายชาตรีได้ ดังนั้นการแต่งอนุภรรยาปีละคนก็เพื่อ
ปิดบังเท่านั้น
อนุภรรยาทั้งสิบคนของเขาถูกเขาทรมานจนไม่มีเนื้อดีๆ บน
ร่างกายแม้แต่ชิ้นเดียว ว่ากันว่ามีอนุภรรยาคนหนึ่งทนไม่ไหว จึงได้
ลักลอบคบชู้กับลูกน้องคนสนิทของเขา คิดจะฆ่าเขาในตอนกลางคืน
ผลปรากฏว่าฮวาชิงกลับพกดาบติดตัวตอนนอนด้วย
อนุภรรยาคนนั้นถูกฝังทั้งเป็น ลูกน้องคนนั้นยิ่งถูกตัดช่วงล่างให้
สุนัขกิน สุดท้ายก็ถูกแล่เนื้อเถือหนังจนตาย วิธีการโหดเหี้ยมอย่าง
ยิ่ง
ดังนั้นในบรรดาสมาคมเหล่านี้ของอำเภอหลัว คนที่น่ากลัวที่สุด
ก็คือฮวาชิงที่มีนิสัยแปลกประหลาดและโหดเหี้ยม
ฮวาชิงโบกพัด พลางครุ่นคิดว่า คืนนี้ตนเองจะปรนเปรอใครดี
ในสายตาของเขา มีเพียงการได้เห็นผู้หญิงแสดงสีหน้าเจ็บปวด
อยู่ใต้ร่างของตนเอง เขาจึงจะสามารถค้นพบความเป็นชายชาตรีใน
อดีตของตนเองกลับคืนมาได้
ทันใดนั้น การเคลื่อนไหวของฮวาชิงก็หยุดลงทันที โยนพัดใน
มือทิ้งไปอย่างแรง หยิบดาบใบหลิวสีดำสนิทที่เรียวบางอย่างยิ่ง
ออกมาจากด้านหลัง
เขาเคยเป็นโจรป่าหมาป่าแห่งทะเลทรายเหนือมาก่อน โจรป่า
หมาป่าแห่งทะเลทรายเหนือไม่ใช่กลุ่มโจรกลุ่มเดียว แต่เป็นกลุ่มโจร
หลายกลุ่มรวมกัน
เนื่องจากการกระทำของพวกเขาไปมาเหมือนสายลม วิธีการ
โหดเหี้ยมและเจ้าเล่ห์ ราวกับหมาป่าในทุ่งหญ้า ดังนั้นจึงถูกเรียกว่า
โจรป่าหมาป่า
แม้จะห่างไกลจากดินแดนที่เต็มไปด้วยลมทรายของทะเลทราย
เหนือมานานหลายปีแล้ว แต่ความระมัดระวังของฮวาชิงกลับไม่ลดลง
หมาป่า เก่งที่สุดในการรับรู้ถึงอันตราย
กู้เฉิงกอดกระบี่เดินออกมาจากความมืด ฝีเท้าเหยียบลงบนถนน
ที่เงียบสงัดและว่างเปล่า ทุกย่างก้าวราวกับเหยียบลงบนก้นบึ้งของ
หัวใจของฮวาชิง ทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
จ้าวซิงหมิงและคนอื่นๆ อีกสามคนซ่อนตัวอยู่รอบๆ ปิดทางออก
ไว้ กลัวว่าฮวาชิงจะหลบหนี และยังป้องกันไม่ให้มีใครเข้ามาเกี่ยวข้อง
ตอนนี้กู้เฉิงได้ก้าวเข้าสู่ระดับแปดฝึกภายในขั้นต้นแล้ว ประกอบ
กับภูตผีในพื้นที่หยกดำของเขา ก็เท่ากับว่ามีวิชาลับนอกรีตระดับ
แปดอยู่กับตัว พลังต่อสู้ที่แท้จริงน่าจะเทียบเท่ากับระดับแปดขั้นกลาง
ถึงปลายแล้ว
ครั้งก่อนที่ต่อสู้กับนักพรตผู้นั้นยังไม่สะใจ สุดท้ายปล่อยให้อีก
ฝ่ายหนีไปได้ วันนี้กู้เฉิงก็อยากจะดูว่า พลังต่อสู้ที่แท้จริงของตนเอง
จะถึงระดับไหน
“หน่วยพิทักษ์ราตรี”
ฮวาชิงหรี่ตาลง “เพียงเพราะก่อนหน้านี้พวกข้าไม่ยอมตกลงกับ
เจ้า พวกเจ้าหน่วยพิทักษ์ราตรีก็จะมาลงมือกับข้างั้นรึ
หน่วยพิทักษ์ราตรีผู้ยิ่งใหญ่ ยังจะสนใจกฎเกณฑ์ สนใจ
