จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 81 - มุ่งสู่แดนใต้
บทที่ 81 – มุ่งสู่แดนใต้
ราชวงศ์ต้าเฉียนผ่านมาห้าร้อยปี ระบบต่างๆก็สมบูรณ์ดีมาก การส่งของต่างๆย่อมมีสถานีม้าเร็วและคนส่งสารโดยเฉพาะ
แม้แต่ข่าวกรองของกองทัพก็มีช่องทางของกองทัพ หรือมีผู้บำเพ็ญปราณลงมือ ใช้วิชาเคลื่อนย้ายมิติ
แต่วิชาเคลื่อนย้ายมิติก็มีข้อบกพร่อง คือการจัดวางที่ยุ่งยาก และแม้ว่าจะเป็นค่ายกลที่สมบูรณ์แล้ว แต่ค่ายกลเคลื่อนย้ายที่แต่ละคนสร้างขึ้นมาก็มีความแตกต่างกันเล็กน้อย ซึ่งทำให้ค่ายกลเคลื่อนย้ายทั้งสองด้านจะต้องถูกจัดวางโดยคนคนเดียวกัน
ราชวงศ์ต้าเฉียนก่อตั้งมาห้าร้อยปี ในช่วงแรกแทบจะรับประกันได้ว่าทุกแคว้นจะมีค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติเพื่อส่งข่าวกรองและเสบียงต่างๆ แต่ตอนนี้เพราะสงครามชายแดน ค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติจำนวนมากถูกทำลายไปแล้ว
ในเมืองหลวงยังสามารถรับประกันความสมบูรณ์ของค่ายกลเคลื่อนย้ายได้ถึงเก้าส่วน แต่ที่อื่นก็ไม่แน่
อย่างเช่นครั้งนี้ที่กู้เฉิงต้องไปส่งสารที่แคว้นหนานอี๋ ก็เป็นหนึ่งในแคว้นที่วุ่นวายที่สุดในเก้าแคว้นภาคใต้
เมื่อได้ยินคำว่าราชสารเชิญเข้าร่วม กู้เฉิงก็ตอบสนองได้ทันที “ที่แคว้นหนานอี๋มีกบฏอีกแล้วรึ”
ชุยจื่อเจี๋ยพยักหน้า “ที่เก้าแคว้นภาคใต้นั่นไม่เคยสงบสุขเลย ครั้งนี้ก่อความวุ่นวายมานานมากแล้ว เกือบจะหนึ่งปีแล้ว
คนผู้นั้นอ้างตนว่า ‘ราชันสวรรค์ผู้พิชิต’ ฟางเจิ้นไห่ ผงาดขึ้นมาจากหมู่คนพาล แต่กลับไม่มีใครต้านทานได้ ไม่กี่เดือนก็ยึดครองแคว้นหนานอี๋ทั้งหมดได้ แม้กระทั่งยังส่งผลกระทบให้แคว้นรอบๆไม่สงบสุขไปด้วย
ราชสำนักเพิ่งจะส่งกองทัพเป่ยเสวียนไปปราบปราม แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพเป่ยเสวียนเป้ยเส้าเจี๋ยเสนอให้เชิญเข้าร่วม ราชสำนักก็ตอบตกลง เพราะเรื่องแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแล้ว ฆ่าคนก่อกบฏแล้วยอมรับการเชิญเข้าร่วม”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ในน้ำเสียงของชุยจื่อเจี๋ยก็แฝงไปด้วยความเย้ยหยันเล็กน้อย
กลยุทธ์ของราชสำนักในช่วงไม่กี่ปีมานี้ค่อนข้างจะอ่อนแอจริงๆ
เรื่องการเชิญเข้าร่วมทำครั้งสองครั้งก็พอแล้ว ทำบ่อยครั้งเข้า กลับทำให้พวกที่ไม่สงบเสงี่ยมเหล่านั้นยิ่งกำเริบเสิบสานมากขึ้น
