จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 4 – ข้าจะกลับมา
ผู้ฝึกตนคือตัวแทนแห่งพลังอำนาจ และสิ่งที่กู้เฉิงขาดแคลนที่สุด
ในตอนนี้ก็คือพลังอำนาจ
กู้เฉิงอาจกล่าวได้ว่าเป็นคนที่ตายมาแล้วถึงสองครั้ง
ความทรงจำยามสิ้นใจในชาติก่อนยังคงแจ่มชัด และความทรง
จำยามตายในชาตินี้ก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวของเขาเช่นกัน
รสชาติของความตายนั้นไม่น่าอภิรมย์ และกู้เฉิงก็ไม่ปรารถนาจะ
ลิ้มลองมันอีกเป็นครั้งที่สาม
ของบางอย่างต้องสูญเสียไปจึงจะเห็นคุณค่า เมื่อได้ตายแล้วจึงรู้
ว่าการมีชีวิตอยู่นั้นล ้าค่าเพียงใด
ความกระหายในพลังอำนาจทำให้กู้เฉิงไม่ยอมเสียเวลาไปโดย
เปล่าประโยชน์ หลังจากเถียเทียนอิงจากไป เขาก็รีบเปิดตำราวิถี
นักรบและตำราศาสตร์เร้นลับขึ้นมาอ่านทันที
วิชาที่บันทึกไว้ในตำราศาสตร์เร้นลับมีอยู่ไม่มากนัก มีเพียงผนึก
สุวรรณเท่านั้นที่สามารถฝึกฝนได้ ซึ่งมีอานุภาพในการปราบปราม
ภูตผีปีศาจระดับต ่า
แต่เงื่อนไขในการร่ายผนึกสุวรรณคือต้องใช้มือข้างหนึ่งประสาน
อิน ส่วนอีกข้างต้องใช้เลือดที่มีพลังหยางเข้มข้นวาดยันต์จึงจะสำเร็จ
ยิ่งพลังหยางแข็งแกร่งเท่าใด อานุภาพก็จะยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้น
ส่วนมาตรฐานของพลังหยางนั้นคืออะไร ในตำราไม่ได้ระบุไว้
แต่กู้เฉิงรู้สึกว่าตนเองก็มีพลังหยางที่แข็งแกร่งไม่น้อย ทั้งในชาติ
ก่อนและชาตินี้
ชาติก่อนเขาไม่มีโอกาส แต่ในชาตินี้ อย่างน้อยเขาก็เป็นถึง
คุณชายในตระกูลขุนนาง มีสาวใช้รูปงามอยู่รายล้อมมากมาย แต่
เจ้าของร่างเดิมกลับเป็นคนเรียบร้อยจนน่าอึดอัด แม้แต่กู้เฉิงเองยัง
รู้สึกเสียดายแทน
อุตส่าห์ทะลุมิติมาทั้งที ร่างกายนี้กลับไม่ทิ้งความทรงจำอัน
งดงามใดๆ ไว้ให้เขาเลย
นอกเหนือจากผนึกสุวรรณแล้ว เนื้อหาส่วนใหญ่ในตำราศาสตร์
เร้นลับยังเป็นการอธิบายความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับปีศาจและภูตผีต่างๆ
ตัวอย่างเช่น หน่วยพิทักษ์ราตรีได้จำแนกระดับของปีศาจและ
ภูตผีออกเป็นเก้าระดับเช่นเดียวกับผู้ฝึกตน
ภูตผีแบ่งเป็น วิญญาณเร่ร่อน ภูตน้อย ภูตอาฆาต ภูตพยาบาท
ภูตร้าย ขุนพลภูต ราชันย์ภูต และเทพหยิน
ปีศาจแบ่งเป็น สัตว์ร้าย อสูร ปีศาจน้อย ปีศาจ ปีศาจวิญญาณ
ปีศาจใหญ่ ราชันย์ปีศาจ และเทพปีศาจ
ท้ายระดับยังมีหมายเหตุเพิ่มเติมว่า ความสามารถของภูตผี
ปีศาจนั้นหลากหลาย ระดับเป็นเพียงการอ้างอิงเท่านั้น ภูตผีบางตน
แม้ระดับจะต ่า แต่อาจมีพลังที่ชั่วร้ายและเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
วิญญาณเร่ร่อนระดับเก้าเป็นระดับที่อ่อนแอที่สุด แทบไม่มีพิษสง
