จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 39 – สัตย์เลือด
กู้เฉิงเริ่มสงสัยว่าหลังจากที่เขาทะลุมิติมาได้ปลุกคุณสมบัติ
พิเศษอะไรบางอย่างขึ้นมาหรือไม่ เช่น การดึงดูดค่าความเกลียดชัง
ของสิ่งมีชีวิตต่างมิติโดยอัตโนมัติ
การที่ท่านอาหญิงของเขามุ่งร้ายต่อเขาเป็นเพราะเรื่อง
ผลประโยชน์ ซึ่งยังพอสมเหตุสมผล แต่ทำไมวิญญาณของหลี่หรูกง
ถึงต้องมุ่งร้ายต่อเขาด้วย
คนที่ขโมยสุสานของเจ้าก็ไม่ใช่ข้า คนที่เปิดโลงศพของเจ้าก็
ไม่ใช่ข้า ทำไมต้องมาหาเรื่องข้าด้วย
หรือว่าเป็นเพราะก่อนหน้านี้ข้าเข้าใกล้ภูตหญิงในชุดแดงมาก
เกินไป เลยติดกลิ่นอายของนางมา ทำให้หลี่หรูกงเข้าใจผิดว่าเป็นชู้
คิดว่าตัวเองถูกสวมเขาแล้ว
แม้ความคิดเพ้อเจ้อของกู้เฉิงจะไร้สาระ แต่ก็มีความเป็นไปได้อยู่
บ้าง
เพราะผู้ชายก็เป็นแบบนี้ การที่ตัวเองมีอนุภรรยาไม่เป็นไร แต่
กลับทนไม่ได้ที่ภรรยาของตัวเองไปสนิทสนมกับคนอื่น
เมื่อนึกถึงภูตหญิงในชุดแดง กู้เฉิงก็เกิดความคิดที่กล้าบ้าบิ่น
ขึ้นมา เขากลับทิศทางอย่างกะทันหัน วิ่งไปยังทิศทางของจวนแม่ทัพ
เมื่อเห็นทิศทางที่กู้เฉิงวิ่งหนีไป หลิ่วอิ๋งอิ๋งก็วิ่งตามหลังเขาไป
พลางตะโกน “เจ้าบ้าไปแล้วรึ ข้างหลังมีภูตร้ายตนหนึ่ง ข้างหน้าก็ยัง
มีอีกตนหนึ่ง เจ้ารู้สึกว่ามันกินเราสองคนไม่ไหว เลยอยากจะให้มัน
กินคนละตนรึไง”
กู้เฉิงตวาดเสียงต ่า “หุบปาก อยากมีชีวิตรอดก็วิ่งตามข้ามา”
ทางเดินที่มุ่งไปยังจวนแม่ทัพนั้นแคบอย่างยิ่ง แต่นี่เป็นอุปสรรค
สำหรับกู้เฉิงและหลิ่วอิ๋งอิ๋ง สำหรับวิญญาณของหลี่หรูกงกลับเหมือน
ไม่มีอะไรขวางกั้น ลมเย็นค่อยๆ เข้าใกล้ ทั้งสองคนเกือบจะถูกตาม
ทันแล้ว
เมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงทางออกแล้ว หลิ่วอิ๋งอิ๋งก็หอบหายใจอย่าง
หนัก “ข้า ข้าไม่วิ่งแล้ว ชีวิตนี้แล้วแต่ฟ้าลิขิต ตายก็ตาย”
เมื่อเทียบกับนักรบอย่างกู้เฉิงแล้ว สภาพร่างกายของหลิ่วอิ๋งอิ๋ง
นั้นแย่เกินไป
ตอนแรกนางยังสามารถให้ซากศพของนางพานางวิ่งได้ แต่
ต่อมาพลังจิตของนางก็ใกล้จะหมดแล้ว ไม่สามารถขับเคลื่อน
ซากศพได้อีก และหากอาศัยเพียงพละกำลังของตัวเอง เกรงว่าอีก
ไม่กี่ก้าวก็จะถูกภูตร้ายข้างหลังตามทัน
เมื่อหยุดฝีเท้า หลิ่วอิ๋งอิ๋งก็หยิบน ้าเต้าออกมาลูกหนึ่ง พร้อมกับ
กัดนิ้วตัวเอง ใช้เลือดร่ายอาคม
ในวินาทีต่อมา แสงสีเทาขาวก็สว่างวาบขึ้น ซากศพหญิงผมขาว
โพลน หน้าซีดเผือด สวมชุดขาวเปื้อนเลือดก็ปรากฏขึ้นด้านหลัง
หลิ่วอิ๋งอิ๋ง