กู้เฉิงพยักหน้า “แล้วราชสารเชิญเข้าร่วมนี้ต้องส่งเมื่อไหร่”
ชุยจื่อเจี๋ยกล่าว “ทหารเกราะนิลคนนั้นบอกว่า ส่งก่อนสิ้นปีก็พอ ไม่ต้องรีบร้อนนัก แม้ว่าเป้ยเส้าเจี๋ยจะเสนอให้เชิญเข้าร่วม แต่ก็อยากจะลดทอนความฮึกเหิมของอีกฝ่ายก่อนที่จะเชิญเข้าร่วม อย่าให้อีกฝ่ายตั้งเงื่อนไขที่เกินควรมากเกินไป
เขาเป็นเพราะมีธุระส่วนตัว อยากจะรีบกลับไปรายงานตัวที่เมืองหลวง จึงได้ใช้ทางลัด จนเกิดอุบัติเหตุขึ้น
แต่เจ้าควรจะไปตอนนี้เลยจะดีที่สุด
เจ้าฆ่าผู้ตรวจการทหารหง ข่าวจะไปถึงหูของสำนักเสวียนอู่เจินจงภายในไม่กี่วัน ช่วงเวลานี้เจ้าควรจะออกจากแคว้นตงหลินไปจะดีที่สุด
จริงสิ ครั้งนี้ที่ทำลายอารามฉางชุนก็ได้คะแนนผลงานมาจำนวนหนึ่ง ไหนๆเจ้าก็จะไปแล้ว ข้าเบิกให้เจ้าล่วงหน้าแล้ว แลกของที่เจ้าพอจะใช้ได้มาให้แล้ว”
กู้เฉิงประสานมือคารวะ “ขอบคุณท่านผู้บัญชาการใหญ่”
ชุยจื่อเจี๋ยสามารถทำเพื่อเขาได้ถึงขนาดนี้ก็นับว่ามีเมตตาอย่างที่สุดแล้ว แม้กระทั่งหลังจากที่เขาจากไปแล้ว ชุยจื่อเจี๋ยอาจจะต้องถูกเซี่ยอันจือตำหนิอีก
จ้าวซิงหมิงและคนอื่นๆก็เดินเข้ามาอำลากู้เฉิง “พวกข้าขอให้ท่านผู้ตรวจการมีอนาคตที่สดใส”
ในวินาทีนี้ สถานะของกู้เฉิงในใจของพวกเขาก็ได้แซงหน้าเมิ่งหานถังไปแล้ว แต่น่าเสียดายที่ เขาอยู่ที่เมืองเหอหยางต่อไปไม่ได้แล้ว
หลิ่วอิ๋งอิ๋ยงยังคงถอนหายใจบ่นอยู่ที่นั่น “กว่าจะหาที่พึ่งได้ พอจะพึ่งได้มั่นคงแล้ว ภูเขาก็หายไปแล้ว”
คนของหน่วยพิทักษ์ราตรีอำเภอหลัวเหล่านี้ยังคงทำงานอยู่ใต้บังคับบัญชาของชุยจื่อเจี๋ย กู้เฉิงก็ไม่ได้กังวลอะไร ดังนั้นเขาก็ไม่รอช้า รีบเตรียมม้า จัดกระเป๋าเดินทางง่ายๆแล้วก็ออกเดินทางลงใต้ทันที
ห้าวันต่อมา ภายในสำนักเสวียนอู่เจินจง
ศิษย์คนหนึ่งเคาะประตูเรือนหลังหนึ่งอย่างประหม่า เสียงที่ไพเราะดังออกมาจากข้างใน “เข้ามา”
ภายในเรือน หญิงงามในชุดชาววังคนหนึ่งกำลังนั่งจิบชาอยู่ในลานบ้าน
ดูจากท่าทางแล้วนางอายุประมาณสี่สิบกว่าปี หน้าตางดงาม รูปร่างอวบอิ่มสูงโปร่ง แต่กลับมีท่าทีที่ดูเย็นชา ทำให้คนรู้สึกว่าไม่อยากเข้าใกล้
นางคือมารดาของผู้ตรวจการทหารหง ไป๋จื่อเวย ผู้อาวุโสแห่งสำนักเสวียนอู่เจินจง
หากกู้เฉิงได้เห็นหน้าตาของไป๋จื่อเวยจะต้องสงสัยแน่นอนว่าบิดาของผู้ตรวจการทหารหงคนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร ถึงได้ทำให้ผู้ตรวจการทหารหงหน้าตาอ้วนฉุเช่นนั้นได้ ยีนส์นี้ก็แข็งแกร่งเกินไปแล้ว
