จอมศาสตราพลิกดารา - บทที่ 622 ดาวร้อยภูต
หลี่มู่แอบจับตามองดูเรื่องทั้งหมดบนเครือข่ายเซียน รู้สึกดีไหม?
แน่นอนว่าดีมาก การขึ้นลงของชีวิตนี่มันช่างตื่นเต้นดีจริงๆ
โดยเฉพาะตอนที่เห็นข้อความขอโทษและขอบคุณเหล่านั้นทีละ ข้อความ และยังมีคนมากมายหยิบยื่นผลึกเซียนสีเงินหรือไม่ก็สี ทองแดงให้เป็นการชดเชยส่วนตัว กระทู้ข่าวสารที่ชื่นชมตนเองหลาย ข้อความได้ถูก ‘ขุด’ ออกมาแสดงอยู่บนสุด รวมไปถึงพวกปากแข็งที่ ‘ด่าทอสกุลหลี่’ อย่าง ‘กระบี่ดับความมืด’ เฟิงหลิวเซิงได้มาเขียนคําขอ โทษบนกระดานสนทนาอีก
ความรุ้สึกนี้ มันช่างยอดเยี่ยม เก็บเกี่ยวเอาความมั่งมีและชื่อเสียงมาได้พร้อมกัน
ตอนนี้บนเครือข่ายเซียน การวิพากษ์วิจารณ์เพื่อจะลงโทษวัง ประสานฟ้า กับคําพูดยกยอสรรเสริญหลี่มู่ได้ปะทุขึ้นอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกัน
“ข้าจะใช้พลังอันน้อยนิดของข้า ชดเชยต่อความเสียหายที่สร้าง ให้กับหลี่มู่…แต่ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ วังประสานฟ้าต้องชดใช้ พฤติกรรมอันชั่วช้าไร้ยางอายของพวกเขาที่ทําต่อผู้เคราะห์ร้ายในถนน แดนใต้และหลี่มู่ นี่คือสิ่งที่พวกเขาต้องทําในฐานะที่เป็นฆาตกรจอม เชือด”
‘กระบี่ดับความมืด’ ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เสนอข้อคิดเห็น
คําพูดนี้ได้รับการยินยอมเห็นด้วยจากคนมากมาย
“ชดเชยให้กับหลี่มู่”
“ขอพูดอะไรหน่อย…”
“วิญญาณอาฆาตของผู้เคราะห์ร้ายที่ตายในถนนแดนใต้ต้องหลับ อย่างสงบ”
“วังประสานฟ้าต้องออกมาชดใช้ต่อความไม่เป็นธรรมที่หลี่มู่ ได้รับ”
“ต่อจากนี้ใครกล้าพูดให้ร้ายจอมยุทธ ‘ดาบคลั่ง’ อีกล่ะก็ ข้าจะไป สู้ถวายหัวกับมันเอง”
“ข้าคือญาติของผู้เคราะห์ร้ายที่ถนนแดนใต้ บิดาข้าถูกสังหารใน คืนฝนพรําวันนั้น ข้าละอายเหลือเกินที่มีตาแต่ไร้แวว เอาแต่ใส่ร้ายป้าย สีหลี่มู่ ทว่านับจากวันนี้ ข้าจะกลายเป็นผู้ปกป้องจอมยุทธ์ ‘ดาบคลั่ง’ ที่ แท้จริง และจะเชื่อเขาอย่างหมดใจ”
“ตอนที่ทุกคนสาปแช่งประชดประชันเขานั้น เขากลับยอมรับแรง กดดันอันมหาศาลนี้อย่างเงียบๆ สิ่งแรกที่คิดคือจะมอบพลังของตนเอง ไปให้แก่ผู้เคราะห์ร้ายถนนแดนใต้อย่างไร…เขาคือผู้ริเริ่มที่ยิ่งใหญ่ ขับเคลื่อนความยุติธรรมของทางช้างเผือกผืนนี้ให้ตื่นขึ้น”
การวิพากษ์วิจารณ์บนกระดานสนทนาเครือข่ายเซียนปะทุขึ้น ทะลักดุเดือดขึ้นทุกที
