จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 71 – จุดร่วมปริศนา
เรื่องที่เกี่ยวข้องกับขุนนางระดับสูงของราชสำนักเป็นเรื่องที่
จัดการยากที่สุด และเป็นเรื่องที่หน่วยพิทักษ์ราตรีไม่อยากทำที่สุด
แม้ว่าในด้านความแข็งแกร่ง คนธรรมดาเหล่านี้จะเทียบกับผู้ฝึก
ตนไม่ได้ แต่ระเบียบของราชวงศ์ต้าเฉียนทั้งหมดก็ถูกสร้างขึ้นโดย
พวกเขา ดังนั้นในทางปฏิบัติแล้วทั้งสองฝ่ายเป็นเพียงการร่วมมือกัน
ไม่ได้มีการแบ่งแยกสูงต ่าแต่อย่างใด
ในเวลานี้ ลูกชายของเจ้าเมือง หลานชายของท่านรองเสนาบดี
หายตัวไป สำหรับหน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองเหอหยางแล้วถือเป็นเรื่อง
ใหญ่ไม่น้อย
และเรื่องแบบนี้ผู้บัญชาการปราบปรามเซี่ยอันจือก็ไม่กล้าที่จะ
กดดันลงไป เขากลับจะมากดดันหน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองเหอหยาง
ก่อน ให้พวกเขารีบหาคนให้เจอ เมื่อคิดถึงตรงนี้ ทุกคนในที่นั้นก็
รู้สึกปวดหัวขึ้นมา
หาเจอได้ก็ดีไป หาไม่เจอก็เป็นเรื่องใหญ่
ชุยจื่อเจี๋ยโบกมือ “ความร้ายแรงของเรื่องนี้พวกท่านคงจะเข้าใจ
กันดีแล้ว
ดังนั้นช่วงเวลานี้ ทุกคนจงทุ่มเทสืบสวนเรื่องนี้อย่างเต็มที่
มิฉะนั้นหากปล่อยให้เวลานานไป ท่านเจ้าเมืองรายงานขึ้นไป พวก
เราคงหนีไม่พ้นที่จะถูกท่านผู้บัญชาการปราบปรามตำหนิ
สรุปคือ เป็นต้องเห็นคน ตายต้องเห็นศพ รีบหาข้อสรุปออกมา
ให้เร็วที่สุด ข้าก็จะร่วมสืบสวนกับทุกคนด้วย”
ทุกคนในที่นั้นปรึกษากัน ผู้ตรวจการณ์ราตรีของแปดอำเภอใน
เมืองเหอหยาง มีห้าคนที่จะต้องเข้าร่วมการสืบสวน รวมถึงซ่งเฉิงสวิน
และอาถูลู่ด้วย
หลังจากตกลงกันเรียบร้อย ชุยจื่อเจี๋ยก็รีบนำคนไปยังจวนของ
เจ้าเมืองอย่างยิ่งใหญ่
เสิ่นชางซวี่เจ้าเมืองเหอหยางอายุสี่สิบต้นๆ อยู่ในช่วงวัยที่
แข็งแรงและกระฉับกระเฉง ใบหน้าหล่อเหลาเป็นสี่เหลี่ยม ดูดีมาก
กู้เฉิงก็สังเกตเห็นว่าขุนนางของราชวงศ์ต้าเฉียนดูเหมือนจะดูดี
กันทุกคน น้อยคนนักที่จะมีลักษณะอ้วนฉุ ดูเหมือนขุนนางฉ้อราษฎร์
บังหลวง
“ท่านผู้บัญชาการใหญ่ ในที่สุดท่านก็มาแล้ว สองสามวันนี้ที่
บ้านแทบจะวุ่นวายไปหมดแล้ว”
เสิ่นชางซวี่ชี้ไปที่เหล่าสตรีในเรือนหลังที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น
ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความทุกข์ใจ
โดยปกติแล้วขุนนางระดับเขา แม้จะมีอนุภรรยาสักสองสามคนก็
