จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 5 – มือสังหาร
เมืองหลวงต้าเฉียน เขตมู่หยาง บนโรงเตี๊ยมเล็กๆ ริมถนนฉาง
อัน
หลังจากส่งกู้เฉิงเสร็จ จางซื่อก็รีบพากู้เจิ้งขึ้นรถม้ามาที่นี่ทันที
แล้วผลักประตูห้องส่วนตัวห้องหนึ่งเข้าไป
นักพรตที่เคยใช้ภูตปัญจอวัยวะลอบสังหารกู้เฉิงนั่งอยู่ในนั้น
ภูตหัวใจของเขาถูกกู้เฉิงกลืนเข้าไปในพื้นที่จี้หยกแล้ว แต่เขา
เลี้ยงภูตด้วยอวัยวะภายในของตัวเอง ไม่ถือว่าเป็นคนอีกต่อไปแล้ว
แม้จะไม่มีหัวใจแต่ก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ดี เพียงแต่ใบหน้าซีดขาวไปหน่อย
“ท่านหญิงมาถึงช้าจริง ข้ารอท่านอยู่นานแล้ว เลยสั่งชาต้าหง
เผาชั้นเลิศมาหนึ่งกา เดี๋ยวท่านหญิงอย่าลืมจ่ายเงินด้วย”
นักพรตบ่นพลางจิบชาคำหนึ่ง
จางซื่อแค่นเสียงเย็นชา “เลิกพูดไร้สาระ หาคนมาได้หรือยัง”
นักพรตตบมือสองครั้ง ชายสองคนเดินออกมาจากหลังฉากกั้น
ในห้อง
คนหนึ่งเป็นนักดาบตาเดียวในชุดขาว อายุสามสิบกว่าปี ใบหน้า
เย็นชา
อีกคนหนึ่งยิ่งแปลกประหลาด เขาร่างกายผอมแห้ง ใบหน้าซูบ
ซีด เหมือนป่วยหนัก
แต่แขนซ้ายของเขากลับใหญ่โตบวมเป่ง พันด้วยผ้าป่านเป็น
ชั้นๆ ดูแล้วขัดตาอย่างยิ่ง
นักพรตชี้ไปที่นักดาบตาเดียวในชุดขาวแล้วพูด “นี่คือหานถิง
ศิษย์ทรยศจากสำนักดาบทำลายอาคมแคว้นเหอเยี่ยน ดาบทำลาย
อาคมนั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลัง เมื่อฝึกฝนจนชำนาญแล้ว พลังดาบที่
ปล่อยออกมาสามารถทำลายวิชามายาและอาคมชั่วร้ายได้ คมกริบ
ที่สุด”
นักพรตชี้ไปที่ชายประหลาดที่ดูป่วยกระเสาะกระแสะอีกคน “นี่
คือ ‘หัตถ์อสูร’ อูเชียนสิง ศิษย์ทรยศจากตระกูลอูแห่งเซียงซี ตระกูลอู
เชี่ยวชาญวิชาสะกัดเส้นชีพจรหลอมภูต แขนอสูรข้างนี้ของเขาคือ
การตัดแขนของแม่ทัพสมัยราชวงศ์ก่อนที่กลายเป็นศพแข็งสีดำแล้ว
มาปลูกถ่ายใส่ตัวเอง ไม่เพียงแต่ดาบฟันไม่เข้า พละกำลังมหาศาล
ยังมีพิษศพติดอยู่ด้วย”
จางซื่อขมวดคิ้ว “ทำไมมีแต่ศิษย์ทรยศ”
นักพรตกลอกตา “พูดอะไรไร้สาระ ศิษย์จากสำนักหรือตระกูลดีๆ
ที่ไหนจะยอมเสี่ยงถูกพยัคฆ์สอดแนมของหน่วยพิทักษ์ราตรีไล่ล่าไป
เป็นนักฆ่าในตลาดมืด”
“งั้นก็ได้ เอาพวกเขานี่แหละ”
นักพรตไม่ได้ลงมือ แต่ยื่นมือออกมา ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ทำท่า
เหมือนรูปหัวใจ
“หมายความว่าอย่างไร”
“เงินไง”
จางซื่อขมวดคิ้วทันที ไม่พอใจ “ยังจะเอาเงินอีกเหรอ คราวก่อน
ท่านบอกว่าท่านลงมือเองสำเร็จแน่ ไม่โกงทั้งเด็กและคนแก่ ผลคือ
