จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 44 – สมาคมฉางเล่อ
สมาคมฉางเล่อไม่ได้ตั้งอยู่ในเมืองเหอหยาง แต่อยู่ในหุบเขาห่าง
จากถนนหลวงไปทางนอกเมืองเหอหยางสิบกว่าลี้
ตอนนี้เป็นช่วงกลางฤดูร้อน ตลอดทางที่เดินมามีภูเขาเขียวขจี
และสายน ้าใสสะอาด ต้นไม้เขียวชอุ่ม ทิวทัศน์ในหุบเขานี้สวยงาม
อย่างยิ่ง ราวกับเป็นดินแดนสวรรค์บนดิน
ครั้งนี้กู้เฉิงมาโดยยังคงพาลูกน้องมาเพียงสามคนคือ เสี่ยวอี่ จ้าว
ซิงหมิง และหวังฉี
ดังที่เมิ่งหานถังกล่าวไว้ ขอเพียงตนเองกุมคนสามคนนี้ไว้ได้
โดยพื้นฐานแล้วก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนในหน่วยพิทักษ์ราตรีอำเภอ
หลัวไม่เชื่อฟัง
หวังฉีคาบหญ้าไว้ในปาก พลางเคี้ยวไปพลางบ่นไป “สมาคม
ฉางเล่อที่ปลูกแค่สมุนไพรนั่นกลายเป็นของหอมไปแล้ว พวกเขาโง่รึ
ไง ทำไมไม่ขายสมุนไพรทั้งหมดให้กับหน่วยพิทักษ์ราตรีของเรา แล้ว
ให้หน่วยพิทักษ์ราตรีของเราคุ้มครองพวกเขาจะไม่ดีกว่ารึ”
กู้เฉิงส่ายหน้า “สิ่งที่พวกเขาปลูกไม่ใช่สมุนไพรแต่เป็นสมุนไพร
วิญญาณ ของแบบนี้คนทั่วไปปลูกไม่ได้หรอกนะ
อีกอย่าง การที่พวกเขาไม่มอบสมุนไพรวิญญาณทั้งหมดให้กับ
หน่วยพิทักษ์ราตรีของเรานั่นแหละคือสิ่งที่ถูกต้อง สมาคมเล็กๆ แบบ
นี้ดำเนินกิจการเหมือนเดินบนน ้าแข็งบางๆ ไม่มีวันที่จะทุ่มเททุกอย่าง
ไว้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา พวกเขาจะไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะเสียใจ”
แน่นอนว่ายังมีอีกประโยคหนึ่งที่กู้เฉิงไม่ได้พูดออกมา
หากเป็นไปตามที่ชุยจื่อเจี๋ยกล่าว ด้วยสถานะของหน่วยพิทักษ์
ราตรีแคว้นตงหลินในปัจจุบัน หากมีคนต้องการจะลงมือกับสมาคม
ฉางเล่อจริงๆ หน่วยพิทักษ์ราตรีก็อาจจะปกป้องพวกเขาไม่ได้
คาดว่าจี้ไห่หยานั่นก็คงจะมองเห็นจุดนี้เช่นกัน จึงได้เลือกที่จะ
ประจบสอพลอทุกฝ่าย ไม่ได้เลือกหน่วยพิทักษ์ราตรีเป็นที่พึ่งพิง
หลายคนพูดคุยกันไปพลางก็มาถึงหน้าคฤหาสน์ขนาดใหญ่ใจ
กลางหุบเขา
คฤหาสน์หลังนั้นมีพื้นที่กว้างขวางมาก เกือบจะครอบคลุมทั้งหุบ
เขา แต่ตอนนี้บนประตูบ้านกลับแขวนดอกไม้สีขาว โคมไฟก็
เปลี่ยนเป็นสีขาวทั้งหมด บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
เมื่อกู้เฉิงและคนอื่นๆ มาถึง ก็มีศิษย์ของสมาคมฉางเล่อออกมา
ต้อนรับพวกเขาเข้าไปอย่างนอบน้อมทันที
ตอนนี้โถงใหญ่ของสมาคมฉางเล่อถูกจัดเป็นสถานที่ไว้ทุกข์
ชายหนุ่มสองคนกำลังคุกเข่าอยู่ที่นั่น
คนโตคือนายน้อยใหญ่ของสมาคมฉางเล่อ จี้หลินเฟิง ตอนนี้