ไม่แปลก แต่เสิ่นชางซวี่กลับมีเพียงภรรยาเอกและลูกชายคนเดียว
ไม่ใช่เพราะเขาไม่เจ้าชู้ แต่เป็นเพราะภูมิหลังของภรรยาของเขา
นั้นใหญ่กว่าเขา
ชุยจื่อเจี๋ยกล่าว “ท่านเสิ่นอย่าเพิ่งร้อนใจ ในเมื่อคนหายไปหลาย
วันแล้ว ทำไมเพิ่งจะมาหาหน่วยพิทักษ์ราตรี”
เสิ่นชางซวี่ถอนหายใจ “ก่อนหน้านี้ข้าเพียงคิดว่าคนแค่หลงทาง
ด้วยความสามารถของมือปราบในเมืองเหอหยางน่าจะหาคนเจอได้
ไม่ยาก
ผลคือใครจะคิดว่าหามาสามวันแล้ว ลูกชายของข้าราวกับระเหย
ไปในอากาศ หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ข้าถึงรู้สึกว่ามีบางอย่าง
ผิดปกติ จึงได้มาขอความช่วยเหลือจากหน่วยพิทักษ์ราตรี”
ชุยจื่อเจี๋ยพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้นขอให้ท่านเสิ่นเล่ารายละเอียด
สถานการณ์ตอนที่ลูกชายของท่านหายตัวไปให้พวกเราฟังหน่อย”
เสิ่นชางซวี่กวักมือเรียกชายวัยสามสิบกว่าคนหนึ่งขึ้นมา บน
ใบหน้ามีรอยแผลเป็นจากมีด หน้าตาเย็นชา
“นี่คือหัวหน้ามือปราบของเมืองเหอหยาง โจวจงหนาน คนใน
ยุทธภพขนานนามว่า ‘มือปราบเทวดาใจเหี้ยม’
เรื่องนี้เขาเป็นผู้รับผิดชอบมาตลอด เขารู้เรื่องดีกว่าพวกเราทุก
คน”
โจวจงหนานคนนั้นไม่ใช่ผู้ฝึกตน แต่ก็น่าจะเคยฝึกยุทธ์ แต่ไม่ได้
ฝึกพลังภายใน ดังนั้นระดับพลังของเขาน่าจะถือว่าเป็นขั้นสูงสุดของ
การฝึกภายนอก
เมื่อได้ยินดังนั้น โจวจงหนานก็พูดเสียงเข้ม “สามวันก่อน
คุณชายออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้าน พร้อมกับคนรับใช้ห้าคน หลังจาก
เที่ยวเล่นทั้งวันก็ไปทานอาหารที่โรงเตี๊ยม ก่อนทานอาหารได้ไปเข้า
ห้องสุขา แต่กลับหายตัวไปในห้องสุขานั้น
ไม่ว่าจะเป็นคนรับใช้หรือคนในโรงเตี๊ยม ไม่มีใครเห็นคุณชาย
เดินออกจากห้องสุขาเลย”
ชุยจื่อเจี๋ยถามเสียงเข้ม “ได้ตรวจสอบหรือไม่ว่าคนในโรงเตี๊ยมมี
ปัญหาอะไรหรือเปล่า”
โจวจงหนานกล่าว “ก่อนที่ทุกท่านจะมา วิธีการใดๆที่ข้าคิดได้
ข้าใช้ไปหมดแล้ว
โรงเตี๊ยมไม่มีปัญหา คนรับใช้ก็ไม่มีปัญหา แม้แต่ศัตรูทางการ
เมืองของท่านเจ้าเมือง…”
“แค่กๆ เรื่องนี้ไม่ต้องพูดแล้ว” เสิ่นชางซวี่รีบขัดจังหวะ
โจวจงหนานพูดต่อ “หลังจากที่คุณชายหายตัวไป ข้าได้
ตรวจสอบทุกทิศทางที่สามารถตรวจสอบได้ แม้กระทั่งตรวจสอบทุก
คนที่เดินผ่านโรงเตี๊ยมและอยู่ในโรงเตี๊ยมในขณะนั้น ตั้งแต่คุณชาย
เข้าห้องสุขาจนถึงตอนที่พบว่ามีสิ่งผิดปกติ และยังขุดเปิดห้องสุขา
ของโรงเตี๊ยมไปจนถึงใต้ดินทั้งหมด แต่ก็ไม่พบเบาะแสใดๆเลย