นี่คือซากศพประจำตัวของนาง
วิชาลับการหลอมซากศพของสายวิชาคนคุมศพแห่งเซียงซีตาม
ทฤษฎีแล้วสามารถควบคุมซากศพได้นับไม่ถ้วน แน่นอนว่าเงื่อนไข
คือพลังจิตของเจ้าต้องเพียงพอ
แต่ซากศพประจำตัวคนหนึ่งจะมีได้เพียงตัวเดียวเท่านั้น หล่อ
เลี้ยงด้วยเลือดในใจ นี่คือไพ่ตายสุดท้ายของพวกเขา
ซากศพประจำตัวของหลิ่วอิ๋งอิ๋งได้รับความเสียหายก่อนหน้านี้
เดิมทีไม่ควรนำออกมาใช้ เพราะจะทำให้ซากศพประจำตัวเสียหาย
หนักขึ้นไปอีก แต่ตอนนี้นางก็ไม่สนใจอะไรแล้ว
เมื่อหลิ่วอิ๋งอิ๋งร่ายอาคม ผมยาวสีเทาขาวของซากศพประจำตัวก็
ห่อหุ้มนางไว้ในทันที ราวกับรังไหมขนาดยักษ์
ลมเย็นด้านหลังพัดมาถึงแล้ว ในขณะที่หลิ่วอิ๋งอิ๋งกำลังตึงเครียด
อย่างยิ่ง ไม่รู้ว่าซากศพประจำตัวของนางจะสามารถต้านทาน
วิญญาณของหลี่หรูกงได้หรือไม่ ลมเย็นนั้นกลับพัดผ่านนางไป
โดยตรง ไม่มีการหยุดแม้แต่น้อย พุ่งตรงไปยังกู้เฉิง
การค้นพบนี้ทำให้หลิ่วอิ๋งอิ๋งแทบจะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง
การที่นางทุ่มเทเลือดในใจเพื่อใช้ซากศพประจำตัว ดูเหมือนว่า
จะสูญเปล่าแล้วรึ
ส่วนทางด้านกู้เฉิงนั้นได้วิ่งออกจากทางเดินแล้ว ประตูหลังของ
จวนแม่ทัพอยู่ตรงหน้าแล้ว
ในขณะเดียวกัน วิญญาณของหลี่หรูกงก็ปรากฏขึ้นด้านหลังกู้
เฉิงห่างออกไปหลายสิบจั้ง ไอเย็นมหาศาลราวกับวังวนพร้อมพลังดูด
อันรุนแรงพุ่งเข้ามา แม้จะอยู่ห่างกันขนาดนี้ ก็ยังทำให้ความเร็วของกู้
เฉิงช้าลง
ทันใดนั้นกู้เฉิงก็ตะโกนไปยังจวนแม่ทัพ “ท่านหญิง ข้าพาไอ้สาร
เลวหลี่หรูกงที่เนรคุณ ทอดทิ้งภรรยาเก่ามาให้แล้ว”
ไอเย็นอันบ้าคลั่งในจวนแม่ทัพพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าในทันที เสียงที่
เต็มไปด้วยความแค้นอันไร้ที่สิ้นสุดของภูตหญิงในชุดแดงดังก้องไป
ทั่ววังใต้ดิน
“หลี่หรูกง เจ้าทำร้ายข้ามาทั้งชีวิต วันนี้ต่อให้ต้องวิญญาณ
สลาย ข้าก็จะทำให้เจ้าไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดชั่วนิรันดร์”
ท่ามกลางไอเย็นอันไร้ขอบเขต ภูตหญิงในชุดแดงเหยียบอากาศ
มา พลังอำนาจแข็งแกร่งกว่าตอนที่อยู่ในจวนแม่ทัพเป็นสิบเป็นร้อย
เท่า
สีหน้าของวิญญาณหลี่หรูกงเปลี่ยนไป “เสวี่ยเอ๋อร์ ทำไมเจ้าถึง
กลายเป็นแบบนี้ไปได้
เรื่องเมื่อห้าร้อยปีก่อนเป็นข้าที่ผิด ตอนนี้คนอื่นก็ตายหมดแล้ว
เหลือเพียงเจ้ากับข้าที่เป็นวิญญาณเร่ร่อน
เจ้าหลีกทางก่อน ให้ข้ากลืนกินเจ้าหนุ่มนั่น ข้ารู้สึกได้ว่าขอ
