จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 7 – ฟ้ากว้างให้นกโบยบิน
เมืองหลวงต้าเฉียน จวนจงหย่งโหว
คนรับใช้สามคนยืนอยู่หน้าจางซื่อด้วยสีหน้าละอายใจ เล่า
เรื่องราวทั้งหมดให้จางซื่อฟัง
แน่นอนว่าพวกเขาปกปิดเรื่องที่ในท้ายที่สุดถูกกู้เฉิงหลอกล่อ
พอไล่ตามไปทันจึงพบว่าเป็นเพียงม้าเปล่า
หลังจากฟังเรื่องทั้งหมดแล้ว จางซื่อไม่ได้ด่าว่าพวกเขา เธอ
เพียงแต่รู้สึกเย็นเยียบไปทั้งตัว
เจ้าเด็กเปรตนั่น… กู้เฉิง เขาเก่งกาจขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดกัน เขา
เป็นผู้ฝึกตนตั้งแต่เมื่อไหร่
ที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องเหล่านี้ตนเองกลับไม่เคยรู้เลย
เมื่อนึกถึงเมื่อก่อนที่อยู่ในจวน กู้เฉิงมีรอยยิ้มที่ไร้เดียงสา ทุกครั้ง
ที่พบหน้าก็จะเรียกตนเองว่าท่านอาสะใภ้อย่างนอบน้อม ในตอนนั้น
เขารู้แล้วหรือไม่ว่าตนเองคิดจะทำอะไร แต่เขากลับอดทนมาโดย
ตลอด
“ปล่อยเสือกลับเข้าป่าเสียแล้ว”
จางซื่อถอนหายใจยาว
ในจวนจงหย่งโหว เธอเป็นฮูหยินใหญ่รองจากท่านย่ากู้ บางครั้ง
คำพูดของเธอก็ยังมีน ้าหนักมากกว่าท่านย่ากู้เสียอีก
แต่อิทธิพลของเธอ แม้จะนับรวมตระกูลเดิมของเธอเข้าไปด้วย ก็
ไม่สามารถส่งไปถึงแคว้นตงหลินได้
………………
บนเส้นทางภูเขาที่ขรุขระ กู้เฉิงพยายามสังเกตร่องรอยการ
เดินทางของผู้คนอย่างละเอียดเพื่อคลำทางไปข้างหน้า
เขาหลงทางแล้ว
หลังจากหลบหนีออกจากโรงเตี๊ยมแห่งนั้น เนื่องจากเวลากระชั้น
ชิด ในตอนนั้นกู้เฉิงยังได้รับบาดเจ็บ เขาจึงไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เลือก
ทิศทางตรงกันข้ามกับคนรับใช้สามคนแล้วควบม้าหนีไป ผลปรากฏ
ว่าวิ่งเข้ามาในภูเขาจนหลงทางโดยสมบูรณ์
ม้าของเขาก็ขาหักเพราะก้าวพลาด กู้เฉิงจึงทำได้เพียงอาศัย
ตนเองคลำทางออกจากป่าแห่งนี้
หลังจากฆ่าหานถิงและอูเชียนสิงแล้ว กู้เฉิงก็ได้รับของมาไม่น้อย
นอกจากเศษเงินแล้ว บนตัวของคนทั้งสองยังมีตั๋วเงินคนละหนึ่ง
พันตำลึง กู้เฉิงเดาว่านี่คงจะเป็นค่าจ้างในการฆ่าตนเองกระมัง ก็
นับว่าไม่น้อยเลยทีเดียว
เงินเดือนประจำปีของท่านอาสองที่เป็นชานเจียงนั้นมีเพียงห้า
ร้อยตำลึงเท่านั้น ส่วนเงินเดือนและรางวัลประจำปีของทหารทั่วไป
