จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 60 - ผู้ไม่เคารพชีวิต ไม่คู่ควรมีชีวิต
ในห้องโถงด้านหลังของสำนักเต๋าเสวียน จงหลินกำลังเล่า
เรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นให้กับนักพรตวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งสวมมงกุฎ
เต๋าหยกสีม่วงและสวมชุดนักพรตสีม่วงอยู่
คนผู้นี้คือเจ้าสำนักเต๋าเสวียน ‘เทพกระบี่สลายซานเหริน’ อวี๋ไป่
เชียน
สำนักเต๋าเสวียนมีความเกี่ยวข้องกับสำนักเต๋า จริงๆ แล้วก็มี
เพียงเจ้าสำนักผู้นี้เท่านั้น เขาเคยเป็นนักพรตอยู่ทางใต้ แต่ไม่รู้ว่า
ทำไมภายหลังถึงได้สึกออกมา
หลังจากมาถึงแคว้นตงหลิน เขาก็กลับมาเป็นนักพรตอีกครั้ง นำ
วิชาลับหลายแขนงเข้าร่วมกับสำนักเต๋าเสวียนที่ตอนนั้นยังไม่
แข็งแกร่งนัก
อาจกล่าวได้ว่าสำนักเต๋าเสวียนจะมีขนาดเท่าทุกวันนี้ได้
บทบาทของเขายิ่งใหญ่กว่าปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักเต๋าเสวียนใน
อดีตเสียอีก
“ไปเรียกตู้จื่อหยางมาให้ข้า”
หลังจากฟังจบ อวี๋ไป่เชียนก็สั่งด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ครู่ต่อมา ชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าปีก็เดินเข้ามา คารวะอย่าง
ระมัดระวัง “อาจารย์ ท่านผู้อาวุโสจง มีเรื่องอันใดรึ”
อวี๋ไป่เชียนฮึ่มเสียงเย็น “เรื่องดีๆ ที่เจ้าทำไว้เจ้ายังไม่รู้อีกรึ ฆ่า
คนก็ช่างเถอะ ยังจะบีบคั้นครอบครัวของคนอื่นให้ถึงทางตันอีก
ตอนนี้ดีแล้ว เรื่องใหญ่โตขึ้นมาแล้ว หน่วยพิทักษ์ราตรีมาถึงหน้า
ประตูแล้ว
ให้เจ้าตั้งใจบำเพ็ญเพียรอยู่ในสำนัก เจ้าก็ไม่ฟัง ออกไปครั้ง
เดียวก็สร้างปัญหาใหญ่โตขนาดนี้”
จงหลินเล่าเรื่องให้ฟังหนึ่งรอบ ถอนหายใจ “เจ้าหนอเจ้า ไอ้หมอ
นั่นก็ถูกเจ้าฆ่าไปแล้ว เจ้ายังจะไปทำเรื่องไร้สาระอีกทำไม”
ตู้จื่อหยางพอได้ยินว่าเรื่องใหญ่โตขึ้น ก็ตัวสั่นขึ้นมาทันที พูด
เสียงเบา “ศิษย์เพียงแค่โมโหเท่านั้น ใครจะไปคิดว่า ผู้หญิงคนนั้นจะ
รู้วิชาลับสังเวยเลือดเรียกผีด้วย”
จริงๆ แล้วการทะเลาะกันในตอนแรกนั้นง่ายมาก ตู้จื่อหยางเห็น
วัตถุดิบชิ้นหนึ่งที่ขบวนสินค้านำมาจากชายแดนตะวันตก เป็น
วัตถุดิบที่ดีในการหลอมอาวุธ เขาคิดว่าพวกคนธรรมดาไม่รู้ค่า จึง
อยากจะใช้เงินไม่กี่ตำลึงซื้อมา ใครจะไปคิดว่าในขบวนสินค้าจะมีคน
ที่รู้เรื่องอยู่ด้วย
แม้เขาจะเป็นศิษย์ของเจ้าสำนัก แต่ตอนนั้นในกระเป๋าเขาก็ไม่มี
เงินมากขนาดนั้น จึงอยากจะบังคับซื้อ ผลคือตนเองก็บอกชื่อสำนัก
เต๋าเสวียนไปแล้ว กลับยังมีคนโง่กล้ามาขวางเขาอีก