เพียงข้ากลืนกินเขา ก็จะสามารถทำให้วิญญาณมั่นคงได้
ห้าร้อยปีก่อนเราเป็นสามีภรรยา ห้าร้อยปีต่อมาเราก็สามารถอยู่
เคียงข้างกันในยมโลกได้”
ตอนนี้กู้เฉิงเข้าใจแล้วว่าทำไมตอนนั้นหลี่หรูกงที่เป็นเพียงคนใน
ยุทธภพชั้นต ่าถึงได้แต่งงานกับลูกสาวตระกูลใหญ่ได้
คำพูดหวานๆ ของอีกฝ่ายไม่เพียงแต่จะหลอกคนได้ ยังกล้าไป
หลอกผีอีก
น่าเสียดายที่หลี่หรูกงคำนวณผิดไปอย่างหนึ่ง นั่นคือภูตหญิงใน
ชุดแดงตนนี้กับเขาไม่เหมือนกัน
หลี่หรูกงเป็นผีโดยสร้างขึ้น ดังนั้นเขายังคงรักษาสติปัญญาของ
มนุษย์ไว้ได้ส่วนใหญ่ ความคิดต่างๆ ก็เหมือนกับเมื่อห้าร้อยปีก่อน
แต่ภูตหญิงในชุดแดงตนนี้เป็นผีโดยกำเนิด ตอนตายก็ตายด้วย
ความแค้นและความยึดติดอันยิ่งใหญ่ มีความเป็นผีอย่างลึกซึ้ง
และความยึดติดของนางคืออะไร ก็คือหลี่หรูกง
เมื่อได้ยินดังนั้นภูตหญิงในชุดแดงก็หัวเราะอย่างแหลมคม “เจ้า
ทำร้ายข้ามาห้าร้อยปี ยังจะมาหลอกข้าอีกรึ
อยู่เคียงข้างกันในยมโลกรึ ไปอยู่กับนางจิ้งจอกน้อยนั่นเถอะ
หลังจากเจ้าตาย ข้าได้เชิญผู้ฝึกตนสายมารมา เฉือนนังสารเลว
นั่นเป็นพันๆ ชิ้น เอาศพไปแขวนกลับหัวฝังไว้ในห้าดินแดนต้องห้าม
ให้นางวิญญาณสลาย ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด ไม่ได้แม้แต่จะเป็นผี
วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าวิญญาณสลาย ไปอยู่กับนังสารเลวนั่น
ด้วยกันเถอะ”
ไอเย็นมหาศาลห่อหุ้มรอบกายของภูตหญิงในชุดแดง ร่างทั้งร่าง
ของนางกลายเป็นวังวนขนาดยักษ์ ห่อหุ้มหลี่หรูกงไว้ข้างใน
“นังบ้า เจ้าไม่สนใจอะไรแล้วจริงๆ รึ”
หลี่หรูกงที่ถูกห่อหุ้มอยู่ข้างในตวาดอย่างเกรี้ยวกราด กู้เฉิงยัง
พอจะมองเห็นแสงกระบี่สีแดงฉานส่องออกมาได้ลางๆ
ก่อนหน้านี้ตอนที่ไล่ล่าคนทรยศของลัทธิหลัว กายไร้ขีดจำกัด
และวิชาเคลื่อนย้ายมหาศาลที่อีกฝ่ายแสดงออกมาในสายตาของกู้
เฉิงก็นับว่าอัศจรรย์มากแล้ว
ส่วนการต่อสู้อย่างดุเดือดของภูตสองตนนี้ในกลางอากาศ พลัง
ที่ปะทุออกมาในสายตาของคนระดับกู้เฉิงแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับการ
ต่อสู้ของเซียนเลย
ภายในวังใต้ดินที่มืดมิด ไอภูตอันไร้ที่สิ้นสุดคำรามก้อง ฉีก
กระชากซึ่งกันและกัน
แม้แต่จวนแม่ทัพด้านล่างก็ยังถูกผลกระทบจนพังทลาย
วิญญาณและภูตต่างๆ ในจวนแม่ทัพล้วนเกิดขึ้นจากดินแดนภูต
ของภูตหญิงในชุดแดง ดังนั้นพวกเขาแม้จะอยากหนีก็หนีไม่พ้น
กู้เฉิงหลบอยู่ตรงขอบคอยสังเกตการณ์อย่างระมัดระวัง ตอนนี้
ดินแดนภูตยังอยู่ เขาอยากจะไปก็ไปไม่ได้ ทำได้เพียงพยายามไม่ให้
