จอมศาสตราพลิกดารา - บทที่ 691-700
บทที่ 691 เหล่าจิ้งจอกเขียวก้มศิโรราบ
ผู้นําเผ่าจิ้งจอกเขียวทั่วร่างทะลักไปด้วยพลังปีศาจอันยากจะ บรรยายสะเทือนไปทั่วฟ้า เหนือกว่าขั้นราชัน คิดอยากจะดิ้นรนยืนขึ้น จากประกายแสงเซียนสีดําแปลกประหลาดนี่ แต่กลับไม่อาจขัดขืนได้ เลย นี่เป็นเหมือนพลังสะกดควบคุมตามธรรมชาติของเผ่าจิ้งจอกเขียว ต่อให้เขาแข็งแกร่งเพียงใดก็ไม่อาจขัดขืนได้
“ยังไม่ใช้คําสาปหุ่นกระบอกอีกรึ?”
เขามองไปทางนายน้อยเผ่าจิ้งจอกเขียวพลางเอ่ยอย่างโมโห
นายน้อยเผ่าจิ้งจอกเขียวคุกเข่ากับพื้น กัดฟันกรอด แอบกระตุ้น คําสาปหุ่นกระบอกที่วางเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
“ดีที่ข้าเตรียมการป้องกันเอาไว้ ได้ฝังคําสาปหุ่นกระบอกเอาไว้ใน กายของผู้คัดเลือกกลับร่างเสียก่อน ต่อให้กลับร่างได้สําเร็จ อย่างไรเสีย ก็แล้วแต่ข้าจะจัดการ ข้า…”
ระหว่างที่เขาพูดก็กระตุ้นเคล็ดวิชาลับไปด้วย
ก็เห็นเส้นสีเลือดบางๆ แต่ละเส้นๆ พุ่งออกไปจากปลายนิ้วทั้งสิบ ของเขา พันรัดไปยังคอ แขนขา หน้าท้อง และตามตําแหน่งต่างๆ ของปี้ เหยียน
เส้นสีเลือดนี้ประหนึ่งใยชักหุ่นกระบอก
ประกายแสงเซียนสีดําที่แผ่ออกมาจากทั่วร่างของปี้ เหยียนก็ไม่ อาจต้านทานเส้นสีเลือดนี่ได้
“ระวัง”
หลี่มู่กําลังจะสะบัดดาบ
เขาสัมผัสได้ไปตามสัญชาตญาณว่า เส้นสีเลือดที่เหมือนใยชักหุ่น กระบอกนี่อาจจะเป็นภัยกับปี้ เหยียน
แต่ปี้ เหยียนเพียงแค่ยิ้มบางๆ
นางพลิกมือคว้าโดยไม่แม้แต่จะหันไปมอง
เส้นสีเลือดมหาศาลพวกนั้นก็เหมือนกับเส้นเหล็กที่เจอเข้ากับ แม่เหล็ก รวมตัวมาที่ฝ่ามือขาวอ่อนนุ่มงดงามของปี้ เหยียนทันที ก่อน จะกลายเป็นลูกทรงกลมสีเลือด หมุนวนอย่างช้าๆ
“ต่อให้ทํานายฟ้าทํานายดิน แต่ก็มีเรื่องที่เจ้าไม่อาจควบคุมได้”
ปี้ เหยียนหันกลับมามองนายน้อยเผ่าจิ้งจอกเขียวประหนึ่งก้มมอง มดปลวกตัวหนึ่ง
เพลิงสีดําหมุนวนที่กลางฝ่ามือของนาง เผาลูกทรงกลมเส้นสีเลือด กลุ่มนี้สลายกลายเป็นเถ้าธุลี
“ไม่ เป็นไปไม่ได้”
นายน้อยเผ่าจิ้งจอกเขียวดวงตาเบิกโพลงเหมือนปลาตาย
วิชาลับคําสาปสีเลือดถูกทําลงง่ายดายเพียงนี้เชียว?
นี่เป็นไปได้อย่างไรกัน?
และในเสี้ยวพริบตาที่ลูกทรงกลมเส้นสีเลือดสลายไป เขาก็เหมือน ถูกอัสนีฟาด อ้าปากกระอักเลือดออกมาคําโต ทั้งตัวไร้เรี่ยวแรงเหมือน พลังถูกสูบออกไปจากกาย
หัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียวเห็นภาพนี้ในใจก็หนักอึ้ง
นี่คือการย้อนทําร้าย คําสาปหุ่นกระบอกไม่มีประโยชน์แล้ว
ครั้งนี้ สตรีนางนี้ได้พลังสายเลือดบรรพชนอะไรไป ถึงได้ทําให้ แม้แต่คําสาปหุ่นกระบอกที่เรียกได้ว่าสามารถควบคุมผู้กลับร่างได้ สมบูรณ์ยังถูกหลอมสลายไปได้อย่างง่ายดายเช่นนี้?
ยุ่งยากแล้ว
ผู้นําเผ่าจิ้งจอกเขียวเคยเห็นความลับแปลกประหลาดมากมาย ดังนั้นจึงรู้ดีว่า หากจิ้งจอกเขียวเมื่อย้อนกลับร่างไม่อยู่ในการควบคุม นั้นหมายถึงอะไร
โดยเฉพาะการย้อนกลับร่างของปี้ เหยียนเห็นได้ชัดว่ายิ่งบริสุทธิ์ และเก่าแก่กว่าการย้อนกลับร่างครั้งใดก่อนหน้านี้
ทําอย่างไรดี?
แข็งแกร่งเช่นเขาในตอนนี้สมองก็ยังขาวโพลน
ส่วนหลี่มู่ตอนนี้ก็ตระหนักได้ว่า ปี้ เหยียนที่หลังจากย้อนกลับร่าง แข็งแกร่งจนถึงขั้นที่ไม่ต้องการการปกป้องจากตน
ถึงแม้นายน้อยเผ่าจิ้งจอกเขียวจะวางกลอุบายชั่ว แต่สําหรับปี้ เห ยียนแล้วไม่มีความหมายใดๆ ทั้งสิ้น
เรื่องดําเนินมาถึงขั้นนี้ สําหรับเผ่าจิ้งจอกเขียวทุกสิ่งล้วนเสียการ ควบคุมโดยสมบูรณ์แล้ว
“คุณชาย ขอบคุณท่านมาก หากไม่ใช่ในช่วงเวลาสําคัญ ท่านมา ปรากฏตัวขึ้นช่วยข้าทะลวงพันธนาการขีดจํากัดมนุษย์และก่อนกําเนิด ก้าวสู่ความบริสุทธิ์ของสายเลือดบรรพกาล ได้รับความทรงจําสายเลือด
และพลังบรรชนบรรพกาลแล้วล่ะก็ ข้าก็ไม่อาจหลุดพ้นจากการควบคุม ของคําสาปหุ่นกระบอกเป็นแน่ เกรงว่าตอนนี้คงจะโดนควบคุม แย่งชิง พลังรากฐานไปแล้วเหมือนผู้กลับร่างบางคนในอดีต กลายเป็นหุ่น กระบอกภายใต้การควบคุมของคนอื่น…คุณชาย เป็นท่านช่วยข้าเอาไว้ อีกครั้งแล้ว”
ปี้ เหยียนหันกลับมามองหลี่มู่ นำาตาในดวงตารินหลั่งลงมาช้าๆ
หลี่มู่ยกมือปาดนำาตาบนดวงหน้าของนางไปตามสัญชาตญาณ
ใบหน้างามเนียนนุ่มประหนึ่งหยกมันแพะเย็นเล็กน้อย ชวนให้คน ใจหวั่นไหว
“พวกเราเป็นสหายกัน เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่ข้าควรทํา” หลี่มู่พูดจบ ก็พลันรู้สึกว่า ตัวเองทําเช่นนี้อาจจะไม่ค่อยเหมาะจึงรีบคิดที่จะดึงมือ กลับไป
แต่ปี้ เหยียนจับฝ่ามือของตนเอาไว้ แล้วแนบใบหน้าของตนไว้บน ฝ่ามือของหลี่มู่ ลูบไล้ไปอย่างช้าเนิบ
ใบหน้างดงามพิสุทธิ์มีความสุขและพอใจอย่างที่คนอื่นไม่อาจ เข้าใจได้
“หากเป็นไปได้ล่ะก็ ข้าไม่อยากเป็นสหายกับท่าน”
นางยิ้มทั้งนำาตา หลี่มู่อึ้ง
ไม่รู้ทําไม เหมือนว่าเขาจะสัมผัสได้ถึงความเศร้าหมองทะลุกระดูก แผ่อวลอย่างเงียบงันผ่านมาจากมือน้อยๆ เย็นชืดข้างนั้น
แต่สิ่งที่เขาไม่ชํานาญที่สุดก็คือปลอบประโลมผู้อื่น
โดยเฉพาะไม่เชี่ยวชาญปลอบสาวงามสะท้านโลกาที่กําลังร้องไห้ เช่นนี้
“คุณชาย ขอบคุณท่านมาก” ปี้ เหยียนยิ้มเล็กน้อย เงยหน้ามามองดวงตาของหลี่มู่ พูดแล้ว นางก็เดินถอยไปช้าๆ “เจ้า?” หลี่มู่มองนางอย่างไม่เข้า “คุณชาย ข้าไปกับท่านไม่ได้ ท่านอย่าโทษข้า” ปี้ เหยียนยิ้มทั้งนำาตา ขอโทษที่ไม่อาจะเดินไปกับท่านต่อ มาได้เพียงแค่นี้เท่านั้น ท่านชักดาบเพื่อข้า เป็นศัตรูกับเผ่าจิ้งจอกเขียวทั้งเผ่าเพื่อข้า
เพื่อข้า ท่านไม่เสียดายที่จะสู้จนตัวตาย
แต่ว่า คุณชาย ขอโทษด้วย ปี้ เหยียนไม่อาจไปกับท่านได้
ได้โปรดยกโทษให้กับความเห็นแก่ตัวและเอาแต่ใจของข้าที่เพิ่งจะ มาลงมือในตอนนี้
ข้าแค่อยากจะสัมผัสความรู้สึกที่ถูกท่านปกป้องและเอาใจใส่
คิดอยากจะสัมผัสถูกท่านจับมือ ขวางเอาไว้ข้างหน้า เส้นทาง อุปสรรคขัดขวางปล่อยให้ลมพัดผมยาวของกันและกัน เสื้อสะบัดปลิว กลางอากาศ เมฆขาวลอยผ่านข้างกาย ผืนปฐพีอยู่ใต้เท้า…
บางทีนี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตที่อยู่ใกล้ท่านจนสามารถได้ กลิ่นของท่าน
หยาดนำาตาแวววาวไหลรินร่วงเผาะ
ปี้ เหยียนเดินมาทางเผ่าจิ้งจอกทั้งหลายมาทีละก้าวๆ
ทั่วร่างของนางแผ่ประกายแสงเซียนสีดํา ประหนึ่งเทพธิดาเดิน ออกมาจากแดนเซียน
เงาสัญลักษณ์จิ้งจอกเขียวเก้าหางบรรพกาลตัวมหึมาลอยข้างหลัง นางช้าๆ
“เทพจิ้งจอก?”
“เป็นเทพบรรพชนจิ้งจอกเขียว!”
“บรรพชนจิ้งจอกปรากฏตัวแล้ว!”
“นี่มัน…พลังสายเลือดบรรพชนบรรพกาล พลังที่นางปลุกขึ้นมา คือพลังของบรรพชนคนแรก”
ผู้แข็งแกร่งยอดฝีมือเผ่าจิ้งจอกเขียวรู้ทันที
ผู้นําเผ่าจิ้งจอกเขียวหน้าตาขาวซีด หันมาจ้องนายน้อยเผ่าจิ้งจอก เขียวเขม็งทันที
ส่วนนายน้อยเผ่าจิ้งจอกเขียวเนื้อตัวสั่นเทิ้ม เหมือนว่านักโทษที่รอ คําตัดสินอะไร
ปี้ เหยียนเดินมายังเบื้องหน้าเหล่าเผ่าจิ้งจอกเขียว ก้มหน้าลงมอง
“พวกเจ้ายังไม่ศิโรราบอีกรึ?”
