จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 27 – ดนตรีภูตผีบนเขาเดียวดาย
ในห้องเก็บตัว กู้เฉิงในวันแรกที่ได้เป็นรักษาการผู้ตรวจการณ์
ราตรีก็เริ่มเข้าสู่สภาวะปิดด่านฝึกฝน
ส่วนเมิ่งหานถังหลังจากไปได้ห้าวันก็ให้คนนำยาเม็ดบำรุง
วิญญาณที่เบื้องบนส่งมาและของที่คนต้องการแลกเปลี่ยนกลับมาให้
กู้เฉิงไม่ได้ไปแลกเปลี่ยนของ แต้มผลงาน 140 แต้มสำหรับเขา
ยังถือว่าน้อยอยู่บ้าง ตอนนี้เขาไม่ขาดวิธีการรับมือศึก สู้รอให้แต้ม
ผลงานสะสมถึงจำนวนหนึ่งแล้วค่อยไปแลกเปลี่ยนของดีๆ จะดีกว่า
หลังจากได้ยาเม็ดบำรุงวิญญาณมาแล้ว กู้เฉิงก็สังเกตดูอย่าง
ละเอียด ขวดหนึ่งมีสิบเม็ด บรรจุภัณฑ์เรียบง่าย ไม่มีกลิ่น ส่วน
รูปลักษณ์น่ะรึ เหมือนมาร์ชเมลโลว์
แต่ทว่าของสิ่งนี้แม้จะมีรูปลักษณ์เรียบง่ายไปหน่อย แต่สำหรับผู้
ฝึกตนระดับล่างแล้วกลับล ้าค่าอย่างยิ่ง
หนึ่งเพราะต้าเฉียนห้ามการซื้อขายยาเม็ดฝึกฝนอย่างเปิดเผย
สองเพราะการจะหลอมยาเม็ดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
ยาเม็ดบำรุงวิญญาณเป็นเพียงหนึ่งในยาเม็ดฝึกฝนพื้นฐานที่สุด
แต่ถึงกระนั้น ก็ต้องใช้วัสดุหลายสิบชนิด บวกกับนักหลอมยาที่มี
ประสบการณ์และมาจากสำนักเต๋าที่ถูกต้องจึงจะสามารถหลอม
ออกมาได้
นักพรตจรจัดทั่วไปหากต้องการจะเรียนรู้การหลอมยา แค่ของ
เสียที่ใช้ปูพื้นฐานให้เจ้าก็มีราคาสูงลิบลิ่วแล้ว
ดังนั้นโดยทั่วไปแล้วจะมีเพียงราชสำนักหรือสำนักใหญ่ๆ บาง
แห่งเท่านั้นที่มีคุณสมบัติและความสามารถในการฝึกฝนนัหลอมยา
ส่วนยาเม็ดที่ใช้ในการฝึกฝนโดยพื้นฐานแล้วมีราคาแต่ไม่มีของ
แม้จะมี ก็มีราคาสูงลิบลิ่วในตลาดมืด แต่ก็ยังคงเป็นที่ต้องการอย่าง
มาก
กู้เฉิงกลืนยาเม็ดบำรุงวิญญาณเม็ดหนึ่งลงไป เคี้ยวโดยไม่รู้ตัว
ความขมขื่นก็แผ่ซ่านไปทั่วช่องปากทันที
ไม่น่าแปลกใจที่ยาเม็ดแทบทุกชนิดต้องกลืนเข้าไป รสชาติไม่
อร่อยก็น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่ง
แต่ทว่าเมื่อยาเม็ดเข้าสู่ร่างกาย กู้เฉิงใช้พลังปราณย่อยยาเม็ด
ขณะเดียวกันก็มีความร้อนสายหนึ่งที่แข็งแกร่งพุ่งเข้าสู่ร่างกายของ
เขาทันที ทำให้ความเร็วในการไหลเวียนของพลังปราณในร่างกาย
ของกู้เฉิงเพิ่มขึ้นกว่าสิบเท่า
ฤทธิ์ยาของยาเม็ดเม็ดหนึ่งคงอยู่เกือบหนึ่งชั่วยามจึงจะสลายไป
ขณะเดียวกันพลังปราณก่อกำเนิดของผู้บำเพ็ญปราณที่ซ่อนอยู่ใน
