จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 61 - สมควรฆ่า สมควรล้างบาง
รอยยิ้มสุดท้ายของกู้เฉิงทำให้เฉินฉงซานรู้สึกอึดอัด ทำให้เขา
อดไม่ได้ที่จะบิดคอไปมา
อวี๋ไป่เชียนขมวดคิ้ว “หน่วยพิทักษ์ราตรีของพวกท่านตอนนี้ช่าง
ไม่เลือกหน้าจริงๆ เด็กเมื่อวานซืนที่ไม่รู้จักที่ต ่าที่สูงแบบนี้ก็เป็น
ผู้ตรวจการณ์ราตรีได้รึ”
เฉินฉงซานเยาะเย้ยเสียงเย็น “เป็นไอ้เมิ่งหานถังนั่นแหละที่
ผลักดันขึ้นมา ดูเหมือนจะเป็นคนสนิทของเขา ในเมืองหลวงก็ยังมี
เส้นสายอยู่บ้าง
ไอ้เมิ่งหานถังนั่นไปเมืองหลวงแล้วก็ไม่ลืมที่จะผลักดันคนสนิทที่
ตัวเองทิ้งไว้ให้ขึ้นมาเป็นผู้ตรวจการณ์ราตรี เขายังจะอ้างว่าตัวเอง
ยุติธรรมอีกรึ ยุติธรรมบ้าบออะไร
แต่จะทำอย่างไรได้ ท่านผู้บัญชาการใหญ่ก็ชอบใช้คนแบบนี้
พวกเราที่เป็นคนเก่าแก่ของหน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองเหอหยางต่อให้ไม่
พอใจ ต่อให้เสียใจ จะทำอะไรได้”
ข่าวที่กู้เฉิงได้เป็นผู้ตรวจการณ์ราตรีแพร่ออกไป คนอื่นไม่รู้ แต่
เฉินฉงซานกลับรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง
อย่างไรเสียคนแก่อย่างเขาที่อยู่ในหน่วยพิทักษ์ราตรีมาครึ่งชีวิต
พอถึงวัยกลางคนถึงจะได้เป็นผู้ตรวจการณ์ราตรี
ผลคือกู้เฉิงที่เป็นคนใหม่ที่เพิ่งจะเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์ราตรีเมือง
เหอหยางได้ไม่ถึงปีก็สามารถเทียบเท่ากับเขาได้แล้ว นี่มันเพราะอะไร
แม้แต่จะพูดถึงกู้เฉิง เฉินฉงซานก็ยังไม่พอใจเมิ่งหานถังอยู่บ้าง
อย่างไรเสียในแง่ของอายุ เมิ่งหานถังที่เพิ่งจะสามสิบกว่าปีก็ยัง
เป็นคนหนุ่ม และนิสัยที่เย็นชา ไม่รู้จักปรับตัวของเมิ่งหานถัง การไป
มีเรื่องกับเขาก็เป็นเรื่องปกติ
อวี๋ไป่เชียนสะบัดแขนเสื้อ “เรื่องวุ่นวายในหน่วยพิทักษ์ราตรีของ
พวกท่านข้าไม่อยากจะยุ่ง ขอเพียงเรื่องนี้อย่าได้ลามมาถึงสำนักเต๋า
เสวียนของข้าก็พอ”
เฉินฉงซานรีบพูด “เจ้าสำนักวางใจเถอะ ขอเพียงให้ศิษย์ของ
ท่านยืนกรานว่า เขาไม่ได้ไปชี้นำให้ผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านหลี่เจียไป
บีบคั้นภรรยาม่ายของคนอื่นให้ตาย ถึงตอนนั้นคนในหมู่บ้านหลี่เจีย
ตายหมดแล้ว ไม่มีพยานรู้เห็นใครจะรู้
ท่านผู้ใหญ่ในแคว้นตงหลินของเราต้องการความสงบสุขเป็น
หลัก ต่อให้เป็นท่านผู้บัญชาการใหญ่ชุยจื่อเจี๋ยก็ไม่กล้าที่จะสร้าง
เรื่องใหญ่โตอะไรขึ้นมาในเวลานี้”