ตู้จื่อหยางเป็นผู้บำเพ็ญปราณสายตรงที่หาได้ยากในสำนักเต๋า
เสวียน วิชาสายมารที่รู้มีน้อยมาก ความแข็งแกร่งของร่างกายด้อย
กว่าหลี่จงฮั่นที่เคยฝึกวิชามวยมาบ้าง ตอนที่ทะเลาะกันจึงถูกต่อยไป
หนึ่งหมัด ถึงได้โมโหจนลงมือฆ่าคน
เดิมทีคนตายไปแล้ว เรื่องก็น่าจะจบลงเพียงเท่านี้
แต่ใครจะไปคิดว่าเรื่องนี้จะถูกคนอื่นเล่าลือไปทั่วภูเขา เขาถูก
ศิษย์สำนักเต๋าเสวียนคนอื่นๆ เยาะเย้ยไม่น้อย เรื่องนี้ทำให้เขายิ่งคิด
ยิ่งโมโห ถึงได้ไปหาผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านหลี่เจียโดยเฉพาะ ไป
รังแกภรรยาม่ายของอีกฝ่าย
พูดพลาง ตู้จื่อหยางก็มองอวี๋ไป่เชียนอย่างระมัดระวัง “อาจารย์
หน่วยพิทักษ์ราตรีมาต้องการจะทำอะไร จะสืบสวนเรื่องนี้รึ ศิษย์ไม่
อยากเข้าคุกดำของหน่วยพิทักษ์ราตรีนะ”
อวี๋ไป่เชียนฮึ่มเสียงเบา “ตอนนี้ถึงได้รู้ว่ากลัวรึ กลับไปบำเพ็ญ
เพียรซะ”
ไล่ตู้จื่อหยางไปแล้ว อวี๋ไป่เชียนก็พูดกับจงหลิน “ไปตามเฉิน
ฉงซานผู้ตรวจการณ์ราตรีอำเภอเฟิงหยวนมาให้ข้า รับของดีจาก
สำนักเต๋าเสวียนของข้าไปมากขนาดนี้ ก็ถึงเวลาที่เขาต้องออกแรง
แล้ว ข้าจะไปพบกับกู้เฉิงคนนั้น”
อวี๋ไป่เชียนเดินออกจากประตูไป พูดเสียงหนัก “ข้าผู้น้อยคือเจ้า
สำนักเต๋าเสวียนอวี๋ไป่เชียน เมื่อครู่จงหลินได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ข้า
ฟังแล้ว ไม่ทราบว่าท่านกู้มีความคิดเห็นอย่างไร”
อวี๋ไป่เชียนมองกู้เฉิง จริงๆ แล้วท่าทีของเขาก็มีความหมายว่า
มองจากที่สูงลงมาอยู่บ้าง
ในด้านฝีมือ อวี๋ไป่เชียนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรสายตรงที่หาได้ยาก
คนหนึ่ง บรรลุถึงจุดสูงสุดของขั้นเจ็ดหยั่งรู้แล้ว ห่างจากขั้นหกรวม
ปราณเพียงแค่ก้าวเดียว
แตกต่างจากผู้บำเพ็ญปราณในขั้นบำเพ็ญปราณและขั้นบำรุง
วิญญาณ ขั้นหยั่งรู้สามารถจินตนาการถึงลายเต๋าและยันต์ต่างๆ ใน
สมองได้แล้ว สามารถใช้วิชาเต๋าและยันต์ต่างๆ ได้ในทันที พลังต่อสู้
เมื่อเทียบกับขั้นบำรุงวิญญาณอาจกล่าวได้ว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับ
ดิน ขอเพียงมีระยะห่างที่เหมาะสม แม้แต่จะสามารถสู้กับนักรบระดับ
เดียวกันจนตายได้
ที่สำคัญที่สุดคือ อวี๋ไป่เชียนในภายหลังยังได้ฝึกวิชาสายมารอีก
ไม่น้อย แม้จะไม่ได้ช่วยให้ระดับการบำเพ็ญเพียรของเขาเพิ่มขึ้นมาก
นัก แต่กลับช่วยเพิ่มพลังต่อสู้ให้เขาได้ไม่น้อย ชดเชยจุดอ่อนด้าน
ร่างกายที่อ่อนแอของเขา แม้แต่นักรบที่บรรลุถึงขั้นหกโลหิตพล่าน
มาสู้กับเขา ก็ยังไม่ได้เปรียบ