เขาตาแดงก ่า ท่าทางโศกเศร้าอย่างยิ่ง
คนเล็กคือนายน้อยรอง จี้หลินถัง เขาดูไม่มีท่าทีโศกเศร้าอะไร
นัก แต่ก็ทำท่าทางเคร่งขรึม
กู้เฉิงเลิกคิ้วเล็กน้อย
ก่อนที่จะมาเขาได้สืบเรื่องของสมาคมฉางเล่อมาแล้ว
ลูกชายสองคนของหัวหน้าสมาคมจี้ไห่หยา จี้หลินเฟิงโตกว่าและ
สุขุมกว่า อยู่เคียงข้างจี้ไห่หยาทำงานมานานแล้ว ตามหลักแล้วเขา
ควรจะเป็นหัวหน้าสมาคมคนต่อไป
แต่ในความเป็นจริง อาจจะเป็นเพราะมีลูกชายตอนแก่ จี้ไห่หยาก
ลับรักลูกชายคนเล็กของเขา จี้หลินถังมากกว่า ซึ่งนั่นทำให้จี้หลินถัง
มีนิสัยหุนหันพลันแล่นและหยิ่งผยอง
ดังนั้นเรื่องนี้จึงทำให้ตอนนี้ไม่มีใครกล้าพูดว่าใครจะเป็นหัวหน้า
สมาคมฉางเล่อคนต่อไป จี้ไห่หยาตายกะทันหันเกินไป แม้แต่คำสั่ง
แต่งตั้งผู้สืบทอดก็ยังไม่ได้ทิ้งไว้
“ขอเรียนถามท่านผู้นี้คือ” จี้หลินเฟิงลุกขึ้นประสานมือถาม
“ข้าน้อยกู้เฉิง รักษาการผู้ตรวจการณ์ราตรีอำเภอหลัว เป็น
ตัวแทนของหน่วยพิทักษ์ราตรีมาเคารพศพท่านหัวหน้าเก่า”
จี้หลินเฟิงกล่าว “ที่แท้ก็คือท่านกู้ ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว”
จี้หลินถังที่อยู่ข้างๆ เบ้ปาก บ่นพึมพำ “รักษาการผู้ตรวจการณ์
ราตรี ก็แสดงว่ายังไม่ใช่ผู้ตรวจการณ์ราตรีสิ”
ท่าทีของเขา เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจที่หน่วยพิทักษ์ราตรีส่งเพียง
คนที่มีสถานะอย่างกู้เฉิงมาเคารพศพบิดาของเขา
กู้เฉิงมองไปที่จี้หลินถัง พูดเรียบๆ “รักษาการผู้ตรวจการณ์ราตรี
ไม่เพียงพอ งั้นขอถามนายน้อยจี้ว่าต้องการให้ใครมาเคารพศพ ท่าน
ผู้บัญชาการใหญ่หรือว่าท่านผู้บัญชาการปราบปราม”
ยังไม่ทันที่จี้หลินถังจะพูด ผู้อาวุโสของสมาคมฉางเล่อคนหนึ่งก็
รีบเข้ามากล่าว “ท่านกู้โปรดระงับโทสะ นายน้อยรองเขาไม่ได้
หมายความว่าอย่างนั้น
เชิญท่านทางด้านหลังเลย คนของสำนักอื่นๆ ก็มาถึงกันแล้ว
กำลังพักผ่อนอยู่ที่ห้องโถงด้านหลัง”
บ้านเขากำลังจัดงานศพ กู้เฉิงก็ยังไม่ใจแคบถึงขนาดที่จะ
อาละวาดในงานศพเพราะคำพูดเพียงคำเดียว ได้ยินดังนั้นก็เดินตาม
ผู้อาวุโสคนนั้นไปยังห้องโถงด้านหลังโดยตรง
แต่พี่น้องสองคนนี้ก็พิสูจน์การสืบสวนก่อนหน้านี้ของกู้เฉิงได้
จี้หลินเฟิงเหมือนบิดาของเขามากกว่า เจ้าเล่ห์อย่างยิ่ง
ส่วนจี้หลินถังนั้นขาดความสุขุมไปบ้าง มีความหยิ่งผยอง
มากกว่า
กู้เฉิงเดินเข้าไปในห้องโถงด้านหลัง ตอนนี้ในห้องโถงด้านหลังมี
นักรบหลายคนนั่งอยู่แล้ว ผู้อาวุโสของสมาคมฉางเล่อแนะนำว่า