รวมกันแล้วก็ไม่เกินสิบตำลึง
แน่นอนว่าจวนจงหย่งโหวก็ยังมีธุรกิจอยู่บ้าง คงไม่ได้อาศัยเพียง
เงินเดือนในการดำรงชีพ แต่ธุรกิจเหล่านี้เกือบทั้งหมดถูกจางซื่อ
ควบคุมไว้
กระบี่ยาวของหานถิงถูกกู้เฉิงเก็บมา บนตัวของเขายังมีตำรา
วิชาเล่มหนึ่ง อันที่จริงคือตำรากระบี่เล่มหนึ่ง ชื่อว่ากระบี่ทลายวิชา
ซึ่งทำให้กู้เฉิงดีใจอย่างยิ่ง
เถียเทียนอิงให้ตำราวิถีนักรบแก่เขา แต่ตำรานั้นเป็นเพียงการปู
พื้นฐาน ไม่มีกระบวนท่าวิชายุทธ์
ส่วนกระบี่ทลายวิชานี้เป็นวิชากระบี่ที่ล ้าเลิศอย่างยิ่ง เมื่อใช้
ออกมาดูเหมือนกระบวนท่าง่ายๆ แต่กลับแฝงไว้ด้วยความยอดฝีมือ
ไร้ลักษณ์ สามารถรับมือกับวิชายุทธ์ได้หลากหลายรูปแบบและ
ปรับเปลี่ยนได้อย่างอิสระ
แก่นแท้ของกระบี่ทลายวิชาอยู่ที่คำว่า ‘ทลาย’ ตำรากระบี่ทลาย
วิชานั้นหนามาก บนนั้นบันทึกวิธีการรับมือกับวิชากระบี่ ดาบ หมัด
ที่มีรูปแบบแตกต่างกันไป หรือแม้กระทั่งวิชาลับของสำนักเต๋าบาง
แขนง
การสรุปรวบรวมวิธีการรับมือเหล่านี้ ใช้พลังน้อยที่สุด แต่ให้
ผลลัพธ์สูงสุดในการต่อสู้กับศัตรู ละทิ้งกระบวนท่าที่สวยงามแต่ไร้
ประโยชน์ กลับคืนสู่ความเรียบง่าย
ช่วงเวลานี้กู้เฉิงก็หมั่นศึกษาและฝึกฝนกระบี่ทลายวิชาอยู่
ตลอดเวลา ทั้งฝึกฝนทั้งเดินทาง
อย่างไรเสีย ตอนนี้เขาก็เหมือนนกที่โบยบินในท้องฟ้ากว้างใหญ่
เหมือนปลาที่แหวกว่ายในมหาสมุทรไพศาล ไร้ซึ่งภัยคุกคามชั่วคราว
อารมณ์ก็ผ่อนคลายลงมาก
จากอูเชียนสิง กู้เฉิงไม่พบตำราวิชาใดๆ มีเพียงยาเม็ดไม่กี่ขวด
มีสีดำและกลิ่นเหม็น ไม่มีชื่อ กู้เฉิงก็ไม่กล้าลองใช้มั่วๆ
บางทีแขนซากศพดำที่พิสดารของเขานั่นแหละ คือผลลัพธ์ของ
การฝึกฝนของเขา เป็นไพ่ตายที่ใหญ่ที่สุดของเขา
สิ่งนั้นอยู่ในพื้นที่หยกดำของกู้เฉิง และกู้เฉิงก็พบว่า เขาสามารถ
เรียกแขนซากศพดำออกมาได้เช่นเดียวกับการควบคุมภูตหัวใจ
แต่แขนซากศพดำไม่ได้ถูกเรียกออกมาเดี่ยวๆ แต่เป็นการ
เปลี่ยนแขนของเขาให้เป็นแขนซากศพดำในชั่วพริบตา ครั้งแรกที่ใช้
ทำเอากู้เฉิงตกใจไม่น้อย
แต่การใช้สิ่งนี้สิ้นเปลืองพลังมากกว่าภูตหัวใจ กู้เฉิงเพียงแค่
เหวี่ยงหมัดไปสองสามครั้ง ก็รู้สึกว่าพลังจิตถูกใช้ไปราวกับสายน ้า