อวี๋ไป่เชียนพยักหน้าอย่างพอใจ “ในเมื่อเป็นเช่นนั้นก็ดีแล้ว ครั้ง
นี้ก็รบกวนท่านแล้ว
เมื่อเร็วๆ นี้ข้าเพิ่งจะหลอมยาเม็ดบำรุงวิญญาณออกมาได้ไม่กี่
ขวด ท่านไปเอามาขวดหนึ่งเถอะ”
เฉินฉงซานก็มีสีหน้าดีใจทันที ประสานมือคารวะอวี๋ไป่เชียน
“ฮ่าๆ ขอบคุณเจ้าสำนัก”
ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็นเมิ่งหานถังหรือกู้เฉิง พวกเขาก็ไม่ใช่นิสัย
ที่กลัวเรื่อง เกิดปัญหาก็แก้ไขปัญหา แล้วก็รับคะแนนผลงาน แลกยา
เม็ด
ส่วนผู้ตรวจการณ์ราตรีอย่างเฉินฉงซานที่เจอเรื่องแล้วหลบได้ก็
หลบ กดได้ก็กด จะเอาอะไรกิน
คนอื่นไม่รู้ อย่างไรเสียเขาก็พึ่งพาสำนักเต๋าเสวียน
ใช้ตำแหน่งของตนเองเปิดประตูอำนวยความสะดวกให้สำนักเต๋า
เสวียนก็สามารถแลกยาเม็ดบำเพ็ญเพียรได้แล้ว นี่ไม่ดีกว่าไปสู้กับ
พวกภูตผีปีศาจที่ดุร้ายรึ
เมื่อกู้เฉิงกลับมาถึงอำเภอหลัว ทุกคนเห็นเขากลับมามือเปล่าก็
เดาผลลัพธ์ได้แล้ว และนี่ก็อยู่ในความคาดหมายของพวกเขา
ฝีมือของสำนักเต๋าเสวียนแม้จะไม่ได้โดดเด่นอะไรในแคว้นตง
หลิน แต่ในเมืองเหอหยางก็เป็นสำนักที่เป็นทางการ มีหน้ามีตา จะ
ยอมส่งมอบศิษย์ของตนเองออกมาง่ายๆ ได้อย่างไร
จ้าวซิงหมิงถอนหายใจ “ท่านขอรับ สำนักเต๋าเสวียนไม่ยอมส่ง
ตัวคน เช่นนั้นตอนนี้เราจะทำอย่างไร
ไม่เช่นนั้นก็ให้หมู่บ้านโดยรอบหมู่บ้านหลี่เจียอพยพออกไปก่อน
แล้วก็ปิดล้อมพื้นที่นั้นไว้ รอให้แดนอสูรสลายไป”
กู้เฉิงพูดขึ้นทันที “สำนักเต๋าเสวียนไม่ยอมส่งตัวคน หน่วย
พิทักษ์ราตรีของข้าก็ไปจับคนไม่ได้รึ
ข้าจะบุกโจมตีสำนักเต๋าเสวียน”
คำพูดนี้ดังออกมา ราวกับหินผาถล่มทลาย ทุกคนที่อยู่ใน
เหตุการณ์ต่างก็มองกู้เฉิงด้วยสายตาตกตะลึง
ฝีมือของสำนักเต๋าเสวียนเป็นอย่างไร ไม่ต้องคิดก็รู้ว่า สู้ไม่ได้
แน่นอน
และสำนักเต๋าเสวียนก็อยู่ในอำเภอเฟิงหยวน หน่วยพิทักษ์ราตรี
อำเภอหลัวข้ามเขตไปบุกโจมตีสำนักเต๋าเสวียน สร้างเรื่องใหญ่โต
ขนาดนี้ ก็ไม่ค่อยจะถูกระเบียบนัก
จ้าวซิงหมิงรีบห้าม “ท่านขอรับ ท่านใจเย็นๆ ก่อน…”
กู้เฉิงโบกมือ ขัดจังหวะคำพูดของจ้าวซิงหมิง พูดเสียงหนัก
“ตอนนี้ข้าใจเย็นมาก
ชีวิตของคนสามสิบกว่าคนในหมู่บ้านหลี่เจียสำคัญ ชีวิตของเจ้า
กับข้าก็สำคัญกว่า มีชีวิตอยู่ถึงจะสามารถปราบปรามปีศาจและภูตผี
ได้ ถึงจะสามารถช่วยชีวิตคนได้มากขึ้น ตายไปแล้วก็ไม่มีอะไรเลย
เหตุผลนี้ข้ารู้ดีกว่าพวกท่าน ดังนั้นหากไม่มีความมั่นใจเกินห้าส่วน
