จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 31 – ประนีประนอม
ฝ่ายหน่วยพิทักษ์ราตรีมีคนน้อย แต่ฝ่ายนักพรตนอกรีตกลับมี
คนมากกว่า
ไม่มีใครคาดคิดว่ากู้เฉิงจะลงมือฆ่าคนต่อหน้าพวกเขาอย่าง
เด็ดขาดเช่นนี้ ราวกับไม่เห็นพวกเขาอยู่ในสายตา
ในชั่วพริบตา เหล่านักพรตนอกรีตก็พากันกรูเข้ามาล้อม ส่วน
คนของหน่วยพิทักษ์ราตรีก็เข้ามาสมทบ ทั้งสองฝ่ายต่างกุมอาวุธไว้
ในมือ พลังปราณปะทุออกมา เหมือนพร้อมจะเปิดฉากปะทะกันได้ทุก
เมื่อ
ตู้หลานเจียงโบกมือให้ทุกคนรอก่อน
เขามองไปยังกู้เฉิงแล้วเอ่ยเสียงเย็น “พวกหน่วยพิทักษ์ราตรี
หมายความว่ายังไง คิดว่าพวกข้ารังแกง่ายนักรึ อย่าลืมสิว่าที่นี่ไม่ใช่
เมืองหลวง แต่เป็นเพียงอำเภอเล็กๆ ห่างไกล พวกเจ้าไม่มีกำลังเสริม
มากมายหรอกนะ”
กู้เฉิงกล่าวเรียบๆ “หมายความว่ายังไงน่ะรึ มีคนปากเสียดูหมิ่น
หน่วยพิทักษ์ราตรีของข้า ไม่สมควรฆ่ารึไง
อีกอย่างคนผู้นี้เป็นเศษเดนของลัทธิมายาวิญญาณ ตอนนั้น
ปล่อยให้เขารอดชีวิตไปได้ก็นับเป็นวาสนาของมันแล้ว ตอนนี้ยังกล้า
มาโอ้อวดต่อหน้าหน่วยพิทักษ์ราตรีอีก ไม่ใช่ว่าเบื่อชีวิตแล้วรึไง
ถึงที่นี่จะไม่ใช่เมืองหลวง แต่มันก็เป็นดินแดนของต้าเฉียน อยู่ใน
เขตอำนาจของหน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองเหอหยาง คิดจะมาอวดเบ่งกับ
หน่วยพิทักษ์ราตรีที่นี่ คิดผิดแล้วล่ะ”
ทันใดนั้น คุณชายภูตหวังชวนก็เผยรอยยิ้มประหลาดออกมา
“หัวหน้าตู้ หน่วยพิทักษ์ราตรีแสดงออกชัดเจนว่าไม่เห็นหัวพวกเรา
จัดการเลยเถอะ แก้ปัญหาพวกมันก่อนแล้วค่อยไปล่าสมบัติ”
หญิงงามชิงเฉิงก็หัวเราะอย่างมีเสน่ห์ พลางมองไปยังหลิ่วอิ๋งอิ๋ง
ด้วยสายตาแฝงความอำมหิต “ใช่แล้วหัวหน้าตู้ ถือโอกาสนี้
จัดการนังเด็กตระกูลหลิ่วไปด้วยเลย นังเด็กนี่ไม่รู้จักกฎเกณฑ์ เอา
เรื่องของพวกเราไปบอกคนนอก สมควรตายจริงๆ”
ผู้หญิงมักจะชอบหาเรื่องผู้หญิงด้วยกัน หญิงงามชิงเฉิงมองหลิ่ว
อิ๋งอิ๋งไม่ชอบหน้ามานานแล้ว
“หุบปากให้หมด”
ตู้หลานเจียงตวาดเสียงดังลั่น สีหน้าฉายแววโกรธเกรี้ยว
เขารู้ดีว่าคนพวกนี้ที่ยุยงให้เขาปะทะกับหน่วยพิทักษ์ราตรีล้วน
ไม่หวังดี
คนกลุ่มนี้แม้จะร่วมมือกัน แต่จริงๆ แล้วไม่มีใครเป็นหัวหน้า ไม่มี