“มีเรื่องอะไร”
ศิษย์คนนั้นยืนห่างออกไปหน่อย แล้วค่อยพูดอย่างระมัดระวัง “ท่านผู้อาวุโสไป๋ ลูกชายของท่านถูกฆ่าแล้ว”
“เจ้าว่าอะไรนะ”
ร่างของไป๋จื่อเวยขยับ ราวกับเงาเลือนราง ในชั่วพริบตาเดียวก็มาถึงหน้าศิษย์คนนั้นแล้ว ปราณกล้าที่บ้าคลั่งก่อให้เกิดพายุในลานบ้านทั้งหมด ทำให้ศิษย์คนนั้นแทบจะรู้สึกว่าตนเองหายใจไม่ออก
“ลูกชายข้าตายได้อย่างไร”
เมื่อศิษย์คนนั้นเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้นางฟังอย่างยากลำบากแล้ว ใบหน้าที่งดงามของไป๋จื่อเวยก็เต็มไปด้วยไอสังหารที่น่าสะพรึงกลัว
“กู้เฉิง”
สองคำนี้ที่ออกมาจากปากของนาง ราวกับมีน้ำแข็งปะปนอยู่ด้วย เย็นยะเยือก
นางไม่สนใจเลยว่าทำไมกู้เฉิงถึงต้องฆ่าลูกชายของนาง นางรู้เพียงว่า ลูกชายของนางถูกคนฆ่าแล้ว
ไป๋จื่อเวยในวัยสาวมีเส้นทางความรักที่ขรุขระ นางกับหงติ้งซานยังมีเรื่องราวในอดีตที่ซับซ้อน มิฉะนั้นหงติ้งซานคงไม่ได้เป็นแม่ทัพใหญ่ ส่วนนางก็ยังคงเป็นเพียงผู้อาวุโสในสำนักเสวียนอู่เจินจง
ตอนที่นางตั้งครรภ์ได้ต่อสู้กับคนอื่นจนกระทบกระเทือนถึงทารกในครรภ์ ทำให้ลูกชายของนางหงเฉิงเย่ไม่สามารถฝึกฝนวิถีนักรบและบำเพ็ญปราณได้ตลอดชีวิต แม้จะมียาเม็ดช่วยเสริม แต่สุดท้ายนางก็อาจจะต้องเป็นคนแก่ส่งศพคนหนุ่ม
ดังนั้นตั้งแต่เล็กจนโต นางจึงรักหงเฉิงเย่อย่างตามใจ เพราะนางรู้สึกว่าตนเองเป็นหนี้บุญคุณลูกชายคนนี้ และลูกชายคนนี้ก็เป็นที่พึ่งเดียวของนาง
แต่ตอนนี้ ที่พึ่งนี้ตายแล้ว ถูกคนฆ่าแล้ว จะไม่ทำให้นางบ้าคลั่งได้อย่างไร
ร่างขยับ ไป๋จื่อเวยก็หายไปจากลานบ้านแล้ว
ศิษย์คนนั้นกลับถอนหายใจยาว แม้กระทั่งในใจยังคิดอยู่ว่า หงเฉิงเย่ไอ้โง่นั่นตายเร็วก็ดีแล้ว ตอนที่เขาอยู่ในสำนักเสวียนอู่เจินจงก็ก่อเรื่องวุ่นวายไว้ไม่น้อย
ภายในเมืองหลินอัน เซี่ยอันจือมองชุยจื่อเจี๋ยที่อยู่ตรงหน้าด้วยใบหน้าที่มืดมน
“เจ้าพูดอีกทีซิ กู้เฉิงคนนั้นฆ่าลูกชายของไป๋จื่อเวยแล้วรึ เจ้ายังปล่อยให้เขาไปส่งราชสารเชิญเข้าร่วมที่แคว้นหนานอี๋อีกรึ”
ตอนนี้เซี่ยอันจือถึงกับอยากจะฆ่าคนแล้ว
ก่อนหน้านี้ภาพลักษณ์ของกู้เฉิงที่ทิ้งไว้ให้เขาคือคนที่รู้จักกาลเทศะ มีชั้นเชิง และยังหน้าด้านพอ กลับขาวเป็นดำพูดโกหกหน้าตายได้สบายๆ
แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญ ที่สำคัญที่สุดคืออีกฝ่ายมีท่าทีที่จริงใจ เชื่อฟังดี คนแบบนี้เขากลับชอบที่จะใช้มากกว่า
ผลคือเพิ่งจะผ่านไปนานแค่ไหนกัน อีกฝ่ายก็ก่อเรื่องวุ่นวายใหญ่โตขนาดนี้ให้เขาแล้ว
พอคิดถึงว่าตนเองจะต้องเผชิญหน้ากับไป๋จื่อเวยหญิงบ้าคนนั้น เขาก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมา
ชุยจื่อเจี๋ยทำหน้าตาไร้เดียงสา “ท่านผู้บัญชาการปราบปราม ข้าก็ช่วยไม่ได้นี่ ตอนนั้นข้าบาดเจ็บสาหัส แม้แต่เรื่องที่กู้เฉิงฆ่าคนข้าก็เพิ่งจะมารู้ทีหลัง
ทหารเกราะนิลของหน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองหลวงคนนั้นรีบร้อนมาก รีบให้ข้าหาคนส่งราชสารเชิญเข้าร่วมไปยังแคว้นหนานอี๋ ข้าก็แน่นอนว่าต้องเลือกคนที่ไว้ใจได้หน่อยส่งไปสิ
ครั้งที่แล้วท่านผู้บัญชาการปราบปรามก็เคยพูดเองว่ากู้เฉิงไม่เลว ในเมืองเหอหยางทั้งหมดก็มีเพียงเขาเท่านั้นที่เคยได้รับคำชมจากท่านผู้บัญชาการปราบปราม ข้าก็แน่นอนว่าต้องเลือกเขาสิ
พอออกคำสั่งไปแล้วข้าถึงได้รู้ว่ากู้เฉิงคนนี้ทำเรื่องเช่นนี้ลงไป นี่เป็นความผิดพลาดของข้าน้อย ขอท่านผู้บัญชาการปราบปรามลงโทษด้วย”
พูดถึงเรื่องการพูดโกหกแล้ว ชุยจื่อเจี๋ยก็ชำนาญมากเช่นกัน
แค่สลับเวลาไปเล็กน้อยเท่านั้น ทหารเกราะนิลที่มาจากเมืองหลวงคนนั้นก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เซี่ยอันจือมองดูชายอ้วนที่ทำท่าทีเหมือนหมูตายไม่กลัวน้ำร้อนอยู่ตรงหน้า แม้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังหลอกลวงตนเองอยู่ เขาก็ทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้
ชุยจื่อเจี๋ยอย่างไรก็เป็นผู้บัญชาการใหญ่ นับได้ว่าเป็นคนที่สามารถปกครองเมืองหนึ่งได้แล้ว
ต้องการจะปลดหรือสังหารคนในตำแหน่งเช่นนี้ จะต้องรายงานไปยังหน่วยพิทักษ์ราตรีสำนักงานใหญ่ที่เมืองหลวงก่อน นี่ก็เป็นการควบคุมผู้บัญชาการปราบปรามอย่างหนึ่ง เกรงว่าอีกฝ่ายจะผูกขาดอำนาจในท้องถิ่น
ในขณะนั้นเอง ด้านนอกก็มีเสียงตะโกนดังขึ้น ไป๋จื่อเวยบุกเข้ามาในห้องโถงใหญ่ของเซี่ยอันจือโดยตรง ตะโกนลั่น “เซี่ยอันจือ ส่งกู้เฉิงคนนั้นมาให้ข้า”
เซี่ยอันจือปวดหัวจนต้องนวดขมับ “ท่านผู้อาวุโสไป๋ท่านใจเย็นๆก่อน เรื่องราวมันเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น กู้เฉิงคนนั้นไปที่แคว้นหนานอี๋แล้ว ไม่อยู่ในแคว้นตงหลินแล้ว”