ข้าก็จะไม่ลงมือ
ในทางราชการ การปราบปรามปีศาจและภูตผี การช่วยเหลือ
ประชาชนเป็นหน้าที่ของหน่วยพิทักษ์ราตรีของข้า เรื่องไม่ได้อยู่ใน
เขตอำนาจของพวกเราก็ช่างเถอะ แต่ตอนนี้เรื่องก็เกิดขึ้นในอำเภอ
หลัวของข้า พวกเราจะนิ่งดูดายได้อย่างไร
ในทางส่วนตัว ศิษย์สำนักเต๋าเสวียนฆ่าคนไม่พอ ยังจะบีบคั้น
ภรรยาม่ายของคนอื่นให้ถึงทางตัน ผลคือสร้างปัญหาใหญ่โตขนาด
นี้ให้กับอำเภอหลัวของข้า
เรื่องนี้หากไม่แก้ไข แม้ท่านผู้บัญชาการใหญ่จะไม่โทษพวกเรา
แต่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาพวกเรากลับไม่มีปัญญาแก้ไข พอถึงสิ้นปีที่
ทำการประเมินผลงานของผู้ตรวจการณ์ราตรีของแต่ละอำเภอ พวก
ท่านคิดว่าอำเภอหลัวของข้าจะยังได้รับผลงานที่ดีอะไรอีก
ไม่ว่าจะทางราชการหรือทางส่วนตัว สำนักเต๋าเสวียนก็สมควร
ฆ่า สมควรล้างบาง
แต่เรื่องนี้ก็ยังคงมีความเสี่ยงอยู่บ้าง ดังนั้นจะลงมือหรือไม่ ก็
แล้วแต่ความสมัครใจ
เรื่องนี้หากสามารถแก้ไขได้ เบื้องบนจะต้องมอบคะแนนผลงาน
ก้อนใหญ่ให้อีกแน่นอน อย่างน้อยก็เป็นพัน
คะแนนผลงานส่วนนี้ข้าจะไม่เอาแม้แต่คะแนนเดียว แบ่งให้ทุก
คนทั้งหมด
ตอนนี้ ใครสมัครใจจะลงมือ”
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็เงียบไปทันที
การบุกโจมตีสำนักที่แข็งแกร่งกว่าตนเอง แม้แต่จะเป็นสำนักที่
ติดอันดับในเมืองเหอหยาง แรงกดดันแบบนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา
อย่าว่าแต่กู้เฉิงเพิ่งจะเข้ารับตำแหน่งผู้ตรวจการณ์ราตรีอำเภอ
หลัว ต่อให้เป็นเมิ่งหานถังอยู่ที่นี่ พวกเขาก็ต้องคิดแล้วคิดอีก
เสี่ยวอี่เดินออกมาอย่างเงียบๆ ยืนอยู่ข้างๆ กู้เฉิง
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านหลี่เจียกระทบกระเทือนจิตใจของ
เด็กหนุ่มคนนี้ แม้เขาเองจะเคยผ่านความยากลำบากมา แต่ก็ไม่เคย
เห็นเรื่องราวที่น่าเกลียดเช่นนี้มาก่อน
หวังฉีถ่มน ้าลาย ด่าว่า “สำนักเต๋าเสวียนมันเป็นอะไร ท่านขอรับ
ครั้งนี้ต่อให้ท่านไม่ลงมือ รอให้มีโอกาสเจอคนของสำนักเต๋าเสวียน
ข้าจะต้องสั่งสอนพวกมันสักหน่อย”
คนสมองทึบอย่างหวังฉีคิดอะไรไม่ซับซ้อน
เขาเพียงแค่สงสารคนในหมู่บ้านหลี่เจียเหล่านั้น ไม่พอใจสำนัก
เต๋าเสวียนเท่านั้นเอง
ฉีโจวในตอนนี้กลับถอนหายใจยาว เดินออกมา “ท่านขอรับหาก
ไม่รังเกียจว่าข้าฝีมือต ่าต้อย ข้าก็สมัครใจจะลงมือ”
