จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 41 – ต้นสายปลายเหตุ
บนภูเขาอวี้จิง เมื่อเว่ยจวิ้นซ่านปีนขึ้นไปถึงยอดเขาอย่างหอบ
เหนื่อย นักพรตคนหนึ่งก็ยืนรอเขาอยู่ที่นั่นแล้ว
นักพรตผู้นั้นรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหมดจด มีหนวดเครายาว
สามเส้น สวมชุดนักพรตสีแดงเพลิง ในมือถือแส้ปัดฝุ่น ท่าทางราว
กับเซียน
ท่านนี้คือหนึ่งในห้าราชครูแห่งต้าเฉียนในยุคนี้ นักพรตอวี้จิง
เฝิงไท่ซู่ เพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก เขาก็ดูดีกว่าเว่ยจวิ้นซ่านไม่รู้กี่
เท่า
เว่ยจวิ้นซ่านเห็นเฝิงไท่ซู่ยืนรออยู่ที่นี่ เขาก็ทำหน้าเศร้า “ท่าน
นักพรต ในเมื่อท่านก็รู้ว่าข้ามาแล้ว ทำไมไม่ดึงข้าขึ้นมาหน่อยล่ะ”
เฝิงไท่ซู่ขมวดคิ้ว “เจ้าอ้วนเป็นหมูตอนแล้วนะ ถึงผู้บำเพ็ญ
ปราณจะไม่ฝึกฝนร่างกาย เจ้าก็ใช้ปราณกล้าชำระล้างร่างกาย
หน่อยไม่ได้รึไง”
เว่ยจวิ้นซ่านลูบท้องที่อ้วนกลมของตัวเอง “เนื้อก้อนนี้ข้าอุตส่าห์
เลี้ยงมากับมือ ลดไม่ได้ ลดแล้วจะส่งผลต่อบุญวาสนา”
“ทฤษฎีเบี่ยงเบน”
เฝิงไท่ซู่ขมวดคิ้ว “ของได้มารึยัง”
เว่ยจวิ้นซ่านรีบนำม้วนหนังในอกเสื้อออกมามอบให้เฝิงไท่ซู่
อย่างกับถวายของวิเศษ มันคือม้วนหนังที่ถูกส่งมาจากในโลงศพ
นั่นเอง
“ท่านราชครูคาดการณ์แม่นยำดุจเทพ ข้าไม่คิดเลยจริงๆ ว่าแค่
แกล้งเมาแล้วพูดไปไม่กี่คำ ล่อนักพรตนอกรีตชั้นต ่าบางคนไป ก็จะ
สามารถได้ของมา
แต่ของสิ่งนี้อัศจรรย์ถึงขนาดที่สามารถทำให้คนตายฟื้นคืนชีพ
ได้จริงๆ รึ”
เฝิงไท่ซู่ยิ้มอย่างมีความหมาย “เจ้าเปิดดูแล้วรึ”
เว่ยจวิ้นซ่านรีบปฏิเสธ “ไม่กล้า ไม่กล้า”
เฝิงไท่ซู่โบกมือ “ดูก็ไม่เป็นไร ของสิ่งนี้ต่อให้เจ้าดูก็ไม่กล้าฝึก
วิชาสายวิญญาณข้าเดาว่าเจ้าก็ไม่กล้าไปยุ่ง
การทำให้คนตายฟื้นคืนชีพที่ว่านั่นเป็นเรื่องไร้สาระทั้งเพ เป็น
เรื่องที่นักพรตพันวิญญาณหลอกหลี่หรูกงเมื่อห้าร้อยปีก่อน
หลี่หรูกงในเมื่อห้าร้อยปีก่อนเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ของแคว้น มี
อำนาจวาสนาสูงส่ง ก็นับว่าเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่ง แต่ท้ายที่สุดก็มี
พื้นเพต ่าเกินไป ความทะเยอทะยานใหญ่เกินตัว สมองตามไม่ทัน
ฝีมือ
ฝีมือจะแข็งแกร่งแค่ไหนก็เป็นแค่นักรบคนหนึ่ง ถูกนักพรตพัน