เจ้าเด็กนั่นยังอยู่ดีมีสุข ตอนนี้ท่านยังจะมาเอาเงินอีก”
นักพรตแค่นเสียงเย็นชา “ภูตหัวใจของข้าฆ่าคนธรรมดาคนหนึ่ง
จะเกิดเรื่องได้อย่างไรกัน เห็นได้ชัดว่าข้อมูลของท่านหญิงมีปัญหา
ถึงได้ล้มเหลว
เจ้าเด็กนั่นต้องมีของวิเศษอะไรบางอย่างอยู่ข้างกายถึงได้รอด
ชีวิตมาได้ ข้ายังเสียภูตหัวใจที่บำเพ็ญเพียรมาสิบกว่าปีไปด้วย งาน
นี้ข้าขาดทุนยับเลยนะ ข้ายังไม่ได้คิดบัญชีกับท่านหญิงเลย”
จางซื่อพูดเสียงดัง “นี่ท่านจะขูดรีดกันชัดๆ”
บนใบหน้าของนักพรตปรากฏรอยยิ้มเย็นชาขึ้นมาทันที “ขูดรีด
ท่านหญิงจะเข้าใจแบบนั้นก็ได้”
ทันใดนั้น กู้เจิ้งที่อยู่ข้างๆ จางซื่อก็ร้องเสียงแหลม ชี้ไปที่ข้างหลัง
จางซื่อด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ภูตน้อยหัวเป็นรูปไตตัวหนึ่งไม่รู้ว่ามาเกาะอยู่บนบ่าของจางซื่อ
ตั้งแต่เมื่อไหร่ กำลังถูไถแก้มของเธออยู่
จางซื่อฝืนทนไม่กรีดร้องออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความ
หวาดกลัว พูดเสียงสั่น
“ท่านต้องการอะไร ท่านรู้หรือไม่ว่าพี่ชายของข้าได้เข้าเป็นศิษย์
ของสำนักอัสนีสวรรค์แห่งเจียงหนานแล้ว”
นักพรตยิ้มเย็นชา “ขู่ข้างั้นรึ ข้ากล้ารับงานในเมืองหลวง ท่าน
คิดว่าข้าจะกลัวสำนักอัสนีสวรรค์รึ นี่คือเมืองหลวง ไม่ใช่เจียงหนาน
ท่านหญิง ท่านไม่เข้าใจผู้ฝึกตน ก็อย่าได้พยายามใช้ความคิด
เล็กๆ น้อยๆ ที่น่าสมเพชของท่านมาคาดเดาโลกของผู้ฝึกตนเลย
จะขูดรีดหรือกรรโชกทรัพย์ก็ตามแต่ ข้าหาคนมาให้ท่านหญิง
แล้ว เงินนี้จะให้หรือไม่ ท่านหญิงตัดสินใจเอง
ท่านหญิงกับข้าก็ถือว่ามีความสัมพันธ์กันอยู่บ้าง ข้ารู้จักท่าน
หญิง แต่ภูตไตของข้าไม่รู้จักท่านหญิงนะ
ลืมบอกไป ภูตไตของข้าตัวนี้สร้างมาจากภูตลามกตนหนึ่ง ท่าน
หญิงแม้จะอายุมากไปหน่อย แต่ก็ดูแลตัวเองดีจริงๆ ยังสวยสะพรั่งอยู่
เลยนะ ดูสิ มันดูเหมือนจะชอบท่านหญิงมากเลย”
พูดจบ ภูตไตก็อ้าปากกว้าง แลบลิ้นเลียแก้มของจางซื่อทีหนึ่ง
ทำเอาเธอตกใจจนกรีดร้องออกมา
“ข้าให้ ข้าให้”
นักพรตโบกมือ เรียกภูตไตกลับมา แล้วบ่นพึมพำ “จ่ายเงินแต่
แรกก็สิ้นเรื่องแล้ว จะพูดมากทำไมกัน จิตใจคนสมัยนี้เสื่อมทราม
ค้าขายลำบากจริงๆ”
“สองคนนี้ คนละหนึ่งพันตำลึง”
นักพรตชี้ไปที่คนทั้งสอง
จางซื่อกัดฟันควักตั๋วเงินสองพันตำลึงโยนให้นักพรต
“ท่านหญิงยังติดข้าอีกหนึ่งพันตำลึงนะ”
“ก็ท่านบอกว่าคนละหนึ่งพันตำลึงไม่ใช่เหรอ”
นักพรตชี้ไปที่ตัวเอง “กฎของวงการข้าท่านหญิงลืมไปแล้วเหรอ
ค่าสินน ้าใจไง”
จางซื่อกัดฟันโยนเงินอีกหนึ่งพันตำลึงออกมา นักพรตจึงเก็บเงิน
