จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 38 – หลี่หรูกงและนักพรตพันวิญญาณ
กู้เฉิงเป็นคนที่ค่อนข้างขี้สงสัย ตั้งแต่ที่กลุ่มนักพรตนอกรีต
ปรากฏตัวขึ้นจนถึงตอนนี้ เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
สิ่งที่ผิดปกติที่สุดคือหมอดูเทวดาแห่งเจียงเป่ย เว่ยจวิ้นซ่าน
เมื่อคืนวานกู้เฉิงเคยถามหลิ่วอิ๋งอิ๋งว่าหมอดูเทวดาแห่งเจียงเป่ย
เว่ยจวิ้นซ่านเป็นคนแบบไหน
แม้ว่าคนผู้นี้จะเป็นผู้ฝึกตนอิสระ แต่เขาก็เป็นผู้ฝึกตนอิสระที่
ได้รับการสืบทอดวิชาจากสำนักเต๋าที่ถูกต้อง ตัวเขาเองก็เป็นผู้
บำเพ็ญปราณสายตรง แต่เพราะแทบไม่เคยลงมือเลย หลายคนจึงไม่
รู้ว่าฝีมือของเขาเป็นอย่างไร
แต่ความสามารถในการทำนายของเว่ยจวิ้นซ่านนั้นได้รับการ
ยอมรับจากวงการผู้ฝึกตนทั่วทั้งเจียงเป่ย เขามักจะเข้าออกสำนัก
ใหญ่และตระกูลใหญ่ๆ รวมถึงจวนของขุนนางผู้สูงศักดิ์
สถานะของเขาในเจียงเป่ยนั้นสูงส่งมาก แม้จะเป็นหมอดู แต่เมื่อ
เทียบกับกลุ่มผู้ฝึกตนชั้นต ่าเหล่านี้ เห็นได้ชัดว่าอยู่คนละระดับกัน
ดังนั้นแม้ว่าเว่ยจวิ้นซ่านจะชอบดื่มเหล้าจริงๆ แต่ด้วยสถานะของ
เขา เขาจะไปดื่มเหล้าที่โรงเตี๊ยมที่คนชั้นต ่าอย่างตู้หลานเจียงและคน
อื่นๆ ไปกันได้อย่างไร
แม้ว่าจะเป็นเพราะเหล้าของโรงเตี๊ยมนั้นอร่อยจริงๆ หลังจาก
สร่างเมาแล้ว รู้ว่าตัวเองพูดจาพล่อยๆ ไป พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด ด้วย
เส้นสายและสถานะของเขา เขาจะไม่ส่งมือสังหารมาไล่ฆ่าพวกเขารึ
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการสันนิษฐาน หากเว่ยจวิ้นซ่านเป็นคนใจ
ดีจริงๆ ไม่ทำเรื่องแบบนี้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเข้ามาในภูเขาแม่
ทัพแห่งนี้ก็พิสูจน์แล้วว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ดาวรุ่งดวงใหม่แห่งวงการขุดสุสานเจียงเป่ย หลินจิ่วเอ้อและคน
อื่นๆ ทั้งสามคนได้เข้ามาที่นี่ก่อนพวกเขาแล้ว
ยังมีศพที่สวมชุดเกราะอยู่นอกจวนแม่ทัพ เห็นได้ชัดว่าหลินจิ่
วเอ้อและพวกไม่ใช่กลุ่มแรก ยังมีกลุ่มคนมาก่อนหน้านี้อีก เพียงแต่
ตายกันหมดแล้ว
กลุ่มแรกอาศัยพลังฝีมือบุกเข้าไปตรงๆ แต่ก็ตายกันหมดที่ภูต
หญิงในชุดแดงในจวนแม่ทัพ
กลุ่มที่สองของหลินจิ่วเอ้อและคนอื่นๆ เห็นได้ชัดว่ามีความเป็น
มืออาชีพมากกว่า ไม่ได้เดินไปตามทางของจวนแม่ทัพ แต่ขุดอุโมงค์
เอง อ้อมผ่านดินแดนภูตของจวนแม่ทัพเข้าไป แต่กลับต้องหยุดอยู่
หน้าโลงศพ ขาดอีกเพียงก้าวเดียวก็จะหยิบของได้แล้ว
ส่วนตู้หลานเจียงและคนอื่นๆ เป็นกลุ่มที่สาม หลังจากที่ทาง
ข้างหน้ามีคนบุกเบิกไปแล้วครั้งหนึ่ง ขอเพียงมีคนที่มีชีวิตอยู่มาถึง