เมื่อเห็นฉีโจวเดินออกมา ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็ไม่
คาดคิด แม้แต่กู้เฉิงก็ไม่คาดคิด
คนคนนี้แม้จะมีอาวุโสในอำเภอหลัว แต่กลับเป็นที่รู้กันดีว่าขี้
ขลาดตาขาว ไม่ชอบสร้างปัญหา ตั้งใจรอเกษียณอย่างเดียว
เรื่องแบบนี้เขาควรจะหลีกเลี่ยงให้ไกลที่สุด ถึงจะถูก ทำไมถึงได้
อาสาออกมาเอง
เมื่อเห็นทุกคนมองมาที่ตนเอง ฉีโจวก็ยิ้มขมขื่น “อย่ามองข้า
แบบนั้น ข้ารู้ว่าปกติพวกท่านอาจจะดูถูกข้า แต่ลูกผู้ชายมีสิ่งที่ควร
ทำและไม่ควรทำ ข้ากลัวตาย แต่ก็ต้องดูว่าเมื่อไหร่
อายุของข้ามากกว่าพวกท่านทุกคน พวกท่านรู้ไหมว่าข้าเข้า
ร่วมหน่วยพิทักษ์ราตรีได้อย่างไร ก็เพราะภัยพิบัติจากสำนัก
ข้าเป็นคนชายแดนตะวันตก ดินแดนที่วุ่นวาย ชีวิตคนเหมือน
หญ้า ตอนที่ข้ายังหนุ่มทั้งเมืองถูกสำนักภูตผีชายแดนตะวันตกยึด
ครองเพื่อหลอมภูต ทุกวันมีคนไปตาย แต่กลับไม่มีใครมาช่วยพวก
เรา
ตอนนั้นชายแดนตะวันตกวุ่นวาย ราชสำนักอ่อนแอ แม้แต่หน่วย
พิทักษ์ราตรีในท้องที่ก็ถูกสังหารจนสิ้นซาก
จนกระทั่งทั้งเมืองเกือบจะกลายเป็นเมืองผี ราชสำนักถึงได้ยึดคืน
ชายแดนตะวันตก ข้าก็ในที่สุดก็รอดชีวิตมาได้ แต่สุดท้ายคนที่รอด
ชีวิต นับข้าด้วยก็มีเพียงสิบสามคน
ความสิ้นหวังแบบนั้นข้าเคยผ่านมาแล้ว ดังนั้นข้าจึงกลัวตาย
มาก
วันนี้ข้าเจอเรื่องแบบเดียวกัน หากข้าไม่ลงมือ แต่นั่งดูพวกเขา
ตายไปในความสิ้นหวัง ข้ากลัวว่าถึงตอนนั้นต่อให้ข้าจะเกษียณอย่าง
สงบสุข ก็คงจะนอนหลับไม่สนิท”
จ้าวซิงหมิงถอนหายใจยาว ก็เดินตามออกมา
ค่อยๆ ทหารเกราะนิลที่ยืนออกมาในหน่วยพิทักษ์ราตรีอำเภอ
หลัวก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ อีกไม่กี่คนที่เหลืออยู่ก็มองหน้ากัน แล้วก็ถอน
หายใจยาวเดินออกมา
กู้เฉิงประสานมือคารวะทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ พูดเสียงหนัก
“ขอบคุณในความไว้วางใจของทุกท่าน ทุกคนโปรดวางใจ ศึกครั้งนี้
สำนักเต๋าเสวียนต้องล่มสลาย”
การวางแผนก่อนลงมือเป็นนิสัยของกู้เฉิง ตั้งแต่ตอนที่ออกมา
จากสำนักเต๋าเสวียน กู้เฉิงก็คิดหาวิธีจัดการกับสำนักเต๋าเสวียนมา
ตลอดทาง
เมื่อรวมพลังที่กู้เฉิงสามารถควบคุมได้ในตอนนี้ ความมั่นใจที่จะ
ทำลายสำนักเต๋าเสวียนมีมากกว่าห้าส่วน
ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่แน่นอน ในสายตาของกู้เฉิง ความมั่นใจห้า
ส่วนก็เพียงพอแล้ว