ใครยอมใคร
ตู้หลานเจียงกับคุณชายภูตหวังชวนมีฝีมือแข็งแกร่งที่สุด แต่ตู้
หลานเจียงคร ่าหวอดในยุทธภพมานาน ชื่อเสียงจึงโด่งดังกว่าหวัง
ชวน ทั้งนิสัยก็ดีกว่าหวังชวนที่หลอมรวมกับภูตจนกลายเป็นคนเย็น
ชาประหลาด ดังนั้นทุกคนจึงยอมยกให้เขาเป็นผู้นำกลายๆ
ตอนนี้พวกเขาเรียกเขาว่าหัวหน้าตู้ไม่หยุดปาก ยกยอปอปั้นให้
เขาเป็นผู้นำ ก็เพื่อต้องการให้หน่วยพิทักษ์ราตรีจับจ้องมาที่เขา หาก
เกิดการปะทะกัน คนที่จะโดนรุมก็คือเขา หากเขาบาดเจ็บสาหัสหรือ
ตายไป นั่นคือสิ่งที่หวังชวนและคนอื่นๆ ต้องการเห็น
ตู้หลานเจียงมองไปยังกู้เฉิงและคนอื่นๆ แล้วถามว่า “ทุกท่านจาก
หน่วยพิทักษ์ราตรี ต้องการจะทำอะไรกันแน่”
กู้เฉิงตอบเสียงหนักแน่น “ตอนนี้ไม่ใช่ว่าข้าต้องการอะไร แต่เป็น
พวกท่านต้องการอะไรต่างหาก
อำเภอตงหลินแม้จะห่างไกล แต่ก็เป็นอำเภอในสังกัดของเมืองเห
อหยาง ไม่อนุญาตให้ผู้ฝึกตนนอกรีตมาทำอะไรตามอำเภอใจ
เด็ดขาด
หลิ่วอิ๋งอิ๋งกลับตัวกลับใจได้เล่าเรื่องของพวกท่านให้พวกเราฟัง
แล้ว บันทึกอำเภออยู่ในมือข้า หากพวกท่านคิดจะชิงไป พวกข้าใน
ฐานะทหารเกราะนิลแห่งหน่วยพิทักษ์ราตรี ก็มีแต่ต้องสู้ตายเท่านั้น”
แม้จะรู้ว่าฝ่ายตนเสียเปรียบ กู้เฉิงกลับแสดงท่าทีแข็งกร้าวและ
จงรักภักดีอย่างเต็มที่ เขาทำทั้งหมดนี้เพื่อให้ตู้หลานเจียงดู
ก่อนหน้านี้หลิ่วอิ๋งอิ๋งได้เล่าความสัมพันธ์ของคนกลุ่มนี้ให้ฟัง
หมดแล้ว หากพวกเขาเป็นน ้าหนึ่งใจเดียวกันจริงๆ เหล่าผู้ฝึกตนนอก
รีตที่กล้าบ้าบิ่นกลุ่มนี้อาจจะลงมือสังหารพวกเขาซึ่งเป็นทหารเกราะ
นิลของหน่วยพิทักษ์ราตรี แล้วค่อยไปล่าสมบัติก็เป็นได้
เพราะที่นี่ห่างไกล กว่าหน่วยพิทักษ์ราตรีจะรู้เรื่อง พวกเขาก็คง
หนีไปไกลแล้ว
แต่ปัญหาสำคัญคือพวกเขาไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกัน ตู้หลานเจียง
แม้จะดูหยาบกระด้างไปบ้าง แต่เขาคือจิ้งจอกเฒ่าที่คร ่าหวอดในยุทธ
ภพมานับสิบปี ไม่มีทางที่จะไม่คิดถึงเรื่องเหล่านี้
เป็นไปตามคาด เมื่อเห็นท่าทีของกู้เฉิง ตู้หลานเจียงก็ลังเลอยู่ครู่
หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงหนัก “พวกข้ามาเพื่อล่าสมบัติ ไม่ได้มาเพื่อฆ่า