ดังนั้นในสายตาของอวี๋ไป่เชียน ทั้งหน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองเหอห
ยาง คนที่สามารถพูดคุยกับเขาได้อย่างเท่าเทียม ก็มีเพียงชุยจื่อ
เจี๋ยคนเดียวเท่านั้น
กู้เฉิงเคาะโต๊ะ พูดเสียงหนัก “ง่ายมาก ส่งตัวตู้จื่อหยางมา
ฆ่าคนต้องชดใช้ด้วยชีวิต ติดหนี้ต้องชดใช้ด้วยเงิน
เพราะตู้จื่อหยางคนเดียว ทำลายชีวิตคนไปหลายร้อยคน ฆ่าเขา
สิบครั้งร้อยครั้งก็ยังไม่พอ
ตอนนี้ในหมู่บ้านหลี่เจียยังมีคนรอดชีวิตอยู่สามสิบกว่าคน ขอ
เพียงนำเขาไปสังเวยเลือดให้ภูตอสูร ก็จะสามารถสลายความแค้น
ของมัน ช่วยชีวิตคนเหล่านั้นได้”
“เป็นไปไม่ได้”
อวี๋ไป่เชียนโบกมือ ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
“เมื่อครู่ข้าถามศิษย์ของข้าแล้ว หลี่จงฮั่นคนนั้นเขาฆ่าจริงๆ แต่
ทุกคนก็เป็นคนในยุทธภพ ทะเลาะกันแล้วพลั้งมือฆ่าคนก็เป็นเรื่อง
ปกติไม่ใช่รึ
และเขาก็ไม่ได้สั่งให้ผู้ใหญ่บ้านคนไหนไปรังแกครอบครัวของอีก
ฝ่าย เห็นได้ชัดว่าเป็นพวกชาวบ้านเลวทรามเหล่านั้นใส่ร้ายป้ายสี”
ตู้จื่อหยางเป็นศิษย์เอกของเขา ที่สำคัญที่สุดคือ ตู้จื่อหยางเป็นผู้
บำเพ็ญเพียรคนเดียวในบรรดาศิษย์รุ่นเยาว์ของสำนักเต๋าเสวียนใน
ปัจจุบันที่มีพรสวรรค์ด้านการบำเพ็ญปราณ
แม้จะวิชาสายมารจะแข็งแกร่ง แต่ความสำเร็จก็มีจำกัด
เหมือนกับจงหลินที่เป็นผู้อาวุโสที่บำเพ็ญวิชาสายมารเป็นหลัก เกรง
ว่าชาตินี้ก็จะหยุดอยู่แค่นี้แล้ว
มีเพียงผู้บำเพ็ญเพียรที่บำเพ็ญปราณเป็นหลักอย่างเขาและตู้จื่
อหยางเท่านั้นที่มีอนาคตที่กว้างไกลกว่า
และต่อให้คนคนนี้จะไม่ใช่ตู้จื่อหยาง แต่เป็นศิษย์ธรรมดาของ
สำนักเต๋าเสวียน เขาก็จะไม่ยอมส่งตัวให้
มีคนมาที่สำนักเต๋าเสวียนของเขาขอคน สำนักเต๋าเสวียนของ
เขาก็ต้องยอมส่งตัวให้ ถือว่าสำนักเต๋าเสวียนของเขาเป็นอะไร
หน้าตาของสำนักเต๋าเสวียนของเขาไม่ต้องรักษารึ
กู้เฉิงจ้องมองอวี๋ไป่เชียน “แต่ในแดนอสูร ยังมีชีวิตคนอีกสามสิบ
กว่าคน”
อวี๋ไป่เชียนพูดเรียบๆ “แล้วชีวิตศิษย์ของข้าก็ไม่ใช่ชีวิตรึ”
“เจ้าสำนักอวี๋ไม่คิดจะส่งตัวคนรึ”
อวี๋ไป่เชียนสะบัดแขนเสื้อ ฮึ่มเสียงเบา “น่าขัน หากใครมาขอคน
สำนักเต๋าเสวียนของข้าก็ต้องยอมส่งตัวให้ เช่นนั้นสำนักเต๋าเสวียน
ของข้ายังจะมีความหมายอะไรอีก ข้าที่เป็นเจ้าสำนักก็ลาออกไปเลย
ดีกว่า”
บรรยากาศของทั้งสองฝ่ายกดดันถึงขีดสุด ทันใดนั้นก็มีเสียง
หัวเราะดังขึ้นมาจากนอกประตู
“ฮ่าๆ ท่านทั้งสองใจเย็นๆ ก่อน มีเรื่องอะไรก็ค่อยๆ คุยกันสิ
จะต้องประจันหน้ากันขนาดนี้ทำไม”
นักรบวัยกลางคนอายุสี่สิบกว่าปี ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม สวม