เวลาไม่คอยท่า กู้เฉิงจึงนำคนกลับไปที่ฐานที่มั่นอำเภอหลัวก่อน
เพราะการจะทำลายสำนักเต๋าเสวียน เพียงแค่กำลังของหน่วยพิทักษ์
ราตรีอำเภอหลัวยังไม่เพียงพอ ต้องหาความช่วยเหลือจากภายนอก
เพราะเรื่องเกิดขึ้นกะทันหัน ดังนั้นคนของตระกูลโจวและสมาคม
ฉางเล่อจึงยังไม่จากไป แต่ถูกเหลยเผิงแห่งสมาคมหลัวเฟิงต้อนรับอยู่
กู้เฉิงไปหาผู้จัดการชราของตระกูลโจวโดยตรง พูดเสียงหนัก
“ท่านผู้เฒ่า ตอนนี้ข้ามีเรื่องด่วนต้องติดต่อกับพี่โจว ท่านพอจะทำได้
หรือไม่”
ผู้จัดการชราของตระกูลโจวคนนั้นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ท่านกู้
เร่งด่วนมากรึ”
กู้เฉิงพยักหน้า “เร่งด่วนมาก”
“เช่นนั้นดี โปรดท่านกู้รอสักครู่”
พูดจบ ผู้จัดการชราของตระกูลโจวคนนั้นก็ให้คนไปเตรียมการ
อยู่พักหนึ่ง หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งและนกกระเรียนกระดาษที่พับจาก
ยันต์สีเหลืองออกมาตัวหนึ่ง
“ท่านกู้ เพราะมาอย่างเร่งรีบ ดังนั้นข้าจึงนำนกกระเรียนกระดาษ
วิญญาณมาเพียงตัวเดียว มีเรื่องอะไรก็ขอให้เขียนลงบนกระดาษ พูด
สั้นๆ”
กู้เฉิงพยักหน้า สิ่งที่เขาจะเขียนนั้นง่ายมาก เขาเพียงแค่ต้องการ
ขอให้โจวเจี้ยนซิงช่วยเรื่องหนึ่ง ใช้บารมีของตระกูลโจว ย้ายอวี๋ไป่
เชียนออกจากสำนักเต๋าเสวียนชั่วคราว
มีอวี๋ไป่เชียนที่เป็นผู้บำเพ็ญปราณระดับเจ็ดขั้นสูงสุดอยู่ กู้เฉิงก็
อย่าได้คิดที่จะทำลายสำนักเต๋าเสวียนเลย
หลังจากเขียนเสร็จ ผู้จัดการชราก็สอดจดหมายเข้าไปในนก
กระเรียนกระดาษ ดึงหางของนกกระเรียนกระดาษเบาๆ ทันใดนั้นนก
กระเรียนกระดาษก็ลุกเป็นไฟ กลายเป็นแสงสว่างสายหนึ่งหายไป
“ท่านกู้โปรดรอสักครู่ เพราะระยะทางค่อนข้างไกล ต่อให้นก
กระเรียนกระดาษวิญญาณจะเร็วมาก และไม่ต้องหยุดพัก ก็ต้องใช้
เวลาหนึ่งชั่วยามถึงจะถึง”
กู้เฉิงพยักหน้า ของสิ่งนี้เขารู้ดี เป็นยันต์ของผู้บำเพ็ญปราณ
ชนิดหนึ่ง สามารถส่งข้อความในระยะใกล้ถึงกลางได้
แม้ของสิ่งนี้จะเร็ว พกพาสะดวก แต่ตอนที่ส่งข้อความที่เป็น
ทางการกลับไม่มีใครใช้มัน
หนึ่งคือเพราะพลังที่ยันต์สามารถรองรับได้มีจำกัด ไม่สามารถส่ง
ได้ในระยะไกล สองคือของสิ่งนี้อย่างไรเสียก็เป็นของตาย ง่ายต่อการ
ถูกคนอื่นสกัด ยังไม่ปลอดภัยเท่ากับนกพิราบสื่อสาร
การส่งของหรือข้อมูลลับในระยะไกล ไม่ก็ต้องใช้คน ไม่ก็ต้องใช้
ค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติระดับสูงเช่นนี้