คน พวกข้าก็ไม่ได้ล ้าเส้นกฎเกณฑ์ของหน่วยพิทักษ์ราตรี
ทุกท่าน อย่างนี้เป็นไง วันนี้เรามาร่วมมือกันล่าสมบัติ พวกท่าน
เอาบันทึกอำเภอออกมาแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน สุดท้ายใครจะได้สมบัติ
ไปมากน้อยแค่ไหน ก็แล้วแต่ความสามารถของแต่ละคน พวกท่านว่า
ดีไหม”
กู้เฉิงแสร้งทำเป็นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงยิ้มกล่าว “หาก
หัวหน้าตู้แสดงความจริงใจเช่นนี้ตั้งแต่แรก ก็คงไม่ต้องมาถึงขั้นนี้
หรอก”
หวังชวนกลับพูดเสียงเย็นชา “หัวหน้าตู้ ท่านคงไม่รู้ว่าหน่วย
พิทักษ์ราตรีเป็นคนแบบไหน ตอนนี้ท่านกลับจะไปร่วมมือกับพวกเขา
ข้าไม่ได้ฟังผิดไปใช่ไหม”
สิ้นคำพูดนั้น ในกลุ่มคนก็มีเสียงสนับสนุนหวังชวนดังขึ้นสามสี่
เสียง เห็นได้ชัดว่าพวกเขาอยู่ข้างหวังชวน
ตู้หลานเจียงหัวเราะเยาะ “ข้ายังร่วมมือกับพวกเจ้าได้ ทำไมจะ
ร่วมมือกับหน่วยพิทักษ์ราตรีไม่ได้ อย่างไรเสียเที่ยวนี้คนก็เยอะ
พอแล้ว เพิ่มอีกสักหน่อยจะเป็นไรไป
หากพวกเจ้าไม่พอใจ ข้าถอนตัวก็ได้ รอให้พวกเจ้าสู้กับหน่วย
พิทักษ์ราตรีเสร็จก่อนแล้วค่อยไปกัน ข้าไม่เข้าข้างฝ่ายไหนแน่นอน”
หวังชวนได้ยินดังนั้นก็แค่นเสียงเย็นชา แน่นอนว่าเขาไม่ได้โง่
พอที่จะไปสู้ตายกับหน่วยพิทักษ์ราตรี
เมื่อทั้งสองฝ่ายตัดสินใจร่วมมือกัน บรรยากาศก็ไม่ตึงเครียด
เหมือนก่อนหน้า แต่ก็ยังคงมีความเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน
“จริงสิ ยังไม่ทราบชื่อของท่านผู้ใหญ่นี่เลย”
ตู้หลานเจียงประสานมือถาม สายตาก็แฝงแววสำรวจ
เมื่อครู่ชายหนุ่มผู้นี้ใช้เพียงสองกระบวนท่าก็สังหารเหอเทียนจิ่ว
ได้ นี่ไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน
เหอเทียนจิ่วแม้จะเชี่ยวชาญวิชาลวงตาเป็นหลัก และฝึกฝนวิชา
จิปาถะอื่นๆ บ้าง พลังฝีมือจัดว่าอยู่ในระดับแปดได้แบบคาบเส้น แต่
กลับถูกอีกฝ่ายสังหารในสองกระบวนท่า แสดงให้เห็นถึงความ
รวดเร็วในการลงมือและความแข็งแกร่งของพลัง
ประกอบกับคนของหน่วยพิทักษ์ราตรีมีวิชาหลากหลาย สามารถ
เข้าถึงเคล็ดวิชาและวิชาลับได้มากกว่าพวกนักพรตนอกรีตอย่าง
พวกเขา ดังนั้นแม้กู้เฉิงจะยังไม่ถึงระดับเจ็ด แต่จากผนึกและกระบี่เมื่อ