คนเป็นๆคนหนึ่งจะไม่หายตัวไปในที่ปิดตายอย่างไร้ร่องรอย การ
หายตัวลงดินเป็นไปไม่ได้ การเหาะขึ้นฟ้าก็ไม่มีใครเห็น เรื่องแบบนี้
ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาอย่างพวกเราจะแก้ไขได้แล้ว ข้าจึงได้แนะนำให้
ท่านเจ้าเมืองมาหาทุกท่าน”
ชุยจื่อเจี๋ยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ งั้นพวกเราก็
ควรจะไปดูที่โรงเตี๊ยมที่คนหายไป
คนอื่นๆก็แยกย้ายกันไป ใครอยากจะตรวจสอบทิศทางไหนก็ไป
ตรวจสอบ ใครไม่มีก็ไปที่โรงเตี๊ยมกับข้า”
คนส่วนใหญ่ไปที่โรงเตี๊ยม แต่กู้เฉิงไม่ได้ไป
เมื่อมีชุยจื่อเจี๋ยเป็นผู้นำ สิ่งที่เขามองเห็น อีกฝ่ายก็ย่อมมองเห็น
สิ่งที่เขามองไม่เห็น ชุยจื่อเจี๋ยผู้มีประสบการณ์โชกโชนก็น่าจะ
มองเห็น
ดังนั้นเขาไปก็ไม่มีประโยชน์ กู้เฉิงจึงอยู่ที่จวนเจ้าเมือง เดินไป
ข้างๆโจวจงหนานแล้วกล่าว “หัวหน้ามือปราบโจว เรามาคุยกัน
ละเอียดๆหน่อยดีไหม”
ก่อนหน้านี้คนของหน่วยพิทักษ์ราตรีค่อนข้างดูถูกโจวจงหนาน
หัวหน้ามือปราบเมืองเหอหยางผู้นี้
พวกเขาเป็นผู้ฝึกตน ส่วนโจวจงหนานเป็นเพียงนักสู้ที่รู้เพลง
หมัดมวยอยู่บ้าง โดยพื้นฐานแล้วทั้งสองฝ่ายแตกต่างกัน
ดังนั้นหลังจากฟังโจวจงหนานรายงานสถานการณ์จบ ก็ไม่มี
ใครสนใจเขาอีก
แต่กู้เฉิงกลับรู้สึกว่า ในบางด้าน โจวจงหนานนั้นแข็งแกร่งกว่า
หน่วยพิทักษ์ราตรีเสียอีก
หน่วยพิทักษ์ราตรีเชี่ยวชาญในการปราบปรามภูตผีปีศาจ ไม่ใช่
การสืบสวนคดีอาชญากรรม ถ้าเป็นฝีมือของอดีตก็ยังดีหน่อย
หากเรื่องนี้ยังมีเบื้องหลังซ่อนเร้นอยู่ หน่วยพิทักษ์ราตรีก็อาจจะ
ไม่เก่งไปกว่าโจวจงหนาน
กู้เฉิงทำงานอย่างรอบคอบและมีสายตาที่เฉียบแหลม แต่ถ้าพูด
ถึงระดับการสืบสวนคดีอาชญากรรม เขาคงอยู่ในระดับที่ดูโคนันมา
หลายร้อยตอน ดีกว่าพวกบ้าพลังในหน่วยพิทักษ์ราตรีที่เจอปัญหาก็
ชักดาบ แต่แน่นอนว่าสู้ผู้เชี่ยวชาญอย่างโจวจงหนานไม่ได้
โจวจงหนานเห็นการกระทำของกู้เฉิงเช่นนี้ เขาก็รู้สึกประหลาด
ใจเล็กน้อย
คนอย่างเขาที่อยู่ก ้ากึ่งระหว่างคนธรรมดากับผู้ฝึกตน รู้เรื่องราว
เกี่ยวกับอีกฝ่ายอยู่บ้าง และก็รู้ถึงความแตกต่างระหว่างตนเองกับอีก
ฝ่าย การถูกผู้ฝึกตนดูถูกเป็นเรื่องปกติ
ดังนั้นหลังจากพูดสถานการณ์จบ เขาก็ไม่ได้คิดจะพูดอะไรมาก
ปล่อยให้พวกเขาจัดการไปก็พอ
เขาไม่นึกว่าหนุ่มน้อยจากหน่วยพิทักษ์ราตรีคนนี้ จะเข้ามาคุย
กับเขาด้วยตัวเอง
โจวจงหนานประสานมือคารวะ “มีปัญหาอะไรท่านถามมาได้เลย