เสียงของนางประหนึ่งดังมาจากสรวงสวรรค์ ไม่อนุญาตให้ขัดขืน
ผู้แข็งแกร่งยอดฝีมือเผ่าจิ้งจอกเขียวจํานวนนับไม่ถ้วนต่างก้ม หมอบกราบทันที ปากเอ่ย ‘เทพจิ้งจอก’ สองคําออกมา
ก่อนหน้านี้เขาถูกแสงประกายเซียนสีดําสะกดเอาไว้จึงจําต้อง คุกเข่า แต่ตอนนี้กลับออกมาจากภายใน
ในเผ่าจิ้งจอกเขียวมีตํานานพยากรณ์หลายหมื่นปีว่า หาก สายเลือดบรรพชนถือกําเนิดขึ้น นั่นหมายถึงการรวมเผ่าโดยสมบูรณ์ ไม่ใช่แค่ผู้นําเผ่าและผู้อาวุโสทั้งหลายจะต้องหมอบกราบเท่านั้น ต่อให้ เป็นผู้อาวุโสในวิหารเทพจิ้งจอกเขียวก็ต้องศิโรราบ
ผู้ที่มีสายเลือดบรรพชนคนแรก ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย สูงศักดิ์ หรือตำาต้อย จะเป็นผู้ปกครองเผ่าจิ้งจอกเขียว
เพราะบรรพชนคนแรกก็คือเทพจิ้งจอกนั่นเอง
ในฐานะที่เป็นหนึ่งในเผ่าปีศาจที่ให้ความสําคัญกับมรดกสายเลือด และพลัง คําทํานายและตํานานเช่นนี้มีพลังเสมือนคําสั่งสอนของ ศาสดา
หัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียวและนายน้อยเผ่าจิ้งจอกเขียวก็ต้องก้มหัว หมอบกราบ ทําความเคารพ
“ประชาชนสายเลือดรุ่นหลังอันตำาต้อยของท่าน ขอคารวะเทพ จิ้งจอกผู้ยิ่งใหญ่ ขอมอบทุกสิ่งที่พวกเรามีให้แด่ท่าน”
ปี้ เหยียนยืนกลางอากาศ
สายลมพัดต้องผมยาวของนาง นางหันหลังให้หลี่มู่
เผชิญหน้ากับเผ่าจิ้งจอกเขียว สตรีงดงามหยาดเยิ้มพิสุทธิ์ เผ่าจิ้งจอกเขียวนับหมื่นก้มคํานับ หลี่มู่ก้มมองอยู่ไกลๆ มองไปๆ ใจก็ค่อยๆ หนักอึ้ง เขารู้ ปี้ เหยียนไม่มีทางติดตามไปกับตนแล้วจริงๆ
ปลุกสายเลือดบรรพชนคนแรกของเผ่าจิ้งจอกเขียวขึ้นมา ปลุก วิญญาณของเทพจิ้งจอก สิ่งที่นางได้รับไม่ใช่แค่พลังมหาศาลที่สามารถ สยบเผ่าจิ้งจอกเขียวได้เท่านั้น แต่ยังมีความทรงจําในสายเลือด และ เรื่องราวนอดีตที่ฝุ่นจับหนา
ยามในกายของจิ้งจอกสาวไหลเวียนไปด้วยสายเลือดของเทพ จิ้งจอก ณ เสี้ยวพริบตานั้น ไหล่ของนางก็แบกบางสิ่งที่ไม่ควรเป็นนางที่ จะต้องแบกรับเอาไว้
ก็เหมือนกับหลี่มู่ เสี้ยวขณะที่ก้าวออกจากโลก ไม่ว่าจะยินยอม หรือไม่ ชะตาของสรรพชีวิตบนโลกก็กําหนดเอาไว้อยู่บนบ่าของเขา แล้ว
หลี่มู่พลันเข้าใจแล้วว่าทําไมปี้ เหยียนจึงร้องไห้และเศร้าโศก
ยามนางเดินไปหาเผ่าจิ้งจอกเขียวทีละก้าวๆ ยามนางยืนอยู่ต่อ หน้าผู้แข็งแกร่งยอดฝีมือเผ่าจิ้งจอกเขียวมหาศาล รับการหมอบกราบ และเคารพ เสี้ยวพริบตานั้นก็หมายถึงว่า จิ้งจอกสาวที่ไร้เดียงสาไม่รู้ ความคนนั้น จะไม่มีวันปรากฏตัวขึ้นอีกไปตลอดกาล
นับจากวันนี้เป็นต้นไป นางไม่ใช่จิ้งจอกสาวปี้ เหยียนแล้ว แต่เป็นเทพจิ้งจอกปี้ เหยียน
หลี่มู่ยิ้ม เขาโบกมืออําลาให้กับแผ่นหลังของปี้ เหยียนอยู่ไกลๆ ลาก่อน เพื่อนของผม เขาหมุนตัว ไปจากจวนจิ้งจอกเขียวประดุจลําแสงทางหนึ่ง
ไม่มีการขัดขวางจากผู้แข็งแกร่งเช่นหัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียวเช่นนี้ หลี่มู่จากไปจากที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่วันนี้บางทีอาจจะไม่เผยแพร่ออกไปยังโลก ภายนอกตลอดกาล ไม่มีใครได้ล่วงรู้ แต่กลับสลักลึกอยู่ในใจของคนที่ อยู่ที่นี่ไปตลอดกาล
รับรู้ถึงการจากไปของหลี่มู่ ที่หางตาของปี้ เหยียน นำาตาหยด สุดท้ายของปี้ เหยียนก็รินไหล
จากนั้น สีหน้าของนางก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นใจเย็น และเย็นชา
“เจ้ารู้ความผิดหรือไม่?” นางหันมามองนายน้อยเผ่าจิ้งจอกเขียว
นายน้อยเผ่าจิ้งจอกเขียวลนลานทําตัวไม่ถูก “รู้ผิด รู้ผิด…ท่านเทพ โปรดประทานอภัย”
ปี้ เหยียนเดินไปยังวิหารเทพจิ้งจอกเขียวทีละก้าวๆ
“เจ้าใช้ฐานะคนรุ่นหลังลอบวางแผนสายเลือดเทพจิ้งจอก หลายปี มานี้ เจ้าใช้วิชาคําสาปหุ่นกระบอกแย่งชิงพลังสายเลือดของคนอื่น เพิ่ม พลังให้กับตัวเอง สร้างชื่อผู้ถูกเลือก ความผิดมหัตน์นัก เดิมควรจะให้ เจ้าวิญญาณสลายแตกดับ ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด แต่เห็นแก่ที่เจ้ารู้จักสํานึก ข้าจะเก็บเจ้าเอาไว้ใช้ โทษตายเว้นได้ โทษเป็นเว้นไม่ได้”
ไฟสีดํากลุ่มหนึ่งไหลเข้าไปในร่างกายของนายน้อยเผ่าจิ้งจอกเขียว
“หากเจ้ากล้าคิดจะหักหลังข้า ข้าจะทําให้เจ้าอยากจะมีชีวิตอยู่ก็ ไม่ได้ อยากจะตายก็ไม่ได้” ปี้ เหยียนเอ่ยด้วยนำาเสียงเหี้ยมโหด
“ข้าน้อยมิกล้า” นายน้อยเผ่าจิ้งจอกเขียวตัวสั่น แต่ก็ถอนหายใจ โล่งอก
นับว่ารอดมาได้แล้ว
ทําได้แค่หลังจากวันนี้ต้องทําตัวให้ดี ให้เทพจิ้งจอกคลายโทสะเสีย แล้ว
……
หลี่มู่กลับมายังจุดพักห้วงดารา หัวหน้าจุดพักห้วงดาราตงฟางเพี่ย วเลี่ยงเดินรับหน้าขึ้นมาทันที
“คุณชาย เป็นอย่างไรบ้าง ทางจวนทางนั้น…” เขาเห็นหลี่มู่ กลับมาอย่างปลอดภัย ในใจก็โล่ง แต่ไม่เห็นปี้ เหยียนกลับมาด้วยก็รู้สึก ว่าอาจจะไม่ค่อยราบรื่น
หลี่มู่ตอบ “ก็ดี”
เขาไม่พูดอะไรต่อ
ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงสังเกตสีหน้าแล้วจึงรีบเปลี่ยนหัวข้อ “คุณชาย ‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอีส่งคนมาเชิญท่านให้ไปดูการต่อสู้ที่แท่น ประหารเซียนหมายเลขหนึ่งในวันพรุ่งนี้”
“เอ๋ ดูการต่อสู้?” หลี่มู่ตะลึง
เขาไปจวนจิ้งจอกเขียวอย่างรีบร้อน ดังนั้นจึงไม่รู้เรื่องหวางเหยียน อีท้าประลอง
ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงเล่าที่มาที่ไปของเรื่องให้ฟัง “เอ๋?” หลี่มู่ตาเป็นประกาย “ดี นี่เป็นเรื่องสําคัญ ข้าไป” สังเกตการต่อสู้ของผู้แข็งแกร่งชั้นยอดเป็นโอกาสที่หายากนัก
ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงแจ้งการเปลี่ยนแปลงของ ‘อันดับรายชื่อผู้ถูก เลือกร้อยเขตดารา’
“ที่สิบหกอย่างนั้นรึ?” หลี่มู่ค่อนข้างแปลกใจ เขาคิดว่าอันดับรายชื่อนี้สูงกว่าที่ตัวเองคาดคิดเอาไว้เล็กน้อย
……………………………………………………
บทที่ 692 โลกวิญญาณพ่อมดสวรรค์
วันที่สอง
ไร้ซึ่งลมฝน แต่ก็ไร้ซึ่งแสงแดดเช่นกัน ครึ้มเล็กน้อย
อากาศเย็นสดชื่น
แท่นประหารเซียนหมายเลขหนึ่ง
ยาม ‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอีเดินไปยังแท่นประหารเซียนที่ลอย อยู่กลางฟ้าทีละก้าวๆ รอบๆ ก็ดังไปด้วยเสียงโห่ร้องกึกก้อง
ชายหนุ่มผอมแห้งหน้าตางดงามผู้นี้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม
จากการประลองผู้ถูกเลือกเมื่อครั้งที่แล้ว ผู้ฝึกฝนหนุ่มสาวนับไม่ ถ้วนชื่นชมบูชาคนสองคนอย่างบ้าคลั่ง
คนหนึ่งคือ ‘เทพดาบ’ หลี่อี้เตา
อีกคนก็คือ ‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอี
สองคนนี้ล้วนผงาดขึ้นจากคนตัวเล็กๆ เต็มไปด้วยสีสันความน่า อัศจรรย์
และตอนนี้ หลี่มู่หนึ่งในบุคคลต้นแบบทั้งสองนั่งอยู่บนเวที สังเกตการณ์ต่อสู้แขกผู้มีเกียรติด้านตะวันตก รอการประลองเริ่ม
แท่นประหารเซียนหมายเลขหนึ่งเป็นแท่นประหารเซียนที่ยิ่งใหญ่ ที่สุดเวทีหนึ่ง และก็เป็นสนามประลองเฉพาะผู้ถูกเลือกชั้นยอดอีกด้วย
มันลอยอยู่กลางอากาศเสมือนเขาลอยฟ้าลูกหนึ่ง
อักขระเต๋าไร้รูปร่างหมุนวนอยู่รอบๆ อย่างแน่นหนา ว่ากันว่า ความแข็งแกร่งของมันสามารถรับการประลองของขั้นราชันได้
ในฐานะที่เป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับเทียบเชิญให้ไปชมการประลอง ของทั้งสองฝ่าย หลี่มู่สามารถนั่งอยู่บนเวทีสังเกตการณ์ต่อสู้แขกผู้ทรง เกียรติได้
ตรงนี้อยู่ใกล้ที่สุด มุมการมองเห็นดีที่สุด และเป็นมุมสัมผัสถึงการ ต่อสู้ได้ดีที่สุด
บนเวทีประลอง คู่ต่อสู้ของหวางเหยียนอีก็ขึ้นมาบนเวทีประลอง แล้วเช่นกัน
ผู้ถูกเลือกอันดับสิบบนอับดับรายชื่อผู้ถูกเลือกร้อยเขตดาราคือ ‘เซียนกู่วิญญาณ’ โยวหลาง
ทั้งตัวของเขาอยู่ในชุดคลุมสีดํา หน้าขาวซีดเหมือนทาแป้ง เบ้าตา ลึกโหล ดวงตาดําสนิทประหนึ่งหุบเหวลึก มองไม่เห็นตาขาว ทั่วทั้งตัว กลิ่นอายภูตผีเย็นเยือก ทําให้คนสงสัยว่าใต้เสื้อคลุมสีดําตัวโคร่งเป็น เพียงแค่โครงกระดูกขาว ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อ
‘เซียนกู่วิญญาณ’ มีชาติกําเนิดจากเขตดารากู่เทวะ วิชาที่ฝึกฝน คือวิชากู่แห่งเต๋า ใช้วิชากู่ผสานไปในมรรคา วิชาลึกลับซับซ้อน ลึกเกิน หยั่ง ในแดนดาราจื่อเวยก็มีชื่อโหดเหี้ยมนานแล้ว ต่อให้ไม่มีอันดับ รายชื่อเช่นนี้ เขาก็เป็นบุคคลยอดเยี่ยมในแดนดาราจื่อเวย
หลี่มู่เห็นรูปลักษณ์เช่นนี้ของเซียนกู่วิญญาณก็กากบาทตัวเบ้อเริ่ม ในใจ
ชื่อเสียงแบบนี้ก็คิดจะมาแต่งงานกับองค์หญิงน้อยต๋าจี่?
ข้างหูดังไปด้วยเสียงกู่ร้อง
การต่อสู้เริ่มขึ้นแล้ว
กระบี่คู่อยู่ในมือหวางเหยียนอี มือขวาจับตรงๆ มือซ้ายพลิกจับ ร่างดุจสายลมคลั่ง โจมตีไปอย่างแข็งแกร่ง
รูปแบบการต่อสู้เช่นนี้ทําให้หลี่มู่ค่อนข้างแปลกใจ
ดูจากรูปลักษณ์ภายนอก หวางเหยียนอีร่างผอมบาง ตัวไม่สูงมาก หน้าตางดงาม เดิมคิดว่าจะมาสายทักษะวิชา ใช้ทักษะวิชาผสานเต๋า แต่ใครจะรู้ การต่อสู้เพิ่งเริ่มต้นขึ้น เขาก็เหมือนแปรเปลี่ยนเป็นเทพ สงครามทรงพลัง เปิดศึกเต็มกําลัง พลังเต็มเปี่ ยม เดินสายพลัง
เซียนกู่วิญญาณคํารามเสียงตำาทุ้ม
ละอองหมอกสีดําสองกลุ่มแผ่อวลออกมาจากแขนเสื้อ ลอยอ้อยอิ่ง อยู่กลางอากาศ แปรเปลี่ยนเป็นเงาร่างสีดําสองร่างที่เหมือนกับเขาทุก ประการ ร่างสวมเกราะดํา มือถือหอกและลูกตุ้ม กระโจนเข้าหาหวางเห ยียนอี
ทหารชุดเกราะเงาดําทั้งสองล้วนมีกําลังรบที่ใกล้เคียงกับเซียนกู่ วิญญาณ
หลี่มู่เห็นแล้วก็ตื่นตะลึง นี่คือวิชาแยกร่าง? หนึ่งลมหายใจแปรสามแจ้ง? มีวิชาพอตัวนะเนี่ย
แต่เพียงเสี้ยวพริบตาก็เห็นบนกระบี่คู่ของหวางเหยียนอีมีแสง ประกายหมุนวน ภายในสามกระบวนท่าก็ฟันร่างเงาชุดเกราะดําทั้งสอง แหลกสลาย
จุดดําสี่จุดร่วงลงบนพื้น
นั่นเป็นกู่ลึกลับสีดําทั้งสองที่ถูกสังหาร
วิชากระบี่เลิศลำานัก!