และหลังจากกลืนกินแขนซากศพดำแล้ว กู้เฉิงยังพบการ
เปลี่ยนแปลงที่ไม่ดีอย่างหนึ่งในพื้นที่หยกดำ
พื้นที่เต็มแล้ว
แม้ว่าข้างในจะมืดมิดไปหมด ราวกับไม่มีที่สิ้นสุด แต่เมื่อกู้เฉิง
เข้าไปในพื้นที่หยกดำอีกครั้ง เขากลับรู้สึกถึงความอิ่มตัวที่แปลก
ประหลาด
นั่นเป็นปฏิกิริยาตอบกลับที่พื้นที่นี้มีต่อกู้เฉิง ความหมายนั้น
ชัดเจนมาก ที่นี่สามารถรองรับได้เพียงภูตหัวใจและแขนซากศพดำ
หากกลืนกินอะไรเข้าไปอีก อาจจะระเบิดได้
การค้นพบนี้ทำให้ใจของกู้เฉิงหนักอึ้ง
พื้นที่หยกดำนี้เป็นไพ่ตายของเขา ครั้งนี้ที่เขาสามารถหลบหนี
จากการไล่ล่าได้ ก็ต้องขอบคุณสิ่งนี้
แต่ของสิ่งนี้ไม่มีคู่มือการใช้งาน กู้เฉิงก็ไม่รู้ว่าควรจะใช้อย่างไร
หากกลืนกินภูตผีไปแค่สองตนก็เต็มแล้ว เขาก็คงจะขาดทุนย่อยยับ
แม้ว่าตอนนี้ภูตหัวใจและแขนซากศพดำจะมีประโยชน์ต่อกู้เฉิง
มาก แต่ในอนาคตล่ะ
หากไม่มีวิธีปลดเปลื้องความเชื่อมโยงระหว่างภูตผีทั้งสองตนกับ
พื้นที่หยกดำ ไพ่ตายใบนี้ของกู้เฉิงในอนาคตก็อาจจะไร้ประโยชน์ไป
โดยสิ้นเชิง
เรื่องน่าปวดหัวเช่นนี้กู้เฉิงไม่ได้คิดให้มากความ ทำได้เพียง
ค่อยๆ แก้ปัญหาไปทีละขั้น
ตอนนี้ฟ้าเริ่มมืดแล้ว อีกไม่นาน ในป่าก็คงจะมืดจนมองไม่เห็น
นิ้วมือของตนเอง
บังเอิญข้างหน้ามีศาลเจ้าเทพภูเขาที่ปรักหักพังอยู่แห่งหนึ่ง กู้
เฉิงเตรียมจะพักค้างคืนที่นี่
ผลักประตูศาลที่ผุพังเข้าไป สีน ้ามันบนใบหน้าของรูปปั้นเทพ
ภูเขาซีดจางและละลาย ทำให้รูปปั้นเทพภูเขาที่ดูแปลกประหลาดอยู่
แล้วยิ่งดูน่าเกลียดน่ากลัวมากขึ้น หน้าเขี้ยวฟันแหลมคม ราวกับอสูร
ร้าย
กู้เฉิงกลับไม่ได้กังวลอะไร
ทะลุมิติมาได้เดือนกว่า เขาก็เผชิญกับสถานการณ์เสี่ยงตาย
มาแล้วถึงสองครั้ง ภูตผีเทพเจ้าจะชั่วร้ายเพียงใด ก็ล้วนเกิดจาก
มนุษย์ จะชั่วร้ายไปกว่าใจคนได้อย่างไร
กู้เฉิงไหว้รูปปั้นเทพภูเขาไปสองสามครั้ง “ขอยืมสถานที่ของ
ท่านพักสักคืนหนึ่ง เพิ่มไออุ่นให้ท่านด้วย”
หาเศษไม้แห้งมาจุดไฟ ในห่อผ้าของกู้เฉิงยังมีแป้งปิ้งแห้งอยู่บ้าง
หากกินอย่างประหยัดก็ยังพออยู่ได้อีกหลายวัน
เขากำลังใช้ไฟย่างแป้งปิ้งที่แข็งกระด้างอยู่ ข้างนอกก็มีเสียงดัง
ขึ้น