วิญญาณหลอกด้วยคำพูดที่ว่าตายแล้วฟื้นคืนชีพ เวียนว่ายตายเกิด
นับพันชาติจนหัวหมุน
ขอบเขตของความเป็นความตาย แม้แต่ผู้ที่อยู่ในจุดสูงสุดใน
ตำนานก็ยังไม่สามารถทำลายได้ เขาจะทำได้อย่างไร
สิ่งที่นักพรตพันวิญญาณเชี่ยวชาญจริงๆ คือหนึ่งใน 72
อิทธิฤทธิ์แห่งภูเขาอวี่ฮว่า ทะเลกุยซวี นั่นคือชักนำวิญญาณเทวะ
สละร่างกายเพื่อสร้างวิญญาณ สามารถดึงพลังของวิญญาณออกมา
ใช้ได้อย่างเต็มที่
เพียงแต่ว่าการบรรลุวิถีแห่งวิญญาณไม่ใช่การบรรลุที่แท้จริง
นักพรตพันวิญญาณสละร่างกายไปแล้วแต่ก็ยังต้องการร่างกายที่
สมบูรณ์แบบกว่าเดิม
ดังนั้นเมื่อห้าร้อยปีก่อน เขาจึงได้วางแผนหลอกหลี่หรูกง
ต้องการใช้เวลาห้าร้อยปีในการหล่อเลี้ยงร่างกายที่สมบูรณ์แบบ
ขึ้นมา ทำให้นักพรตพันวิญญาณกลายเป็นแม่ทัพพันวิญญาณ
หลอมรวมกายและวิญญาณ ฝึกฝนทั้งกายและวิญญาณ นั่นถึงจะ
เป็นการบรรลุที่แท้จริง
น่าเสียดาย เขายังโหดเหี้ยมไม่พอ หากตอนนั้นเขาฆ่าล้างโคตร
ช่างฝีมือที่สร้างสุสานรวมถึงเพื่อนฝูงทั้งหมด บางทีเรื่องนี้อาจจะไม่มี
วันแพร่งพรายออกไปก็ได้”
เว่ยจวิ้นซ่านพยักหน้า แล้วถามขึ้นทันที “ท่านราชครู 72
อิทธิฤทธิ์แห่งภูเขาอวี่ฮว่าแข็งแกร่งถึงเพียงนั้นเชียวรึ
แต่ข้าได้ยินมาว่า ในอดีต 72 มหาปราชญ์แห่งภูเขาอวี่ฮว่า ล้วน
เป็นคนบ้าทั้งนั้น”
เฝิงไท่ซู่หัวเราะเสียงดังสองครั้ง “อะไรคือมหาปราชญ์ ผู้ที่
สามารถทำในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ นั่นแหละคือมหาปราชญ์
ในอดีต 72 ท่านแห่งภูเขาอวี่ฮว่า มีทั้งคน ผี ปีศาจมารวมตัวกัน
แลกเปลี่ยนเคล็ดวิชาซึ่งกันและกัน ผสมผสานกัน เป็นข้อห้ามใหญ่
ของโลก
แต่พวกเขาก็ได้สร้าง 72 อิทธิฤทธิ์ที่น่าตกตะลึงขึ้นมาจริงๆ
แยกตัวออกจากวิชายุทธ์และการบำเพ็ญปราณ ความอัศจรรย์ของ
มันแทบไม่มีใครในยุคหลังสามารถเทียบได้
การมีอยู่เช่นนี้ เจ้าจะบอกว่าพวกเขาเป็นคนบ้าก็ได้ บอกว่าเป็น
มหาปราชญ์ก็ได้
ห้าพันปีมานี้ 72 อิทธิฤทธิ์แพร่กระจายไปในยุทธภพ ไม่รู้ว่ามีผู้
สืบทอดกี่คน
ใครๆ ก็รู้ว่ามันถูกสร้างขึ้นโดยคนบ้า แม้แต่ใน 72 อิทธิฤทธิ์ มี
กว่าครึ่งที่อันตรายและชั่วร้ายอย่างยิ่ง แต่ก็ยังมีคนฝึกฝนอย่างไม่
ลดละ ทำไมรึ เพราะมันสามารถนำมาซึ่งพลัง
ต่อหน้าพลัง คนบ้ากับมหาปราชญ์ สำคัญด้วยรึ”