หลี่มู่ออกจากเครือข่ายเซียน ตอนนี้ไม่เหมาะที่จะพูดอะไรมาก เรื่องจบเดินสะบัดชายเสื้อ ซ่อนเร้นชื่อเสียงเรียงนาม ให้กระดานสนทนาปะทุขึ้นไปสักพัก ให้กระสุนบินไปก่อนสักครู่ หลี่มู่ตอนนี้ กําลังวางแผนที่จะไปดาวร้อยภูต
เพื่อที่จะได้วิชาภูตบําเพ็ญ นําไปเริ่มฝึกฝนอวี๋ฮว่าหลง และนิรนาม หลี่มู่จําเป็นต้องไปดวงดาวที่ถูกเรียกว่า ‘ด้านมืด’ สักรอบ
นี่เป็นแผนการที่วางเอาไว้แล้วก่อนที่หลี่มู่จะเหยียบเข้าสู่ทาง ช้างเผือก
เรื่องแรกที่หลี่มู่ทําหลังจากเหยียบย่างเข้าทางช้างเผือก ก็คือการ บังลมกันฝนให้กับลัทธิภูเขาสู่ นําเอาจุดรวมแสงมาไว้ที่ตนเอง เพื่อต่อ เวลาให้ลัทธิภูเขาสู่ได้พัฒนาให้กล้าแกร่ง
ตอนนี้เขาทําได้สําเร็จอย่างงดงามแล้ว
ไม่เพียงแต่ช่วงชิงเอาเวลาการพักฟื้ นให้กับลัทธิภุเขาสู่ เปลี่ยนจุด รวมแสงและความชัดแย้งได้สําเร็จเท่านั้น ยังทําเรื่องไม่น่าเชื่อที่สุดใน ประวัติศาสตร์อย่างการ ‘พลิกร้ายกลายเป็นดี’ ได้อีกด้วย จากการถูก จอมเชือดมากมายไล่ล่าสังหาร เปลี่ยนมาเป็นเทวะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในช่วง เกือบพันปีนี้ของเขตดาราเทพวีรชน สร้างกายทองแห่งศีลธรรมขึ้นมา ให้กับตนเองได้
นับจากนี้ ต่อให้หลี่มู่ย่องไปเคาะประตูบ้านแม่ม่ายตอนกลางคืน คนอื่นก็ไม่มีทางเข้าใจผิดว่าเขาจะเข้าไปทํามิดีมิร้ายแน่นอน แต่กลับ จะรู้สึกว่าหลี่มู่เข้าไปปลอบโยนแม่ม่ายพูดคุยเกี่ยวกับอุดมคติแห่งชีวิต คนเสียมากกว่า
นี่คือประโยชน์ของกายทองแห่งศีลธรรม
ถึงอย่างไรต่อจากนี้ไม่ว่าจะเป็นใคร หากคิดจะใส่ร้ายหลี่มู่ ทํา ร้ายหลี่มู่ หรือแม้จะยืนอยู่ในจุดทีครอบคลุมศีลธรรมเพื่อประณามหลี่มู่ แล้วล่ะก็ คงจะต้องไตร่ตรองพิจารณาฝีมือของตนเองให้ดีเสียก่อน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นคนอวดฉลาดแต่คว้าน�าเหลวได้
พูดได้ว่า ตัวตนฐานะหลี่มู่ในตอนนี้ เป็นผู้ที่แทบจะอยู่เหนือข้อ พิพาทใดๆ ในเขตดาราเทพวีรชน
คนมากมายแม้กระทั่งไม่ใส่ใจถึงตัวตนนักโทษผู้ผิดบาปของเขา แล้วด้วยซ�า
แผนก้าวที่หนึ่งก่อนที่จะย่างเท้าสู่ทางช้างเผือกได้สําเร็จไปแล้ว ต่อไปคือก้าวที่สอง รีบหาวิชาภูตบําเพ็ญให้พบ
แรกสุด สิ่งที่หลี่มู่คิดคือการหาซื้อวิชาภูตบําเพ็ญจากเครือข่าย เซียน ประหยัดเวลาและพลังงาน
ทว่าหลังจากค้นหาไปเสียรอบหนึ่ง ผลลัพธ์กลับทําให้หลี่มู่คาดไม่ ถึง
ด้วยสิทธิ์อํานาจระดับแขกคนสําคัญสีเงินในตอนนี้ของเขา ก็ยังไม่ สามารถหาวิชาภูตบําเพ็ญจากเครือข่ายเซียนได้
