จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 32 – ลางร้ายสีเลือด
ภายในถ ้าทั้งสองแห่งมีไอเย็นจำนวนมากแผ่ออกมา ทะลุลงไปใต้
ดิน แต่เมื่อทุกคนเข้าไปใกล้จึงพบว่า ถ ้าหนึ่งเกิดจากการถล่มตาม
ธรรมชาติ ส่วนอีกถ ้าหนึ่งมีร่องรอยการขุดค้น
บริเวณปากถ ้าที่ถูกขุดขึ้นนั้น ยังมีร่างครึ่งท่อนของชายคนหนึ่ง
อยู่
ชายผู้นั้นอายุราวสามสิบกว่าปี ร่างกายส่วนบนคลานออกมา
จากปากถ ้าได้แล้ว แต่ส่วนล่างกลับถูกอะไรบางอย่างดึงกระชากจน
ขาด ดวงตาทั้งสองข้างยังคงฉายแววหวาดกลัว ตายตาไม่หลับ
“เป็นเขาไปได้อย่างไร”
ตู้หลานเจียงเมื่อเห็นศพชายผู้นั้น ก็ดูประหลาดใจอย่างยิ่ง
“เจ้ารู้จักคนผู้นี้รึ” กู้เฉิงถาม
ตู้หลานเจียงพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “คนผู้นี้ชื่อหลินจิ่
วเอ้อ เป็นนักขุดสุสานชื่อดังแห่งเจียงเป่ย
นักขุดสุสานคนอื่นๆ มักจะทำงานกันเป็นกลุ่ม แต่เขาจะร่วมมือ
กับคนเพียงสองคนเท่านั้น คือ หวงพั่งจื่อ และหยางซานเหนียง
ทั้งสามคนนี้แม้ฝีมือจะไม่แข็งแกร่งนัก มีพลังเทียบเท่าระดับเจ็ด
เท่านั้น แต่กลับเชี่ยวชาญในการหาจุดมังกรและฮวงจุ้ย ทั้งยังมี
เอกลักษณ์เฉพาะตัว
ดังนั้นในแถบเจียงเป่ย แม้ทั้งสามคนจะนับเป็นเพียงรุ่นน้อง แต่
ผลงานของพวกเขาก็ไม่ด้อยไปกว่านักขุดสุสานรุ่นเก๋าบางคนเลย
ทั้งสามคนนี้เคยแม้กระทั่งขุดสุสานของจักรพรรดิสมัยก่อน แม้
จะล้มเหลว แต่ก็รอดชีวิตกลับมาได้ทั้งหมด
การที่สามารถรอดชีวิตกลับมาจากสถานที่แบบนั้นได้ แม้จะ
กลับมามือเปล่า ก็ถือเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาแล้ว
พูดตามตรง หากว่ากันเฉพาะเรื่องฝีมือการขุดสุสาน ข้าเทียบ
กับสามคนนี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
แต่คนผู้นี้กลับมาตายอยู่ที่นี่ สถานที่แห่งนี้เกรงว่าจะอันตรายไม่
น้อย”
แม้ตู้หลานเจียงจะปากบอกว่าอันตราย แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะจาก
ไป
เขาสามารถสร้างชื่อเสียงในยุทธภพได้ แน่นอนว่าไม่ใช่พวกขี้
ขลาดตาขาวที่เจออันตรายแล้วจะหนีห่าง
ทำแบบนั้นอาจจะมีชีวิตอยู่ได้นาน แต่ก็จะพลาดโอกาสดีๆ ไป
มากมาย
เรื่องการขุดสุสานเขาสู้หลินจิ่วเอ้อและคนอื่นๆ ไม่ได้แน่นอน แต่
เขาก็ไม่คิดว่าฝีมือของตัวเองจะด้อยกว่าคนเหล่านั้น
ตู้หลานเจียงมองไปยังถ ้าอีกแห่งแล้วกล่าวว่า “หลินจิ่วเอ้อตาย