คุณธรรมอยู่อีกรึ”
กู้เฉิงหัวเราะขึ้นมาทันที เสียงหัวเราะเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
“คนที่เป็นโจรป่ามาก่อน เปิดหอนางโลม บังคับให้หญิงสาว
ค้าประเวณี ยังจะมาพูดเรื่องกฎเกณฑ์ พูดเรื่องคุณธรรมกับข้างั้นรึ
เจ้าคู่ควรแล้วรึ
ทางการของอำเภอหลัวยอมให้เจ้าอยู่ได้ ก็เพราะเจ้ายังมี
ประโยชน์อยู่บ้าง สามารถควบคุมสมาชิกสมาคมได้
หน่วยพิทักษ์ราตรียอมให้เจ้าอยู่ได้ ก็เพราะเจ้าไม่ได้ล่วงเกิน
ขีดจำกัดของหน่วยพิทักษ์ราตรี
ตอนนี้เจ้าไม่มีประโยชน์แล้ว แถมยังล่วงเกินขีดจำกัดของหน่วย
พิทักษ์ราตรีอีกด้วย คนสารเลวที่ไม่ใช่ทั้งชายและหญิงอย่างเจ้า ยังจะ
มีชีวิตอยู่ไปทำไม”
คำพูดนี้ของกู้เฉิงที่ในสายตาของเขาถือว่า ‘ซื่อสัตย์’ มาก แต่ใน
สายตาของฮวาชิงกลับเป็นคำพูดที่โหดร้ายอย่างยิ่ง แทงใจดำของ
เขาอย่างจัง
ตะโกนเสียงต ่า ดาบใบหลิวในมือของฮวาชิงก็ฟันเข้าใส่กู้เฉิง
แล้ว ในความมืดมิดของราตรี ดาบใบหลิวสีดำสนิทนั้นราวกับไร้รูป กู้
เฉิงทำได้เพียงรู้สึกถึงลมกระโชกที่เย็นเยียบพัดปะทะใบหน้า
ดาบราตรีฮวาชิง หมายถึงดาบของเขา และยังหมายถึงวิชาดาบ
ของเขาด้วย
ก่อนหน้านี้วิชาดาบของฮวาชิงเป็นเพียงแค่รวดเร็วและโหดเหี้ยม
แต่หลังจากที่ทำหน้าที่ของชายชาตรีไม่ได้แล้ว วิชาดาบของเขากลับ
กลายเป็นลึกลับซับซ้อนอย่างยิ่ง
คมดาบที่เรียวบางปรากฏขึ้นเบื้องหน้ากู้เฉิง พุ่งตรงไปยังลำคอ
ของกู้เฉิง
ยกกระบี่ยาวขึ้นขวางไว้เบื้องหน้า ดาบและกระบี่ปะทะกันเกิด
เสียงดังขึ้น กู้เฉิงถูกแรงกระแทกจนถอยหลังไปครึ่งก้าว
ดาบใบหลิวในมือของฮวาชิงยิ่งราวกับงูพิษตัวหนึ่ง พลิกซ้าย
พลิกขวา ไม่ว่าตัวดาบจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร พลังปราณก็ยังคงชี้ไป
ที่ลำคอของกู้เฉิงเสมอ
แต่ในวินาทีต่อมา กู้เฉิงก็ใช้สองมือจับกระบี่ กระบวนท่ากระบี่ดู
เรียบง่าย แต่กลับไม่สนใจว่ากระบวนท่าดาบของฮวาชิงจะ
เปลี่ยนแปลงอย่างไร ฟันออกไปสามกระบี่ตรงๆ
กระบี่หนึ่งปิดทางบน กระบี่หนึ่งฟันตรงกลาง กระบี่สุดท้ายกลับ
กวาดมาในแนวขวาง กระบี่ยาวสามฉื่อกลับถูกกู้เฉิงใช้ให้ความรู้สึก
เหมือนกระบี่หนัก
ไม่ว่ากระบวนท่าดาบของฮวาชิงจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ในที่สุด
ก็ล้วนปะทะเข้ากับสามกระบี่นั้น พลังปราณปะทะกันเกิดเสียงดังสนั่น
ขึ้นเป็นระลอกๆ
กระบี่ทลายวิชาที่ได้รับมาจากมือสังหารหานถิงนั้นเป็นมิตรกับ
นักรบที่เพิ่งจะเข้าสู่วิถีนักรบอย่างยิ่ง เปลี่ยนความซับซ้อนให้เป็น