เส้นชีพจรอินของกู้เฉิงก็เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่ง
กู้เฉิงใช้เวลาสองวันในการย่อยยาเม็ดสองขวดนี้จนหมด แต่การ
เสริมสร้างระดับฝีมือของตนเองกลับมากกว่าหนึ่งเดือน
หากมียาเม็ดแบบนี้อีกสองขวด เกรงว่ากู้เฉิงจะสามารถก้าวเข้าสู่
ระดับแปดขั้นกลางได้อย่างรวดเร็ว
หลังจากหลอมยาเม็ดเสร็จแล้ว กู้เฉิงก็ไม่ได้เลือกที่จะปิดด่าน
ฝึกฝนต่อ แต่กลับออกจากด่านไปอ่านหนังสือ
เกี่ยวกับลัทธิหลัวครั้งนี้ กู้เฉิงรู้สึกว่าความเข้าใจของตนเอง
เกี่ยวกับยุทธภพนี้ดูเหมือนจะน้อยเกินไป หรือแม้กระทั่งความรู้
พื้นฐานหลายอย่างเขาก็ไม่รู้
ก่อนหน้านี้กู้เฉิงรู้สึกว่ายุทธภพอยู่ไกลจากตนเองมาก จนกระทั่ง
คนของลัทธิหลัวเหล่านี้ปรากฏตัวขึ้นกู้เฉิงจึงได้รู้ว่า อันที่จริงแล้ว
ตนเองก็อยู่ในยุทธภพมาโดยตลอด
ดังนั้นก่อนที่เมิ่งหานถังจะไป กู้เฉิงก็ยังคงขอให้เมิ่งหานถังช่วย
นำหนังสือเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานของยุทธภพกลับมาให้เขาบ้าง
มิฉะนั้นตอนนี้เขาในฐานะคนของหน่วยพิทักษ์ราตรี ผลปรากฏ
ว่ากลับแยกแยะความแตกต่างระหว่างลัทธิหลัว ลัทธิบัวขาว และลัทธิ
พระศรีอาริย์ไม่ออก นั่นก็จะล้มเหลวเกินไปแล้ว
หลายวันต่อมา กู้เฉิงก็อ่านหนังสืออยู่ในหน่วยพิทักษ์ราตรี
หนังสือที่เมิ่งหานถังหามาให้เขาแม้จะเพียงแค่อธิบายภาพรวม
ของสำนักและอิทธิพลในยุทธภพปัจจุบันและขนบธรรมเนียม
ประเพณีต่างๆ แต่ก็ทำให้กู้เฉิงได้รับความรู้ไม่น้อย
แต่ทว่าสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ หน่วยพิทักษ์ราตรี หรือจะ
พูดให้ถูกก็คือทั้งต้าเฉียน ดูเหมือนจะไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่กู้เฉิงคิด
ห้าร้อยปีก่อนต้าเฉียนกวาดล้างใต้หล้า เพิ่งจะก่อตั้งประเทศ
ขึ้นมา ตอนนั้นเป็นช่วงที่หน่วยพิทักษ์ราตรีมีอำนาจมากที่สุด ไม่ว่า
จะเป็นภูตผีปีศาจล้วนถูกกดขี่จนไม่กล้าโผล่หัว ทำได้เพียงซ่อนตัว
อยู่ในป่าเขาลึก
สำนักในยุทธภพ ตระกูลผู้ฝึกตนเหล่านั้นยิ่งว่านอนสอนง่าย
พ่อค้าแม่ค้าต้องปฏิบัติตามกฎหมายของราชสำนัก ผู้ฝึกตนก็ต้อง
ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของหน่วยพิทักษ์ราตรี
แต่ห้าร้อยปีต่อมา นอกจากใจกลางต้าเฉียน ซึ่งก็คือแคว้นตง
หลินที่กู้เฉิงอยู่ในปัจจุบันและแคว้นรอบๆ ที่ค่อนข้างสงบสุขแล้ว ทาง
