จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 40 – คนชั่วย่อมมีจุดจบที่ไม่ดี
หลิ่วอิ๋งอิ๋งกำลังนั่งยองๆ อยู่ที่ปลายสุดของทางเดิน สองมือ
ประสานไว้บนศีรษะ ขดตัวเป็นก้อนกลม
นางได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากทางฝั่งจวนแม่ทัพแล้ว นางมาจาก
สายวิชาคนคุมศพ ย่อมมีความรู้สึกไวต่อไอเย็นเป็นพิเศษ
พลังไอเย็นนั้นแข็งแกร่งจนทำให้นางตัวสั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคย
รู้สึกมาก่อน
ดังนั้นแม้นางจะรู้สึกว่าความวุ่นวายของไอเย็นทางฝั่งนั้นสงบลง
แล้ว นางก็ยังไม่กล้าขยับตัว
เมื่อกู้เฉิงเดินมาถึงก็เห็นนางอยู่ในสภาพนี้ จึงอดประหลาดใจ
ไม่ได้ “เจ้าทำอะไรอยู่ นี่เป็นวิชาลับป้องกันตัวเฉพาะของสายวิชาคน
คุมศพของเจ้ารึไง”
หลิ่วอิ๋งอิ๋งเห็นว่าเป็นกู้เฉิง นางก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นอย่าง
ระมัดระวัง “ทางนั้นเป็นอย่างไรบ้าง หลี่หรูกงตายแล้วรึ ไม่สิ เขาตาย
ไปแล้ว ตอนนี้เขาเป็นอย่างไรบ้าง”
กู้เฉิงพยักหน้า “คนชั่วย่อมมีจุดจบที่ไม่ดี หลี่หรูกงถูกภรรยา
ของเขาสังหาร วิญญาณสลายไปแล้ว”
“ไปกันเถอะ”
“ไปไหน”
“แน่นอนว่าต้องออกไปสิ เจ้ารึจะยังอยากอยู่ที่นี่ต่ออีก
ภูตหญิงในชุดแดงก็ตายไปพร้อมกับหลี่หรูกงแล้ว ดินแดนภูต
สลายไปแล้ว เรากลับไปทางเดิมที่เรามาก็ออกไปได้แล้ว”
หลิ่วอิ๋งอิ๋งถอนหายใจยาว สีหน้าเต็มไปด้วยความอับโชค
ครั้งนี้นางมาเพื่อจะเก็บศพ แต่ผลคือเหล่านักพรตนอกรีตกลับ
ถูกหลี่หรูกงดูดพลังโลหิตจนแห้งเหือดกลายเป็นศพแห้ง ศพแบบนี้ไม่
สามารถนำมาหลอมเป็นซากศพได้
กู้เฉิงฆ่าหวังชวนไปคนหนึ่ง แต่เขาลงมือโหดเหี้ยมเกินไป ตัดอีก
ฝ่ายออกเป็นสองท่อนโดยตรง ก็ไม่เหมาะที่จะนำมาหลอมเป็น
ซากศพเช่นกัน
ตอนนี้ที่โลกภายนอก เสี่ยวอี่และคนอื่นๆ อีกเจ็ดคนยังอยู่ครบ
หลี่หรูกงไปไล่ฆ่ากู้เฉิง กับดักในวังใต้ดินก็ถูกหลินจิ่วเอ้อและคน
อื่นๆ ทำลายไปแล้ว พวกเขาไม่เจออันตรายใดๆ เลย ทะลายกำแพง
ภูเขาหนีออกมาได้อย่างสบายๆ แถมแต่ละคนยังเก็บอาวุธและชุด
เกราะที่ฝังไว้เป็นเครื่องเซ่นออกมาได้อีกสองสามชิ้น
พลังอันมหาศาลที่เกิดจากการต่อสู้ของหลี่หรูกงกับภูตหญิงใน
ชุดแดงส่งผลสะเทือนมาถึงด้านนอกภูเขาแม่ทัพ น่ากลัวราวกับ
แผ่นดินไหว
เมื่อแรงสั่นสะเทือนสงบลง เห็นว่ากู้เฉิงยังไม่ออกมา เสี่ยวอี่ก็อด
ไม่ได้ที่จะพูดว่า “พี่กู้ทำไมยังไม่ออกมา เราลงไปดูกันเถอะ”
ฉีโจวตบไหล่เสี่ยวอี่ “เสี่ยวอี่ ทำใจให้สบายเถอะ กู้เฉิงคงจะไม่
รอดแล้ว ถูกภูตระดับนั้นจับตามอง ต่อให้เป็นผู้บัญชาการใหญ่มาก็