พลังอันรุนแรงจากการต่อสู้ของภูตสองตนทำร้ายตัวเอง
ท่ามกลางไอเย็นมหาศาลที่ห่อหุ้มอยู่ กู้เฉิงก็มองไม่เห็นว่าคน
สองคนต่อสู้กันเป็นอย่างไร
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ ท่ามกลางไอเย็นที่ห่อหุ้มอยู่ ก็มีเสียง
คำรามแหลมคมของภูตหญิงในชุดแดงดังออกมา
“หลี่หรูกง”
สามคำนี้ราวกับเจือปนด้วยความเศร้าโศกและความเกลียดชัง
อันไร้ที่สิ้นสุด ปะทุออกมาในชั่วพริบตา ก่อตัวเป็นพายุไอเย็นขนาด
ยักษ์ ระเบิดออกอย่างรุนแรง
พลังอันรุนแรงสั่นสะเทือนจนหัวของกู้เฉิงดังเสียงหึ่งๆ ไม่รู้ว่าผ่าน
ไปนานเท่าไหร่ เมื่อกู้เฉิงลืมตาขึ้นอีกครั้ง ตรงหน้าก็ไม่มีอะไรแล้ว
จวนแม่ทัพหายไปแล้ว ไอภูตข้างในก็วิญญาณสลายไปหมดแล้ว
ภูตหญิงในชุดแดงก็หายไปแล้ว วิญญาณของหลี่หรูกงก็เช่นกัน
ตายไปพร้อมกันแล้วรึ
กู้เฉิงอดทนต่อความอยากที่จะเข้าไปตรวจสอบ รออยู่ที่เดิมอีก
ครึ่งชั่วยาม พบว่าพื้นที่ที่จวนแม่ทัพเคยตั้งอยู่ถูกทำลายจนราบเป็น
หน้ากลองแล้ว ไม่มีเสียงเคลื่อนไหวใดๆ เขาถึงได้เดินเข้าไป
ตรวจสอบ
ใจกลางของการต่อสู้ของภูตสองตนถูกไอเย็นอันรุนแรงระเบิด
จนเกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ขึ้นมา สีหน้าของกู้เฉิงเปลี่ยนไป เขา
กระโดดลงไปในหลุมนั้นทันที หยิบของสองอย่างที่ยังไม่ถูกทำลาย
ออกมา
ของชิ้นหนึ่งในนั้นคือกระบี่ยาวทองสัมฤทธิ์ที่หลี่หรูกงใช้ก่อน
หน้านี้
นี่คือกระบี่คู่กายของหลี่หรูกง แม้จะกลายเป็นผีแล้ว เขาก็ยังหยิบ
กระบี่เล่มนี้มาไว้ข้างกายเป็นอันดับแรก แสดงให้เห็นถึงความสำคัญ
ของกระบี่เล่มนี้
น่าเสียดายที่กระบี่เล่มนี้ดูเหมือนจะได้รับความเสียหายในการ
ต่อสู้เมื่อครู่ บนตัวกระบี่มีรอยร้าวเล็กๆ อยู่ ไม่รู้ว่าจะซ่อมแซมได้
หรือไม่
กู้เฉิงตรวจสอบอย่างละเอียด บนด้ามกระบี่ยังมีอักษรจ้วนเล็กๆ
สองตัวสลักไว้ว่า ‘ห้วงโลหิต’ นี่น่าจะเป็นชื่อของกระบี่เล่มนั้น
ส่วนสิ่งที่ทำให้กู้เฉิงสนใจจริงๆ คือของอีกอย่างหนึ่ง
นั่นคือม้วนหนัง ไม่รู้ว่าทำมาจากหนังอะไร ตัวอักษรบนนั้นก็เป็น
สีดำแดง ราวกับเขียนด้วยเลือด
ของสิ่งนี้กู้เฉิงคุ้นเคยเป็นอย่างดี มันเป็นของชนิดเดียวกับธนู
ปีศาจเย่หลัวที่เขาได้มาจากคนทรยศของลัทธิหลัวก่อนหน้านี้
เมื่อเปิดดู ข้างในเป็นเคล็ดวิชา พูดให้ถูกมันก็ไม่เชิงเป็นเคล็ด
วิชา แต่กู้เฉิงก็ไม่รู้ว่าจะเรียกมันว่าอะไรดี หรือจะพูดว่ามันเหมือนกับ
ธนูปีศาจเย่หลัว เป็นอิทธิฤทธิ์อย่างหนึ่ง