ข้าน้อยจะตอบทุกอย่างที่รู้โดยไม่ปิดบัง”
กู้เฉิงโบกมือ “ข้าน้อยกู้เฉิง เป็นผู้ตรวจการณ์ราตรีแห่งอำเภอ
หลัว
หัวหน้ามือปราบโจวไม่ต้องเกรงใจขนาดนี้ เรื่องนี้หัวหน้ามือ
ปราบโจวสืบสวนมาหลายวันแล้ว แม้จะยังไม่มีข้อสรุป แต่สิ่งที่ท่านรู้
ย่อมมากกว่าพวกเรา ข้าเพียงแค่อยากจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
กับท่านเท่านั้น”
เมื่อได้ยินว่ากู้เฉิงเป็นผู้ตรวจการณ์ราตรีแห่งอำเภอหลัว โจวจง
หนานก็ตกใจอย่างมาก
เขารู้ถึงการแบ่งระดับในหน่วยพิทักษ์ราตรี ก่อนหน้านี้เขายังคิด
ว่าหนุ่มน้อยคนนี้เป็นเพียงทหารเกราะนิลธรรมดา ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะ
เป็นถึงผู้ตรวจการณ์ราตรี
หลังจากตั้งสติได้ โจวจงหนานก็กล่าว “จริงๆแล้วสิ่งที่ควรพูดข้า
ก็พูดไปหมดแล้ว ข้าลองใช้วิธีการต่างๆแล้ว แต่ก็ยังไม่พบว่าคุณชาย
หายตัวไปได้อย่างไร จึงได้นึกถึงพลังบางอย่างที่เหนือจินตนาการ
ของพวกเรา”
กู้เฉิงเคาะโต๊ะแล้วพูดเสียงเข้ม “ไม่ว่าจะเป็นพลังของคนธรรมดา
หรือพลังของผู้ฝึกตน อย่างน้อยก็ต้องทิ้งร่องรอยไว้บ้าง แต่ข้ารู้สึกว่า
เรื่องการหายตัวไปของคุณชายเสิ่น ดูเหมือนจะขาดอะไรบางอย่าง
ไป”
โจวจงหนานพูดเสียงเข้ม “เหตุผลและแรงจูงใจ”
ในฐานะหัวหน้ามือปราบผู้มีประสบการณ์ โจวจงหนานสืบคดีมา
สิบกว่าปี จนได้ชื่อเสียงว่าเป็นมือปราบเทวดาใจเหี้ยม เรื่องเหล่านี้ไม่
ต้องให้กู้เฉิงบอก เขาก็คิดได้นานแล้ว
“เรื่องนี้ข้าได้สืบสวนอย่างละเอียดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการปล้น
ทรัพย์ ศัตรูทางการเมืองของท่านเจ้าเมือง หรือแม้แต่ศัตรูของ
คุณชายเอง หรือแม้กระทั่งแก๊งค้ามนุษย์ ข้าคิดถึงหมดแล้ว แต่เมื่อ
สืบสวนไปตามทิศทางนี้ ก็ยังไม่พบอะไรเลย”
กู้เฉิงส่ายหน้า “ในเมื่อหัวหน้ามือปราบโจวรู้สึกว่าการหายตัวไป
ของคุณชายเสิ่นมีพลังที่เหนือกว่าคนธรรมดาเข้ามาเกี่ยวข้อง ท่านก็
ไม่ควรจะมองด้วยสายตาปกติ
ข้าเป็นผู้ฝึกตน ในด้านการสืบสวนคดีอาชญากรรมย่อมสู้
หัวหน้ามือปราบโจวไม่ได้ แต่มุมมองของข้าแตกต่างจากท่าน
เหตุผลและแรงจูงใจในการหายตัวไปของคุณชายเสิ่น อาจจะไม่
เกี่ยวข้องกับตัวเขาเองเลยก็ได้”
พูดจบ กู้เฉิงก็เล่าเรื่องคดีภูตอดอยากในอำเภอหลัวให้โจวจง
หนานฟัง
หลังจากฟังจบ โจวจงหนานก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว “แม้ว่า