ที่นี่ เปิดโลงศพ ก็จะทำให้ค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติทำงาน นำของออก
จากที่นี่ได้
ส่วนสุดท้ายค่ายกลเคลื่อนย้ายมิตินั้นส่งของไปที่ไหน อันนี้ก็ไม่มี
ใครรู้แล้ว
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายมีการเตรียมการมาอย่างดี เขา
ยังรู้ด้วยซ ้าว่าของในโลงศพนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร ดังนั้นจึงได้สร้าง
ค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติที่มีขนาดพอดีกัน
ส่วนการที่กู้เฉิงและคนอื่นๆ เข้ามา น่าจะพูดได้ว่าเป็นเพียง
อุบัติเหตุ
หากพวกเขาเดินช้าไปหน่อย หรือคำสั่งจากเมืองหลวงมาถึงช้า
ไปไม่กี่วัน พวกเขาก็จะไม่ถูกดึงเข้ามาพัวพันกับเรื่องแบบนี้
แน่นอนว่าตอนนี้คิดเรื่องเหล่านี้ไปก็ไม่มีประโยชน์แล้ว หนีเอาตัว
รอดสำคัญที่สุด
ของในโลงศพนั้นถูกอีกฝ่ายเอาไปแล้ว แต่ก็ปล่อยของที่น่ากลัว
อะไรบางอย่างออกมา น่าจะเป็นวิญญาณของหลี่หรูกง
ตอนนี้ศพในโลงศพนั้นกลับลอยอยู่กลางอากาศ แต่ร่างกาย
กลับเริ่มพองขึ้น ราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังจะหลุดออกมาจากข้าง
ใน
เสียงที่ทุ้มต ่าและเกรี้ยวกราดดังออกมาจากข้างใน “นักพรตพัน
วิญญาณ เมื่อก่อนข้าถือว่าเจ้าเป็นเพื่อนสนิท ไม่คิดว่าเจ้าจะหลอก
ข้า
อะไรคือวิชาลับคืนชีพ มันคือการต้องการจะแย่งชิงร่างกายของ
ข้าชัดๆ
แผนการห้าร้อยปีสูญเปล่า วันนี้ข้าทำลายผนึกแล้วจะฆ่าเจ้า ต่อ
ให้เจ้ามีวิญญาณเป็นพันส่วน ข้าก็จะทำให้เจ้าวิญญาณสลาย”
เสียงนี้กับเสียงที่ฆ่าตู้หลานเจียงก่อนหน้านี้เห็นได้ชัดว่าเป็นคน
ละคนกัน ศพนั้นก็เริ่มพองขึ้นอย่างรุนแรงตามเสียงนั้น
ในศพนี้กลับซ่อนวิญญาณไว้สองดวง ดวงหนึ่งคือหลี่หรูกง อีก
ดวงหนึ่ง กลับเป็นนักพรตพันวิญญาณในข้อมูลของหวงพั่งจื่อก่อน
หน้านี้
เสียงที่เป็นของนักพรตพันวิญญาณตะโกนเสียงดัง “หยุดมือ
ร่างกายของเจ้าได้หล่อเลี้ยงพลังชีวิตที่แท้จริงขึ้นมาในช่วงเวลาห้า
ร้อยปีแล้ว ขอเพียงคืนชีพก็จะกลายเป็นกายวิญญาณโดยกำเนิด
เจ้าทำลายร่างกายแล้ว เจ้ากับข้าก็จะเป็นเพียงวิญญาณเร่ร่อน
ข้าวิญญาณสลาย เจ้าก็จะไม่มีหวังที่จะคืนชีพอีกต่อไป”
หลี่หรูกงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ขู่ข้างั้นรึ ข้าเกิดมาเป็นแม่ทัพ
ใหญ่ของแคว้น ตายไปก็เป็นขุนพลภูตผู้ยิ่งใหญ่
ห้าร้อยปีก่อนข้าสามารถตีเมืองยึดดินแดน ทำลายเมืองสังหาร
ศัตรูได้ ห้าร้อยปีต่อมาข้าก็สามารถนำทัพผี บุกยึดเมืองคนตายใน
ยมโลกได้”
“คนโง่ เจ้าคิดว่าการเป็นผู้ฝึกตนสายภูตมันง่ายขนาดนั้นรึไง
หยุดมือ หยุดมือเร็วเข้า อย่างมากที่สุดเจ้ากับข้าก็อยู่ร่วมกันใน