หลี่มู่ตะลึงอีกรอบ
ผู้ฝึกฝนสายต่างๆ มอบชื่อ ‘เทพกระบี่’ สองคํานี้ไว้ให้กับหวางเห ยียนอี ก่อนหน้านี้หลี่มู่ยังรู้สึกงั้นๆ
แต่ตอนนี้เมื่อได้เห็นหลี่มู่ก็รู้สึกว่าวิชากระบี่ของชายหนุ่มคนนี้ น่า กลัวเป็นอย่างยิ่งจริงๆ
หนึ่งกระบวนหนึ่งท่า เลิศลำาคมในฝัก ธรรมชาติผสานเต๋า
ระหว่างกระบวนท่าแปรเปลี่ยนก็ไม่ได้เลิศลำาอะไร และก็ไม่ได้มี การเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนอื่นๆ แต่ผลของพลังกับเหนือการ เปลี่ยนแปลงอันซับซ้อน
ช่างร้ายกาจจนถึงขั้นสุดจริงๆ
หลี่มู่ขบคิด ตัวเองในด้านวิชาดาบก็นับว่าเป็นผ้ ูเชี่ยวชาญแล้ว โดยเฉพาะการประลองผู้ถูกเลือกในช่วงระยะนี้ทําให้วิชาดาบของเขา ยิ่งพัฒนาขึ้นไปอีก ภายใต้ขอบเขตเดียวกัน เขาคิดว่าด้านวิชาดาบไม่มี ใครเหนือตน
แต่ตอนนี้เมื่อได้เห็นก็รู้แล้วว่า วิชาดาบที่ตนภาคภูมิใจนั้น ไม่ใช่ คู่มือของวิชากระบี่ของ ‘กระบี่เทพ’ หวางเหยียนอีอย่างแน่นอน
วิชากระบี่ของคนผู้นี้เชี่ยวชาญขั้นเทพแล้ว
“ฮ่าๆๆๆๆ…นี่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น เจ้าไม่ทําให้ข้าผิดหวังจริงๆ”
‘เซียนกู่วิญญาณ’ ไม่ได้ตกใจที่ร่างแยกวิชากู่ถูกฟันลงแต่อย่างใด
ท่ามกลางเสียงหัวเราะที่แฝงด้วยรอยดูถูกเย็นชาต่อชีวิต เขาก็ ประสานตราประทับมือออกมาสองตราทันที
เสียงมังกรคํารามเป็นระลอกๆ มังกรดําสองตัวคํารามทะยาน ออกมาจากแขนเสื้อของเขา
มังกรของจริง!
พวกมันตัวขยายใหญ่ในเสี้ยวพริบตา แปรเปลี่ยนเป็นมังกรยักษ์ ยาวหลายพันจั้ง เกล็ด กรงเล็บ เขี้ยว เขา สันหลัง หางมังกร ล้วนมี
ชีวิตชีวาดุจของจริง พลังดั่งมังกรที่แท้จริงปรากฏขึ้นในเสี้ยวพริบตา เขย่าแท่นประหารเซียนหมายเลขหนึ่งสะเทือน
นอกเวทีประลอง ผู้ฝึกฝนแต่ละคนล้วนสัมผัสได้ถึงพลังมังกรอัน ชัดเจน กลิ่นอายที่ไม่ได้แปรเปลี่ยนออกมาจากวิชาเวทภาพลวงตา แต่ เป็นมังกรดําที่มีเลือดมีเนื้อของจริง
แสงกระบี่ส่องกะพริบ
ร่างของหวางเหยียนอีพุ่งขึ้นไป
แสงกระบี่ฟันไปที่ร่างของมังกรดํา แสงเลือดสาดกระจาย
มังกรดําคํารามอย่างโมโห ล้อมวนมายังหวางเหยียนอีประหนึ่ง มังกรคู่ล่อแก้ว
ปากมหึมาของมันคล้ายว่าจะสามารถกลืนทั้งแท่นประหารเซียน ลงไปได้ทั้งเวทีในทันใด
หลี่มู่หรี่ตา
เป็นวิชากู่ที่น่ากลัวนัก
หลี่มู่ทอดถอนในใจ เซียนกู่วิญญาณคนนี้กระตุ้นแปรเปลี่ยนวิชากู่ และไสยเวทจนถึงระดับสูงสุด และก็เป็นบุคคลที่เก่งกาจเลิศลำาจริงๆ
เคล็ดวิชากู่และไสยเวทที่เอาไว้ลอบสังหาร ลอบวางแผนและฆ่าสังหาร ทั้งสองก็สามารถผลักดันได้อย่างผ่าเผย จนแทบจะรับมือกับศัตรูได้ซึ่ง หน้าเหมือนร่ายเวท พูดได้ว่าสร้างประวัติการณ์ของกู่ไสยเวทขึ้นมาใหม่
อัจฉริยะขั้นสุดยอดที่อยู่ในยี่สิบอันดับแรกล้วนไม่มีใครธรรมดา จริงๆ ด้วย
ท่ามกลางเสียงร้องอย่างตกใจและโห่ร้องดังเป็นระลอกๆ กระบี่ ของหวางเหยียนอีก็ตัดหัวมังกรลงสองหัว
เลือดของมังกรดําอาบย้อมร่างและกระบี่ในมือเขาชุ่มโชก
พลังสังหารมังกร
สุดท้าย ร่างของมังกรดําตัวมหึมาทั้งสองตัวก็ค่อยๆ หดเล็กลงเป็น แมลงขนาดตัวเท่าไส้เดือน นอนตัวแข็งอยู่บนพื้น ของเหลวสีดําไหล ออกมาจากปากแผลบนร่าง
ใบหน้าของเซียนกู่วิญญาณฉายแววปวดหัวใจ
‘แมลงมารกิ้งก่าวารีทมิฬ’ สองตัวนี้เขาต้องจ่ายค่าตอบแทน มหาศาลถึงจะได้มา อีกทั้งยังต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจถึงจะเปลี่ยนร่าง เป็นมังกรดํา พูดได้ว่าเป็นหนึ่งในไพ่ตายของเขา สุดท้ายกลับถูกหวาง เหยียนอีฆ่าลงเสียได้
“พลังของเจ้าแข็งแกร่งกว่าที่ข้าคิดเอาไว้มากนัก”
เซียนกู่วิญญาณมองหวางเหยียนอี ในเบ้าตาดําเหมือนหุบเหวลึกมี ลูกไฟวิญญาณสีนำาเงินลอยวูบวาบ
หวางเหยียนอีไม่พูดอะไร ลากกระบี่ไว้ข้างหลัง โจมตีประชิดมายัง เซียนกู่วิญญาณอย่างรวดเร็ว
“เขตแดน…โลกวิญญาณพ่อมดสวรรค์”
เซียนกู่วิญญาณคํารามพลางหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
ทันใดนั้น ละอองหมอกสีดําแผ่ลามมาอย่างรวดเร็ว ล้อมทั่วทั้ง แท่นประหารเซียนเอาไว้ราวหมอกหนา ผู้ฝึกฝนที่ดูการต่อสู้อยู่ข้าง นอกมองไม่เห็นว่าบนเวทีเกิดอะไรขึ้นกันแน่ไปในทันที
เขตแดน!
หลี่มูใจกระตุกวาบ
นี่คือเขตแดนพิเศษที่เมื่อขั้นราชันควบคุมฟ้าดินหยิบยืมพลังสร้าง ออกมา
เซียนกู่วิญญาณควบคุมพลังเขตแดนได้จริงๆ ด้วย
เขตแดนของราชันแต่ละคนล้วนมีพลังที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่มีใคร สามารถเทียบเทียมได้
เขตแดนแตกต่างกัน แต่ล้วนมีพลังสังหารทําลายล้างที่น่ากลัว ทั้งสิ้น
สู้กับราชัน หากตกอยู่ในเขตแดนของเขา นอกเสียจากจะสามารถ ควบคุมเขตแดนของตนมาต้านทาน หรือใช้พลังล้วนๆ มาทําลายเขต แดนแล้ว ไม่เช่นนั้นก็มีแต่ความตายอย่างเดียวเท่านั้น
เหมือนหลี่มู่ที่สู้กับตงเหมินชุยเสวี่ยในวันนั้นก็อาศัยพลังแขนขวา กระดูกขาว ฟัน ‘เขตแดนพายุเหมันต์’ ที่ตงเหมินชุยเสวี่ยไม่ชํานาญพอ ทลาย
นั่นคือยืมพลัง ‘เนตรสอดแนม’ มองทะลุจุดบกพร่องของ ‘เขต แดนพายุเหมันต์’ ถึงได้ทําลายเขตแดนนั่นลงได้
หากเปลี่ยนเป็นเขตแดนที่สมบูรณ์ เขตแดนที่ความเสถียรสูง ครั้ง นั้นหลี่มู่ก็คงไม่ชนะง่ายๆ เช่นนั้นแล้ว
และในตอนนี้ ‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอีอยู่ในเขตแดน ‘วิญญาณ พ่อมดสวรรค์’ อันตรายก็มาถึงในทันใด
ผู้ฝึกฝนทั่วไปมองไม่เห็นว่าข้างในหมอกหนาสีดําเกิดอะไรขึ้น
แต่สําหรับราชันบางคน และหลี่มู่ที่ฝึกฝนวิชาเนตรเช่นนี้กลับ สามารถมองทะลุเห็นสถานการณ์การต่อสู้ข้างในได้อย่างชัดเจน
……
“ตกอยู่ในเขตแดนของข้า เป็นตายแล้วแต่ข้า”
เสียงของเซียนกู่วิญญาณเหมือนเทพมารที่ปกครองฟ้าดิน ควบคุม ชะตาชีวิต ประสานเสียงกับมรรคา สร้างเสียงแห่งเต๋า ขานรับกับ กฎเกณฑ์
การเปลี่ยนแปลงอันพิศดารเกิดขึ้นแล้ว
ร่างของหวางเหยียนอีค่อยๆ โค้งค่อม ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยว ย่น ผิวสูญเสียความแวววาว เหมือนกับเปลือกส้มตากแห้ง ผมเหมือน เกาะไปด้วยนำาแข็งขาวโพลน
แก่ชรา! หลี่มู่ตกใจ อะไร?
นี่คือพลังของกาลเวลาอย่างนั้นรึ? เซียนกู่วิญญาณควบคุมพลังเช่นนี้อย่างนั้นรึ?
หวางเหยียนอีจะแพ้แล้ว?
จนถึงตอนนี้หวางเหยียนอีก็ยังไม่ได้ควบคุมเขตแดนที่เป็นของ ตัวเอง
หรือเขายังไม่มีพลังเขตแดนของตัวเอง?
หลี่มู่นึกย้อน เหมือนว่าจากในข้อมูลที่เกี่ยวกับหวางเหยียนอีจะ ไม่ได้ยืนยันว่าเขาเป็นชั้นราชันแล้ว และก็ไม่เคยเห็นหวางเหยียนอี สําแดงเขตแดนที่เป็นของตัวเองมาก่อน…ต่อให้เป็นการทะลวงยี่สิบเอ็ด ศึกการประลองก่อนหน้านี้ก็ไม่มีข้อมูลที่เกี่ยวกับขอบเขตฝึกตนเปิดเผย มากมาย
ดังนั้นขอบเขตพลังฝึกตนของหวางเหยียนอีทุกฝ่ายต่างมีข้อ ถกเถียงต่างกันไป
หากเขาไม่ได้ก้าวสู่ขั้นขอบเขตราชันจริงๆ และก็ไม่มีพลังควบคุม เขตแดนด้วยแล้วล่ะก็ เช่นนั้นก็ลําบากแล้ว
หลี่มู่กระตุ้นเนตรสวรรค์ จ้องแท่นประหารเซียนหมายเลขหนึ่ง เขม็งผ่านหน้ากากไร้หน้า
เขาอยากจะรู้ว่าในสถานการณ์จนตรอกเช่นนี้หวางเหยียนอีจะ ทําลายอุปสรรคอย่างไร
ผู้แข็งแกร่งยอดฝีมือที่มีความคิดเหมือนเขาก็กระตุ้นวิชาอภินิหาร มาสํารวจอย่างละเอียดเช่นกัน
“ทําลาย!”