“คุณหนู ข้างหน้ามีศาลเจ้าอยู่แห่งหนึ่ง คืนนี้พวกเราพักที่นี่กัน
เถอะ”
ประตูศาลเจ้าที่ปรักหักพังถูกผลักออก มีคนแปดคนเดินเข้ามา
คนนำเป็นชายวัยกลางคนแต่งกายแบบองครักษ์ เมื่อครู่ก็เป็น
เขาที่พูด
ข้างหลังเขามีหญิงสาวสวมชุดกระโปรงผ้าโปร่งสีขาว หน้าตา
สะสวย คิ้วตาอ่อนหวาน ดูแล้วมีกิริยาท่าทางแบบลูกคุณหนู
ข้างกายหญิงสาวยังมีชายชราสวมชุดผ้าไหม แม้จะแต่งกาย
สะอาดสะอ้าน แต่กลับเดินตามหลังหญิงสาวครึ่งก้าว ก้มตัวเล็กน้อย
น่าจะเป็นพ่อบ้านหรือตำแหน่งที่คล้ายกัน
อีกห้าคนที่เหลือล้วนเป็นองครักษ์พกดาบและธนู ล้อมรอบพวก
เขาอยู่
หัวหน้าองครักษ์มองดูกู้เฉิงที่อยู่ในศาล เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เจ้าหนุ่ม ที่นี่มีสตรีอยู่ด้วย ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ ข้าให้เงินเจ้าหนึ่ง
ตำลึง ถ้าเจ้ายอมสละที่นี่ให้พวกเราเป็นอย่างไร”
ทันใดนั้นคุณหนูคนนั้นก็รีบพูดว่า “ลุงหลิน ที่นี่เป็นของคนที่มา
ก่อน พวกเราจะไปไล่เขาออกไปได้อย่างไร”
พูดจบ คุณหนูคนนั้นก็พยักหน้าให้กู้เฉิงเบาๆ “คนที่บ้านทำตัว
ไม่เหมาะสม คุณชายอย่าได้ถือสา”
“ไม่เป็นไร ออกจากบ้านมาก็ลำบากกันทั้งนั้น”
กู้เฉิงลูบคางยิ้มๆ
อีกฝ่ายแสดงท่าทีเหมาะสมเช่นนี้ กลับทำให้ตนเองอดได้แสดง
บทบาทตบหน้า ไม่มีโอกาสโชว์เหนือ น่าเสียดายจริงๆ ดูท่าว่าตนเอง
จะไม่มีรัศมีของตัวเอกเลยสินะ
ทันใดนั้นพ่อบ้านก็สั่งให้องครักษ์สองสามคนไปหาฟืนแห้งมา
เพิ่ม ก่อไฟให้ลุกโชนขึ้น ไม่นานนัก ในศาลเจ้าเทพภูเขาเล็กๆ แห่งนี้
ก็มีคนมาอีกสองกลุ่ม
กลุ่มแรกที่เข้ามาเป็นบัณฑิตหนุ่มสะพายห่อผ้า ใบหน้าซีดเซียว
เล็กน้อย
บัณฑิตหนุ่มเพิ่งจะเข้ามา ก็มีชายหญิงคู่หนึ่งเดินเข้ามาในศาล
ชายหญิงคู่นั้นสวมชุดนักรบสั้นรัดกุม สวมหมวก สะพายห่อผ้า
คาดดาบยาวที่เอว ดูเป็นชาวยุทธภพโดยแท้
ชายมีท่าทีหยิ่งทะนง หน้าตาธรรมดา ส่วนหญิงสาวแม้จะไม่
ถึงกับสวย แต่ก็น่ารักน่าเอ็นดู เดินตามหลังชายหนุ่มอย่างเชื่อฟัง ไม่
เหมือนสามีภรรยา น่าจะเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้อง
กู้เฉิงกวาดสายตาไปทั่วศาลเจ้า มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เผย
รอยยิ้มที่ยากจะคาดเดา