ร่างเดียว ร่างนี้ข้าแบ่งให้เจ้าครึ่งหนึ่ง”
“เจ้ายึดครองร่างกายของข้า ยังจะมาแบ่งให้ข้าครึ่งหนึ่งอีกรึ วันนี้
ข้าจะทำให้เจ้าไม่ได้แม้แต่จะเป็นผี”
หลี่หรูกงคำรามอย่างเกรี้ยวกราด ร่างกายของเขาก็ระเบิดออก
กลายเป็นหมอกโลหิตในทันที
ในขณะเดียวกัน ไอเย็นที่หนาแน่นและรุนแรงก็แผ่กระจายไปทั่ว
วังใต้ดิน พลังกดดันนั้นทำให้นักพรตนอกรีตเหล่านั้นอดไม่ได้ที่จะ
คุกเข่าลงบนพื้นตัวสั่นเทา
คนของหน่วยพิทักษ์ราตรีแม้จะรู้สึกถึงพลังกดดันนั้น แต่พวก
เขาก็ยังพอทนได้
หน่วยพิทักษ์ราตรีทำเรื่องการเชื่อฟังคำสั่งได้ดีทีเดียว อย่างน้อย
คนกลุ่มนี้ในอำเภอหลัวก็มีคุณภาพดี
กู้เฉิงแม้จะเป็นเพียงรักษาการผู้ตรวจการณ์ราตรี ไม่มีบารมีมาก
นัก แต่ด้วยผลงานของเขาตลอดทาง ทุกคนก็เชื่อใจเขา ดังนั้นในชั่ว
พริบตาที่กู้เฉิงตะโกนว่าถอย พวกเขาก็วิ่งออกไปได้ไกลแล้ว จึงไม่
ถูกไอเย็นกระทบ
กลางอากาศมีวิญญาณสองดวงรวมตัวกัน ดวงหนึ่งเหมือนกับ
ร่างกายก่อนหน้านี้ แต่กลับกลายเป็นร่างของแม่ทัพในชุดเกราะ
อีกดวงหนึ่งเป็นร่างของนักพรต แต่ไอเย็นกลับสลายไป แม้แต่
ร่างวิญญาณก็ยังไม่มั่นคง
หลี่หรูกงยื่นมือออกไป กระบี่ยาวทองสัมฤทธิ์ที่เปื้อนเลือดก็
ปรากฏขึ้นจากโลงศพ ถูกเขาถือไว้ในมือ
พร้อมกันนั้นหลี่หรูกงก็กำมือซ้าย นักพรตนอกรีตที่คุกเข่าอยู่
ด้านล่างก็ระเบิดร่าง กลายเป็นหมอกโลหิตถูกเขาดูดเข้าไป รวมเข้า
กับกระบี่ยาวทองสัมฤทธิ์ในมือ ทำให้กระบี่ยาวทองสัมฤทธิ์นั้นส่อง
แสงสีเลือดเจิดจ้า
นักพรตพันวิญญาณตะโกนด้วยเสียงแหลม “หลี่หรูกง หยุดมือ
เจ้าไม่เข้าใจวิชาของผู้ฝึกตนสายภูต ฆ่าข้าแล้วเจ้าก็…”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ กระบี่ยาวในมือของหลี่หรูกงก็ฟันลงมา
ทันที พลังโลหิตที่คำรามส่องสว่างไปทั่ววังใต้ดิน ฉีกร่างวิญญาณ
ของนักพรตพันวิญญาณเป็นชิ้นๆ ในทันที
แผนการห้าร้อยปี วิญญาณของนักพรตพันวิญญาณไม่ได้
หลับใหลอยู่ตลอดเวลา แต่คอยรักษาสภาพร่างกายของหลี่หรูกงให้มี
ชีวิตชีวา รอคอยวันที่จะคืนชีพ
และคนสองกลุ่มก่อนหน้านี้แม้จะไม่ได้เปิดโลงศพ แต่ก็รบกวน
เขา ทำให้เขาต้องใช้พลังส่วนหนึ่งไปสังหารพวกเขา ดังนั้นใน
ท้ายที่สุด พลังของเขาจึงไม่สามารถทะลุผ่านผนึกของโลงศพได้ ทำ
ได้เพียงมองดูตู้หลานเจียงเปิดโลงศพ ปลุกหลี่หรูกงให้ตื่นขึ้น
ตอนนี้พลังวิญญาณของเขาใกล้จะหมดแล้ว แน่นอนว่าไม่
สามารถต้านทานกระบี่ของหลี่หรูกงได้ ถูกทำลายจนวิญญาณสลาย
โดยตรง
แต่หลังจากสังหารนักพรตพันวิญญาณแล้ว ร่างวิญญาณของห
ลี่หรูกงก็เริ่มไม่มั่นคง มีท่าทีว่าจะสลายไป
นักพรตพันวิญญาณแม้จะหลอกหลี่หรูกงมาห้าร้อยปี แต่