เว่ยจวิ้นซ่านส่ายหน้า เขาไม่ใช่คนบ้า มหาปราชญ์ยิ่งเป็นสิ่งที่
เขาเอื้อมไม่ถึง เขาจะไปรู้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร
“จริงสิ ท่านราชครู ก่อนหน้านี้ตอนที่กลุ่มนักพรตนอกรีตเข้าไป
ในภูเขาแม่ทัพ ข้าเคยทำนายเกี่ยวกับเรื่องเคล็ดวิชา
แต่ผลลัพธ์ทำไมถึงออกมาเป็นสองเคล็ดวิชา หรือว่าบนตัว
นักพรตพันวิญญาณยังมีอิทธิฤทธิ์อีกอย่างหนึ่ง”
เฝิงไท่ซู่ส่ายหน้า “ไม่มีแล้ว ตามข้อมูลของข้า เขาเป็นเพียงผู้สืบ
ทอดของอิทธิฤทธิ์ชักนำวิญญาณเทวะนี้เท่านั้น ที่เจ้าทำนายออกมา
น่าจะเป็นเคล็ดวิชาของหลี่หรูกง อันนั้นไม่สำคัญ
ตอนที่ทำนาย เจ้ายังคงใช้สิ่งของในการทำนายอยู่ใช่หรือไม่
หลายปีมานี้ เจ้าก็ควรจะพัฒนาขึ้นบ้างแล้ว”
แม้เว่ยจวิ้นซ่านจะรู้สึกว่าการทำนายของเขาไม่มีปัญหา แต่เขาก็
รู้ดีว่าคนที่อยู่ตรงหน้านี้เป็นคนระดับไหน
เฝิงไท่ซู่แม้จะไม่ได้มีชื่อเสียงในยุทธภพด้วยวิชาทำนาย แต่
ความสามารถในวิชาทำนายของเขานั้นเหนือกว่าตัวเองหลายขุม
เว่ยจวิ้นซ่านรีบฉวยโอกาสถาม “ข้าก็อยากจะพัฒนา แต่ไม่มี
โอกาสนี่นา นี่ไม่ใช่ว่ากำลังอยากจะขอให้ท่านราชครูชี้แนะสักหน่อย
รึไง”
ความคิดเล็กๆ น้อยๆ ของเขาย่อมไม่สามารถซ่อนเร้นจากเฝิงไท่
ซู่ได้
เขามองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มที่มีความหมาย แล้วพูดเรียบๆ “วิชา
ทำนายของข้ากับของเจ้ามันคนละสายกันเลย อยากจะชี้แนะเจ้าก็
เรียนไม่ได้
เจ้าทำนายคนหรือสิ่งของ แต่ข้าทำนายชะตา ชะตาฟ้า
คนสู้ฟ้าไม่ได้ สู้ชะตาไม่ได้ ชะตาฟ้าให้เจ้าตาย เจ้าก็อยู่ไม่ได้
เพื่อชักนำวิญญาณเทวะนี้ ข้าส่งคนเข้าไปสองกลุ่ม
ยอดฝีมือของข้ายังไม่ทันจะแตะถึงขอบสุสานก็ต้องมาตายอยู่ที่นี่
หลินจิ่วเอ้อและสามคนนั้นแม้จะมีชื่อเสียงในวงการขุดสุสาน แต่ก็
ล้มเหลว
ข้ากล้าพูดเลยว่า หากข้าส่งคนเข้าไปเป็นครั้งที่สาม ต่อให้สั่ง
การอย่างละเอียดแค่ไหน ให้ของวิเศษไปมากแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์
แต่เจ้าเปิดเผยข่าวออกไปโดยไม่ตั้งใจ ดึงดูดนักพรตชั้นต ่าบาง
คนเข้าไป แต่กลับได้ชักนำวิญญาณเทวะมา นี่ไม่ใช่ชะตาแล้วคือ
อะไร
ชะตากำหนดไว้แล้วว่าข้า ‘ลงมือ’ เองจะไม่ได้ของสิ่งนี้ ดังนั้นข้า
จึงทำตามชะตาฟ้า ข้าไม่ลงมือ ให้คนอื่นลงมือโดยไม่ตั้งใจ