แปลกประหลาดมาก
ดังนั้นเขาจึงทําได้เพียงพาศิษย์พี่สองกับติงอี้ไปยังดาวร้อยภูตเพื่อ สํารวจด้วยตนเอง
ทว่าสิ่งที่ทําให้ทั้งสามคนคาดไม่ถึงก็คือ เส้นทางการไปยังดาวภูต บําเพ็ญ ในรัศมีล้านลี้กลับไม่มีจุดพักห้วงดาราอยู่เลย และไม่สามารถใช้ ค่ายกลเคลื่อนย้ายส่งตัวไปยังดาวภูตบําเพ็ญได้อีกด้วย
ดังนั้นหลังจากที่คิดจบ หลี่มู่จึงจําใจต้องใช้วิธีเรือเช่าดาราอีกครั้ง ทะยานไปในอากาศเพื่อตรงไปยังดาวร้อยภูต
ดวงดาวที่อยู่ใกล้ดาวร้อยภูติมากที่สุด เป็นดาวระดับหกดวงหนึ่งที่ ชื่อว่าดาวนิพพาน ในนี้มีท่าอู่เรือแห่งดวงดาวมากมาย เรือดาราที่น้อย ใหญ่ที่รอให้เช่าก็มี กระทั่งมีเรือดาราระดับบินทางไกลที่สามารถเติม เสบียงหนึ่งครั้งบินไปได้ถึงสิบล้านลี้อยู่ด้วย
แต่ว่าขณะที่ทําการเช่าเรือ หลี่มู่ก็ได้พบกับความลําบากเล็กน้อย
ฝีพายเรือ นายเรือส่วนใหญ่เมื่อได้ยินว่าจะไปยังดาวร้อยภูต ก็ล้วน หน้าถอดสี ไม่ว่าหลี่มู่จะเปิดราคาสูงเพียงไหน พวกเขาก็สั่นศีรษะ ปฏิเสธท่าเดียว
“ที่นั้นเป็นสถานที่รวมของคนตาย พื้นที่ต้องห้ามของคนเป็น เพียง แค่เข้าไปก็ไม่สามารถมีชีวิตกลับออกมาได้”
คนหวังดีบางส่วนเตือนหลี่มู่มาเช่นนี้
ดาวร้อยภูตอันตรายเป็นอย่างมาก
ท้ายสุด กลับมีเรือเหาะขนาดกลางลําหนึ่งชื่อว่า ‘กระบี่เสรี’ ตอบ รับการเช่าของหลี่มู่ ออกเดินทางจากอู่เรือหมายเลขหนึ่งของดาว นิพพาน เข้าสู่ทางช้างเผือกอันกว้างใหญ่ ตรงดิ่งไปยังเขตดาวร้อยภูต
นายเรือของ ‘กระบี่เสรี’ สกุลซ่าน ส่วนชื่อคือเทียนเพียงตัวเดียว เกิดที่ตระกูลซ่านตระกูลใหญ่ลําดับหนึ่งแห่งดาวนิพพาน เป็นชาย กลางคนบุคลิกองอาจเปิดเผย ร่างสูงใหญ่ คิ้วหนาตาโต เพียงมองก็รู้ว่า เป็นคนนิสัยกลางๆ รอบกายมีพี่น้องสมัครเล่นกลุ่มใหญ่ที่ซื่อสัตย์อยู่ ด้วย
“ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าคือหลี่มู่ คนธรรมดาข้าไม่มีทางรับการเช่าครั้ง นี้แน่” ซ่านเทียนหัวเราะร่า เอ่ยขึ้นอย่างเทิดทูนว่า “แต่เจ้าคือหลี่มู่ จอมยุทธ ‘ดาบคลั่ง’ หลี่มู่ ดังนั้นต่อให้จะเป็นอันตรายที่ยิ่งใหญ่เพียง ไหน ข้าก็จะต้องส่งเจ้าไปยังสถานที่ที่เจ้าอยากไปให้ได้”
หลี่มู่ไม่คิดเลย ว่าตนเองที่เพิ่งจะมีชื่อเสียง จะ ‘เปลี่ยนไป’ ได้ไว ขนาดนี้