หวางเหยียนอีที่เหมือนเดินจบเส้นทางของชีวิตในเสี้ยวพริบตาคํา ราเสียงตำาทุ้ม
ต่อให้แก่ชราเหมือนชายแก่ที่ใกล้จะตอกประตูปิดฝาโลงแล้ว ด้าน นอกดูแล้วเหมือนว่าแค่ลมพัดก็ล้ม แต่พลังของเขาไม่ได้โรยราลงไปเลย
ฝีเท้าของเขายังคงมั่นคง สายตาของเขายังคงคมกริบ ความเร็วของเขายังคงรวดเร็วราวสายฟ้า สิ่งต่างๆ ของเขา… กระบี่ของเขายังคงเปล่งประกาย กระบี่ยาวส่องแสงพราวพร่าง กระบี่หนึ่งส่องประกายแหวกฟ้าดิน
แสงกระบี่ฟาดฝ่าละอองหมอกสีดํา ในขณะเดียวกันก็ฟันทะลุเงา ร่างเซียนกู่วิญญาณ
แต่เงาร่างก็หม่นแสงลงเลือนหายไป
เป็นเพียงแค่เงาเท่านั้น
เงาร่างของเซียนกู่วิญญาณเปลี่ยนตําแหน่งห่างออกมาอีกสามสิบ จั้งเยื้องไปทางขวา
แต่ที่ไหล่ของเขามีรอยเลือดทางหนึ่ง
นั่นเป็นแผลกระบี่
กระบี่นี้เซียนกู่วิญญาณหลบได้ไม่หมด
“ดั่งโลกของข้า เจ็บป่วยแก่เฒ่าดั่งใจข้า”
เสียงของเซียนกู่วิญญาณเย็นเยือกตำาทุ้มเหมือนดังมาจากธาร นำาแข็งในปรโลก
ก็เห็นหวางเหยียนอีที่แก่หง่อม จู่ๆ ก็มีแผลเลือดปรากฏขึ้นที่ ผิวหนัง ผิวอันเหี่ยวย่นเริ่มฟอนเฟะ ขาข้างหนึ่งไม่รู้ทําไมจึงเป๋เสียได้ ตาข้างหนึ่งมีเลือดไหลออกมาแล้วก็กลายเป็นหนองอย่างรวดเร็ว เขาไอ อย่างรุนแรงจนมีเลือดคาวคลุ้งสีดําออกมา…
โรคภัย!
นี่เป็นโรคภัยร้ายน่ากลัวชนิดต่างๆ มันมาปรากฏทั่วทั้งตัวของ หวางเหยียนอีในเสี้ยวพริบตา
หลี่มู่อึ้งตะลึง
พลังของเขตแดน ‘โลกวิญญาณพ่อมดสวรรค์’ น่ากลัวจนถึงเพียง นี้เชียว?
หรือจะเหมือนดั่งเซียนกู่วิญญาณกล่าวเอาไว้ ‘ตกอยู่ในเขตแดน ของข้า เป็นตายแล้วแต่ข้า’
……………………………………………………
บทที่ 693 ความตกตะลึงจากการจัดอันดับ
คนทั่วไปล้วนต้องผ่านการเกิดแก่เจ็บตาย ผู้บําเพ็ญก็เช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้นบนเส้นทางแห่งการฝึกบําเพ็ญ ยังต้องผ่านสามภัย พิบัติกับเก้าความทุกข์ยาก เหมือนกับโรงเตี๊ยม จะอันตรายหนักหนา กว่าคนธรรมดาทั่วไป
ตอนนี้ ‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอีเหมือนมีภัยแห่งความเจ็บป่วย ทั้งหมดลงมาสถิตอยู่ในตัวก็มิปาน
เพียงพริบตา ร่างกายแทบจะทั้งหมดของเขาล้วนเน่าเปื่ อยจนจะ ละลายกลายเป็นนำาหนอง
แต่ความเร็วของเขายังคงว่องไวดุจสายฟ้า
กระบี่ในมือเปล่งประกายราวแสงดารา
ร่างเงาตัดผ่าน
เลือกสาดกระเซ็น
หน้าอกของ ‘บุตรเทวะกู่ภูต’ ปรากฏรูเลือดทะลุหน้าหลังขึ้นมารู หนึ่ง
มันคือรอยแผลที่ถูกกระบี่แทงจนทะลุร่างออกไป
“เป็นไปได้อย่างไร?”
‘บุตรเทวะกู่ภูต’ ทําหน้าเหมือนเห็นผี เต็มไปด้วยความยากจะเชื่อ ได้
หวางเหยียนอีที่อยู่ในสภาพโรยราและอ่อนแอเช่นนี้ ทําไมจึง สามารถโบกสะบัดท่วงท่ากระบี่อันน่ากลัวได้เช่นนี้?
‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอีออกกระบี่อีกครั้ง
‘บุตรเทวะกู่ภูต’ ถอยกรูดอย่างบ้าคลั่ง
แต่ท่วงท่าแสงกระบี่นั้น ลึกลับเกินไป น่ากลัวเกินไป เพียงไม่นาน ‘บุตรเทวะกู่ภูต’ ก็รู้สึกได้ว่าจิตสังหารมากมายคลุมลงมาบนตัวเขาจน มิด ไม่ว่าเขาจะใช้วิชากู่ใดๆ ก็ไม่สามารสกัดกระบี่ของหวางเหยียนอีได้ แต่กลับสร้างบาดแผลเพิ่มเติมบนร่างกายของตนเองอย่างไม่หยุดเสีย ด้วยซำา
ท้ายสุด เขาจึงถอยลงจากแท่นประหารเซียนหมายเลขหนึ่ง
“ข้าแพ้แล้ว”
เขามีบาดแผลเต็มร่าง ยืนอยู่ด้านนอกแท่น่ประหารเซียน มอง หวางเหยียนอีด้วยสีหน้าสับสนซับซ้อน
และหวางเหยียนอีเวลานี้ ก็เหมือนกับมนุษย์หิมะที่กําลังจะละลาย อย่างไรอย่างนั้น ทั่วร่างเลือดเนื้อละลายเป็นหนอง แทบจะไม่เหลือเค้า ร่างมนุษย์ มีเพียงกระบี่ในมือที่ยังมั่นคง สว่าง และแม่นยํา!
“เจ้าทําได้อย่างไรกัน? เจ้าไม่ได้ฝึกฝนเขตแดนด้วยซำา”
‘บุตรเทวะกู่ภูต’ อาบเลือดไปทั่วร่าง คิดอย่างไรก็คิดไม่ตก
ในเขตแดนแดนภูตผู้วิเศษสวรรค์ของตนเอง หวางเหยียนอีถูก เฉือนอายุไขชีวิตลงไปอย่างเห็นได้ชัด และยังถูกพิษภัยแมลงอีก มากมาย ก็แสดงออกมาชัดเจนแล้ว แต่ทําไมกลับยังมีพลังโจมตีถึง ขนาดนั้น ราวกับทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้นเลย
แสงกระบี่ไหลเวียน พลังกระจายออกไป
ร่างของหวางเหยียนอี ถูกแสงกระบี่คลุมเอาไว้
จากนั้นเลือดเนื้อบนตัวของเขาได้เกิดอาการขยับขยุกขยิกขึ้น ถัด มาแมลงกู่รูปร่างประหลาดหลายตัว ถูกบีบออกมาจากนำาเลือดที่ ละลายจากหนองออกมา ร่วงลงบนพื้นและตายไปในพริบตา แมลงกู่
เหล่านี้ สร้างความแก่ชราขึ้นกับตัวของหวางเหยียนอี เป็นสาเหตุของ ภัยเจ็บป่วย บุตรเทวะกู่ภูตไม่ได้มีพลังในการควบคุมอายุขัย แต่สามารถใช้วิชา กู่กู่อะไรบางอย่างได้เท่านั้น หลังจากจัดการแมลงกู่ออกไปแล้ว ความแก่ชรา อาการเจ็บป่วย ทั่วร่างหวางเหยียนอีก็ได้หายไปในพริบตา เขากลับมามีหน้าตาที่หล่อเหลาของชายร่างผอมอีกครั้ง ทั่วร่างไร้รอยบาดแผลใดๆ บุตรศักดิ์สิทธิ์ภูตแมลงจ้องมองเขา เอ่ยถามขึ้นอย่างไม่ยอมอีกครั้ง “ เพราะอะไร? เจ้าทําเช่นนี้ได้อย่างไร?” “หนึ่งกระบี่ พิชิตสรรพวิชา” คําตอบของหวางเหยียนอีแสนเรียบง่าย พูดจบ เขาหันหลังเดินจากไป สองกระบี่บินทะยานกลับเข้าฝักที่ด้านหลังด้วยตนเอง แพ้ชนะตัดสินเรียบร้อย
หลี่มู่มองอย่างหลงใหลใฝ่เพ้อ
วิชากู่ของ ‘บุตรเทวะกู่ภูต’ น่าตกตะลึงก็จริง แต่ที่ทําให้หลี่มู่ สั่นสะเทือนที่สุด ก็ยังเป็นกระบี่ของหวางเหยียนอี
กระบี่เช่นนี้ ไม่ใช่ท่าวิชา ไม่ใช่ทักษะต่อสู้และก็ไม่ใช่จิตและ ท่าทางแล้ว
แต่เป็นความเชื่อมั่นศรัทธาประเภทหนึ่ง
ความเชื่อมั่นศรัทธาว่าจะชนะอย่างแน่นอน
หลี่มู่มองออก หวางเหยียนอีที่ตกอยู่ใน ‘แดนภูตผู้วิเศษสวรรค์’ แน่นอนว่าต้องพบกับการเจ็บหนัก เลือดเนื้อแทบจะละลายกลายเป็น นำาหนองจนหมด ถูกบั่นทอนพลังชีวิตลงไป ไม่ว่าบุตรเทวะกู่ภูตจะทํา อะไร สําหรับหวางเหยียนอีแล้ว ล้วนเป็นความอันตรายอย่างใหญ่หลวง
แต่ที่เขาได้รับชัยมาในที่สุด ก็เพราะเชื่อมั่นต่อกระบี่ในมือของ ตนเอง
ซื่อสัตย์ต่อกระบี่
ฝากจิตใจเอาไว้กับกระบี่
กระบี่ คือทุกสิ่งทุกอย่าง
ดังนั้นกระบี่ที่เขาโบกออกไป จึงสามารถตัดสะบั้นสรรรพสิ่ง ฟาด เขตแดนจนกระจุย แน่นอน ทุกสิ่งอย่างที่แท้จริงไม่ใช่อะไรที่ง่ายดายเช่นคําพูด การฝึกฝนวิถียุทธ์ ขึ้นอยู่กับระดับที่บรรลุ และอยู่ที่แดนแห่งจิต และแดนแห่งจิต ก็จะพูดกับคนที่มีความสอดคล้องกับระดับบรรลุ นั้น แดนแห่งจิตที่สูงส่งเพียงไหน เมื่อพูดให้กับคนธรรมดาที่ไม่เข้าใจ วิถียุทธ์ พูดให้กับผู้อ่อนแอในวิถียุทธ์ ก็เหมือนกับสีซอให้ควายฟัง ไม่มี ความหมายใดๆ แต่ความเร่าร้อนต่อกระบี่ของหวางเหยียนอี ได้ให้คําชี้แนะที่ดี อย่างมากกับหลี่มู่ ไม่ว่าจะดาบหรือกระบี่ หรือว่าอาวุธอื่นๆ วิชานับพันหมื่น เดินคน ละเส้นทางแต่ล้วนบรรจบที่ทางเดียวกัน ล้วนอยู่บนหลักการเดียวกัน กระบี่ของหวางเหยียนอี ให้คําชี้แนะต่อดาบของหลี่มู่อย่างมาก หวางเหยียนอีผู้นี้ ให้คําชี้แนะอย่างมากต่อหลี่มู่เช่นกัน
เรื่องนี้ รอบๆ แท่นประหารเซียนหมายเลขหนึ่ง เกิดเสียงกู่ก้อง ยินดีเหมือนสั่นฟ้าสะเทือนดินทะเลซัดขึ้นมา
ผู้บําเพ็ญนับไม่ถ้วนโห่ร้องให้กับชัยชนะของ ‘เทพกระบี่’ หวางเห ยียนอี
“เทพกระบี่! เทพกระบี่! เทพกระบี่!”