ผู้หญิงคนนี้เป็นบ้าโดยสิ้นเชิง เขาไม่อยากจะยุ่งกับผู้หญิงที่ไม่มีเหตุผลเช่นนี้ที่สุด
“ฆาตกรที่ฆ่าลูกข้าเจ้าก็ปล่อยให้หนีไปอย่างนี้รึ”
ใบหน้าที่งดงามของไป๋จื่อเวยบิดเบี้ยว “วันนี้ถ้าเจ้าไม่ให้คำตอบข้า ข้าจะไม่ยอมจบเรื่องกับเจ้าแน่”
“พอได้แล้ว”
เซี่ยอันจือตะคอกเสียงดัง โบกมืออย่างแรง ปราณกล้าอันแข็งแกร่งก็ระเบิดออก เก้าอี้ข้างกายเขาภายใต้ปราณกล้านั้น กลับกลายเป็นผงธุลีในพริบตา ล่องลอยอยู่ในอากาศ
ในขณะเดียวกัน ปราณกล้าที่ลึกล้ำราวกับห้วงเหวก็พุ่งออกมาจากทั่วร่างของเขา เต็มไปทั่วห้องโถงใหญ่ ความกดดันที่รุนแรงก็ถาโถมเข้ามาทันที
วิถีนักรบระดับห้าขั้นชมภูผา ชมความสูงของภูผา ราวกับพลังพุ่งทะลุเมฆา ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขา
“ไป๋จื่อเวย ข้าให้เกียรติเจ้าก็เพราะเห็นแก่หน้าสำนักเสวียนอู่เจินจงของเจ้าทั้งหมด ที่นี่คือหน่วยพิทักษ์ราตรีแคว้นตงหลินของข้า ไม่ใช่ที่ที่เจ้าจะมาอาละวาดได้
เจ้ายังอยากจะไม่ยอมจบเรื่องกับข้า นี่ก็เป็นคำพูดที่เจ้ามีสิทธิ์จะพูดรึ”
เซี่ยอันจือกลัวความยุ่งยากจริงๆ ไม่อยากจะก่อเรื่อง แต่เขาอย่างไรก็เป็นผู้บัญชาการปราบปรามแคว้นหนึ่ง
และวิถีนักรบระดับห้าขั้นชมภูผา ก็สามารถเรียกได้ว่าเป็นคนระดับปรมาจารย์แล้ว ไป๋จื่อเวยที่ทำท่าทีข่มขู่ถามไถ่เช่นนี้ ยังจะคิดว่าเขาเป็นลูกน้องของนางจริงๆรึ
เมื่อสัมผัสได้ถึงความกดดันที่มาจากร่างของเซี่ยอันจือ ไป๋จื่อเวยก็ค่อยๆได้สติกลับคืนมาบ้าง
ครู่ต่อมานางจึงกล่าว “เมื่อครู่อารมณ์ของข้าค่อนข้างจะรุนแรงไปหน่อย ท่านผู้บัญชาการปราบปรามโปรดอภัยด้วย จะสามารถเรียกกู้เฉิงคนนั้นกลับมาได้หรือไม่”
เซี่ยอันจือส่ายหน้า “สายไปแล้ว กู้เฉิงคนนั้นไปได้ห้าวันแล้ว ตอนนี้ก็ออกจากแคว้นตงหลินไปแล้ว เจ้าจะให้ข้าเรียกกลับมาได้อย่างไร อีกอย่างเจ้าคิดว่าตอนนี้เขาจะยังฟังคำสั่งของข้าอยู่อีกรึ”
ใบหน้าของไป๋จื่อเวยเต็มไปด้วยความไม่พอใจ แต่เซี่ยอันจือก็พูดเช่นนี้แล้ว นางจะทำอะไรได้อีกรึ รื้อหน่วยพิทักษ์ราตรีทิ้งรึ
หลังจากที่ไป๋จื่อเวยจากไปพร้อมกับความไม่พอใจแล้ว เซี่ยอันจือก็เห็นชุยจื่อเจี๋ยที่หดตัวอยู่มุมห้องทำท่าทีไร้เดียงสา ก็พูดอย่างไม่พอใจ “ไสหัวออกไป ยังจะอยู่ที่นี่ดูเรื่องสนุกอีกรึไง”
ชุยจื่อเจี๋ยหันหลังเดินจากไปพลางเบ้ปาก
จะไสหัวก็ไสหัวไปสิ อย่างไรครั้งนี้ก็รอดพ้นไปได้อย่างราบรื่นแล้ว