ครู่ ตู้หลานเจียงก็รู้ว่านั่นไม่ใช่พลังที่แท้จริงของชายหนุ่มผู้นี้แน่นอน
“ไม่เป็นไร ทหารเกราะนิลสังกัดเมืองเหอหยาง กู้เฉิง”
ตู้หลานเจียงเพียงยิ้ม ไม่ได้ถามอะไรต่อ แต่จากสีหน้าของเขา
เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อ
แม้ว่ามาตรฐานโดยรวมของหน่วยพิทักษ์ราตรีจะสูง แต่ก็ไม่
น่าจะสูงถึงขนาดนี้
ชายหนุ่มที่มีฝีมือระดับนี้ เป็นแค่ทหารเกราะนิลธรรมดาๆ งั้นรึ
ล้อกันเล่นหรือเปล่า
“เอาล่ะ เวลาไม่คอยท่า ท่านกู้ โปรดนำบันทึกอำเภอออกมาให้
ทุกคนดูเถอะ”
กู้เฉิงโยนบันทึกอำเภอออกมาอย่างรวดเร็วพลางกล่าว “จริงๆ
แล้วข้าเคยดูบันทึกนี่มาก่อนแล้ว ไม่เห็นว่ามีอะไรพิเศษ”
ตู้หลานเจียงส่ายหน้า “ความถนัดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
พวกท่านหน่วยพิทักษ์ราตรีไม่ได้หากินกับของพวกนี้ แน่นอนว่ามอง
ไม่ออก
แต่ถ้าให้ข้าดู บนภูเขาแม่ทัพนี่น่าจะเป็นสุสานของหลี่หรูกง แม่
ทัพใหญ่สมัยราชวงศ์ก่อน ที่บันทึกไว้ในจดหมายเหตุนี้”
เสี่ยวอี่สงสัย “ทำไมล่ะ ในบันทึกก็ไม่ได้เขียนไว้นี่ว่าหลี่หรูกงถูก
ฝังไว้ที่ภูเขาแม่ทัพ”
ตู้หลานเจียงหัวเราะหึๆ สองครั้ง “บันทึกน่ะแก้ไขได้ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในยุคโกลาหลเมื่อห้าร้อยปีก่อน แม่ทัพใหญ่ของแคว้นจะไม่มี
ปัญญาแก้บันทึกเชียวรึ
ขุนนางสมัยนั้นไม่มีใครอยากให้คนรู้หรอกว่าตัวเองถูกฝังไว้ที่
ไหน ป้องกันไม่ให้คนรุ่นหลังมาขุดสุสาน
อำเภอตงหลินแต่ก่อนยากจนมาก แม้แต่เมืองที่ดูดีสักแห่งก็ไม่มี
แต่เมื่อห้าร้อยปีก่อนกลับมีช่วงเวลาที่ว่างเปล่าไป จากนั้นก็เริ่มสร้าง
เมืองและก่อสร้างใหญ่โต
ตามประสบการณ์ของข้า การสร้างอำเภอน่ะเป็นเรื่องหลอกลวง
การสร้างสุสานต่างหากคือเรื่องจริง
ทุกท่านจากหน่วยพิทักษ์ราตรี จริงๆ แล้วพวกท่านก็น่าจะ
สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง ถึงได้มาที่นี่ใช่ไหม ไม่อย่างนั้นอำเภอเล็กๆ
อย่างตงหลิน คงไม่มีทหารเกราะนิลมารวมตัวกันมากขนาดนี้”
กู้เฉิงมองตู้หลานเจียงด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
คนผู้นี้ดูหยาบกระด้างแต่กลับมีความละเอียดอ่อน บาง