ผู้คนกําลังตะโกนโห่ร้องสุดเสียง
ชายหนุ่มที่ผงาดขึ้นมาจากท้ายๆ คนนี้ ใช้เพียงกระบี่ในมือ ก้าวไป ข้างหน้าทุกๆ ย่างก้าว รับเอาชัยชนะในทุกครั้ง เหมือนกับกําลังยืนยัน กับผู้บําเพ็ญธรรมดาอันต้อยตำาทุกคน ว่าต่อให้ไม่มีวิชาเทพวิชาลับ ไม่ มีเบื้องหลังเป็นเผ่าที่สุดยอด ผู้บําเพ็ญธรรมก็สามารถสร้างคลื่นอันบ้า คลั่งของตนเองขึ้นมาได้
ทุกๆ ฝ่ายที่อยู่บนที่นั่งชมการต่อสู้ของแขกพิเศษ ทยอยๆ กันจาก ไป
ศึกในวันนี้ ผู้ที่รับบัตรเชิญส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้บําเพ็ญที่อยู่ฝ่าย ของบุตรเทวะกู่ภูตทั้งสิ้น
ทว่า ‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอีกลับส่งบัตรเชิญมาเพียงหนึ่งใบ ซึ่งก็คือใบที่ส่งมาให้หลี่อี้เตา
ดังนั้นตอนนี้ ร่างของหลี่มู่ จึงค่อนข้างดึงดูสายตาผู้คน
เมื่อวานนี้ มีคนนํา ‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอี กับ ‘เทพดาบ’ หลี่อี้ เตา เรียกว่า ‘สองปราการ’ ผู้ที่เดินออกมาจากกลุ่มผู้บําเพ็ญธรรมดา เข้าใจว่าพวกเขาเป็นผู้มีพลังความสามารถ เป็นอัจฉริยะฟ้าประทานที่ คอยหนุนผู้บําเพ็ญธรรมดาทั้งหลายเอาไว้
กลุ่มผู้บําเพ็ญธรรมที่โห่ร้อง ไม่ว่าจะเป็นเผ่ามนุษย์ หรือว่าเผ่า อื่นๆ ก็ล้วนมีคนเข้ามาทักทายหลี่มู่ โห่ร้องให้กับหลี่มู่
หลี่มู่โบกมือหยอยๆ จากนั้นจึงจากไป
ระหว่างทาง หัวข้อสนทนาที่ได้ยินมากที่สุด แน่นอนว่าเป็นหัวข้อ เรื่อง ‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอีตีพ่ายบุตรเทวะกู่ภูต รวมไปถึงหลังศึก ใหญ่ศึกนี้ การจัดอันดับ ‘อันดับอัจฉริยะฟ้าประทานแห่งร้อยเขตดารา’ ล่าสุดจะเปลี่ยนเป็นอย่างไร แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ดึงดูดความสนใจของ สายตาคนมากมาย
เหมือนกับว่าศึกใหญ่ระหว่างสุดยอดอัจฉริยะฟ้าประทานด้วยกัน จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงของการจัดอันดับขึ้นมาอย่างไม่ต้องสงสัย
ในใจหลี่มู่คาดเดาประมาณนี้
ยืนยันออกมาได้เรื่องหนึ่ง
อันดับของ ‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอี จะต้องเบียนเข้ามาในสิบ อันดับแรกแน่นอน
แต่ว่า หลี่มู่ไม่คิดเลยก็คือ ขณะที่เพิ่งกลับมาถึงจุดพัก การจัด อันดับ ‘อันดับอัจฉริยะฟ้าประทานแห่งร้อยเขตดารา’ ล่าสุดได้ประกาศ ออกมาแล้ว
เป็นไปตามคาด ‘เทพกระบี่’ หยางเหยียนอีเบียดเข้ามาในสิบ อันดับแรกจริงๆ
จัดอยู่ที่อันดับเก้า
แต่ที่ทําให้หลี่มู่คิดไม่ถึงจริงๆ คือ ตนเองก็เบียดเข้ามาอยู่ในสิบ อันดับแรกเช่นกัน
จัดอยู่อันดับที่สี่
หลังจากตกตะลึงไป หลี่มู่มองเห็นว่าป๋อเยี่ยนนายน้อยจิ้งจอกเขียว ถูกจัดอยู่อันดับที่ห้า
เขาเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้ ขั้วอํานาจที่สร้าง ‘การจัดอันดับอัจฉริยะฟ้า ประทานแห่งร้อยเขตดารา’ คงจะกว้างขวางจนรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในจวน หลักจิ้งจอกเขียวสินะ?
ตอนนั้นภายใต้การกระตุ้นพลังทั้งหมดของแขนขวากระดูกขาว หลี่มู่ได้ฟันนายน้อยจิ้งจอกเขียวจนลอยออกไป หากจะว่าจากมุมมองนี้ เขาก็ถือว่าตีพ่ายนายน้อยจิ้งจอกเขียวไปแล้ว
แต่จะว่าไป ผลลัพธ์การต่อสู้อําพรางเช่นนี้ก็นับด้วยหรือ?
หลี่มู่กลับมาปิดด่านในห้องสมาธิ
จะอยู่อันดับที่สิบหกหรืออันดับที่สี่ สําหรับเขาแล้ว ความหมาย ไม่ได้ต่างกันมาก
เพราะยี่สิบอันดับแรกของสุดยอดอัจฉริยะฟ้าประทาน มีโอกาสที่ จะได้พบกับองค์หญิงน้อยต๋าจี่อย่างแน่นอน
เขาต้องการที่จะมองจิตวิญญาณวิชากระบี่ของ ‘เทพกระบี่’ หวาง เหยียนอี ในวันนี้ให้เร็วที่สุด และนํามาหลอมรวมเข้ากับวิชาดาบของ ตนเอง
และในพริบตาก่อนที่จะเริ่มปิดด่าน หลี่มู่จู่ๆ คิดขึ้นมาได้ว่า ‘เทพ กระบี่’ หวางเหยียนอีนั้นไม่ได้เชิญใครเลย แต่กลับมาเชิญตนเองให้ไป ชมการต่อสู้ หรือว่าความหมายของเขาก็คือให้ตนเองเข้าไปดูจิต วิญญาณของวิชากระบี่เขากัน?
……
“อะไรนะ? หลี่อี้เตาขึ้นมาเป็นอันดับสี่?”
“เกิดอะไรขึ้นกัน?”
“หลี่อี้เตา แค่นั่งดูการต่อสู้อยู่บนที่นั่งพิเศษนี่ แค่ดูศึกใหญ่ศึกหนึ่ง เท่านั้น”
“หวางเหยียนอีเอาชนะบุตรเทวะกู่ภูตลงได้ จึงเบียดขึ้นมาอันดับที่ เก้า แล้วทําไมหลี่อี้เตาแค่พริบตาเดียวก็กระโดดจากอันดับที่สิบหกจน มาอยู่ห้าอันดับแรกได้ นี่เกิดเรื่องอะไรขึ้นกัน?”
จาก ‘อันดับอัจฉริยะฟ้าประทานแห่งร้อยเขตดารา’ ที่ประกาศ ออกมาใหม่ ไม่เพียงทั่วเมืองเทพ ‘แดนอาศัยแห่งเทพจิ้งจอก’ เท่านั้น แต่ทั่วทั้งแดนดาราจื่อเวยก็เกิดกระแสครึกโครมขึ้น
จากอันดับที่สิบหกขึ้นมายังอันดับสี่ นี่ไม่ใช่การยกระดับสิบสอง อันดับง่ายๆ อย่างแน่นอน แต่เป็นการบินทะยานขึ้นมา
ยี่สิบอันดับแรก สิบอันดับแรก ห้าอันดับแรก
ทุกๆ ขั้น ล้วนเป็นโลกใหม่ใบหนึ่ง
หลี่อี้เตาทําอะไรลงไปกัน จู่ๆ รายชื่อจึงกระโดดขึ้นมาอย่างน่ากลัว เช่นนี้?
สิ่งแรกในพริบตาที่คนมากมายเห็นการจัดอันดับนี้ คือการงงเป็น ไก่ตาแตก
แน่นอน ความยุติธรรมต่อการจัดอันดับนี้ ก็มีคนจํานวนน้อยมากที่ จะเข้าไปสงสัย
“หลี่อี้เตาทําอะไรลงไปกัน?”
“จากข่าวที่น่าเชื่อถือ หลังจากที่หลี่อี้เตาพิชิตร้อยไปเมื่อวาน ไม่ได้ อยู่บนแท่นประหารเซียนต่อ แต่ไปยังจวนหลักจิ้งจอกเขียว”
“ถ้าพูดเช่นนี้ หรือว่าหลี่อี้เตาไปลอบโจมตีชายน้อยจิ้งจอกเขียว ป๋อเยี่ยนในจวนหลักจิ้งจอกเขียว ดังนั้นจึงทะยานฟ้าเข้าไปแทนที่ เช่นนั้นหรือ?”
“คงอธิบายได้เท่านี้นั่นล่ะ”
“จะว่าไป หลี่อี้เตาแข็งแกร่งได้ถึงระดับนี้เชียวหรือ? ชื่อเสียง อัจฉริยะของนายน้อยจิ้งจอกเขียว ไม่ใช่สร้างมาในวันเดียวนะ ว่ากันว่า เป็นสายเลือดอันยอดเยี่ยมแข็งแกร่งที่สุดนับหมื่นปีของเผ่าจิ้งจอกเขียว เลยทีเดียว แต่กลับถูกหลี่อี้เตาโค่นล้มลงได้?”
โลกนี้ไม่มีกําแพงใดที่ลมไม่ทะลุผ่าน
ผู้บําเพ็ญมากมาย ไล่ตามร่องรอยเมื่อวานของหลี่มู่ ก็ยังคาดเดา ความจริงออกมาได้
และเหล่าผู้บําเพ็ญมากมายก็ถูกการคาดเดานี้ทําให้ตกตะลึงไป
หลี่อี้เตา อัจฉริยะฟ้าประทานที่ใส่หน้ากากไร้หน้าแสนลึกลับผู้นี้ แข็งแกร่งมาถึงขั้นนี้แล้วหรือ?
เมื่อคิดย้อนกลับไป คนมากมายล้วนจําได้อย่างชัดเจน ต่อให้ แข็งแกร่งเช่น ‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอี ในศึกแรกๆ ไม่กี่ศึกของ อัจฉริยะฟ้าประทาน ก็ยังมีบันทึกการพ่ายแพ้อยู่บ้าง ต่อมาจึงได้ระเบิด ขึ้นอย่างฉับพลัน ราวกลับกลายเป็นคนละคนไป ทวนการจู่โจมขึ้นมา ตลอดทาง ทว่าหลี่อี้เตานั้นตั้งแต่เริ่มเหยียบขึ้นแท่นประหารเซียน ก็ยัง ไม่เคยแพ้เลยสักครั้ง
ศึกเล็กใหญ่กว่าหนึ่งร้อย สามารถบอกได้ว่าในศึกอัจฉริยะฟ้า ประทานครั้งนี้ เขาเป็นคนที่รับการท้าดวลมากที่สุด
แต่กลับไม่มีแพ้เลยสักศึกเดียว
อัตราการชนะร้อยทั้งร้อย
เมื่อมาคิดอย่างละเอียดดูแล้ว ผู้บําเพ็ญที่รู้สึกว่าหลี่อี้เตาน่ากลัว อย่างมากจึงมีมากขึ้นเรื่อยๆ
จู่ๆ ได้มีคนคิดว่า หรือว่าที่หลี่อี้เตายังไม่ได้ขึ้นอันดับที่หนึ่ง เพียง เพราะว่าเขายังไม่มีโอกาส ที่จะต่อสู้กับสามอันดับแรก ไม่แน่ว่า หลังจากที่ได้ปะทะกันแล้ว เขาอาจจะเหยียบอยู่เหนือตําแหน่งสุดยอด อัจฉริยะฟ้าประทานทั้งหมด ขึ้นเป็นดันดับหนึ่ง สร้างปาฏิหาริย์ที่ไม่น่า เชื่อที่สุดในรอบแสนปีแห่งแดนดาราจื่อเวยขึ้นมาก็เป็นได้? ถึงอย่างไรเมื่อดูจากผลการต่อสู้ก่อนหน้า ก็เหมือนว่าจะไม่มีอะไร เลยที่ หลี่อี้เตาจะทําไม่ได้ ทว่าเพียงไม่นาน จวนหลักจิ้งจอกเขียวก็ได้ปล่อยข่าวสู่โลก ภายนอก ยอมรับว่าในจวนเมื่อวานนี้ หลี่อี้เตาได้ต่อสู้กับนายน้อย จิ้งจอกเขียวจริงๆ ผลลัพธ์คือนายน้อยจิ้งจอกเขียวไม่ใช่ศัตรูต่อพลานุ ภาพหนึ่งดาบเลย พ่ายแพ้ให้กับดาบไป การยืนยันอย่างเป็นทางการออกมาเช่นนี้ ได้ก่อให้เกิดความ ครึกโครมยิ่งกว่าเก่า ความร้อนแรงเรื่องที่ ‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอีโค่นบุตรเทวะกู่ภูต ได้ถูกเรื่องที่หลี่อี้เตาโค่นล้มนายน้อยจิ้งจอกเขียวกลบไปในพริบตา สองชื่อนี้ กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงไปทั่วแดนดาราจื่อเวย และในตอนนี้ วิหารเทพจิ้งจอกสวรรค์ได้ประกาศกฎเกณฑ์สุดท้าย ของการประลองหาคู่ออกมา
อัจฉริยะฟ้าประทานที่อยู่ในร้อยอันดับแรก ล้วนมีคุณสมบัติเข้า ร่วม และวิธีการคัดเลือกในครั้งนี้ จะไม่ใช่ง่ายๆ เช่นบนลานประลองอีก แล้ว เผ่าจิ้งจอกสวรรค์จะเปิดใช้งาน ‘แดนลับจิ้งจอกสวรรค์’ ในตํานาน ขึ้น และให้เหล่าอัจฉริยะฟ้าประทานเข้าไปทดสอบ ท้ายสุดหากทดสอบ ภารกิจสําเร็จ ผู้ที่สามารถค้นหาวัตถุในตํานานมามอบให้กับองค์หญิง น้อยต๋าจี่ได้ จึงจะถือเป็นว่าที่ลูกเขยท้ายสุดแห่งเผ่าจิ้งจอกสวรรค์
หลังจากข่าวแพร่ออกไป เกิดความสั่นสะเทือนทั่วสารทิศ
ใครก็คิดไม่ถึง ว่าครั้งนี้เผ่าจิ้งจอกสวรรค์จะใจกว้างเช่นนี้ กระทั่ง ‘แดนลับจิ้งจอกสวรรค์’ ในตํานาน ก็ยังนําออกมา อนุญาตให้ผู้บําเพ็ญ นอกเผ่าก้าวเข้าไปได้
หมื่นปีถึงจะเจอสักครั้งน่ะนี่
……………………………………….