ตะวันตก ทางเหนือ และทางใต้ล้วนไม่สงบสุข
รายละเอียดเป็นอย่างไร ในหนังสือไม่ได้กล่าวไว้ อาจจะเป็น
เพราะหนังสือเล่มนี้เป็นของหน่วยพิทักษ์ราตรี ดังนั้นเนื้อหาที่ทำลาย
เกียรติภูมิของต้าเฉียนจึงถูกลบออกไปทั้งหมด
แต่ทว่าเนื้อหาบางส่วนในนั้นก็น่าสนใจอยู่บ้าง เช่น เกี่ยวกับ
ประมุขลัทธิหลัวรุ่นที่สร้างสรรค์วิชาเคลื่อนย้ายมหาศาลขึ้นมา ถูก
คนเรียกว่าเป็น ‘เซียนจุติ’ ‘ราชันย์แท้จริงฝ่ายซ้าย’ จั่วอวิ๋นจือ
เกี่ยวกับเส้นทางแห่งการฝึกฝน กู้เฉิงไม่มีคนสอนโดยเฉพาะ
เถี่ยเทียนอิงเคยสอนเขาบ้าง เมิ่งหานถังก็เคยสอนเขาบ้าง
ดังนั้นเกี่ยวกับวิธีการฝึกฝน ตนเองควรจะเดินไปในเส้นทางไหน
ทำได้เพียงอาศัยกู้เฉิงคิดเอง คลำหาทางไปข้างหน้าเอง
เมิ่งหานถังเคยบอกกับเขาว่า ไม่มีวิชาที่แข็งแกร่งที่สุด มีเพียง
คนที่แข็งแกร่งที่สุด
ในอดีตเทพสงครามเผ่ยเฝยยังสามารถใช้หมัดปราบมารวัชระ
น้อยระดับเริ่มต้นเอาชนะยอดฝีมือของวัดมหาวชิรวิหารมากมายได้
จั่วอวิ๋นจือก็สามารถเปลี่ยนวิชาเคลื่อนย้ายที่ใช้แสร้งทำเป็นเทพผีให้
กลายเป็นวิชาเคลื่อนย้ายมหาศาลที่ย้ายภูเขาถมทะเลได้
เส้นทางแห่งการฝึกฝน ตำราวิชาสำคัญ ยาเม็ดสำคัญ อาวุธ
วิเศษก็สำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด กลับยังคงเป็นคน เป็นตนเอง ไม่
สามารถละเลยรากฐานได้
วางหนังสือลง กู้เฉิงมาที่ห้องหนังสือของเมิ่งหานถัง พลิกดู
ข่าวสารต่างๆ ที่มือปราบข้างล่างส่งมา
ในข่าวสารเหล่านี้มีบางส่วนที่สงสัยว่าเป็นการก่อกวนของภูตผี
ปีศาจ แต่บางส่วนก็เป็นเพียงแค่ข่าวลือ ดังนั้นจึงต้องให้เมิ่งหานถัง
แยกแยะก่อน แล้วจึงจะตัดสินใจว่าจะส่งคนไปตรวจสอบหรือไม่
ตอนนี้เมิ่งหานถังไม่อยู่ เรื่องเหล่านี้ก็ต้องให้กู้เฉิงมาจัดการ
ผู้ตรวจการณ์ราตรีอย่างเมิ่งหานถังอันที่จริงแล้วก็ไม่ได้สบายนัก
แต่นั่นก็เป็นเพราะเขาทำงานอย่างจริงจังและเคร่งครัดเกินไป
หากเป็นผู้ตรวจการณ์ราตรีคนอื่นเจอข่าวแบบนี้อาจจะถึงกับไม่
ดูเลยด้วยซ ้า แม้แต่รูปลักษณ์ของภูตผีปีศาจก็ยังไม่เห็น จะรายงาน
ขึ้นมาทำไม
หรือแม้กระทั่งทางเมืองหลวงยิ่งกว่านั้น ขอเพียงไม่เกิดเหตุ
เสียชีวิต ทหารเกราะนิลของหน่วยพิทักษ์ราตรีก็จะไม่มาตรวจสอบ
เลย
ก็เหมือนกับครั้งที่กู้เฉิงถูกลอบสังหาร นั่นก็เป็นเพราะเถี่ยเทียน
อิงกับตระกูลกู้มีความสัมพันธ์กัน จึงได้มา