ใดๆ บางตนที่อ่อนแอมากแม้แต่คนธรรมดาที่มีพลังหยางแข็งแกร่งก็
ไม่สามารถเข้าใกล้ได้ ส่วนตนที่แข็งแกร่งกว่าก็ทำได้เพียงใช้
รูปลักษณ์ที่น่ากลัวข่มขวัญเท่านั้น
ภูตน้อยระดับแปดคือภูตผีที่สามารถก่อร่างขึ้นเป็นตัวตนได้แล้ว
สามารถทำร้ายผู้คนได้ บางตนอาจถึงขั้นคร่าชีวิตได้ มีเพียงผู้ฝึกตน
เท่านั้นที่สามารถรับมือ
หากแบ่งตามระดับนี้ ภูตหัวใจในพื้นที่หยกดำของกู้เฉิงน่าจะจัด
อยู่ในระดับภูตน้อยระดับแปด คือมีตัวตนและสามารถสังหารคนได้
แต่ที่น่าแปลกคือ ในตำราระบุว่าแบ่งเป็นเก้าระดับ แต่ระดับ
สุดท้ายกลับถูกลบออกไป นี่หมายความว่าอย่างไรกัน
กู้เฉิงไม่ได้คิดให้มากความ เขาอ่านตำราศาสตร์เร้นลับจนจบ
ความรู้เกี่ยวกับภูตผีปีศาจที่บันทึกไว้ทำให้เขารู้สึกเย็นเยียบไปถึงขั้ว
หัวใจ
ภูตผีปีศาจอาละวาดไปทั่ว ยังมีพวกนักพรตสายมารที่เหิมเกริม
ทำตามอำเภอใจ แม้แต่ในเมืองหลวงก็ยังกล้าใช้วิชาคุณไสยฆ่าคน
ต่อให้มีหน่วยพิทักษ์ราตรีอยู่ ก็เห็นได้ชัดว่าไม่สามารถรับประกัน
ความปลอดภัยได้อย่างสมบูรณ์
เถียเทียนอิงพูดถูกที่สุดแล้ว ในโลกใบนี้ไม่มีใครสามารถ
รับประกันความปลอดภัยได้อย่างแท้จริง คนที่จะปกป้องตนเองได้ก็มี
เพียงตนเองเท่านั้น
หลังจากวางตำราศาสตร์เร้นลับลง กู้เฉิงก็หยิบตำราวิถีนักรบ
ขึ้นมาศึกษาอย่างละเอียด
การฝึกภายนอกนั้นต้องทำท่าทางแปลกๆ ตามภาพที่วาดไว้ใน
ตำราวิถีนักรบ จนกระทั่งสัมผัสได้ถึงกระแสความร้อนที่ไหลเวียนอยู่
ภายในร่างกาย ซึ่งเส้นทางที่กระแสความร้อนนั้นไหลผ่านก็คือเส้น
ลมปราณนั่นเอง
กระแสความร้อนนี้คือพลังปราณขั้นพื้นฐานที่สุด เมื่อมันไหลเข้า
สู่เส้นลมปราณในแขนขา ก็ต้องใช้แรงภายนอกทุบตีผิวหนัง เส้นเอ็น
และกระดูก นี่คือวิธีการฝึกภายนอก
ส่วนเมื่อฝึกฝนจนถึงขั้นสูง พลังปราณจะสามารถปลดปล่อย
ออกมาภายนอกได้ หรือแม้กระทั่งพัฒนากลายเป็นพลังปราณแท้จริง
หรือพลังปราณกล้า แน่นอนว่านั่นเป็นระดับที่นักรบระดับเจ็ดหรือหก
จึงจะสามารถบรรลุได้
กู้เฉิงใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วยามก็สามารถสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของ
เส้นลมปราณและพลังปราณ ไม่รู้ว่าความเร็วระดับนี้ถือว่าเร็วหรือช้า
เมื่อมองดูท้องฟ้าข้างนอกที่ยังไม่มืดค ่า กู้เฉิงก็เริ่มทุบตีร่างกาย
ของตนเอง แต่ทำได้เพียงสองสามชั่วยามก็รู้สึกอ่อนแรงไปทั้งตัว
ทว่ากู้เฉิงกลับรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายของเขาเบาขึ้น
กว่าเดิม และสภาพจิตใจก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ในช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่เหลือ กู้เฉิงหากไม่ไปร่วมโต๊ะอาหารกับ