บทที่ 694 ตายหนึ่งเจ็บหนักหนึ่ง
แดนลับจิ้งจอกสวรรค์เป็นแดนลับที่มีมาตั้งแต่จักรวาลสมัยดึกดํา บรรพ์ของบรรพบุรุษเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ ตํานานเล่าว่าเก็บซ่อนความลับ การเป็นเซียนเอาไว้ ต่อให้คนธรรมดาเข้าไปด้านใน ถ้าได้รับโอกาสม ก็ สามารถได้รับวิถีทางสู่เซียนได้เช่นกัน
นับแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ในแดนดาราจื่อเวย ผู้ครอบครองอัน ยิ่งใหญ่มากมายล้วนเคยผ่านเข้าไปยังแดนลับจิ้งจอกสวรรค์มาแล้ว ทั้งสิ้น
และในสิบแดนลับแห่งแดนดาราจื่อเวย แดนลับจิ้งจอกสวรรค์อยู่ รองมาจากแดนลับก่อนกาล ถูกจัดอยู่ในอันดับสาม
ทว่าในความเป็นจริง เนื่องจากสุสานเทพลอยเวียนไปไม่หยุดนิ่ง ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากที่เปิดก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเข้าไปได้ ทุกครั้ง ล้วนมีข้อจํากัดที่เข้มงวด และแดนลับก่อนกาลก็ดูเป็นอะไรที่เลือนราง คาดเดาไม่ได้ มีคนเข้าไปได้จริงๆ น้อยมาก ดังนั้นเมื่อพูดจากบางระดับ แดนลับจิ้งจอกสวรรค์พูดได้ว่าเป็นแดนลับอันดับหนึ่งแห่งแดน ราคาจื่อเวยที่ดูมีความเป็นจริงที่สุดก็ไม่ผิด
ดังนั้นเมื่อได้ยิน ว่าอัจฉริยะฟ้าประทานร้อยอันดับแรกครั้งนี้ สามารถเข้าสู่แดนลับจิ้งจอกเพื่อทดสอบ ในพริบตา ทั่วทั้งแดน ดาราจื่อเวยก็เกิดความครึกโครมขึ้น
ผู้บําเพ็ญมากมายรู้สึกมาเสียใจแต่ก็สายไปแล้ว
รู้แต่แรกพวกเขาก็คงเข้าร่วมการคัดเลือกอัจฉริยะฟ้าประทานแห่ง ร้อยเขตดาราแล้ว
ผู้บําเพ็ญมากมายที่คุณสมบัติสอดคล้อง แต่ไม่ได้สนใจต่อการ ประลองหาคู่ ในตอนนี้เสียใจจนหน้าเขียวกันไปหมด
แต่ว่าไม่มียาแก้อาการเสียใจภายหลัง จะไปเข้าร่วมการคัดเลือก มันก็ไม่ทันแล้ว
ตอนเริ่มต้น ใครก็ไม่คาดคิดว่าการเข้าไปอยู่ในอันดับอัจฉริยะฟ้า ประทานการประลองหาคู่จะได้รับโอกาสการแย่งชิงเพื่อเข้าสู่แดนลับ จิ้งจอกสวรรค์ด้วย นี่ราวกับได้ยินเสียงสวรรค์จริงๆ
แต่ว่า มีเพียงอัจฉริยะฟ้าประทานหนึ่งร้อยอันดับแรกจึงจะ สามารถเข้าไปได้ ในพริบตานี้จึงทําให้รายชื่อหนึ่งร้อยอันดับแรก กลายเป็นเรื่องร้อนแรงสุดยอดขึ้นมาในพริบตา
จนถึงตอนนี้ การจัดอันดับท้ายสุดของอัจฉริยะฟ้าประทาน ยัง ไม่ได้กําหนดลงไปแน่นอน
ศึกของอัจฉริยะฟ้าประทานยังคงไม่จบสิ้น
ภายใต้เบื้องหลังใหญ่โตเช่นนี้ การต่อสู้ต่อไป จะต้องร้อนระอุบ้า คลั่งขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
ใครก็อยากจะคว้าเอาโอกาสช่วงสุดท้ายเอาไว้ทั้งสิ้น ต่อให้ต้องตี ศีรษะจนแตกก็ยังต้องเบียดเข้าไปในร้อยอันดับแรกให้ได้
บนแท่นประหารเซียน มีการต่อสู้เกิดขึ้นไม่หยุด
ผู้บําเพ็ญมากมาย รู้อยู่แล้วว่าไม่มีหวัง แต่ก็ยังดิ้นหัวชนฝา เดิมพัน ตนเองกับวงศ์ตระกูลทั้งหมด พุ่งทะลวงเข้าสู่ร้อยอันดับแรก
ในระยะเวลาสั้นๆ ราคาสิ่งของที่ช่วยในการสู้รบอาทิ อาวุธชุด เกราะ ยาลูกกลอน วิชาลับ ระเบิดฟ้าร้อง ในเมืองเทพ ‘แดนอาศัยแห่ง เทพจิ้งจอก’ ล้วนพุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง โดยเฉพาะ พวกสมบัติลับชั้น เยี่ยมราคาสูงบางส่วน สิ่งของสิ้นเปลืองใช้แล้วทิ้งที่สามารถข้ามระดับ ศึกท้าดวลได้ ล้วนถูกปั่ นขึ้นไปจนอยู่ในระดับที่สูงกว่าที่ตลาดขายได้
อัจฉริยะฟ้าประทานทั้งหมด ล้วนบ้าคลั่งกันไปแล้ว
มีคนที่กําลังท้าดวลกับคู่มือที่ฝีมือพอๆ กับตนเองอย่างบ้าคลั่ง ใช้ วิธีสะสมอัตราการชนะเพื่อยกอันดับของตนเองขึ้นมา
และก็มีคนเลือกใช้วิธีที่อันตรายกว่า เดินเข้าไปท้าดวลกับอัจฉริยะ ฟ้าประทานที่อันดับหน้าๆ ใช้การคว้าชัยจากศึกเดียว ศึกเดียวได้ ผลประโยชน์มากที่สุด มายกอันดับของตนเองขึ้นอย่างฉับพลัน
ไม่ว่าอย่างไร ก็ล้วนสมเหตุสมผลกับกฎเกณฑ์
ส่วนพวกที่อยู่ในร้อยอันดับแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บําเพ็ญที่อยู่ ระหว่างห้าสิบถึงหนึ่งร้อย ก็ต้องเผชิญหน้ากับการท้าดวลอย่างไม่หวาด ไม่ไหว น่ารําคาญสุดๆ
แต่ว่าตามกฎเกณฑ์ พวกเขาก็ไม่สามารถที่จะปฏิเสธการท้าดวล ทั้งหมดได้
ศึกอัจฉริยะฟ้าประทาน ในที่สุดก็เข้าสู่ระดับร้อนแรงที่สุดด้วย ข่าวสารนี้
กฎเกณฑ์ที่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์กําหนดขึ้น คือห้ามสังหารคนบนแท่น ประหารเซียน แต่เรื่องอาการบาดเจ็บหนักมันก็ไม่สามารถควบคุมได้
ถึงอย่างไรนี่ก็คือการประลองยุทธระหว่างผู้บําเพ็ญด้วยกัน ไม่ใช่ การเล่นพ่อแม่ลูกของเด็กน้อย
อัจฉริยะฟ้าประทานมากมายที่ได้รับบาดเจ็บ ล้วนได้รับการรักษา จากหมอเทพเผ่าจิ้งจอกสวรรค์เป็นอันดับแรก ไม่ปล่อยให้เหลืออาการ ตกค้างใดๆ ลดผลลัพธ์ด้านลบที่เกิดขึ้นจากการประลองให้ได้มากที่สุด
แต่ว่ามีคนเริ่มใช้งานกฎเกณฑ์ให้เป็นประโยชน์
เช่น นอกจากการซื้ออุปกรณ์หรือวิธีการสําหรับสนับสนุนการต่อสู้ เพื่อให้ได้ชัยชนะมาแล้ว ก็ยังมีคนจ่ายหนัก ซื้อตัวสุดยอดอัจฉริยะฟ้า ประทานที่อยู่ในหนึ่งร้อยอันดับแรก จงใจให้ขึ้นไปพ่ายแพ้แก่ตนเองบน แท่นประหารเซียน เพื่อยกอันดับตนเองขึ้น ขอแค่ไม่ให้สุดยอดอัจฉริยะ ฟ้าประทานคนนี้หลุดจากร้อยอันดับแรกไป ไม่ว่าราคาจะสูงสักเพียง ไหน ก็เป็นเรื่องที่ทํากันได้
และยังมีคน จ่ายเงินมหาศาล แอบซื้อตัวสุดยอดอัจฉริยะฟ้า ประทาน เพื่อลงมือจัดการคู่มือที่คุกคามตนเองมากที่สุดในร้อยอันดับ แรกบนการประลองยุทธออกไป เพื่อยกอัตราการเข้าสู่ร้อยดันดับแรก ของตนเองให้มากขึ้นก็มี!
สรุปก็คือ บนมีนโยบาย ด้านล่างก็มีแผนรับมือ
วิธีที่ขาวบ้างดําบ้าง ค่อยๆ ถูกนําออกมาใช้
เพียงพริบตา ระยะเวลาที่จะกําหนดอันดับสะสมคะแนนศึก อัจฉริยะฟ้าประทานครั้งสุดท้าย ก็เหลือเวลาอีกสามวัน
บรรยากาศบ้าคลั่งไปแล้วจริงๆ กระทั่งช่วงกลางคืน รอบด้านแท่นประหารเซียนยังมีไฟจุดส่อง สว่าง อัจฉริยะฟ้าประทานมากมายล้วนมาทําศึกท้าดวลช่วงราตรี กระทั่งด้านล่างแท่นประหารเซียน ก็ปรากฏการเข้าแถวเกิดขึ้น เสียงสู้รบสังหาร ดังขึ้นไม่ขาดหู ตลอดทั้งคำาคืน แน่นอน เรื่องเหล่านี้สําหรับหลี่มู่ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรนัก เพราะในฐานะที่เป็นสุดยอดอัจฉริยะฟ้าประทานอันดับสี่ในการจัด อันดับของร้อยเขตดาราแล้ว นอกจากจะเป็นคนที่เบื่อกับการมีชีวิตจน คิดอะไรไม่ออก มิเช่นนั้นต่อให้เป็นอัจฉริยะฟ้าประทานที่อยากจะเข้าสู่ ร้อยอันดับแรกหรือสร้างชื่อจากการต่อสู้ครั้งเดียว ก็คงไม่คิดที่จะเข้ามา ท้าดวลหลี่มู่ที่มีอันดับเช่นนี้แน่นอน หนึ่งดาบพิชิตของหลี่มู่ จนถึงปัจจุบัน ในสายตาของอัจฉริยะฟ้า ประทานทั้งหมด แทบจะกลายเป็นสิ่งต้องห้ามไปแล้ว ดาบนั้น มันลึกลับมากเกินไปจริงๆ ไม่มีใครมีความมั่นใจที่จะรับดาบนั้นได้ หลี่มู่ปิดด่านอยู่ในห้องสมาธิตลอด ทําความเข้าใจกับวิชาดาบ
จิตวิญญาณวิถีกระบี่แห่ง ‘หนึ่งกระบี่พิชิตสรรพวิชา’ที่ ‘เทพ กระบี่’ หวางเหยียนอีแสดงออกมาบนแท่นประหารเซียน สร้างความ สั่นสะเทือนแก่หลี่มู่อย่างมาก เขากําลังทําความเข้าใจจิตวิญญาณของ วิถีดาบที่เป็นของตนเอง รวมไปถึงพลังของ ‘เขตแดน’ ที่ยอดฝีมือขั้น ราชาแสดงออกมาต่อเนื่องหลายครั้ง ทําให้หลี่มู่เริ่มพิจารณา ถ้าหากว่า ตนเองเข้าสู่ขั้นราชาบ้าง จะสร้าง ‘เขตแดน’ ที่เป็นของตนเองขึ้น อย่างไร
และเมื่อเทียบกับสุดยอดอัจฉริยะฟ้าประทานคนอื่นๆ ส่วนด้อยที่ ใหญ่ที่สุดของหลี่มู่ อยู่ที่ขั้นบําเพ็ญ
เขาตอนนี้อยู่ในระดับสมบูรณ์ขั้นนักรบ ยังไม่เข้าสู่ขั้นขุนพล ไม่ ต้องพูดเรื่องขั้นราชาเลย
นี่เป็นแผลแข็ง
แต่การฝึกฝนของเขา เพิ่งจะผ่านมากี่ปี?