พลิกดูข่าวสารเหล่านั้น อย่างไรเสียจากประสบการณ์อันน้อยนิด
ของกู้เฉิงแล้ว ก็เป็นเรื่องข่าวลือเสียส่วนใหญ่
หรือแม้กระทั่งไม่ต้องใช้ประสบการณ์ แค่วิเคราะห์ง่ายๆ ก็ดูออก
แล้วว่า ข่าวสารส่วนใหญ่เป็นของที่ชาวบ้านคิดไปเองแล้วรายงาน
ขึ้นมา
ทันใดนั้น เสี่ยวอี่ก็เคาะประตูเข้ามา “พี่กู้ มีจดหมายจากเมืองเห
อหยางส่งมา”
“จดหมายจากเมืองเหอหยางรึ ท่านใต้เท้าจะกลับมาแล้วรึ”
เสี่ยวอี่หยิบจดหมายออกมามอบให้กู้เฉิง ส่ายหน้า “ไม่ใช่ ดู
เหมือนจะเป็นคำสั่งย้าย”
กู้เฉิงหยิบจดหมายออกมาดู ก็เป็นคำสั่งย้ายจริงๆ
เมืองเหอหยางมีสิบสี่อำเภอ แต่มีเพียงแปดอำเภอเท่านั้นที่มี
ผู้ตรวจการณ์ราตรีของหน่วยพิทักษ์ราตรีประจำการอยู่ ส่วนอีกหก
อำเภอที่เหลือล้วนเป็นอำเภอที่ห่างไกลหรือมีประชากรน้อยมาก ไม่
คุ้มค่าที่จะสร้างฐานที่มั่น
อำเภอเช่นนี้เมื่อเกิดเรื่องขึ้น ทำได้เพียงให้นายอำเภอรายงานไป
ยังเมืองใหญ่ แล้วให้เมืองใหญ่มีคำสั่ง โยกย้ายหน่วยพิทักษ์ราตรีของ
อำเภออื่นไปแก้ไขปัญหา
ครั้งนี้สถานที่ที่เกิดปัญหาก็คืออำเภอตงหลินที่ไม่มีหน่วยพิทักษ์
ราตรีประจำการอยู่ เป็นเมืองเล็กๆ ที่อยู่ในหุบเขา อำเภอหลัวอยู่ใกล้
อำเภอตงหลินที่สุด ภารกิจนี้จึงตกเป็นของพวกเขา
บนจดหมายกล่าวว่า ช่วงหลังมานี้อำเภอตงหลิน มักจะมีคนได้
ยินเสียงดนตรีเครื่องสายและปี่มาจากภูเขาแม่ทัพในตอนกลางคืน
คล้ายกับขบวนขันหมาก แต่ก็คล้ายกับขบวนแห่ศพ
แต่อำเภอตงหลินล้อมรอบด้วยภูเขา ภูเขาแม่ทัพก็เป็นเพียง
ภูเขาที่รกร้างไม่มีคนอยู่ ย่อมไม่มีใครแต่งงานหรือแห่ศพอย่าง
แน่นอน
เคยมีนายพรานคนหนึ่งขึ้นเขาในตอนกลางคืน ผลปรากฏว่าคน
กลับหายตัวไป
หลังจากนั้นก็มีคนอีกสองกลุ่มขึ้นเขาไปตามหา ผลปรากฏว่าก็
หายไปไม่กลับมาเช่นกัน
การหายตัวไปของคนสองสามคนนี้ทำให้คนในอำเภอตงหลิน
ตกใจอย่างยิ่ง นายอำเภอสั่งเคอร์ฟิวโดยตรง และขอความช่วยเหลือ
จากหน่วยพิทักษ์ราตรี
เนื่องจากไม่เคยเห็นตัวจริงของภูตผีปีศาจ แต่กลับมีชีวิตอยู่ก็ไม่
เห็นคน ตายไปก็ไม่เห็นศพ ค่อนข้างจะแปลกประหลาด ดังนั้นคำสั่งที่
เมืองใหญ่ออกมาจึงไม่ใช่การแก้ไขปัญหาของอำเภอตงหลิน แต่เป็น
การสืบสวน
บนจดหมายเขียนไว้อย่างละเอียด แนะนำให้หน่วยพิทักษ์ราตรี
อำเภอหลัวส่งคนหกถึงแปดคนไปยังอำเภอตงหลินเพื่อสืบสวน
สถานการณ์ หากสามารถแก้ไขได้ ก็ให้แก้ไขณ ที่นั้น