ประโยคสุดท้ายเขาไม่ได้หลอกอีกฝ่ายจริงๆ
นั่นคือหลี่หรูกงไม่มีวิชาของผู้ฝึกตนสายภูต เขาแม้จะอยากเป็น
ผี ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำได้
คนตายกลายเป็นผี แต่ผีก็แบ่งเป็นผีโดยกำเนิดและผีโดยสร้าง
ขึ้น
ผีโดยกำเนิดคือคนตายแล้ว เพราะเหตุผลต่างๆ นานา ไอแค้น
สภาพแวดล้อม ของประหลาดต่างๆ กลายเป็นภูตผีปีศาจ สิ่งที่ไม่
สามารถควบคุมได้นี้ คือผีโดยกำเนิด และเป็นชนิดที่มีจำนวนมาก
ที่สุด
แต่ก็มีอีกชนิดหนึ่งคือผู้ฝึกตนจงใจใช้วิธีการต่างๆ กลายเป็น
ภูตผีปีศาจ เรื่องนี้ขัดกับกฎของสวรรค์และโลก หายากอย่างยิ่ง
ดังนั้นจึงต้องใช้วิชาเฉพาะทางเท่านั้น
ตอนนี้หลี่หรูกงจัดอยู่ในประเภทผีโดยสร้างขึ้น แต่เขาไม่มีวิชา
ของผู้ฝึกตนสายภูต ดังนั้นหากเป็นเพียงร่างวิญญาณก็คงอยู่ได้ไม่
นาน
เหลือบมองไป หลี่หรูกงมองไปยังคนของหน่วยพิทักษ์ราตรีที่หนี
ไปยังขอบของวังใต้ดินแล้ว ในดวงตาเผยให้เห็นความกระหายใน
เลือดเนื้อ
ตอนนี้เขาไม่ใช่คนแล้ว แต่เป็นผี
คนมีมนุษยธรรม แต่ผีกลับมีแต่ความยึดติดและความกระหายใน
พลังชีวิตและเลือดเนื้อ
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาที่เย็นเยียบของวิญญาณหลี่หรูกง กู้เฉิงก็
ตวาดเสียงดัง “แยกกันหนี ด้านบนคือยอดเขาแม่ทัพ ทะลายกำแพง
ภูเขาแล้วหนีออกไป
พี่จ้าว พี่หวัง พวกท่านแต่ละคนพาเสี่ยวอี่กับฟางผิงหนีไป
ด้วยกัน”
เสี่ยวอี่กับฟางผิงสองผู้บำเพ็ญปราณร่างกายอ่อนแอ ไม่มีคนพา
ไปด้วย ไม่ต้องพูดถึงการทะลายกำแพงภูเขา เกรงว่าจะถูกวิญญาณ
ตามทันในชั่วพริบตา
ทันใดนั้นหลิ่วอิ๋งอิ๋งก็กระโดดมาอยู่ข้างกู้เฉิง หนีไปพร้อมกับกู้
เฉิง
“เจ้าตามข้ามาทำไม”
หลิ่วอิ๋งอิ๋งพูดอย่างเป็นธรรมชาติ “ผู้บำเพ็ญปราณสองคนนั้นมี
คนคุ้มกัน ข้าเป็นหญิงสาวที่อ่อนแอก็ต้องหาคนคุ้มกันเหมือนกันสิ”
กู้เฉิงเหลือบมองซากศพด้านหลังหลิ่วอิ๋งอิ๋งแวบหนึ่ง ‘ต้าเฮย’
ของนางรูปร่างกำยำ พลังอาจจะมากกว่าหวังฉีเสียอีก ยังต้องการคน
คุ้มกันอีกรึ
นางเพียงแค่เห็นว่ากู้เฉิงฝีมือแข็งแกร่งที่สุด จึงคิดว่าอยู่ข้างเขา
ปลอดภัยที่สุดเท่านั้น
ความคิดเล็กๆ น้อยๆ นี้กู้เฉิงก็ไม่ได้เปิดโปง แต่ตอนนี้เมื่อหลี่หรู
กงเห็นทุกคนแยกกันหนี สายตาของเขาก็พลันจับจ้องไปที่กู้เฉิง
ที่นี่กู้เฉิงไม่ใช่คนที่อยู่ใกล้เขาที่สุด แต่ไม่รู้ว่าทำไม บนตัวของกู้
เฉิงกลับมีบางอย่างที่ดึงดูดเขา
นั่นคือพลังที่เป็นแหล่งเดียวกัน เป็นสัญชาตญาณโดยธรรมชาติ
เขาต้องกินกู้เฉิง
ในวินาทีต่อมา ลมเย็นก็พัดมาทางที่กู้เฉิงอยู่
หลิ่วอิ๋งอิ๋งรู้สึกถึงพลังที่มาจากด้านหลัง นางก็หน้าซีดจนแทบจะ
ร้องไห้
นาง เสียใจแล้ว