เกียรติจอมปลอมของเขาได้พุ่งถึงจุดสูงสุดของความพึงพอใจ ความรู้สึกเหมือนเป็นดาราใหญ่อย่างไรอย่างนั้น นายเรือซ่านเทียนทักทายหลี่มู่ และขึ้นควบคุมเรือดาราด้วยตนเอง เส้นทางไปยังดาวร้อยภูตอันตรายอย่างมาก ต่อให้เป็นกะลาสีแห่ง ดวงดาวที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ก็ยังไม่กล้าที่จะประมาท บนดาดฟ้าเรือ “จ้าวลัทธิ ในเมื่อภาพบันทึกนั่นเจ้าเป็นคนบันทึกเอง แล้วทําไม ตอนแรกจึงไม่เผยแพร่ภาพบันทึกกระจกวารีนั่นออกมากันเล่า จะได้ไม่ ต้องถูกคนรุมด่ากันอยู่ตั้งนานสองนาน?” ติงอี้ที่อยู่อีกด้านเอ่ยถามปัญหาคาใจที่คิดอย่างไรก็คิดไม่ตกขึ้นมา หลี่มู่ยังไม่ได้เอ่ยปากอะไร ศิษย์พี่สองก็ได้ให้คําตอบออกมาด้วยสี หน้า ‘เจ้ายังอ่อนหัดนัก’ “เจ้านี่ไม่ได้รู้เลยว่าจ้าวลัทธิเป็นถึงคนเจ้าเล่ห์ปลิ้นปล้อนตัวแม่ คิด ดูนะ ถ้าหากตอนแรกสุดเผยแพร่ภาพบันทึกกระจกวารีนั่นออกมา เจ้า พวกผู้ฝึกตนโง่เง่าเหล่านั้นจะรู้สึกละอายใจอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นก็ ศรัทธาในตัวจ้าวลัทธิอย่างคลั่งไคล้อย่างนี้หรือ?” ศิษย์พี่สองเอ่ยขึ้น
ติงอี้เมื่อได้ยิน เผยให้เห็นสีหน้าไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง
ศิษย์พี่สองเอ่ยอย่างทอดถอน “เอาจริงๆ นะ ท่านจ้าวลัทธิ วิธีเล่น กับใจคนของท่านนี่มันสูงส่งจริงๆ ลูกไม้นี้ของท่าน ข้าเขียนคําว่ายอม ตัวใหญ่ๆ ให้เลย”
หลี่มู่ยิ้มไม่พูดจา
ลูกไม้อะไรกัน?
นี่มันจับพลัดจับผลูได้ผลดีขึ้นมาต่างหาก
เขาถูกขังอยู่ในเตาโอสถตั้งสี่สิบเก้าวัน ไม่รู้เลยว่าด้านนอกเกิด เรื่องอะไรขึ้น และไม่รู้ด้วยว่ามู่ซุ่นใส่ร้ายป้ายสีเขา ดังนั้นจึงเกิดเรื่อง เช่นนี้ขึ้นมา…
แต่ว่า หลี่มู่ไม่ได้อธิบายจนหมดเปลือก
รับเอาการเทิดทูนเอาไว้ก็พอแล้ว
ผ่านไปครึ่งวัน
เข้าใกล้ดาวร้อยภูตแล้ว
ในอวกาศด้านหน้า มีพลังปราณประหลาดจางๆ ไหลเวียนเข้ามา หลี่มู่เปิดเนตรสวรรค์จึงมองเห็น ว่าในมิติอวกาศดํามืด มีกลุ่มหมอกบาง
เบาแปลกประหลาดเหมือนกับกลุ่มดาวเมฆอยู่ หมอกสีดําบางเบานี้มี กลิ่นอายของความตายอยู่ด้วย
“ด้านหน้าเป็นอาณาเขตภายในหนึ่งแสนลี้ของดาวร้อยภูตแล้ว ทุก คนระวังตัวด้วย”
เสียงของซ่านเทียนดังขึ้น
ประโยคนี้พูดจบ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร คนทั้งหมดล้วนรู้สึกว่ารอบ กายจู่ๆ เหมือนมีปราณผีหนาทึบ ราวกับมีเสียงครวญครางและเสียง ร้องต�าวนเวียนอยู่รอบหู อวกาศรอบด้านมีความรุ้สึกมึดทึมวังเวงขึ้นมา อย่างกะทันหัน
พลังหยินหนักอึ้ง!