“ท่านผู้นี้คือรักษาการผู้ตรวจการณ์ราตรีอำเภอหลัว ท่านกู้ เป็น
ตัวแทนของหน่วยพิทักษ์ราตรีมาเคารพศพท่านหัวหน้าเก่า
ทุกท่านโปรดรอสักครู่ รอให้แขกของวันนี้ต้อนรับเสร็จเรียบร้อย
แล้ว นายน้อยใหญ่และนายน้อยรองจะมาปรึกษาหารือกับทุกท่านอีก
ครั้ง”
ในบรรดาคนเหล่านั้น ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาแต่ตาหยีคน
หนึ่งยิ้มกล่าว “ไม่เป็นไร พวกเรากับสมาคมฉางเล่อก็เป็นเพื่อนเก่า
กันแล้ว พวกท่านไปทำงานก่อนเถอะ ไม่ต้องสนใจพวกเรา”
ผู้อาวุโสของสมาคมฉางเล่อคนนั้นถอยออกไป คนที่อยู่ในที่นั้น
ต่างมองไปที่กู้เฉิง ในแววตามมีความสำรวจ
ผู้ตรวจการณ์ราตรีของเมืองเหอหยางมีเพียงไม่กี่คน พวกเขา
รู้จักกันหมด เมื่อไหร่กันที่โผล่รักษาการผู้ตรวจการณ์ราตรีออกมา
คนหนึ่ง
ชายหนุ่มตาหยีคนนั้นยิ้มก่อน “พี่กู้ดูหน้าไม่คุ้นเลยนะ ข้าขอ
แนะนำตัวเองก่อน ตระกูลโจวแห่งตงหลิน โจวเจี้ยนซิง”
กู้เฉิงหรี่ตาโดยไม่รู้ตัว ประสานมือกล่าว “ที่แท้ก็คือพี่โจว ได้ยิน
ชื่อเสียงมานานแล้ว”
มุมปากของโจวเจี้ยนซิงกระตุก “ข้ารู้ว่าตาข้าไม่โต พี่กู้ไม่ต้อง
เลียนแบบข้าหรอก”
“พี่โจวอย่าได้ถือสาเลย เป็นความเคยชินเท่านั้น”
กู้เฉิงนี่คือความเคยชินจริงๆ ทุกครั้งที่เขาคิดเรื่องอะไรบางอย่าง
เขาก็จะหรี่ตาโดยไม่รู้ตัว
ในบรรดาสี่สำนักที่มีข้อตกลงเรื่องส่วนแบ่งสมุนไพรวิญญาณกับ
สมาคมฉางเล่อ ตระกูลโจวไม่ใช่คู่แข่งของหน่วยพิทักษ์ราตรี เพราะ
ฝีมือของตระกูลโจวนั้นแข็งแกร่งเกินไป
ในยุทธภพเป็นที่ยอมรับกันว่า ตระกูลที่สามารถนำชื่อสถานที่มา
ไว้ข้างหน้าชื่อตระกูลได้ ล้วนเป็นตระกูลที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งใน
สถานที่นั้นๆ
ชื่อสถานที่หน้าตระกูลโจวไม่ใช่ตระกูลโจวแห่งเหอหยาง แต่เป็น
ตระกูลโจวแห่งตงหลิน แสดงให้เห็นถึงสถานะของอีกฝ่ายได้เป็น
อย่างดี
ที่เมืองเหอหยางก็มีตระกูลโจว แต่เป็นเพียงธุรกิจส่วนหนึ่งและ
คนในตระกูลบางส่วนเท่านั้น
ดังนั้นตลอดมา ตระกูลโจวมีส่วนแบ่งสมุนไพรวิญญาณสามส่วน
ไม่มากไม่น้อย ส่วนนี้หน่วยพิทักษ์ราตรีไม่กล้าไปแตะต้อง
นักพรตอายุสามสิบกว่าปี สวมชุดนักพรต หน้าซีดเล็กน้อย
ท่าทางดูเศร้าหมอง พูดเสียงหนัก “สำนักฉางชุน ชิวเหลียนตง”
สำนักฉางชุนเป็นสำนักเต๋าที่ไม่ใหญ่โตนักในเมืองเหอหยาง มี
คนเพียงสิบกว่าคน แต่ก็เป็นกองกำลังของผู้ฝึกตนสายตรง และ
คุณภาพก็สูงมาก ศิษย์แต่ละคนล้วนไม่ธรรมดา
ข้างๆ เขาเป็นนักรบถือกระบี่อายุสี่สิบกว่าปี พูดเรียบๆ “ผู้อาวุโส