ท่านย่า ก็จะขลุกตัวอยู่ในห้องเพื่อฝึกฝนร่างกาย เขาไม่สามารถไปที่
อื่นได้ และก็ไม่กล้าไปด้วย
กู้เฉิงไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะตนเองหวาดระแวงเกินไป หรือว่าใน
จวนจงหย่งโหวมีคนคอยจับตาดูเขาอยู่จริงๆ เขามักจะรู้สึกเหมือนมี
ใครบางคนแอบมองอยู่เสมอ
หนึ่งเดือนต่อมา กู้เฉิงทุบหมัดลงบนพื้นอย่างแรงสองครั้ง พื้น
หินแกรนิตที่เคยเรียบ บัดนี้กลับปรากฏรอยหมัดลึกสองรอยจากการ
ฝึกฝนของเขาตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
ตามที่ระบุไว้ในตำราวิถีนักรบ เมื่อปล่อยหมัดออกไป เส้นเอ็น
กระดูก และผิวหนังจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว พลังหมัดหนักร้อยชั่ง
สามารถบดขยี้ศิลาได้ โดยพื้นฐานแล้วก็ถือว่าบรรลุขั้นต้นของการ
ฝึกภายนอก และสามารถเรียกได้ว่าเป็นผู้ฝึกตนอย่างเป็นทางการ
กู้เฉิงไม่รู้ว่าหมัดของตนเองหนักถึงร้อยชั่งหรือไม่ แต่การหลอม
รวมเส้นเอ็น กระดูก และผิวหนังเป็นหนึ่งเดียวนั้นเขาทำได้แล้ว พื้น
หินแกรนิตในจวนจงหย่งโหวล้วนเลือกใช้ชนิดที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ
เขาน่าจะสามารถทุบหินธรรมดาให้แตกได้อย่างแน่นอน
ความเร็วในการฝึกฝนของกู้เฉิงเช่นนี้ ตามที่ตำราวิถีนักรบ
กล่าวไว้ ถือว่ารวดเร็วอย่างยิ่ง น่าจะเกี่ยวข้องกับพื้นฐานที่เขาสร้าง
ไว้ตั้งแต่ยังเด็ก
ในความทรงจำ สมัยที่บิดาของกู้เฉิงยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้สอน
เพลงมวยพื้นฐานให้เขาตั้งแต่เล็ก แต่หลังจากที่บิดาเสียชีวิต ท่านย่า
ก็เลี้ยงดูเขาอย่างตามใจจนเกินไป ทำให้เขาละเลยการฝึกฝนไปบ้าง
หลังจากผ่านพ้นไปหนึ่งเดือน ในที่สุดเถียเทียนอิงก็นำหนังสือ
รับรองมาส่งให้ กู้เฉิงสามารถออกเดินทางไปยังเมืองเหอหยางเพื่อ
รายงานตัวได้แล้ว เป็นการหลุดพ้นจากจวนโหวที่อันตรายราวกับคุก
แห่งนี้เสียที
ณ หน้าประตูใหญ่ของจวนโหว ทุกคนในจวนต่างออกมายืนส่ง
ท่านย่าโอบกอดกู้เฉิงพร้อมทั้งเช็ดน ้าตา “หลานย่า ไปถึงเมืองเหอห
ยางแล้วต้องดูแลตัวเองให้ดี อย่าได้เสียดายเงินทอง ในจวนของเรายัง
พอมีเงินเก็บอยู่ หากเงินหมดก็เขียนจดหมายกลับมานะ”
เถียเทียนอิงกระแอมเบาๆ “ท่านย่าโปรดวางใจ เงินเดือนของ
หน่วยพิทักษ์ราตรีของเรานั้นสูงมาก สูงกว่าข้าราชการฝ่ายบุ๋นและ
ฝ่ายทหารเสียอีก”
กู้เฉิงคำนับท่านย่าหนึ่งครั้ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองตัวอักษรสี่ตัว
บนป้ายหน้าจวนที่เขียนว่า ‘จวนจงหย่งโหว’ แล้วเอ่ยด้วยน ้าเสียง
หนักแน่น
“ท่านย่าวางใจเถิด ข้าจะดูแลตนเองให้ดี รอจนวันที่หลานสร้าง
เนื้อสร้างตัวได้สำเร็จ ข้าจะกลับมา”
คำพูดของกู้เฉิงนี้ ไม่ใช่เพียงแค่กล่าวกับท่านย่า แต่ยังเป็นการ