ต้านไม่อยู่
ตอนนี้ที่นี่ยังอันตรายอยู่ เราลงไปนอกจากจะเอาตัวเองไปเสี่ยง
ด้วยแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
เจ้ายังหนุ่ม รอให้เวลาผ่านไปนานๆ เจ้าก็จะทำใจได้เอง”
ฉีโจวไม่ได้เห็นแก่ตัว แต่เขาอยู่ในหน่วยพิทักษ์ราตรีมานาน
เกินไป เห็นความเป็นความตายมามากเกินไปแล้ว
เพื่อนร่วมงานของเขาในอดีต จะมีกี่คนที่รอดชีวิตมาจนถึง
ปัจจุบัน ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง น้อยเกินไป
เสี่ยวอี่กลับส่ายหน้าอย่างดื้อรั้น “ตอนที่ข้าเพิ่งเข้าร่วมหน่วย
พิทักษ์ราตรี ผู้บัญชาการใหญ่เคยบอกข้าว่า หน่วยพิทักษ์ราตรีต้อง
เผชิญหน้ากับภูตผีที่น่ากลัวนับไม่ถ้วน และยังมีใจคนที่น่ากลัวยิ่ง
กว่าภูตผี
ในสถานการณ์เช่นนี้ เจ้าทำได้เพียงเชื่อใจเพื่อนร่วมงานของเจ้า
หากแม้แต่เพื่อนร่วมงานของเจ้ายังไม่สามารถเชื่อใจได้ ไม่สามารถ
ฝากชีวิตไว้กับอีกฝ่ายได้ แล้วการมีอยู่ของหน่วยพิทักษ์ราตรีจะมี
ความหมายอะไร”
กู้เฉิงเป็นคู่หูคนแรกอย่างเป็นทางการของเสี่ยวอี่ในหน่วยพิทักษ์
ราตรี ไม่ใช่เหมือนเมื่อก่อนที่เขาคอยตามหลังคนอื่นไปเป็นตัว
ประกอบ
เขายังเด็ก เหมือนที่ฉีโจวพูด บางเรื่องเขายังทำใจไม่ได้
จ้าวซิงหมิงและหวังฉีและคนอื่นๆ ก็ถอนหายใจ รู้สึกสับสน
เล็กน้อย
พวกเขาเคยร่วมงานกับกู้เฉิงมาสองครั้ง ทั้งสองฝ่ายสนิทกันมาก
แล้ว กู้เฉิงทำงานละเอียดรอบคอบ เมื่อควรจะบุกก็บุก เมื่อควรจะระวัง
ก็ระวัง เป็นเพื่อนร่วมทีมที่เหมาะสมจริงๆ
และเมื่อคิดในทางกลับกัน หากในอนาคตพวกเขาตกอยู่ใน
อันตรายเช่นนี้ ก็ย่อมหวังว่าเพื่อนร่วมงานจะไม่ทอดทิ้งตัวเองเช่นกัน
แต่พวกเขาก็รักชีวิตเช่นกัน เพิ่งจะหนีออกมาจากที่นั่นได้
ตอนนี้จะให้พวกเขากลับไป พวกเขาก็รู้สึกต่อต้านโดยไม่รู้ตัว
เสี่ยวอี่ถอนหายใจ ส่ายหน้าแล้วพูดว่า “เมื่อครู่ข้าพูดผิดไปแล้ว
ทุกท่าน ข้าจะลงไปดูคนเดียวก่อน หากครึ่งชั่วยามข้ายังไม่กลับมา
ทุกคนก็ออกจากอำเภอตงหลินไปก่อน แล้วนำเรื่องไปรายงานเถอะ”
จ้าวซิงหมิงกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง กู้เฉิงก็เดินมาจากอีกด้าน
หนึ่งแล้ว ประหลาดใจ “พวกเจ้าคุยอะไรกันอยู่”
เมื่อเห็นกู้เฉิงเดินออกมาอย่างปลอดภัย ทุกคนที่อยู่ที่นั่นก็ถอน
หายใจอย่างโล่งอก
กู้เฉิงไม่เป็นอะไรนั่นดีที่สุดแล้ว พวกเขาก็ไม่ต้องสับสนอีกต่อไป
เสี่ยวอี่ยิ่งดีใจ “พี่กู้ ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหม แล้ววิญญาณของห
ลี่หรูกงล่ะ”
“ตายไปพร้อมกับภูตหญิงในชุดแดง หรือก็คือภรรยาของเขานั่น
แหละ จริงสิ ทุกคนได้อะไรกันบ้าง”
จ้าวซิงหมิงพยักหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความดีใจ “อย่างไรเสียก็
เป็นแม่ทัพใหญ่สมัยราชวงศ์ก่อน อาวุธและชุดเกราะที่ฝังไว้เป็น
เครื่องเซ่นล้วนเป็นของล ้าค่า เพียงแต่น่าเสียดาย ไม่มีเคล็ดวิชาตก
ทอดลงมา
แต่นี่ก็เป็นเรื่องปกติ หลี่หรูกงไม่มีผู้สืบทอด ไม่ได้ก่อตั้งสำนัก
เคล็ดวิชาเหล่านั้นคงจะอยู่ในหัวของเขานั่นแหละ
จริงสิ น้องกู้ ท่านได้อะไรมา”
กู้เฉิงยกห้วงโลหิตในมือขึ้นมา “กระบี่คู่กายของหลี่หรูกง
หลังจากที่เขาตายไปพร้อมกับภูตหญิงในชุดแดง กระบี่เล่มนี้แม้
จะมีความเสียหายอยู่บ้าง แต่ก็ยังพอใช้ได้ ข้าเลยหยิบมา”
จ้าวซิงหมิงและคนอื่นๆ แม้จะอิจฉา แต่ก็ไม่อิจฉามากนัก
ฉากเมื่อครู่ใครๆ ก็เห็น ถูกภูตที่แข็งแกร่งขนาดนั้นไล่ฆ่า มันคือ
สถานการณ์ความเป็นความตาย
หากเป็นพวกเขา ยอมไม่เอากระบี่ของแม่ทัพใหญ่สมัยราชวงศ์
ก่อนดีกว่า ไม่อยากจะเจอเรื่องน่ากลัวแบบนั้น
กู้เฉิงพูดเสียงหนัก “ทุกท่าน เรื่องนี้เกี่ยวพันกับเรื่องใหญ่โต
กลับไปแล้วพักผ่อนที่อำเภอหลัวหนึ่งวัน แล้วรีบไปที่เมืองเหอหยาง
ทันที นำเรื่องเหล่านี้ไปรายงานท่านเมิ่งและท่านผู้บัญชาการใหญ่
รายละเอียดต่างๆ พวกท่านอย่าเพิ่งเปิดเผยออกไปจะดีกว่า”
ในกลุ่มคนเหล่านี้ คนที่ค่อนข้างใสซื่ออย่างเสี่ยวอี่และคนที่ไม่
ค่อยชอบคิดอะไรอย่างหวังฉียังคงงุนงง ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรเกี่ยวพัน
แต่คนเก่าแก่ของหน่วยพิทักษ์ราตรีอย่างฉีโจวและจ้าวซิงหมิง ก็
รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องแล้ว ทุกคนจึงพยักหน้า
ทันใดนั้นหลิ่วอิ๋งอิ๋งก็พูดขึ้นมา “นี่ๆๆ อย่างไรเสียก็รู้จักกันแล้ว
พวกเจ้าจะทิ้งข้าไปแบบนี้เลยรึ”
กู้เฉิงประหลาดใจ “พวกเราจะกลับอำเภอหลัว เจ้าจะทำอะไร”
หลิ่วอิ๋งอิ๋งพูดอย่างไม่พอใจ “แน่นอนว่าต้องหาที่ปลอดภัยรักษา
ตัวสิ
ครั้งนี้ข้าขาดทุนยับเลย ไม่ได้เก็บศพมาไม่พอ ยังต้องใช้ซากศพ
ประจำตัวอีกครั้ง ทำให้พลังหยวนเสียหาย
ที่เจียงเป่ยข้ามีศัตรูอยู่บ้าง ชั่วคราวนี้ไม่อยากกลับไปแล้ว
แคว้นตงหลินอยู่ใจกลางต้าเฉียน สงบสุขกว่าเยอะ ข้าเลยเตรียม
จะอยู่ที่นี่รักษาตัวสักพักแล้วค่อยไป
อย่างไรเสียเราก็เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาแล้ว พวกเจ้า
หน่วยพิทักษ์ราตรีคุ้มครองข้าหน่อยก็คงจะได้ใช่ไหม”
จ้าวซิงหมิงและคนอื่นๆ ต่างมองไปที่กู้เฉิง กู้เฉิงพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“ถ้าเจ้าอยากจะรักษาตัว ก็อยู่ที่อำเภอหลัวอย่างสงบเสงี่ยม ไปหา