สำนักกระบี่ชิงซาน ต่งขุย”
เขาชี้ไปที่นักพรตไว้เคราแพะ สวมชุดนักพรตแปดทิศที่อยู่ข้างๆ
แล้วกล่าว “ท่านผู้นี้คือแขกของสำนักกระบี่ชิงซานของเรา นักพรต
เฮยสือ”
สำนักกระบี่ชิงซานเน้นการฝึกกระบี่เป็นหลัก แต่สำนักกระบี่
ระดับนี้ไม่นับว่าบริสุทธิ์ แม้จะชื่อว่าเป็นสำนักกระบี่ แต่ก็สอนวิชา
หมัดวิชาฝ่ามืออะไรพวกนี้ด้วย
สุดท้ายเป็นชายชราอายุห้าสิบกว่าปี ร่างเตี้ยอ้วน
“ข้าผู้อาวุโสสำนักเต๋าเสวียน หลินจง”
สำนักเต๋าเสวียนฟังชื่อเหมือนจะเป็นสำนักเต๋า แต่จริงๆ แล้วพวก
เขาไม่ใช่สายตรงของสำนักเต๋า เรียกได้ว่าเป็นสำนักเต๋าที่ไม่ใช่
สายเลือดแท้ ในขณะเดียวกันก็ฝึกวิชาลับสายมารบางอย่าง ตั้งชื่อว่า
สำนักเต๋าเสวียน ก็เพียงเพื่ออาศัยชื่อเสียงของสำนักเต๋าเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ส่วนแบ่งสมุนไพรวิญญาณของสมาคมฉางเล่อคือ
หน่วยพิทักษ์ราตรีสามส่วน ตระกูลโจวสามส่วน สำนักฉางชุนสอง
ส่วน สำนักกระบี่ชิงซานและสำนักเต๋าเสวียนอย่างละหนึ่งส่วน
ตอนนี้จี้ไห่หยาเสียชีวิตแล้ว เกี่ยวกับเรื่องส่วนแบ่งสมุนไพร
วิญญาณนี้ ความเห็นที่ใหญ่ที่สุดน่าจะเป็นสำนักกระบี่ชิงซานและ
สำนักเต๋าเสวียน
หลังจากแนะนำตัวกันเสร็จแล้ว ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นกลับตกอยู่ใน
สภาวะที่น่าอึดอัด
ทุกคนต่างเงียบขรึม มีเพียงโจวเจี้ยนซิงที่กำลังกินเมล็ดแตงโม
จานหนึ่งที่หามาจากไหนไม่รู้ กินอย่างเอร็ดอร่อย แถมยังมีจังหวะจะ
โคนอีกด้วย
แม้ในนามพวกเขาจะมาเพื่อเคารพศพหัวหน้าเก่าจี้ไห่หยา แต่
ในความเป็นจริงแล้ว ทุกคนมาเพื่อสมุนไพรวิญญาณของสมาคม
ฉางเล่อเท่านั้น
พูดไปแล้วสมาคมฉางเล่อต่างหากที่น่าสงสารที่สุด ของที่ผลิต
ขึ้นมาโดยสมาคมของตัวเองแท้ๆ แต่กลับตัดสินใจอะไรเองไม่ได้
ในอดีตตอนที่จี้ไห่หยายังอยู่ อาศัยพลังของตัวเองคนเดียวก็ยัง
สามารถรักษาสมดุลของอำนาจทุกฝ่ายได้ ในขณะที่ตัวเองได้
ประโยชน์ก็ไม่ไปล่วงเกินใคร
แต่เพียงแค่นายน้อยสองคนของสมาคมฉางเล่อในตอนนี้ ฝีมือ
ของจี้ไห่หยาครึ่งหนึ่งพวกเขาก็ยังไม่ได้เรียนรู้มา
อึดอัดกันอยู่เกือบครึ่งชั่วยาม เมล็ดแตงโมของโจวเจี้ยนซิงก็
หมดแล้ว พี่น้องสองคนจี้หลินเฟิงและจี้หลินถังถึงได้มาที่ห้องโถง
ด้านหลัง
แต่ด้านหลังจี้หลินเฟิงยังตามมาด้วยนักพรตผอมแห้งคนหนึ่ง
ปากแหลมแก้มตอบ
ในชั่วพริบตาที่เห็นนักพรตคนนี้ กู้เฉิงก็หรี่ตาทันที
นักพรตคนนั้นที่แท้ก็คือนักพรตห้าอวัยวะที่ท่านอาหญิงของเขา
เชิญมาลอบทำร้ายเขาในจวนจงหย่งโหว