อย่างพอใจแล้วเดินจากไป ก่อนไปยังพูดทิ้งท้าย “อ้อ เดี๋ยวท่านหญิง
อย่าลืมจ่ายค่าชาด้วยนะ ข้าเป็นคนมีหน้ามีตา ทำเรื่องกินแล้วชิ่ง
ไม่ได้”
เมื่อพวกเขาไปแล้ว จางซื่อก็ทรุดตัวลงบนเก้าอี้ เธอกอดกู้เจิ้ง
แล้วพูดด้วยความแค้น “เจิ้งเอ๋อร์ เจ้าเห็นความอัปยศที่แม่ได้รับแล้ว
ใช่ไหม
อีกไม่นานแม่จะให้ลุงของเจ้าใช้เส้นสาย เอาเงินเก็บของบ้านเรา
ทั้งหมดออกมา หาวิธีให้เจ้าได้เข้าเป็นศิษย์ของสำนักเมฆขาวให้ได้
ตำแหน่งโหวของตระกูลกู้เป็นของเจ้า ตระกูลกู้จะรุ่งเรืองได้ ก็
ต้องพึ่งเจ้าทั้งหมด
ข้าจะให้ยายแก่คนนั้นได้เห็น ว่าเจ้าเด็กที่นางปกป้องน่ะมันเป็น
แค่เศษสวะ มีแต่เจ้าเท่านั้นที่จะทำให้ตระกูลกู้กลับมายิ่งใหญ่ได้อีก
ครั้ง สร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูล”
กู้เจิ้งพยักหน้าอย่างแรง แม้จะยังเด็ก แต่ใบหน้าของเขากลับ
แสดงออกถึงความมุ่งมั่นและอำมหิตอย่างยิ่ง
ชั้นล่างของโรงเตี๊ยม นักพรตพลิกตั๋วเงินในมือไปมา ยิ้มอย่าง
ภาคภูมิใจ
ต่อให้ผู้หญิงคนนี้ไม่จ่ายเงินจ้างนักฆ่า เขาก็ต้องลงมืออยู่ดี
แตะต้องภูตหัวใจของเขา เขาจะปล่อยให้เจ้าเด็กนั่นออกจาก
เมืองหลวงไปอย่างราบรื่นได้อย่างไร
ตอนนี้มีคนจ่ายเงิน แถมยังช่วยให้เขาประหยัดแรงอีกด้วย มีอะไร
จะไม่ดีล่ะ
…
บนถนนหลวงจากเมืองหลวงไปยังแคว้นตงหลิน กู้เฉิงและคนรับ
ใช้สามคนเดินทางมาห้าวันแล้ว แต่ใจของเขากลับยิ่งหนักอึ้ง
ตั้งแต่ที่ออกจากเมืองหลวง คนรับใช้ทั้งสามคนก็เปลี่ยนท่าทีจาก
ที่เคยนอบน้อมกลายเป็นเย็นชา เอาแต่เร่งเดินทาง และคอยจับตาม
องเขาอยู่ตลอดเวลา
ทั้งสามคนนี้เป็นคนของจางซื่อ ที่จริงแล้ว คนรับใช้ที่ดูแลบ้าน
ทั้งหมดในจวนกู้ล้วนเป็นคนของจางซื่อ ทั้งหมดเป็นทหารใต้บังคับ
บัญชาของท่านอาสองที่ซีเจียง เมื่อบาดเจ็บหรืออายุมากจนปลด
ประจำการแล้ว ก็จะมาเป็นคนรับใช้ในจวนกู้
เรื่องแบบนี้เป็นธรรมเนียมของขุนนางบางตระกูลในต้าเฉียนที่สืบ
ทอดกันมาด้วยผลงานทางทหาร ทั้งไว้ใจได้ และยังเป็นการแสดงออก
ถึงความเมตตาของตนเองอีกด้วย
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา กู้เฉิงรู้สึกได้ลางๆ ว่ามีคนคอยติดตาม
เขาอยู่ข้างหลัง
ถนนหลวงของต้าเฉียนนั้นเชื่อมต่อกันทุกทิศทุกทาง ไม่มี
เหตุผลที่ม้าสองตัวจะบังเอิญตามหลังพวกเขามาตลอด และไม่แซง
ขึ้นหน้า รักษา
ระยะห่างไว้เสมอ
การค้นพบนี้ทำให้ใจของกู้เฉิงดิ่งลงสู่จุดต ่าสุด
เงยหน้าขึ้นมองคนรับใช้สามคนที่อยู่ข้างๆ ตอนนี้กู้เฉิงอยู่ขั้นต้น