ความเรียบง่าย เรียกได้ว่าเป็นรากฐานของวิถีกระบี่หรือแม้แต่วิถี
นักรบ
อย่างน้อยเมื่อกู้เฉิงเจอคู่ต่อสู้คนใด เขาก็จะสามารถตอบสนอง
ได้โดยสัญชาตญาณว่าตนเองควรจะใช้วิธีการต่อสู้แบบไหน
ดังนั้นศิษย์ของสำนักกระบี่ทลายวิชาแห่งเจียงหนานเมื่อปรากฏ
ตัวในยุทธภพ ฝีมืออาจจะไม่ใช่แข็งแกร่งที่สุด แต่ก็ไม่ใช่คนที่อ่อนแอ
ที่สุดอย่างแน่นอน รากฐานก็ลึกซึ้งอย่างยิ่ง
อีกทั้งกู้เฉิงยังได้ฝึกฝนคัมภีร์ชำระไขกระดูก ใช้ตำราวิชาของ
พุทธสายตรงมาปูพื้นฐาน แม้ว่าระดับฝีมือของเขาจะยังไม่สูงเท่าฮวา
ชิง แต่พละกำลังกลับไม่ได้ด้อยกว่าฮวาชิงมากนัก
ฮวาชิงตะโกนเสียงต ่า ดาบใบหลิวในมือระเบิดเงาดอกไม้ที่สับสน
อลหม่านออกมานับไม่ถ้วน พลังปราณในร่างกายแทบจะระเบิด
ออกมาทั้งหมดในชั่วพริบตานี้
ราตรีรบแปดทิศ
นักรบที่มาจากโจรป่าหมาป่าแห่งทะเลทรายเหนือล้วนมีลักษณะ
พิเศษอย่างหนึ่ง นั่นคือเมื่อต่อสู้กับคนจะเน้นความเร็วเท่านั้น หาก
สามารถฆ่าคนได้ด้วยดาบเดียว จะไม่ใช้ดาบที่สองอย่างเด็ดขาด
ไม่มีการลองเชิง ไม่มีการออมมือ ลงมือเต็มกำลังระเบิดพลังทันที
กู้เฉิงไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเงาดาบและพลังปราณเบื้องหน้า
อันไหนจริงอันไหนปลอม แต่เขาก็ไม่จำเป็นต้องแยกแยะ โจมตีตรงๆ
เลย
กระบี่ยาวในมือของเขาสั่นสะท้าน แทงและทิ่ม พลังปราณที่ร้อน
ระอุระเบิดออกมาอย่างรุนแรง ราวกับเปลวเทียนเล่มหนึ่ง ส่องสว่าง
ความมืดมิดของราตรี
กระบี่สุริยันอักขระเดียว
หนึ่งสับสนอลหม่านดุจบุปผา หนึ่งพุ่งตรงกลาง
พลังปราณดาบและกระบี่ปะทะกัน ครั้งนี้ทั้งสองคนไม่มีใครถอย
แต่ทันใดนั้น ฮวาชิงกลับกัดลิ้นของตนเองจนเลือดออก พ่น
เลือดสดๆ ออกมาเบื้องหน้า ปากก็ท่องคาถาที่ฟังยาก ภูตทารกโลหิต
หน้าตาเขียวคล ้าปรากฏขึ้นในหมอกเลือดนั้น เผยให้เห็นฟันแหลม
คมเล็กๆ พุ่งเข้าใส่กู้เฉิง
ภูตทารกโลหิตตนนี้เป็นของที่เขาแลกเปลี่ยนมาจากหมอผีซา
มานในท้องถิ่นตอนที่อยู่ที่ทะเลทรายเหนือ โดยใช้เงินเก็บไปกว่าครึ่ง
ใครๆ ก็คิดว่าเขาเป็นนักรบสายตรง การใช้วิชาลับนอกรีตเช่นนี้
ในตอนนี้ แทบจะไม่มีใครต้านทานได้
แต่ในวินาทีต่อมา มุมปากของกู้เฉิงกลับเผยรอยยิ้มเย้ยหยัน
ออกมา
แขนซ้ายของเขากลายเป็นแขนซากศพดำในทันที
แขนซากศพดำขนาดใหญ่พร้อมกับไอเย็นหนาทึบตบภูตน้อย
ตนนั้นจนกลายเป็นหมอกเลือดทันที
ในขณะที่ฮวาชิงยังไม่ทันได้ตอบสนอง แขนซากศพดำก็ถือ
โอกาสบีบคออีกฝ่ายแล้วยกขึ้น บิดอย่างแรง
ราวกับบิดผ้าขี้ริ้ว ศีรษะและร่างกายก็แยกออกจากกันในทันที
เลือดสาดกระจายไปทั่วถนน