ในอุโมงค์ที่พวกเขาขุดขึ้นมา ดูท่าว่าพวกเขาคงจะเดินผิดทาง ไป
เจอของร้ายอะไรเข้า เส้นทางนี้ไปต่อไม่ได้แล้ว ไปอีกทางหนึ่ง ท่านกู้
ว่าอย่างไร”
กู้เฉิงส่ายหน้า “ข้าไม่มีความเห็น”
ทุกคนทยอยกันเข้าไปในถ ้า กู้เฉิงก็ส่งสายตาให้ทุกคน บอกให้
พวกเขาระมัดระวัง
เขารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
ไม่ใช่สถานที่ที่ไม่ถูกต้อง แต่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันนี้
มันไม่ถูกต้อง
กู้เฉิงคาดเดาในใจ พลางเดินไปข้างหน้าด้วยความระแวดระวัง
ภายในถ ้าแห่งนี้กว้างขวางมาก จนไม่เหมือนกับว่าเกิดขึ้นเอง
ตามธรรมชาติ แต่เหมือนเป็นทางเดินที่ถูกขุดขึ้นมา
ยิ่งเดินลึกเข้าไป ไอเย็นก็ยิ่งหนาแน่นขึ้น จนหนาแน่นเกินกว่าที่
พวกเขาจะจินตนาการได้ ราวกับว่าได้มาถึงยมโลกแล้ว
ในขณะนั้น เสียงดนตรีพิณและปี่ก็ดังขึ้น ท่วงทำนองที่
สนุกสนานกลับแฝงไปด้วยความเศร้าสร้อย ราวกับบทเพลงแห่
ขันหมากกับบทเพลงส่งศพรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ดูน่าขนลุกอย่างยิ่ง
เมื่อได้ยินเสียงนี้ สีหน้าของกู้เฉิงก็เปลี่ยนไปทันที
“แย่แล้ว เราคงจะเดินผิดทาง ทางนี้ก็ไม่ปลอดภัยเหมือนกัน
ตั้งแต่ที่เราก้าวเข้ามาที่นี่ ก็คงจะก้าวเข้าสู่กับดักแล้ว”
ตู้หลานเจียงขมวดคิ้ว “ท่านกู้หมายความว่าอย่างไร”
กู้เฉิงมองไปยังความมืดมิดเบื้องหน้า “บทเพลงที่ผสมผสาน
ระหว่างงานมงคลกับงานอวมงคลนี้ข้าเคยได้ยินเมื่อคืนวานนี้ มันดัง
อยู่ในอำเภอตงหลินมาครึ่งเดือนแล้ว ถึงได้ล่อพวกเรามา
แต่บทเพลงนี้จะดังเฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับดัง
ขึ้นมา มันหมายความว่าอะไร
หมายความว่าข้างนอก ฟ้ามืดแล้ว
แต่ทุกท่านยังจำได้หรือไม่ ว่าเราเข้ามาที่นี่นานเท่าไหร่แล้ว”
ตู้หลานเจียงกำลังจะตอบโดยสัญชาตญาณ แต่สีหน้าของเขา
กลับเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน หลังจากที่กู้เฉิงเตือนสติ คนอื่นๆ ก็
พลันเปลี่ยนสีหน้าไปตามๆ กัน
ทุกคนรู้สึกว่าพวกเขาเพิ่งจะก้าวเข้ามาในถ ้าที่มืดมิดนี้ได้ไม่นาน
แต่เมื่อถูกเตือนสติ พวกเขาก็คิดอย่างละเอียดจึงได้รู้ว่า อันที่จริง
แล้วพวกเขาเดินอยู่ในถ ้าที่มืดมิดนี้มาไม่รู้กี่ชั่วยามแล้ว ทุกคนต่าง
เดินไปข้างหน้าอย่างเงียบงันและชาชิน จนแม้แต่ตัวเองก็ไม่รู้สึกถึง
กาลเวลาที่ผ่านไป
ความแปลกประหลาดที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของพวกเขาโดย
ไม่รู้ตัวนี้ เมื่อเทียบกับภูตผีจริงๆ แล้ว ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกหวาดผวา
มากขึ้นไปอีก บางคนถึงกับเริ่มเสียใจแล้ว
กู้เฉิงไม่ได้เสียใจ เพราะความรู้สึกเสียใจนั้นไร้ประโยชน์ที่สุด
เมื่อเดินผิดทาง ก็ต้องหาทางกลับไปให้ถูก การเสียใจมีแต่จะทำ
ให้เสียเวลา
คุณชายภูตขมวดคิ้ว “ในเมื่อมีปัญหา ก็ถอยกลับไปตั้งหลัก
ก่อน”
กู้เฉิงกล่าวเรียบๆ “ช้าไปแล้ว เจ้าลองหันกลับไปดูสิ ยังหาทางที่
เราเดินมาเจออีกไหม”
ทุกคนหันกลับไปมองโดยสัญชาตญาณ ด้านหลังกลับถูกความ
มืดมิดอันไร้ขอบเขตกลืนกินไปนานแล้ว สูญเสียการรับรู้ทิศทางโดย
สิ้นเชิง
ในขณะนั้น เสียงดนตรีประหลาดกลับดังขึ้นอย่างกะทันหันหลาย
เท่า ราวกับดังก้องอยู่ในหูของพวกเขา
คนสองกลุ่มปรากฏขึ้นจากความมืด กลุ่มหนึ่งสวมชุดสีแดงสด
แบกเกี้ยว ราวกับขบวนส่งเจ้าสาว
อีกกลุ่มหนึ่งสวมชุดกระสอบไว้ทุกข์ แบกโลงศพ ถือธงเรียก
วิญญาณ
คนทั้งสองกลุ่มนี้บรรเลงเพลงมงคลและเพลงโศกปะปนกัน
กลายเป็นเสียงที่กู้เฉิงและคนอื่นๆ ได้ยิน
สิ่งที่น่าขนลุกที่สุดคือคนทั้งสองกลุ่มนั้น หรือจะพูดให้ถูกก็คือ
พวกเขาไม่ใช่คนเลย
คนเหล่านั้นล้วนมีใบหน้าซีดเผือด ท่าทางแข็งทื่อ มีเพียงแก้มที่
ทาชาดสีชมพูอ่อนๆ มองแวบแรกราวกับหุ่นกระดาษที่ใช้ในพิธีกรรม
เมื่อคนทั้งสองกลุ่มเห็นกู้เฉิงและคนอื่นๆ ก็พากันเข้ามาล้อมรอบ
ทันที ในชั่วพริบตาไอชั่วร้ายก็แผ่ปกคลุมพวกเขาไว้
นักพรตนอกรีตคนหนึ่งหน้าซีดเผือด ด่าทออย่างเกรี้ยวกราด
“ภูตผีอะไรกัน ตายให้หมดซะ”
พูดจบเขาก็จะลงมือ แต่ในวินาทีต่อมา กระบี่ของกู้เฉิงก็ยื่นมาอยู่
ตรงหน้าเขาแล้ว
“เจ้าหมายความว่ายังไง พวกหน่วยพิทักษ์ราตรีจะลงมือกับพวก
ข้าตอนนี้เลยรึ” ชายคนนั้นตวาด
กู้เฉิงพูดเสียงเย็น “อยากตายก็อย่าลากพวกข้าไปด้วย นี่คือ
ปรากฏการณ์ลางร้ายสีเลือด หากเจ้าแตะต้องแม้แต่คนเดียว จนทำ
ให้สถานการณ์เลวร้ายลง พวกเราทั้งหมดต้องตายอยู่ที่นี่”
พูดจบ กู้เฉิงก็มองไปยังตู้หลานเจียง เอ่ยเสียงเย็นชา “ตู้หลาน
เจียง จัดการคนของเจ้าให้ดี ข้าไม่อยากถูกพวกโง่เง่าถ่วง
ดูจากสภาพการณ์แล้ว เราน่าจะหลงเข้ามาในดินแดนภูตแล้ว มี
แต่ต้องเดินไปตามกฎเกณฑ์เท่านั้นถึงจะมีโอกาสออกไปได้”
ในตำราศาสตร์เร้นลับมีคำอธิบายเกี่ยวกับความรู้ทั่วไปของภูตผี
ต่างๆ อย่างละเอียด
ทหารเกราะนิลบางคนอาจไม่สนใจเรื่องพื้นฐานเหล่านี้ แต่กู้เฉิง