ชุดเกราะนิลสีดำของหน่วยพิทักษ์ราตรีเดินเข้ามา
เขาพูดกับกู้เฉิง “น้องกู้ใช่ไหม ข้าคือเฉินฉงซานผู้ตรวจการณ์
ราตรีอำเภอเฟิงหยวน”
“โอ้ ท่านเฉินนี่เอง”
กู้เฉิงเห็นจงหลินที่เดินตามหลังเฉินฉงซานเข้ามา ก็อดไม่ได้ที่จะ
ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเดาได้แล้วว่าอีกฝ่ายกับสำนักเต๋าเสวียนมี
ความสัมพันธ์กันอย่างไร
หน่วยพิทักษ์ราตรีกับสำนักบำเพ็ญเพียรเป็นปฏิปักษ์กันก็จริง
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องสู้กันจนตายไปข้างหนึ่ง
เหมือนกับเฉินฉงซานผู้ตรวจการณ์ราตรีอำเภอเฟิงหยวนคนนี้
ตอนที่เขายังไม่เป็นผู้ตรวจการณ์ราตรี ก็เคยรับของดีจากสำนักเต๋า
เสวียนมาบ้าง เปิดประตูอำนวยความสะดวกให้ศิษย์ของพวกเขา
เพราะของดีเหล่านี้ทำให้ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของเขา
เร็วกว่าทหารเกราะนิลคนอื่นๆ มาก ถึงได้กลายเป็นผู้ตรวจการณ์
ราตรี
หลังจากนั้นของดีที่สำนักเต๋าเสวียนให้เขาก็มีมาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรเสียสำนักเต๋าเสวียนก็อยู่ในเขตอำนาจของอำเภอเฟิงหยวน
การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ตรวจการณ์ราตรีในท้องถิ่น ก็จะช่วย
ให้ทำอะไรได้สะดวกขึ้น
เฉินฉงซานดึงกู้เฉิงไปข้างหนึ่ง พูดเสียงเบา “น้องกู้ เรื่องของ
อำเภอหลัว ข้าก็ได้ยินมาบ้างแล้ว เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว จะไปตามหา
ว่าใครผิดใครถูกก็ไม่มีความหมายแล้ว
เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้ามากนัก ต่อให้ท่านผู้บัญชาการใหญ่
สืบสวนลงมา ก็จะไม่โทษมาถึงหัวเจ้าหรอก
ไม่เช่นนั้น ให้เกียรติพี่ชายข้าหน่อย เรื่องนี้ก็จบลงเพียงเท่านี้
ทางสำนักเต๋าเสวียน ข้าจะช่วยพูดให้ เจ้าขายน ้าใจให้พวกเขา พวก
เขาก็จะให้ของดีกับเจ้าบ้าง”
กู้เฉิงมองอีกฝ่าย “จบเหรอ แดนอสูรยังอยู่ ในแดนอสูรยังมีคน
รอดชีวิตอยู่สามสิบกว่าคน จบลงเพียงเท่านี้เหรอ”
เมื่อเห็นท่าทีของกู้เฉิงเช่นนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของเฉินฉงซานก็
ค่อยๆ หายไป พูดเรียบๆ “น้องกู้ เจ้าเพิ่งจะมาเป็นผู้ตรวจการณ์ราตรี
ได้ไม่กี่วัน บางเรื่องเจ้ายังมองไม่ทะลุเลยนะ
แคว้นตงหลินทุกปีมีคนตายเพราะปีศาจและภูตผีมากไหม ไม่
มากเลย สามสิบกว่าคนจะนับเป็นอะไรได้
ชายแดนตะวันตกก่อกบฏ ทหารหลายแสนนายก็ต้องสละชีพไป
ทางใต้พวกกบฏและลัทธิมารก่อการร้าย สังหารล้างเมืองล้างตระกูล
ทุกที ทุกปีจะมีคนตายไปเท่าไหร่