กล่าวกับ ‘ตัวเอง’ กล่าวกับ ‘กู้เฉิง’ คนที่ต้องตายไปด้วยวิชาคุณไสย
หลังจากทะลุมิติมา เขาได้ทบทวนความทรงจำทั้งหมดของกู้เฉิง
ในชาตินี้แล้ว สุดท้ายเขาสามารถใช้คำสองคำมานิยามตัวเองในชาติ
นี้ได้ นั่นก็คือ ‘ไร้เดียงสา’
พ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก กู้เฉิงจึงถูกท่านย่าเลี้ยงดูมาโดย
ตลอด
ท่านย่าเป็นคนใจดี รักแต่ไม่ตามใจ ดังนั้นกู้เฉิงจึงไม่มีนิสัยเสีย
ร้ายแรงอะไร แม้จะไม่เก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊ แต่ก็เป็นคนจิตใจดีมีเมตตา
ไม่เคยมีเล่ห์เหลี่ยมใดๆ สำหรับตำแหน่งผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์โหว
เขายังไม่มีความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยซ ้า
หลังจากทะลุมิติมา กู้เฉิงก็สัมผัสได้ถึงความมุ่งร้ายของจางซื่อที่
มีต่อเขาทันที แต่ในความทรงจำของกู้เฉิงในชาตินี้ เขากลับคิดเพียง
ว่าตนเองทำตัวไม่ดี ทำอะไรผิดพลาดไป ท่านอาสะใภ้จึงไม่ชอบหน้า
ผลลัพธ์คือคนซื่อๆ ที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยเช่นนี้ กลับต้องมาตายอ
ย่างน่าอนาถด้วยวิชาคุณไสยเพียงเพราะการแก่งแย่งผลประโยชน์
แม้กระทั่งวินาทีสุดท้ายของชีวิตเขาก็ยังไม่รู้ความจริง แต่กู้เฉิงกลับ
รู้สึกอัดอั้นและไม่คุ้มค่าแทน
การที่เขาสามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกชาติหนึ่ง ก็เพราะได้อาศัยอยู่
ในร่างของ ‘กู้เฉิง’
โดยไม่รู้ตัว กู้เฉิงรู้สึกว่าตนเองเป็นหนี้ ‘ตัวเอง’ ในชาตินี้อยู่
ดังนั้นความอัดอั้นและความไม่เป็นธรรมที่เขาได้รับ ในอนาคตตนจะ
เป็นผู้ทวงคืนให้เอง
ตอนนั้นเองจางซื่อก็เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม “เฉิงเอ๋อร์ เมื่อไปถึง
เมืองเหอหยางแล้ว อย่าลืมเขียนจดหมายกลับบ้านบ่อยๆ นะ พวกเรา
ทุกคนจะคิดถึงเจ้า และในวันนี้เจิ้งเอ๋อร์ก็อุตส่าห์ลาเรียนจากสำนัก
ศึกษาเพื่อมาส่งเจ้าโดยเฉพาะ”
เด็กหนุ่มรูปงามอายุราวสิบห้าสิบหกปีเดินออกมาจากข้างกาย
จางซื่อ ใบหน้าประดับรอยยิ้มจางๆ พร้อมกล่าวกับกู้เฉิง “ขอให้พี่
ใหญ่เดินทางโดยสวัสดิภาพ”
เด็กหนุ่มผู้นั้นคือ กู้เจิ้ง บุตรชายของจางซื่อนั่นเอง
ในความทรงจำของกู้เฉิง เขาปรากฏตัวน้อยมาก จางซื่อส่งเขา
ไปเรียนที่สำนักศึกษาตั้งแต่ยังเด็ก อีกทั้งยังจ้างทหารที่ปลด
ประจำการมาเป็นครูฝึกสอนเพลงมวยให้เขาด้วย
เมื่อเทียบกับกู้เฉิงที่ไม่ได้เรื่องทั้งบุ๋นและบู๊ กู้เจิ้งอาจกล่าวได้ว่า
เป็นผู้ที่เก่งกาจครบเครื่องทั้งสองด้าน
กู้เฉิงไม่รู้ว่าเขารับรู้เรื่องราวที่มารดาของตนได้ทำลงไปหรือไม่
แต่จากที่เห็นในตอนนี้ อย่างน้อยระหว่างเขากับกู้เฉิงก็ไม่ได้มีความ