ก่อนหน้านี้ข้าจะไม่เคยคิดไปในทางนั้น แต่ข้าก็เคยสงสัยว่า อาจจะมี
โจรหรือแก๊งค้ามนุษย์ลักพาตัวคนเป็นจำนวนมาก ดังนั้นข้าจึงได้ส่ง
คนไปตรวจสอบจำนวนคนที่หายตัวไปในช่วงนี้”
“ผลเป็นอย่างไร”
โจวจงหนานยิ้มขมขื่น “ไม่มีอะไรคืบหน้า เมืองเหอหยางซึ่งเป็น
เมืองใหญ่ที่มีประชากรหลายแสนคนรวมถึงอำเภอรอบๆ แทบจะมีคน
หายตัวไปทุกวัน
ไม่พบเบาะแสของคุณชาย แต่กลับคลี่คลายคดีฆาตกรรมและ
ลักพาตัวได้หลายคดี
เราเคยเปรียบเทียบดูว่าในบรรดาคนที่หายตัวไป มีความ
เกี่ยวข้องอะไรกับคุณชายหรือไม่ แต่ก็ไม่พบความคล้ายคลึงใดๆ
เลย”
กู้เฉิงยิ้มเบาๆ “เวลานี้แหละที่หน่วยพิทักษ์ราตรีของข้าต้องออก
โรง รบกวนหัวหน้ามือปราบโจวหารายละเอียดของคนเหล่านี้มาให้
หมด อย่าพลาดแม้แต่รายละเอียดเดียว อ้อ รวมถึงของคุณชายเสิ่น
ด้วย”
หลังจากที่โจวจงหนานหาข้อมูลทั้งหมดมาให้ กู้เฉิงก็โยนให้
เสี่ยวอี่โดยตรงแล้วกล่าว “เสี่ยวอี่ ตรวจสอบดูว่าในข้อมูลของคน
เหล่านี้มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับพลังของผู้ฝึกตนบ้างหรือไม่ รวมถึงฮวง
จุ้ยที่อยู่อาศัยของพวกเขาด้วย”
ไม่ใช่ว่ากู้เฉิงอยากจะปัดความรับผิดชอบ แม้ว่าจะเป็นผู้ฝึกตน
เหมือนกัน แต่ให้กู้เฉิงไปฆ่าคนน่ะได้ แต่เรื่องการศึกษาค้นคว้าสิ่ง
เหล่านี้ คงต้องให้เสี่ยวอี่ที่มาจากลัทธิเต๋าโดยตรงทำถึงจะถนัดกว่า
ระหว่างนั้น ชุยจื่อเจี๋ยและคนอื่นๆก็กลับมา แต่ก็กลับมามือเปล่า
ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆในโรงเตี๊ยมนั้น
ด้วยความจนใจ ชุยจื่อเจี๋ยจึงได้แต่ให้ทุกคนแยกย้ายกันไปตาม
หาเบาะแสที่น่าสงสัย
จนกระทั่งดึกสงัด เสี่ยวอี่จึงมาหากู้เฉิง
“พี่ใหญ่กู้ ข้าเหมือนจะพบบางอย่างที่เหมือนกันในตัวคนหาย
เหล่านี้ แต่ไม่แน่ใจว่าถูกหรือไม่”
“อะไรหรือ”
เสี่ยวอี่พูดเสียงเข้ม “ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา เมืองเหอหยางมี
คนหายไปทั้งหมดหนึ่งร้อยเจ็ดคน มากกว่าปีก่อนๆถึงสามส่วน
และในบรรดาคนเหล่านี้ มีหกสิบเจ็ดคนที่มีดวงชะตาแปดอักษร
เป็นธาตุอิน บางคนเกิดในเดือนอิน บางคนเกิดในวันอิน และบางคน
เกิดในยามอิน
โดยเฉพาะคุณชายเสิ่นของจวนเจ้าเมือง เขาเกิดในเดือนอิน วัน
อิน และยามอิน ดวงชะตาแปดอักษรแบบนี้จะดึงดูดภูตผีปีศาจที่ชั่ว
ร้ายได้ง่ายที่สุด
แต่เขาเกิดในตระกูลขุนนาง รอบกายมีแต่ขุนนางฝ่ายบุ๋นและ
ฝ่ายบู๊ พลังหยางจึงรุ่งเรือง ทำให้เขาโตมาจนป่านนี้โดยไม่เคยเจอ
เรื่องประหลาดอะไร”