รายละเอียดแม้แต่กู้เฉิงยังมองข้ามไป แต่เขากลับสังเกตเห็น
พวกนักพรตนอกรีตระดับล่างกลุ่มนี้แม้จะมีคุณภาพไม่สม ่าเสมอ
แต่ในบางด้านก็โดดเด่นจริงๆ
ในสถานการณ์เช่นนี้ กู้เฉิงก็ไม่ได้ปิดบัง เขาก็เล่าเรื่องความ
ผิดปกติบนภูเขาแม่ทัพให้ฟัง
ตู้หลานเจียงปิดบันทึกอำเภอ พยักหน้าแล้วกล่าว “ถ้าเป็นอย่าง
นั้น ก็คงไม่ผิดเพี้ยนไปจากนี้มากแล้วล่ะ ทุกท่าน รีบขึ้นเขากันตอน
กลางวันเถอะ ถ้าเป็นตอนกลางคืน คงจะอันตรายกว่านี้”
หลังจากตกลงกันได้แล้ว คนทั้งสองกลุ่มก็ออกจากเมืองขึ้นเขา
ต่างฝ่ายต่างเว้นระยะห่างกันหลายจั้ง คอยระแวดระวังซึ่งกันและกัน
ภูเขาแม่ทัพเป็นภูเขาร้าง ไม่มีเส้นทางมากมายนัก ปกติก็มีเพียง
นายพรานบางคนขึ้นมาล่าสัตว์
ต้นไม้สูงใหญ่หนาทึบบดบังแสงแดด แม้จะเป็นตอนกลางวัน แต่
ทั้งภูเขาแม่ทัพก็ยังแผ่ความรู้สึกมืดครึ้มวังเวงออกมา
กู้เฉิงขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้นทันที “เงียบเกินไป”
คนอื่นๆ ตะลึงไปชั่วครู่ แล้วก็รู้สึกตัวขึ้นมาทันที จริงด้วย เงียบ
เกินไปจริงๆ
ภูเขาร้างแม้จะไม่มีคน แต่อย่างน้อยก็ต้องมีเสียงนกเสียง
สัตว์เลื้อยคลานหรือแมลงบ้าง
แต่ที่นี่กลับเงียบสงัด ราวกับว่าบนภูเขาแม่ทัพนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ
อยู่เลย
“เสี่ยวอี่ ลองใช้ยันต์หยกมังกรทะยานดู”
เสี่ยวอี่พยักหน้า หยิบยันต์ออกมา แต่เมื่อยันต์ลอยขึ้นไปใน
อากาศ มันกลับลุกไหม้อย่างรวดเร็วดุจลูกศร พุ่งไปยังทิศทางหนึ่ง
แล้วมอดไหม้จนหมดภายในระยะทางไม่กี่จั้ง
คุณชายภูตหวังชวนร่ายอาคม ทันใดนั้นใบหน้าครึ่งซีกของเขา
ก็บิดเบี้ยว เส้นเอ็นและผิวหนังกลายเป็นสีเทาหดตัว ดวงตาข้างหนึ่ง
กลายเป็นสีเทาขุ่นทั้งหมด
เขาชี้ไปยังทิศทางที่ยันต์หยกมังกรทะยานพุ่งไปก่อนหน้านี้
พร้อมกับพูดด้วยน ้าเสียงที่ผิดเพี้ยนอย่างยิ่ง เหมือนเสียงคำรามของ
ภูตผี “ไอเย็น ทิศทางนั้นมีไอเย็นหนาแน่นจริงๆ”
เมื่อทั้งสองฝ่ายยืนยันแล้ว ทุกคนก็รีบมุ่งหน้าไปตามทิศทางนั้น
ทันที เดินไปจนเกือบถึงยอดเขา ก็ปรากฏถ ้าขนาดใหญ่สองแห่งอยู่
ตรงหน้า ไอเย็นพวยพุ่งออกมาไม่หยุดหย่อน ราวกับดวงตาสองข้างที่
ว่างเปล่ากำลังจ้องมองผู้มาเยือนเหล่านี้