สนิทสนมใดๆ ต่อกัน
กู้เฉิงก้มหน้าลง พยายามไม่ให้จางซื่อเห็นแววตาที่คมปลาบของ
ตน แล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ขอบคุณท่านอาสะใภ้และน้องชาย”
เถียเทียนอิงยื่นหนังสือรับรองและป้ายประจำตัวของหน่วยพิทักษ์
ราตรีให้กู้เฉิง “คุณชายกู้ ข้าได้ส่งข่าวไปยังเมืองเหอหยางแล้ว ท่าน
เพียงนำเอกสารเหล่านี้ไปรายงานตัวที่นั่นได้เลย หน่วยพิทักษ์ราตรี
ยังมีภารกิจอื่นอีกมาก ข้าคงไม่ได้ไปส่งท่าน”
เถียเทียนอิงในฐานะทหารเกราะนิลของหน่วยพิทักษ์ราตรีเมือง
หลวง มีภารกิจมากมาย ย่อมไม่สามารถไปส่งกู้เฉิงถึงเมืองเหอหยาง
ด้วยตนเองได้
ท่านย่าเอ่ยอย่างเป็นกังวล “แล้วระหว่างทางจะเกิดอันตราย
หรือไม่”
มุมปากที่ดูร้ายกาจของจางซื่อยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม “ท่านย่าวางใจ
เถิด ข้าได้จัดให้คนรับใช้สามคนคอยคุ้มกันเฉิงเอ๋อร์ไปตลอดทาง
แล้ว พวกเขาล้วนเป็นทหารเก่าที่เคยติดตามท่านอาสองของเขา จะ
ไม่เกิดเรื่องอันตรายใดๆ แน่นอน”
ท่านย่าพยักหน้าอย่างพอใจ “ดี เรื่องนี้เจ้าจัดการได้รอบคอบยิ่ง
นัก”
สีหน้าของกู้เฉิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย “ไม่ต้องรบกวนแล้วขอรับ
จากเมืองหลวงไปยังเมืองเหอหยางมีถนนหลวงที่ปลอดภัย จะมี
อันตรายอะไรได้”
แต่ในเรื่องนี้ท่านย่ากลับไม่ฟังกู้เฉิง ท่านโบกมืออย่างเด็ดเดี่ยว
“กันไว้ดีกว่าแก้ ปลอดภัยแค่ไหนก็ประมาทไม่ได้”
ภายในจวนกู้ แม้แต่จางซื่อก็ยังไม่กล้าขัดคำสั่งของท่านย่าอย่าง
เปิดเผย เมื่อท่านย่าเอ่ยปากเช่นนี้แล้ว หากกู้เฉิงยังคงคัดค้านอย่าง
รุนแรงก็จะดูน่าสงสัยเกินไป
ดังนั้นกู้เฉิงจึงทำได้เพียงยอมให้คนรับใช้ร่างกำยำสามคนคุ้มกัน
ขึ้นม้า ออกเดินทางจากเมืองหลวง
หากไม่มีพวกเขาสามคนนี้คุ้มกัน อาจจะเป็นการกันไว้ดีกว่าแก้
แต่เมื่อมีพวกเขาสามคนนี้คุ้มกัน อันตรายกลับอยู่ใกล้ตัว
ตลอดเวลา
ขณะที่กำลังจะออกจากเมืองหลวง กู้เฉิงหันกลับไปมองอีกครั้ง
ตลอดเวลากว่าหนึ่งเดือนนับตั้งแต่ที่เขาทะลุมิติมา เขาไม่เคยได้
ย่างเท้าออกจากจวนกู้เลย นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นโฉมหน้า
ภายนอกของเมืองหลวงแห่งต้าเฉียน
กำแพงเมืองสูงตระหง่านร้อยจั้งก่อขึ้นจากอิฐศิลาดำมะเมื่อม
ขนาดมหึมา เมื่อเข้าใกล้จนถึงกับมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ราวกับอสูร
กายยุคบรรพกาลที่หมอบอยู่บนพื้นพิภพ
นครที่ยิ่งใหญ่โอฬารเช่นนี้ ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ของ
ชาติก่อนที่เขาจากมา
สักวันหนึ่ง กู้เฉิงจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง เพื่อยลโฉมเมืองหลวงแห่ง
ต้าเฉียนนี้ให้เต็มตา