ได้ท่องจำตำราศาสตร์เร้นลับจนขึ้นใจตั้งแต่ก่อนจะมาที่หน่วยพิทักษ์
ราตรีแล้ว
ดินแดนภูตที่ว่านี้คือโลกใบเล็กที่ก่อตัวขึ้นในสภาพแวดล้อม
เฉพาะที่มีไอเย็นหนาแน่นอย่างยิ่ง ถูกไอเย็นปิดกั้นไว้ ไม่สามารถ
เชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้
ในดินแดนภูตทุกแห่งจะมีภูตที่ทรงพลังหรือสิ่งชั่วร้ายเป็น
แกนกลาง
การจะออกจากดินแดนภูตก็ง่ายนิดเดียว คือหนึ่ง เจ้าต้องมีพลัง
ฝีมือที่แข็งแกร่งอย่างหาที่เปรียบมิได้ บุกทะลวงเข้าไปตรงๆ ไม่ว่าจะ
เป็นภูตผีอะไร ก็ตบให้แหลกเป็นชิ้นๆ ดินแดนภูตก็จะสลายไปเอง
หากไม่มีพลังฝีมือขนาดนั้น ก็ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ใน
ดินแดนภูต หนีออกมาอย่างทุลักทุเล เกือบเอาชีวิตไม่รอด
ส่วนกฎเกณฑ์นั้นคืออะไร ไม่มีใครรู้
เพราะดินแดนภูตแต่ละแห่งมีวิธีการก่อตัวที่แตกต่างกัน
กฎเกณฑ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นก็แตกต่างกันไป บางแห่งดูน่ากลัว
แต่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่บางแห่งก็มีแต่ความตาย
เรื่องเหล่านี้ในฐานะผู้คร ่าหวอดในยุทธภพอย่างตู้หลานเจียง แม้
จะไม่รู้มากเท่ากู้เฉิง แต่เขาก็เคยได้ยินมาบ้าง
แม้เขาจะไม่พอใจท่าทีของกู้เฉิง แต่ก็ยังตวาดใส่คนของตัวเองว่า
“ระวังตัวกันหน่อย อย่าทำอะไรโดยพลการ”
ลางร้ายสีเลือดห้อมล้อมทุกคนเดินไปข้างหน้า การที่มีภูต
มากมายอยู่รอบตัว ทำให้สีหน้าของนักพรตนอกรีตบางคนซีดเผือด
กลับกัน ฝ่ายหน่วยพิทักษ์ราตรีกลับค่อนข้างสงบนิ่ง แม้แต่เสี่ยว
อี่ก็เช่นกัน
หน่วยพิทักษ์ราตรีต้องรับมือกับภูตผีเหล่านี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
พวกเขาเคยชินกับเรื่องแบบนี้แล้ว คนขี้ขลาดคงจะถูกตกใจตายไป
นานแล้ว
ไม่รู้ว่าเดินไปข้างหน้านานเท่าไหร่ คฤหาสน์หลังใหญ่ก็ปรากฏ
ขึ้นตรงหน้าทุกคน
ลางร้ายสีเลือดแยกออกจากกัน บรรเลงเพลงมงคลและเพลงโศก
เดินเข้าไปในคฤหาสน์
ทุกคนเพ่งมอง ป้ายหน้าคฤหาสน์เขียนตัวอักษรขนาดใหญ่สาม
ตัวว่า “จวนแม่ทัพ” หน้าประตูแขวนโคมไฟสีขาว แสงสีเหลืองสลัว
สั่นไหวในความมืดมิด ราวกับจะดับลงในวินาทีถัดไป
หน้าประตูจวนแม่ทัพมีคนรับใช้สองคนยืนต้อนรับอยู่ พวกเขาอ้า
ปากกว้างจนมุมปากฉีกถึงใบหู เผยให้เห็นฟันแหลมคมเต็มปาก บน
ซอกฟันยังมีเศษเนื้อติดอยู่
“วันนี้เป็นวันมงคลสมรสของนายหญิง เชิญแขกทุกท่านด้านใน
เลยขอรับ”