อิทธิฤทธิ์นี้มีชื่อว่าสัตย์เลือด สัตย์เลือดเป็นพันธะ สัญญาแห่ง
ชีวิตและความตาย
เมื่อใช้สัตย์เลือด จะต้องเชื่อมโยงกับพลังโลหิต ราวกับทำ
สัญญาแห่งชีวิตและความตายกับพลังโลหิต สามารถดึงพลังโลหิต
ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ เปลี่ยนแปลงได้ตามใจชอบ
ที่สำคัญที่สุดคือสัตย์เลือดไม่เพียงแต่จะสามารถดึงพลังโลหิต
ของตัวเองออกมาใช้ได้ หากเจ้าสามารถใช้สัตย์เลือดทำร้ายศัตรูได้
ก็สามารถดึงพลังโลหิตของอีกฝ่ายออกมาใช้ได้เช่นกัน แถมยัง
สามารถคืนกลับมาสู่ตัวเองได้อีกด้วย
ในตอนนี้กู้เฉิงมั่นใจแล้วว่า สัตย์เลือดนี้เป็นเคล็ดวิชาของหลี่หรู
กงอย่างแน่นอน และยังเป็นไพ่ตายอีกด้วย
เพียงแค่ดูคำอธิบายง่ายๆ กู้เฉิงก็สามารถจินตนาการได้ว่า สัตย์
เลือดนี้ในการต่อสู้แบบกองทัพ จะสามารถแสดงพลังออกมาได้มาก
ขนาดไหน
เป็นการยิ่งฆ่ายิ่งแข็งแกร่ง ศัตรูเลือดไหลมากเท่าไหร่ พลังของ
สัตย์เลือดก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น
ที่ท้ายสุดของสัตย์เลือดก็มีอักษรเล็กๆ แถวหนึ่งทิ้งไว้เช่นกัน
หนึ่งใน 72 อิทธิฤทธิ์แห่งภูเขาอวี่ฮว่า ทะเลกุยซวี
กู้เฉิงหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วก็เก็บมันเข้าอกอย่างเงียบๆ
หากจะบอกว่าตอนที่ได้ธนูปีศาจเย่หลัวมา กู้เฉิงยังคิดว่ามันเป็น
เพียงของวิเศษอย่างหนึ่งของลัทธิหลัว แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า 72
อิทธิฤทธิ์นี้จะมีความไม่ธรรมดาอยู่บ้าง
ไม่ใช่เคล็ดวิชาแต่กลับเหนือกว่าเคล็ดวิชา ราวกับเป็นระบบของ
ตัวเอง
คุณสมบัติของธนูปีศาจเย่หลัวนั้นออกไปทางวิชาลับสายมาร
ส่วนสัตย์เลือดนี้ออกไปทางวิชายุทธ์ แต่มันก็ไม่ใช่แค่วิชาลับสายมาร
และเคล็ดวิชาธรรมดา
และกู้เฉิงก็พลันนึกขึ้นได้ว่า ของที่ถูกส่งออกไปด้วยค่ายกล
เคลื่อนย้ายมิติก่อนหน้านี้ ขนาดของมันก็ดูจะเท่าๆ กับม้วนหนังที่
บันทึก 72 อิทธิฤทธิ์นี้
แต่ตอนนั้นในวังใต้ดินมืดเกินไป กู้เฉิงก็อยู่ไกล เลยไม่กล้า
ยืนยัน
แต่กู้เฉิงคาดเดาว่า นักพรตพันวิญญาณคนนั้นอาจจะเป็นหนึ่ง
ในผู้ครอบครอง 72 อิทธิฤทธิ์เช่นกัน คนสามกลุ่มที่มาก่อนหน้านี้
อาจจะมาเพื่อ 72 อิทธิฤทธิ์ในมือของนักพรตพันวิญญาณ
เรื่องของภูเขาแม่ทัพจากง่ายกลายเป็นซับซ้อน ด้วยพลังและ
สถานะของกู้เฉิงในตอนนี้คิดไปก็เท่านั้น ไม่กล้าที่จะคิดมากไปกว่านี้
ตรวจสอบรอบๆ ไม่พบอะไรอื่น กู้เฉิงก็หยิบกระบี่ห้วงโลหิตขึ้นมา
แล้วเดินกลับไปทางด้านหลัง