เจ้ากับข้าก็เป็นคนธรรมดา อย่าทำตัวเป็นพระโพธิสัตว์เลย คดี
ฆาตกรรมในใต้หล้านี้มีมากมาย เจ้าจะจัดการไหวรึ
ฟังพี่ชายข้าสักคำ รับของดีแล้วทำเป็นหูหนวกตาบอดถึงจะไป
ได้ไกล เหมือนกับท่านผู้บัญชาการปราบปรามที่อยู่เหนือพวกเรา
คนที่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น มักจะมีชีวิตอยู่ไม่ยืนยาว”
กู้เฉิงถอนหายใจยาว เขามีความรู้สึกขึ้นมาอย่างหนึ่ง ความรู้สึก
ที่เรียกว่าความโกรธ โกรธที่พวกเขาไม่เคารพชีวิต
เฉินฉงซานพูดถูกอย่างหนึ่ง กู้เฉิงไม่ใช่พระโพธิสัตว์ เขาเป็น
เพียงคนธรรมดา
ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อนหรือชาตินี้ เรื่องราวที่ไม่ยุติธรรมและถูกใส่
ร้ายมีมากมาย เขาจัดการไม่ไหว
แม้แต่วิธีการที่กู้เฉิงใช้กับสามแก๊งอำเภอหลัว และกับสมาคม
ฉางเล่อก็ไม่ค่อยจะสง่างามนัก เรียกได้ว่าไม่เลือกวิธีการ
แต่คำพูดของเมิ่งหานถังประโยคหนึ่งกลับถูกกู้เฉิงจดจำไว้ในใจ
ในฐานะผู้บำเพ็ญเพียร ควบคุมพลังที่คนธรรมดาไม่อาจเอื้อมถึง
ได้ ต้องมีขอบเขต มิฉะนั้นจะต่างอะไรกับปีศาจและภูตผี
กู้เฉิงเป็นคนที่เคยตายมาแล้วสองครั้ง คนที่เคยตาย มักจะรู้
คุณค่าของชีวิต รู้จักที่จะทะนุถนอม
แต่เหตุผลนี้อวี๋ไป่เชียนไม่รู้ เฉินฉงซานก็ไม่รู้
คนที่ไม่เคารพชีวิต ไม่คู่ควรมีชีวิตอยู่บนโลกนี้
บางครั้งการใช้การฆ่าเพื่อหยุดการฆ่า การใช้ความรุนแรงเพื่อ
หยุดความรุนแรง การใช้ชีวิตแลกชีวิต อาจจะเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการ
แก้ไขปัญหา
ถูกผิดได้เสีย ไม่มีใครพูดได้ชัดเจน
กู้เฉิงไม่เคยคิดว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นถูกต้อง เขาเพียงแค่ทำในสิ่ง
ที่ตนเองคิดว่าควรทำ
เงยหน้าขึ้นมองอวี๋ไป่เชียนและเฉินฉงซาน กู้เฉิงก็พูดขึ้น
“เช่นนั้น พวกท่านก็ยังไม่คิดจะส่งตัวคนมาสินะ”
เฉินฉงซานขมวดคิ้ว ที่แท้คำพูดของตนเองเมื่อครู่ก็พูดไปเปล่าๆ
รึ
อวี๋ไป่เชียนยิ่งเยาะเย้ยอย่างดูถูก
ผู้ตรวจการณ์ราตรีคนหนึ่ง ยังไม่ใช่ผู้ตรวจการณ์ราตรีที่อยู่ใน
เขตอำนาจของสำนักเต๋าเสวียนของเขา กล้าดียังไงมาดื้อดึงขอคน
จากสำนักเต๋าเสวียนของเขา ไม่รู้จักที่ต ่าที่สูง
กู้เฉิงหัวเราะเสียงดัง ประสานมือคารวะคนทั้งสอง “เข้าใจแล้ว
ข้าน้อยขอลา พบกันใหม่วันหน้า”
กู้เฉิงยิ้มอย่างสดใส ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่รอยยิ้มแบบนี้หากให้เหลยเผิงเห็น คงจะรู้สึกคุ้นตาอย่าง
แน่นอน
แม้แต่ในฝันร้ายของเหลยเผิงในช่วงไม่กี่วันหลังจากที่ตู้ซินอู่
และฮวาชิงตาย เขาก็เคยฝันถึงรอยยิ้มแบบนี้