สมาคมหลัวเฟิงหาหัวหน้าเหลยเผิง เขาเป็นคนของข้า จะจัดหาที่พัก
ให้เจ้า
แน่นอนว่าเงื่อนไขคือ เจ้าอย่าไปก่อเรื่องเข้าล่ะ”
หลิ่วอิ๋งอิ๋งหรี่ตาทันที “วางใจเถอะ ข้าน่ะเรียบร้อยมากนะ อย่าเอา
ข้าไปรวมกับพวกนักพรตนอกรีตชั้นต ่าพวกนั้นสิ”
กู้เฉิงพยักหน้า “ไปกันเถอะ กลับอำเภอหลัว”
…
นอกเมืองหลวงยี่สิบลี้มีภูเขาสูงลูกหนึ่ง เดิมทีเป็นเพียงภูเขาร้าง
แต่เมื่อสามสิบกว่าปีก่อนกลับถูกพระราชทานให้แก่นักพรตอวี้จิง เฝิง
ไท่ซู่ หนึ่งในห้าราชครูแห่งต้าเฉียนในยุคปัจจุบัน จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น
ภูเขาอวี้จิง ตั้งแต่นั้นมาก็มีหมอกปกคลุมอยู่เสมอ มีแสงสิริมงคลส่อง
สว่างอยู่บ่อยครั้ง คนธรรมดาขึ้นเขาไปไม่ถึงครึ่งทาง ก็จะหลงทาง
อย่างแน่นอน
ต้าเฉียนตั้งแต่ราชครูรุ่นแรกปรมาจารย์หลัวฝู เย่ฝ่าซ่านเป็นต้น
มา ราชครูทุกรุ่นจะมีจำนวนไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่จะเป็นนักพรตจาก
สำนักเต๋าหรือพระเถระจากวัดพุทธที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราช
สำนัก จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นราชครู
ส่วนนักพรตอวี้จิง เฝิงไท่ซู่กลับเป็นผู้ที่มาจากผู้ฝึกตนอิสระที่หา
ได้ยาก สามารถได้รับการแต่งตั้งเป็นราชครูได้
ว่ากันว่าคนผู้นี้เชี่ยวชาญคาถาอาคม มีอิทธิฤทธิ์เรียกฝนเรียก
ฝน โปรยถั่วเป็นทหาร
ปีหนึ่งที่เจียงเป่ยเกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ ก็เป็นนักพรตอวี้จิงผู้นี้ที่ลง
มือ ตั้งแท่นบูชาขอฝน ภายในหนึ่งเค่อก็ทำให้ฝนตกหนักทั่วทั้งเจียง
เป่ย และฝนที่ตกหนักนั้นก็หยุดตรงรอยต่อระหว่างเจียงหนานกับ
เจียงเป่ยอย่างแม่นยำ ไม่มีฝนหยดเดียวตกลงไปในเจียงหนาน
ตอนนี้บนภูเขาอวี้จิง ชายอ้วนคนหนึ่งกำลังปีนเขาอย่างหอบ
เหนื่อย
ชายอ้วนคนนั้นสวมชุดนักพรตหยินหยางปักลายงดงาม อายุราว
สี่สิบกว่าปี ใบหน้าเต็มไปด้วยความฉลาดแกมโกง ตอนนี้เขาปีนเขา
ไปพลางบ่นไปพลาง “จะสร้างค่ายกลห้ามบินทำไมกัน ทำให้ข้า
อยากจะใช้วิชาเหาะเหินเดินอากาศก็ไม่ได้”
หากหลิ่วอิ๋งอิ๋งเห็นชายอ้วนคนนี้คงจะประหลาดใจอย่างยิ่ง
เพราะชายอ้วนคนนี้คือหมอดูเทวดาแห่งเจียงเป่ย เว่ยจวิ้นซ่าน ที่
เมาเหล้าที่โรงเตี๊ยมในวันนั้น และเปิดเผยว่าบนภูเขาแม่ทัพมีของ
วิเศษปรากฏขึ้น
เว่ยจวิ้นซ่านที่คร ่าหวอดอยู่ในเจียงเป่ยมาหลายปี ไม่เคยออก
จากเจียงเป่ยเลย กลับมาปรากฏตัวที่เมืองหลวง ที่ภูเขาอวี้จิง หากมี
คนเห็นเข้า เรื่องนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้คนนึกถึงเรื่องต่างๆ ได้
มากมายแล้ว