หากเกินความสามารถ ก็ให้ถอยกลับทันที รายงานให้เมืองใหญ่
ทราบ
กู้เฉิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เรียกทหารเกราะนิลในหน่วยพิทักษ์
ราตรีอำเภอหลัวมาทั้งหมด เล่าเนื้อหาบนจดหมายให้พวกเขาฟัง
กล่าวเสียงขรึม ”
ทุกท่าน นี่คือคำสั่งย้ายที่เมืองใหญ่ออกมา ดังนั้นข้าเตรียมที่จะ
ไปเองหนึ่งรอบ
ข้ากับเสี่ยวอี่เป็นกลุ่มเดียวกัน พี่จ้าวกับพี่หวังมีประสบการณ์สูง
ก็สามารถมาด้วยกันได้
ส่วนอีกสองกลุ่มที่เหลือ ใครอยากจะไปบ้าง”
กู้เฉิงอย่างไรเสียก็เป็นรักษาการผู้ตรวจการณ์ราตรี นอกจากจะ
สนิทกับจ้าวซิงหมิงและหวังฉีแล้ว คนอื่นๆ เขาก็ไม่ค่อยกล้าที่จะออก
คำสั่งโดยตรง ให้พวกเขาเลือกเองจะดีกว่า
น่าแปลกใจที่ คนของหน่วยพิทักษ์ราตรีอำเภอหลัวเหล่านี้กลับ
กระตือรือร้นอย่างยิ่ง มีคนเกือบครึ่งหนึ่งที่อยากจะไป
บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกับนิสัยของเมิ่งหานถัง ลูกน้องของเขา
น้อยคนนักที่จะเป็นพวกแก่ๆ ที่เอาแต่กินเงินเดือนไปวันๆ หรือ
แม้กระทั่งจ้าวซิงหมิงก็เพียงแค่มีนิสัยเจ้าเล่ห์ไปหน่อย ทำงานกลับไม่
เจ้าเล่ห์เลย
จดหมายคำสั่งย้ายที่เมืองใหญ่ออกมาโดยตรง ครั้งเดียวก็ต้องส่ง
ทหารเกราะนิลไปสี่กลุ่ม แม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่แต้มผลงาน
หลังจากนั้นก็ไม่น้อยเลย
สุดท้ายกู้เฉิงก็เลือกอยู่พักหนึ่ง เลือกคนสี่คนไปด้วยกัน
กลุ่มหนึ่งคือฟางผิงกับฉีโจว
ฟางผิงเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าปี เหมือนกับเสี่ยวอี่ที่เป็นผู้
บำเพ็ญปราณระดับเก้า เน้นการบำเพ็ญปราณ ก่อนหน้านี้เคยเข้า
ร่วมการล้อมโจมตีคนทรยศของลัทธิหลัวผู้นั้น
ส่วนฉีโจวเป็นชายวัยกลางคนอายุเกือบห้าสิบปี แทบจะเป็น
ทหารเกราะนิลที่อาวุโสที่สุดในหน่วยพิทักษ์ราตรีอำเภอหลัวแล้ว แม้
พรสวรรค์จะมีจำกัด ฝีมือไม่เท่าจ้าวซิงหมิงและคนอื่นๆ แต่กลับมี
ประสบการณ์สูง เห็นโลกมามาก
เมื่อพิจารณาว่าครั้งนี้มีโอกาสที่จะเจอภูตผีมากที่สุด ดังนั้นกู้เฉิง
จึงได้เลือกกลุ่มผู้บำเพ็ญปราณบวกกับทหารเกราะนิลที่อาวุโสเช่นนี้
ส่วนอีกกลุ่มที่เหลือคือหลี่เฉิงผิงกับไป๋ชวน ล้วนเป็นทหารเกราะ
นิลฝีมือดีอายุสามสิบกว่าปี ฝีมือในหน่วยพิทักษ์ราตรีอำเภอหลัวก็
จัดอยู่ในระดับสูง
หลังจากเลือกคนเรียบร้อยแล้ว กู้เฉิงและคนอื่นๆ ก็ไม่รอช้า มุ่ง
หน้าไปยังอำเภอตงหลินโดยตรง