เจ้าสามารถขโมยฟ้าเปลี่ยนชะตาได้ แต่ไม่สามารถสู้กับฟ้าชิง
ชะตาได้”
เว่ยจวิ้นซ่านพยักหน้าอย่างเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ต่อมาเขา
ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ รีบพูดว่า “ท่านราชครู ครั้งนี้เกิด
อุบัติเหตุเล็กน้อย นอกจากกลุ่มนักพรตนอกรีตแล้ว ยังมีคนของ
หน่วยพิทักษ์ราตรีเข้าไปด้วย และยังรอดชีวิตออกมาได้ทุกคน”
เฝิงไท่ซู่ขมวดคิ้ว “หน่วยพิทักษ์ราตรีรึ เป็นหน่วยพิทักษ์ราตรี
ของแคว้นตงหลินรึ”
“ใช่ เป็นคนของหน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองเหอหยาง สังกัดแคว้นตง
หลิน”
คิ้วของเฝิงไท่ซู่คลายออก โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ในเมื่อเป็นคน
ของแคว้นตงหลิน ก็จัดการง่ายแล้ว ไม่ต้องกังวล พวกเขาสืบมาไม่ถึง
ตัวเจ้า ยิ่งสืบมาไม่ถึงตัวข้า
ขอเพียงส่งข่าวไปถึงมือผู้บัญชาการปราบปรามแคว้นตงหลิน
เขาก็จะทำลายข่าวทิ้งไปเอง”
“ทำไมรึ”
มุมปากของเฝิงไท่ซู่เผยรอยยิ้มที่คล้ายจะเยาะเย้ย “เพราะเขาขี้
ขลาดไงล่ะ
ลองนับดูผู้บัญชาการปราบปรามของหน่วยพิทักษ์ราตรีทุก
แคว้นทั่วทั้งต้าเฉียน เจ้าอาจจะหาคนที่ขี้ขลาดกว่าเขาไม่ได้อีกแล้ว
เรื่องยุ่งยากและอุบัติเหตุใดๆ ที่ไปถึงมือเขา ขอเพียงสามารถปิด
ข่าวได้ เขาก็จะไม่เปิดโปงออกไปเด็ดขาด”
เว่ยจวิ้นซ่านเลิกคิ้ว “ที่แท้ก็เป็นเต่าหดหัว”
“หดหัวก็หดหัว แต่ไม่ใช่เต่า
เจ้าเคยเห็นเต่าตัวไหนสามารถดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการ
ปราบปรามในแคว้นตงหลินซึ่งเป็นใจกลางของจงหยวน สิบกว่าปีมา
นี้ไม่เคยเกิดข้อผิดพลาดเลยรึไง”
เฝิงไท่ซู่โบกมือ “เอาล่ะ อย่าพูดไร้สาระแล้ว ครั้งนี้เจ้าทำได้ดี
มาก ตามข้ามา ข้าจะช่วยให้เจ้าได้เข้าไปฝึกตนในถ ้าสวรรค์มายา
วิญญาณ”
เว่ยจวิ้นซ่านได้ยินดังนั้นก็ยิ้มหน้าบานทันที
ดื่มเหล้าสักมื้อ พูดจาเมามายไปประโยคเดียวก็สามารถแลกกับ
สิทธิ์ในการเข้าไปฝึกตนในถ ้าสวรรค์มายาวิญญาณได้ ธุรกิจครั้งนี้
เว่ยจวิ้นซ่านรู้สึกว่าเป็นครั้งที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิตของเขา
แผนการต่างๆ ของผู้ยิ่งใหญ่ในเมืองหลวงกู้เฉิงแม้จะเดาได้บ้าง
แต่รายละเอียดที่แน่นอนเขาย่อมไม่รู้