ในใจหลี่มู่มีสี่คํานี้พุ่งออกมา
นี่คือคําติดปากของซินแสเฒ่าตอนที่อยู่บนดาวโลกในวันวาน
ซินแสเฒ่าทุกครั้งที่ไปช่วยดูชัยภูมิฮวงจุ้ย หรือเลือกตําแหน่งสุสาน ให้กับคนอื่นๆ มักจะมีประโยคนี้พ่นออกมา จนทําให้เจ้าบ้านตกใจจน ต้องรีบร้อนเซ่นไหว้บูชา อธิษฐานปลอบทุกข์เป็นการใหญ่
ตอนนั้น หลี่มู่รู้สึกดูแคลนวิธีต้มตุ๋นเช่นนี้ของซินแสเฒ่าเป็นอย่าง มาก
ทว่าตอนนี้ สิ่งที่ซินแสเฒ่าพูดจะเป็นเรื่องจริงก็ได้?
ในสมองของหลี่มู่มีความคิดปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งที่คํา ว่า ‘พลังหยินหนักอึ้ง’ ถูกพูดขึ้น การจัดการของซินแสเฒ่าคือ วาดยันต์ กระบี่ไม้ท้อ สะกดสิ่งอัปมงคล กระจายพลังหยิน….
เขากําลังประกอบเรื่องบางส่วนขึ้นมาใหม่
จากการที่ ‘กระบี่เสรี’ ค่อยๆ เข้าสู่เขตของดาวร้อยภูต หมอกสี หมึกในมิติอวกาศก็ค่อยๆ ข้นหนักขึ้นมา และพลังฟ้าดินก็ค่อยๆ จางลง ปรากฏแนวโน้มอย่างหนึ่งลดอีกอย่างหนึ่งเพิ่มขึ้นมา
หมอกสีหมึกนี้ทําเอาติงอี้และศิษย์พี่สองรู้สึกไม่ค่อยสบาย
โดยเฉพาะศิษย์พี่สอง อยู่ในท่าทีเหมือนอยากจะพูดอะไร เขา เหมือนกับคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาบางเรื่องออก เกิดอาการร้อนใจไม่เป็นสุข ทว่ายังข่มไว้ไม่บอกอะไรกับหลี่มู่
ความเร็วของเรือดาราไวมาก
หลี่มู่ยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือ สังเกตหมอกสีหมึกนี้อย่างละเอียด
เพียงไม่นานเขาก็พบว่า หมอกทึบนี้ไม่เท่ากัน แต่เป็นการแบ่งแยก อย่างไร้กฎเกณฑ์ มีบางส่วนดําข้นเหมือนหมึก บางส่วนกลับค่อนข้าง
จาง ซ่านเทียนขับ ‘กระบี่เสรี’ ผ่านเข้าไปในเขตของหมอกสีหมึกเหล่านี้ อย่างมากด้วยประสบการณ์
ขณะเดียวกัน ด้านหน้าของเรือดารา ท่ามกลางหมอกสีดํา จู่ๆ ได้มี อุกกาบาตอันแหลมคมส่วนหนึ่งพุ่งเข้ามา เหมือนกับหินโสโครกตาม แม่น�าทะเล ถือว่ามีแรงคุกคามอย่างมากต่อเรือดารา
หลี่มู่เข้าใจแล้วว่าเพราะอะไรเหล่าฝีพายกะลาสีจึงไม่ยอมที่จะ มายังบริเวณนี้
ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น เพียงแค่อุกกาบาตลูกเล็กที่ปรากฏขึ้นอย่าง กะทันหันนี้ ก็เพียงพอที่จะทําให้เรือดาราทนไม่ไหวแล้ว อันตรายมาก จริงๆ หากขับไม่ดีได้มีเรือล่มคนตายกันแน่นอน
เรือดารายิ่งขับเข้าไปด้านใน หินโสโครกก็ยิ่งมากขึ้นทุกขณะ
จนถึงตอนท้าย ขนาดของหินโสโครกยิ่งโตขึ้นทุกที ราวกับเป็น ภูเขาขนาดย่อม เรือดาราถึงกระทั่งต้องพุ่งผ่านช่องว่างระหว่าง อุกกาบาตยักษ์เหล่านี้ออกไป เหมือนกับพุ่งผ่านเส้นขอบอย่างไรอย่าง นั้น น่ากลัวตื่นเต้นสุดๆ
“พื้นที่เขตนี้ พลังฟ้าดินสับสนบางเบา กฎเกณฑ์มิติสับสนปนเป จึง ไม่สามารถเดินทางผ่านค่ายกลเคลื่อนย้านได้ นอกจากพวกรุ่นใหญ่ที่ กายเนื้อกับจิตสํานึกแข็งแกร่งไร้เทียมทานแล้ว ผู้ฝึกตนอื่นๆ หากคิดจะ
มาที่นี่ จําเป็นต้องพึ่งเพียงสมบัติเวทประเภทโบยบินหรือไม่ก็เรือดารา เท่านั้น”
‘กระบี่เสรี’ หยุดจอดลง
ซ่านเทียนปรากฏขึ้นข้างกายหลี่มู่
เขาอธิบายว่าเส้นทางเดินเรือด้านหน้า จําเป็นต้องรอเวลาที่ กําหนดไว้เป็นพิเศษจึงจะสามารถเข้าไปได้ ดังนั้นจําเป็นต้องหยุดพัก เรือชั่วคราว
“เข้าไปอีกราวห้าพันลี้ ก็จะเป็นส่วนลึกสุดที่เรือดาราจะสามารถ เข้าไปได้แล้ว จอมยุทธ ‘ดาบคลั่ง’ เมื่อไปถึงที่นั่น ยังสามารถคิดให้ถี่ ถ้วนอีกครั้ง ว่าจะเข้าไปในดาวร้อยภูตจริงไหม ถ้าหากยังยืนหยัดที่จะ ไปล่ะก็ จะต้องเข้าไปด้วยพลังของตนเอง”
ซ่านเทียนอธิบายเพื่อเตือนหลี่มู่อย่างอ้อมๆ ให้เปลี่ยนความคิด เสีย
หลี่มู่พยักหน้า เอ่ยตอบว่า “ขอบคุณความหวังดีของพี่ซ่านมาก ข้า รู้แล้ว”
จริงๆ เขาก็ไม่ได้คิดที่จะเอาตัวเข้าไปอยู่ในอันตรายเท่าไร ถ้าหาก ไม่ไหวจริงๆ ก็จะถอยออกมาก่อน เรื่องวิชาภูตบําเพ็ญเอาไว้ค่อยหาวิธี อื่นก็ได้
หลี่มู่ลอบสังเกตอยู่ตลอด ใช้งานเนตรสวรรค์ ระมัดระวังไปรอบ ด้าน แล้วก็พบเข้ากับบางสิ่งที่คนอื่นไม่มีวันที่จะสังเกตเห็นได้จริงๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลี่มู่ได้แอบทดสอบเล็กๆ และพบว่า วิธี บางอย่างของซินแสเฒ่าสามารถทําให้เกิดผลลัพธ์อันมหัศจรรย์ในพื้นที่ แห่งนี้ได้
……………………………………….