ตลอดการเดินทาง มีวิชาลึกลับอย่าง ‘วิชาก่อนกําเนิด’ อยู่ ความเร็วในการเติบโตของพลังบําเพ็ญของหลี่มู่ ถือว่ามหัศจรรย์มาก แล้ว แต่เมื่อเทียบกับเหล่าสุดยอดอัจฉริยะฟ้าประทานจากขั้วอํานาจ ใหญ่ต่างๆ ทิ่เริ่มบําเพ็ญตั้งแต่อยู่ในครรภ์เหล่านั้นแล้ว ก็ยังห่างชั้นอยู่ มากมาย
แต่การยกระดับขั้น การสะสมพลังบําเพ็ญปราณแท้ ก็เหมือนกับ นำาหยดลงหิน จําเป็นต้องค่อยๆ ก้าวทีละก้าว จากน้อยไปมาก ยากที่จะ เดินทางลัด
ถ้าหากไม่ใช่เพราะมีพลังต่อสู้ของมือขวากระดูกขาว พลังบําเพ็ญ ของหลี่มู่ อย่างมาก็อยู่ใน ‘การจัดอันดับอัจฉริยะฟ้าประทานแห่งร้อย เขตดารา’ ห้าสิบอันดับแรกเท่านั้น นี่ยังใช้พลังกายเนื้อรวมไปถึง ‘เนตร สอดแนม’ การคิดที่จะไต่ขึ้นมายังยี่สิบอันดับแรก ก็ยังเป็นเรื่องที่ยาก แสนยาก
แต่พลังของแขนขวากระดูกขาว มันมาอย่างกะทันหัน และไม่ คาดคิด หลี่มู่ยังเข้าใจได้ไม่แม่นยํานัก
เขายังหวังว่า สามารถใช้การฝึกฝน มายกระดับพลังบําเพ็ญปราณ แท้และของขั้นของตนเองขึ้นมา
นี่จึงจะเป็นวิถีแห่งราชา
พลานุภาพที่ไร้สิ่งทัดเทียมของแขนขวากระดูกขาวนั้น ได้มาอย่าง ไม่ทราบสาเหตุ จึงเป็นได้เพียงวิถีประหลาดเท่านั้น
ดังนั้นหลี่มู่หลายวันนี้จึงเอาแต่ปิดด่าน ฝึกฝนวิชา ย้อนคิดสําหรับ ตนเอง
จนกระทั่งถึงวันที่สามตอนบ่าย หลี่มู่จึงเดินออกจากห้องสมาธิของ ตนเอง
หัวหน้าจุดพักตงฟางเพี่ยวเลี่ยงที่เป็นเหมือนกับข้าทาสผู้ภักดีไป แล้ว เมื่อได้ยินว่าหลี่มู่ออกด่าน ก็รีบตรงมาเป็นอันดับแรก เล่าเรื่องที่ เกิดขึ้นในหลายวันนี้อย่างดีอกดีใจ จากนั้น ส่งเทียบเชิญกองใหญ่ ซึ่ง ล้วนเป็นการเทียบเชิญอย่างเจตนาดีจากขั้วอํานาจสุดยอดยิ่งใหญ่ที่มา จากแดนดาราจื่อเวยทั้งสิ้น
สุดยอดอัจฉริยะฟ้าประทานที่ไม่ได้ลงรากฐานที่ไหนอย่างหลี่มู่ ใน สายตาของขั้วอํานาจมากมาย ก็เหมือนกับขนมอันหอมหวล
หลี่มู่พลิกอ่านผ่านๆ ไม่ได้รู้สึกสนใจอะไร
เขาเป็นคนของหน่วยรบเสวียนหวงแล้ว
“ยังมีข่าวดีอีกเรื่อง” ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงเอ่ยต่อ “ผู้คัดเลือกที่มาจาก เขตดาราเทพวีรชนสองคน วันนี้เมื่อช่วงกลางวัน ในที่สดก็ไต่ขึ้นมาอยู่ ในร้อยอันดับแรกได้ และอันดับของเขตดาราเทพวีรชนในร้อยเขตดารา ก็ได้ถูกยกระดับขึ้นมาเป็นอันดับที่สามสิบห้า นี่ถือเป็นสิ่งที่ไม่เคยมี บันทึกมาก่อนในประวัตศาสตร์เลย”
“โอ้? มีเรื่องเช่นนี้ด้วย?”
หลี่มู่รู้สึกเกินคาดมาก
จากการแนะนําของตงฟางเพี่ยวเลี่ยง ผู้บําเพ็ญเขตดาราเทพวีร ชนทั้งสองที่ไต่ขึ้นมายังร้อยอันดับแรก ก็คือสาวน้อยโลลิดาบโค้งกับ ชายหนุ่มสะพายกระบี่ชุดดํานั่นเอง
ถ้าดูจากพลังบําเพ็ญของทั้งสองคน เป็นไปไม่ได้เลยที่จะขึ้นมาอยู่ ในร้อยอันดับแรก
ตแต่ว่าเนื่องจากพวกเขาที่เข้ามาขัดขวางผู้บําเพ็ญเกราะเขียวที่ จะพาตัวปี้ เหยียนไปในวันนั้นได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก หลังจากที่ได้ทาน ยาลูกกลอนของเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ลงไป ก็เหมือนกับได้ทุกขลาภ พลัง บําเพ็ญเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ยิ่งไปกว่านั้นยังราวกับได้รับพลัง สนับสนุนของแต่ละคนมาอีกด้วย จึงได้เกิดการทวนย้อนขึ้นมาได้อย่าง ไม่น่าเชื่อ ไต่ขึ้นมาถึงร้อยอันดับแรก ได้รับคุณสมบัติที่จะเข้าสู่แดนลับ จิ้งจอกสวรรค์ไป
หลี่มู่ฟังจบ ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
ไม่แน่ว่า นี่อาจจะเป็นโอกาสอย่างหนึ่งกระมัง?
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อได้ฟังเรื่องในวันนั้นจากปากตงฟางเพี่ยวเลี่ยง หลี่มู่ก็ค่อนข้างรู้สึกซาบซึ้งต่อทั้งสองคนนี้
หรือว่าจะหาโอกาสเพื่อไปแสดงความขอบคุณดี? ขณะที่หลี่มู่กําลังคิดอยู่ในใจ จู่ๆ องครักษ์จุดพักคนหนึ่ง ก็รีบร้อน เข้ามาเอ่ยขึ้นไม่กี่ประโยคข้างหูของตงฟางเพี่ยวเลี่ยง สีหน้าของฝ่าย หลังเปลี่ยนสีไปในทันที “จริงหรือ?” ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงมององครักษ์คนนั้น เอ่ยต่อ “อยู่ที่ ไหน? รีบพาข้าไปเร็ว” หลี่มู่ประหลาดใจ อดถามขึ้นมาไม่ได้ “เกิดอะไรขึ้นหรือ?” ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าร้อนรน “อัจฉริยะฟ้าประทาน ทั้งสองที่พวกเราพูดถึงเมื่อครู่ ขณะที่เดินทางกลับมายังจุดพักถูกลอบ โจมตี เป็นตายยังไม่ทราบ” “อะไรนะ?” หลี่มู่ฟังแล้ว ตกใจจนร้อนรนขึ้นมาก เอ่ยต่อว่า “เกิด เรื่องเช่นนี้ขึ้นมาได้อย่างไร รีบไปดูกัน” ใครกัน ที่กล้าลอบโจมตีอัจฉริยะฟ้าประทาน? ไม่เห็นกฎเกณฑ์ของเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ในสายตาเช่นนี้เลยหรือ? ภายใต้การนําทางขององครักษ์คนนั้น หลี่มู่กับหัวหน้าจุดพักทั้ง สองคน มาถึงยังสถานที่เกิดเหตุเป็นอันดับแรก
สถานที่อยู่บนเส้นทางกลับจากแท่นประหารเซียนมายังจุดพัก บน ถนนหลักของเมืองด้วย ตอนที่ทั้งสองคนมาถึง รอบด้านก็เต็มไปด้วย ผู้คน กององค์รักษ์ชุดเกราะของเผ่าจิ้งจอกขาวก็มาถึงแล้ว ปิดล้อม พื้นที่ที่เกิดการต่อสู้เอาไว้ทั้งหมด
คนที่ไม่เกี่ยวข้อง ห้ามเข้าไปด้านใน
หัวหน้าจุดพักแจ้งตําแหน่งของตนเองไป และแนะนําฐานะตัวตน ของหลี่มู่ ทั้งสองคน คนหนึ่งคือหัวหน้าจุดพักที่ถูกโจมตี อีกคนหนึ่งคือ อัจฉริยะฟ้าประทานอันดับหนึ่งของเขตดาราที่ผู้ถูกโจมตีสังกัดอยู่ ดังนั้นหัวหน้าหน่วยองครักษ์เกราะ จึงอนุญาตให้หลี่มู่ทั้งสองคนเข้า สถานที่เกิดเหตุ
“สถานการณ์เป็นอย่างไร?” หลี่มู่เอ่ยถามขึ้นด้วยอาการอดรนทน ไม่ไหว
หัวหน้าหน่วยตอบกลับ “ตายหนึ่งเจ็บหนักอีกหนึ่ง”
“อะไรนะ?” หลี่มู่เมื่อได้ยิน ทั้งตกใจทั้งโมโห
เมื่อมาถึงศูนย์กลางจุดการต่อสู้ คนที่ลอบโจมตีได้ถอยไปแล้ว มองเห็นร่างของสาวน้อยโลลิดาบโค้งกับชายหนุ่มสะพายกระบี่ชุดดํา นอนอยู่บนพื้นได้แต่ไกลๆ รอบๆ มีเลือดสดไหลนองออกมา
“ผู้ชายตายไปแล้ว ส่วนฝ่ายหญิงยังมีลมหายใจ แต่สถานการณ์ก็ ไม่สู้ดีนัก” หมอยาเผ่าจิ้งจอกขาวที่รับหน้าที่ตรวจสอบรักษาคนหนึ่ง เมื่อเห็นหัวหน้าหน่วยทหารเกราะเดินเข้ามา เงยหน้าถอนใจ เอ่ยขึ้น อย่างเสียดายว่า “คนที่ลอบโจมตีคงวางแผนเอาไว้นานแล้ว เตรียมพร้อมมาอย่างเต็มที่ พอจู่โจมก็เข้าเป้า เด็กสาวคนนี้ถ้าไม่ใช่ เพราะบนร่างมีสมบัติลับคุ้มกายอยู่ชิ้นหนึ่ง ออกมารับการโจมตีในเวลา ที่สําคัญ น่ากลัวว่าคงได้ไปเฝ้ายมบาลเรียบร้อยแล้ว”
หลี่มู่เมื่อได้ยิน ในหัวมีเสียงวู้มๆๆ ดังขึ้นมา ทําไมจึงเป็นเช่นนี้ได้? ……………………………………….
บทที่ 695 พายุฝนคาวเลือด
มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วย? นี่เป็นการท้าทายอํานาจเผ่าจิ้งจอกสวรรค์อย่างโจ่งแจ้ง คนที่มีชื่ออยู่บนอันดับรายชื่อผู้ถูกเลือก ล้วนได้รับการปกป้องจาก เผ่าจิ้งจอกสวรรค์ สังหารผู้ถูกเลือกก็คือการตบหน้าเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ หลี่มู่พุ่งตัวไปใกล้ๆ สํารวจอย่างละเอียด เด็กหนุ่มแบกกระบี่นั้นกระบี่เลื่อยชักออกมาได้แค่ครึ่งเดียว หว่าง คิ้วก็ถูกจิตกระบี่อันโหดเหี้ยมแทงเข้ามา ทําลายหนีหวานกง จิต วิญญาณสลาย ตายลงโดยสมบูรณ์ ส่วนโลลิน้อยดาบโค้งถูกกระบี่แทงเข้าที่หว่างคิ้ว จิตกระบี่ทิ่มแทง เข้าไปยังหนีหวานกง ทําร้ายจิตวิญญาณอย่างสาหัส แต่ยังดี เป็นเช่น หมอยาเผ่าจิ้งจอกขาวเอ่ย ในตัวของนางน่าจะมีของวิเศษคุ้มกายอะไร ในช่วงเวลาสําคัญก็ต้านทานการโจมตีนั้นไว้ จึงไม่โดนสังหารไปในทันที คนที่ลงมือเป็นยอดฝีมือวิถีกระบี่
กระบี่แทงหว่างคิ้ว
นักกระบี่คนหนึ่งลงมือ สองผู้ถูกเลือกคนหนึ่งตาย คนหนึ่งบาดเจ็บ สาหัส
สายตาของหลี่มู่
ถึงแม้จะบอกว่าเขากับสองคนนี้ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่สนิทชิดเชื้อ อะไรเป็นพิเศษ ไม่เหมือนกัวอวี่ชิงหรือชิวอิ่นที่มีความสัมพันธ์เสี่ยงตาย อะไรแบบนั้น แต่สองคนนี้ก็นับว่าเป็นสหายของเขา ตอนที่จิ้งจอกสาวปี้ เหยียนจะถูกพาตัวไป ทั้งสองคนก็สละตนขวาง พูดออกมาว่า ‘หากพา ปี้ เหยียนไป พวกเขาไม่อาจพบหน้าหลี่อี้เตาได้’ แบบนี้
แค้นนี้ต้องชําระ
จะต้องสืบสวน
หมอยาเผ่าจิ้งจอกขาวรักษาอาการบาดเจ็บให้โลลิน้อยดาบโค้ง สุดกําลัง
ร่างของเด็กหนุ่มแบกกระบี่ถูกเก็บไปเรียบแล้ว
หลี่มู่เบิกกลวิชาอภินิหารเนตรสวรรค์สํารวจสถานที่เกิดเหตุอย่าง ละเอียด คิดจะหาร่องรอยอะไร
เขากระทั่งว่าใช้ ‘วิชาย้อนรําลึก’ พยายามหาฆาตกร แต่ก็ค้นพบ อย่างรวดเร็วว่าทําไม่ได้ ห้วงเวลาในสถานที่เกิดเหตุถูกบิดทําให้ปั่ นป่วน มีกลวิชาอภินิหารสกัดการสืบสวนย้อนรําลึกทุกรูปแบบ เรื่องนี้ไม่ธรรมดา หลี่มู่ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ากลอุบายเบื้องหลังน่าพรั่นพรึงนัก
สามารถโจมตีสังหารผู้ถูกเลือกที่อยู่ในร้อยอันดับแรกสองคนได้ คนที่ลงมือจะต้องมีพลังที่น่ากลัวมากอย่างแน่นอน ในบรรดาผู้ถูกเลือก ก็เกรงว่าจะมีเพียงผู้ถูกเลือกชั้นยอดสิบอันดับแรกเท่านั้นถึงจะทําได้ และในผู้แข็งแกร่งรุ่นอาวุโสกว่าก็เกรงว่ามีเพียงราชันเท่านั้นถึงจะทํา เรื่องเช่นนี้ได้
ขั้นราชันสังหารคนรุ่นหลังสองคน? ไม่น่าเชื่อเกินไปหน่อย
ในตอนที่หลี่มู่กําลังขบคิดอยู่นั้น ก็มีทหารชุดเกราะเผ่าจิ้งจอกขาว ตามมาอย่างเร่งร้อน พูดอะไรกับหัวหน้ากองกําลังคนนั้น
หัวหน้ากองกําลังหน้าเปลี่ยนสีเอ่ย “บนถนนยอดเขาบูรพามีการ ลอบสังหารเกิดขึ้น มีอัจฉริยะแตกดับ ท่านหมอยาตงกัวท่านนําทหาร ชุดเกราะสิบนายอยู่ที่นี่ช่วยคน คนอื่นๆ ไปถนนยอดเขาบูรพากับข้า”
เขาพาทหารชุดเกราะจิ้งจอกขาวหลายร้อยนายจากไปอย่างเร่งรีบ
หัวหน้าจุดพักห้วงดาราตงฟางเพี่ยวเลี่ยงและหลี่มู่มองตากันก็ต่าง มองเห็นความตื่นตะลึงในสายตาของอีกฝ่าย
มีผู้ถูกเลือกถูกลอบโจมตีอีกแล้ว?