ดังนั้นเขาจึงเขียนทุกสิ่งที่เขาเห็นและได้ยินลงไป ยกเว้นเรื่อง
เกี่ยวกับสัตย์เลือดใน 72 อิทธิฤทธิ์
แม้หน่วยพิทักษ์ราตรีจะบอกว่า ของที่ได้มานอกเหนือจาก
ภารกิจจะเก็บไว้เองหรือส่งมอบแลกคะแนนผลงานก็ได้ตามใจชอบ
แต่ 72 อิทธิฤทธิ์แห่งภูเขาอวี่ฮว่านี้กลับเกี่ยวข้องกับบุคคลในระดับที่
สูงกว่า
กู้เฉิงก็ไม่กล้ายืนยันว่า อีกฝ่ายต้องการเพียงอิทธิฤทธิ์ในมือของ
นักพรตพันวิญญาณ หรือต้องการสัตย์เลือดด้วย อย่างไรเสียก็ควร
จะทำตัวเงียบๆ ไว้จะดีกว่า
หลังจากแจ้งให้ทหารเกราะนิลคนอื่นๆ ในหน่วยพิทักษ์ราตรี
อำเภอหลัวทราบแล้ว กู้เฉิงก็พาจ้าวซิงหมิงและคนอื่นๆ มาที่เมืองเห
อหยาง พบเมิ่งหานถังและชุยจื่อเจี๋ย ยื่นเอกสารที่เขียนรายละเอียด
ของเรื่องราวทั้งหมดให้
หลังจากอ่านจบ ใบหน้าของชุยจื่อเจี๋ยก็เผยรอยยิ้มออกมา มอง
ไปยังเมิ่งหานถังแล้วพูดว่า “ตอนนั้นข้ายัดเจ้ากู้เฉิงนี่ให้เจ้า เจ้ายังไม่
เต็มใจเลย ตอนนี้เป็นไงล่ะ เป็นคนมีความสามารถใช่ไหม
เรื่องภูเขาแม่ทัพนี้ หากเปลี่ยนเป็นเจ้าเกรงว่าจะทำได้ไม่ดีเท่านี้
แน่นอนว่าด้วยนิสัยของเจ้า อาจจะไม่ให้โอกาสนักพรตนอกรีต
พวกนั้นเข้าไปในสุสานแม่ทัพเลยด้วยซ ้า ยิ่งไม่ร่วมมือกับพวกเขา
แล้วใหญ่”
เมิ่งหานถังค่อยๆ ส่ายหน้า “หากกู้เฉิงมีฝีมือระดับข้า เขาก็จะไม่
ร่วมมือกับนักพรตนอกรีตพวกนั้นแน่นอน
คนคนนี้ทำงานรู้จักคิด รู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะโหดเหี้ยม เมื่อไหร่ควร
จะประนีประนอม”
ชุยจื่อเจี๋ยประหลาดใจ “น้อยครั้งนักที่จะเห็นเจ้าชมลูกน้อง”
เมิ่งหานถังชี้ไปที่เอกสารที่กู้เฉิงยื่นให้ พูดเสียงหนัก “ท่านผู้
บัญชาการใหญ่ มาพูดเรื่องปัญหานี้ก่อนเถอะ เรื่องภูเขาแม่ทัพ ไม่ได้
ง่ายขนาดนั้น”
ใบหน้าของชุยจื่อเจี๋ยกลับเผยรอยยิ้มที่คาดเดาไม่ได้ “ในสายตา
ของข้ากลับง่ายมาก ไม่ว่าเบื้องหลังจะเป็นใครบงการ ไม่ว่าจะมี
จุดประสงค์อะไร นิสัยของท่านผู้ใหญ่คนนั้นเจ้าก็ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้
ขอเพียงยื่นเอกสารขึ้นไป ก็โดยพื้นฐานแล้วคือเรื่องจมหาย
เหมือนก้อนหินในทะเลแล้ว ต่อให้เราอยากจะจัดการ ก็จัดการไม่ได้
เรื่องของผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ยิ่งใหญ่ยังไม่อยากจะสนใจเลย เราจะไป
สนใจทำไม”