ของการฝึกภายนอกระดับเก้า แต่คนรับใช้ทั้งสามคนนี้ล้วนเป็นทหาร
ปลดประจำการ แม้จะไม่ใช่ผู้ฝึกตนอย่างเป็นทางการ แต่ก็แข็งแกร่ง
กว่าคนธรรมดามาก มีประสบการณ์ในการต่อสู้โชกโชน
ในตำราวิถีนักรบมีเพียงวิธีการฝึกฝน ไม่มีกระบวนท่าวิชาการ
ต่อสู้ ตอนที่กู้เฉิงออกจากจวนจงหย่งโหว เขานำมาเพียงมีดสั้นที่
ซ่อนได้ง่ายเล่มหนึ่ง แม้ว่ากู้เฉิงจะมีภูตหัวใจอยู่กับตัว หากจู่โจมฆ่า
ได้หนึ่งคน แต่ในที่โล่งกว้างแบบนี้ ทุกคนมีม้าอยู่กับตัว เขาจะหนีได้
อย่างไร
ทันใดนั้น กู้เฉิงก็พบว่าพวกเขาเดินทางไปเรื่อยๆ ดูเหมือนจะ
ออกจากถนนหลวง เข้าสู่ทางเล็กๆ
กู้เฉิงขมวดคิ้ว “ทางนี้ดูเหมือนจะไม่ถูกนะ เราออกจากถนน
หลวงมาไกลแล้ว”
คนรับใช้คนหนึ่งยิ้มแล้วพูด “คุณชายไม่ต้องกังวล เราไปทาง
เล็กจะเร็วกว่าทางหลวง”
“แต่ทางเล็กอันตราย”
“มีพวกข้าอยู่ รับรองว่าคุณชายจะปลอดภัย”
พูดจบ ม้าสามตัวก็ค่อยๆ ขนาบกู้เฉิงไว้ตรงกลาง
กู้เฉิงไม่ได้พูดอะไรอีก เดินทางต่อไปอีกหลายชั่วยาม ฟ้าเริ่มมืด
ลง ข้างหน้าปรากฏโรงเตี๊ยมเล็กๆ แห่งหนึ่ง
“ข้าหิวแล้ว” กู้เฉิงหยุดม้าทันที
คนรับใช้สามคนมองหน้ากัน แล้วพยักหน้า “ได้ เราไปหาอะไร
กินกันที่นี่”
โรงเตี๊ยมนั้นเล็กมาก ชั้นหนึ่งมีโต๊ะเพียงไม่กี่ตัว และมีเถ้าแก่คน
เดียวที่ทำหน้าที่ทั้งพ่อครัวและเด็กเสิร์ฟ เป็นที่พักสำหรับพ่อค้าที่
เดินทางไปมาและไม่ชอบเดินทางตอนกลางคืน
กู้เฉิงและคนอื่นๆ เดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม คนรับใช้คนหนึ่งพูด
“เถ้าแก่ มีอะไรอร่อยๆ รีบยกมาเลย”
เถ้าแก่ถูมือไปมา พูดอย่างเขินอาย “กลางวันเพิ่งมีขบวนสินค้า
ใหญ่ผ่านมา กินของไปเยอะแล้ว ของในร้านเลยไม่ค่อยพอ เหลือแค่
ไก่สองตัวกับหมั่นโถวนึ่งที่เหลืออยู่นิดหน่อย”
“เอามาให้หมดเลย”
ทันทีที่เถ้าแก่ยกของมาวาง ประตูโรงเตี๊ยมก็ถูกผลักเปิดออก
หานถิงจากสำนักดาบทำลายอาคมและ ‘หัตถ์อสูร’ อูเชียนสิงก็เดิน
เข้ามาในโรงเตี๊ยม
เถ้าแก่ของโรงเตี๊ยมพูดอย่างขอโทษ “ขออภัยแขกทั้งสองท่าน
ไม่มีอาหารแล้ว ของสุดท้ายถูกแขกกลุ่มก่อนหน้าสั่งไปหมดแล้ว”
“มีเหล้าไหม” หานถิงถาม
“เหล้าก็หมดแล้ว”
“มีน ้าเย็นไหม”
“น ้าเย็นมีแน่นอน แต่ว่า…”
หานถิงโบกมือ พูดเรียบๆ “งั้นก็เอาน ้าเย็นมาสองชาม”
เถ้าแก่ของโรงเตี๊ยมยกน ้าเย็นสองชามมาให้ด้วยใจที่เต้นระรัว
สัญชาตญาณบอกเขาว่าแขกสองคนนี้ไม่ใช่คนดีแน่
กู้เฉิงก็แอบสังเกตคนทั้งสองอยู่เช่นกัน พร้อมกับถอนหายใจใน
ใจไม่หยุด สถานการณ์ตอนนี้เรียกได้ว่าเลวร้ายจนไม่สามารถ
เลวร้ายไปกว่านี้ได้อีกแล้ว