……
หลังจากนั้นหนึ่งชั่วยาม ณ จุดพักห้วงดารา
หมอยาตงกัวเดินออกมาจากห้องฝึกจิต ที่หน้าผากมีเหงื่อผุดซึม ชื้น
“เป็นอย่างไรบ้าง?” หลี่มู่ถามขึ้นทันที
หมอยาผู้นี้นามสกุลสองพยางค์ว่าตงกัวคือหมอเทวดาที่มีชื่อเสียง มากคนหนึ่งของเผ่าจิ้งจอกขาว ภายนอกดูแล้วประมาณห้าหกสิบ
ภาพลักษณ์ดุจเซียน ใบหน้าแดงเรื่ออิ่มเอิบ พลังฝึกตนประมาณครึ่ง ก้าวสู่ขุนพล ไม่นับว่าโดดเด่นอะไร แต่วิชาแพทย์นั้นเลิศลำายิ่งนัก
เขามองมายังหลี่มู่แล้วเอ่ย “สภาพของนางตอนนี้ไม่ดีเลย จิต วิญญาณเสียหาย ยังคงสลบไม่ได้สติ ข้าก็ทําได้แค่ใช้ ‘เคล็ดวิชาลับตรึง สวรรค์’ รักษากายเนื้อของนางไม่ให้เสียหาย หากอยากฟื้ นฟูจิต วิญญาณของนางนั้นเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญนัก”
หลี่มู่ฟังแล้วในใจผิดหวัง เย็นยะเยือกเป็นระลอกๆ
อาการบาดเจ็บของโลลิดาบโค้งเขาก็ได้ดูอาการมาก่อนเหมือนกัน ด้วยวิชาแพทย์ที่ครึ่งๆ กลางๆ ของเขาแน่นอนว่าไม่อาจช่วยรักษาได้ ต่อให้เป็นพลังจักรพรรดิเขียวในคัมภีร์ห้าจักรพรรดิอมตะ ก็ไม่อาจ รักษาอาการบาดเจ็บของจิตวิญญาณได้
“ท่านหมอ ยังมีหนทางอื่นอีกหรือไม่?” ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงเดินมา ถาม
หมอยาตงกัวคิดอย่างจริงจังก่อนตอบ “มี”
“วิธีใด?” หลี่มู่รีบถาม
“บนโลกนี้ อาการบาดเจ็บของจิตวิญญาณมีเพียง ‘หญ้าฟื้ น วิญญาณกลับสวรรค์’ ในตํานานเป็นตัวยาหลัก และเข้ายาเพิ่มกับตัวยา
อื่นๆ ถึงจะมีความหวังที่จะฟื้ นฟูได้โดยสมบูรณ์ แต่ว่า ปัญหาคือยา สมุนไพรเซียนชนิดนี้อยู่ในสิบอันดับสนุมไพรอัศจรรย์แดนดาราจื่อเวย เป็นสมุนไพรที่หายากเป็นอย่างยิ่ง ต่อให้เป็นขั้วอํานาจชั้นยอดก็ไม่แน่ ว่าจะมี ข้าเองก็เคยได้ยินชื่อของมันเท่านั้น ในตําราแพทย์ก็เคยมีเขียน บรรยายถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ไม่เคยเห็นของจริง”
‘หญ้าฟื้ นวิญญาณกลับสวรรค์’ ? หลี่มู่จําชื่อนี้เอาไว้ในใจเงียบๆ
“ท่านอาจารย์ตงกัวทราบหรือไม่ว่าที่ใดมีความหวังที่จะหาหญ้า วิเศษนี่ได้?” หลี่มู่ถามอย่างไม่ยอมแพ้
หมอยาตงกัวส่ายหน้า “มันลำาค่ายิ่งนัก วิหารเทพจิ้งจอกสวรรค์ หรือในร้านยา โรงยาส่วนตัวของขั้วอํานาจใหญ่อื่นๆ อาจจะมีสะสม? แน่นอน ข้าก็แค่คาดเดาเท่านั้น แต่ว่าต่อให้มีเจ้าก็เอามันมาไม่ได้ ไม่ว่า เจ้าจะจ่ายค่าตอบแทนเท่าใดก็เอามันมาไม่ได้ ดังนั้น ยอมแพ้เสียเถอะ”
หลี่มู่ฟังแล้วก็เงียบงันไม่พูดอะไร หญ้าสมุนไรอันดับหนึ่ง ลำาค่ายิ่งนัก แต่ต่อให้มีความหวังเพียงแค่เส้นบางๆ เขาก็ยอมแพ้ไม่ได้ ต้องคิดหาวิธี
หัวหน้าจุดพักดาราที่อยู่ข้างๆ ขมวดคิ้ว พลันดวงตาก็ฉายประกาย ขึ้น “แต่ว่า ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส บางทีในมิติลับจิ้งจอกสวรรค์อาจจะมี สมุนไพรชนิดนี้”
หลี่มู่ใจเต้น หันไปมองหมอยาตงกัวเหมือนถาม
หมอยาตงกัวก็สีหน้าเป็นประกายขึ้นเช่นกัน
“ใช่แล้ว ข้าลืมเรื่องนี้ไปได้อย่างไรกัน มิติลับจิ้งจอกสวรรค์เป็นมิติ ลับอันดับหนึ่งที่สําคัญของแดนดาราจื่อเวย เป็นแดนเซียนที่แท้จริง มี โอกาสที่จะหา ‘หญ้าฟื้ นวิญญาณกลับสวรรค์’ เจอได้ถึงแปดส่วน อีกทั้ง ตอนนี้ยังเป็นช่วงเวลาที่วิหารเทพจะเปิดมิติลับจิ้งจอกสวรรค์พอดี คุณชายหลี่มีชื่อเข้ารอบ ถึงตอนนั้นลองหาดูบางทีก็อาจจะมีหวัง” เขา เอ่ย
หลี่มู่ฟังแล้วก็โล่งใจ
ตัวเองอยู่ในอันดับที่สี่ เข้าไปในมิติลับจิ้งจอกสวรรค์นั่นเป็นเรื่อง แน่นอนอยู่แล้ว ถึงตอนนั้นจะต้องหา ‘หญ้าฟื้ นวิญญาณกลับสวรรค์’
หมอยาตงกัวนับๆ เวลา ก่อนเอ่ย “แต่ว่า ถึงตอนนั้นจะต้องรีบ หน่อย ‘เคล็ดวิชาลับตรึงสวรรค์’ ยื้อเวลาเอาไว้มากสุดก็แค่สามเดือน เท่านั้น ในระยะนี้ร่างกายจะไม่เสียหาย แต่หากเกินเวลานี้ไป เกรงว่าจะ มีเรื่องอื่นเกิดขึ้น”
หลังจากนั้น หมอยาตงกัวก็นัดเวลาตรวจรักษาสัปดาห์เว้นสัปดาห์ จากนั้นก็ขอตัวจากไป หลี่มู่เห็นตอนหัวหน้าจุดพักห้วงดาราตงฟางเพี่ยวเลี่ยงไปส่งหมอ ยาผู้นี้ยังได้เตรียมของกํานัลแทนคําขอบคุณอีกด้วย ความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว ทําให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล หลี่มู่ถอนใจ ด้านนี้หัวหน้าจุดพักจุดห้วงดาราชํานาญกว่าตนเอง มากนัก มองร่างที่นอนอยู่ในโลงนำาแข็งของเด็กหนุ่มแบกกระบี่ชุดดํา คิดถึงโลลิน้อยที่ยังนอนสลบไม่ได้สติอยู่ ในใจของหลี่มู่ก็เคียดแค้น ฆาตกรที่ลอบโจมตีคนนั้นนัก “ไม่ว่าจะเป็นใคร ข้าจะต้องลากตัวมันออกมาใช้เลือดล้างแค้น” หลี่มู่แอบสาบานในใจ ในสิบอันดับผู้ถูกเลือกเขตดาราเทพวีรชนก็มีเพียงแค่สองคนนี้ เท่านั้นที่หลี่มู่ยอมรับและชื่นชม คิดไม่ถึงว่า…หลี่มู่กําลังคิด เรื่องนี้ เกี่ยวกับตนหรือไม่? หลังจากหัวหน้าจุดพักห้วงดาราตงฟางเพี่ยวเลี่ยงส่งหมอยาไป แล้วก็กลับมายังข้างกายหลี่มู่อีกครั้ง “ข่าวสืบมาชัดแล้ว ไม่ใช่แค่พวก
เขา ในเวลาเดียวกันยังมีผู้ถูกเลือกจากเขตดาราอื่นๆ สิบสองคนถูกลอบ โจมตี สามคนบาดเจ็บ เก้าคนแตกดับ ผู้บาดเจ็บต่างตกอยู่ในสภาวะ สลบไสล นี่เป็นการลอบโจมตีที่วางแผนล่วงหน้า รวมแล้วมีผู้ถูกเลือก ทั้งหมดสิบสี่คนถูกลอบโจมตี ทั้งหมดล้วนเป็นผู้ฝึกฝนในร้อยอันดับแรก ทั้งสิ้น”
หลี่มู่สูดลมหายใจเย็น
สถานการณ์น่าพรั่นพรึงกว่าที่คิดเอาไว้
หากเป็นเช่นนี้ล่ะก็ เช่นนั้นความกังวลก่อนหน้านี้ของตนอันที่จริง แล้วกังวลเกินไป การประสบพบเจอของทั้งสองคนไม่เกี่ยวกับตน
“วิหารเทพจิ้งจอกสวรรค์โกรธเดือดดาล ส่งผู้อาวุโสวิหารเทพสอง คนเริ่มตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว” ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงเอ่ย “หลายปีมาแล้วที่ ไม่มีใครกล้าทําเรื่องเช่นนี้ในเมืองเทพ ‘แดนอาศัยแห่งเทพจิ้งจอก’”
หลี่มู่นวดขมับ “เมื่อครู่ท่านบอกว่าผู้ถูกเลือกที่ถูกลอบโจมตีล้วน อยู่ในร้อยอันดับแรกอย่างนั้นรึ?”
ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงพยักหน้า พลันเข้าใจความหมายของหลี่มู่
“ความหมายของคุณชายคือพวกเขาถูกลอบโจมตีเป็นเพราะมีคน คิดจะใช้วิธีนี้ทําให้ร้อยอันดับแรกของอันดับผู้ถูกเลือกว่างลง?” เขาเอ่ย พลางมองหลี่มู่
หลี่มู่ตอบกลับไป “หวังว่าจะเป็นเพียงแค่การคาดเดาเท่านั้น หาก เป็นเช่นนั้นจริงๆ เกรงว่าการลอบโจมตีจะไม่ใช่แค่ครั้งนี้ ในเมื่อหาก เป็นแค่ประลองยุทธ์เลือกคู่ยังพอว่า แต่หากเพื่อวางแผนจะได้โอกาส เข้าไปในมิติลับจิ้งจอกสวรรค์ เช่นนั้นอันดับรายชื่อร้อยอันดับแรกก็ มากพอจะทําให้คนนับไม่ถ้วนตาร้อนแล้ว”
……
การคาดเดาของหลี่มู่นั่นถูกต้อง คืนนั้น มีผู้ถูกเลือกถูกลอบโจมตีสังหารอีกไม่น้อยเลย
แต่ว่า เพราะมีเหตุการณ์ตัวอย่างของวันนี้ตอนบ่ายแล้ว ดังนั้น อัจฉริยะฝ่ายต่างๆ ล้วนทําการป้องกัน หลังจากลอบสังหารครั้งนี้ได้ ลอบโจมตีไปทั้งหมดสิบหกคน มีหกคนถูกสังหาร สามคนบาดเจ็บสาหัส คนอื่นๆ อีกเจ็ดคนข้างกายมีผู้แข็งแกร่งคุ้มครองจึงรอดมาได้
พายุฝนคาวเลือด เรื่องนี้สะเทือนไปทั่ว
ว่ากันว่าผู้อาวุโสคุมกฎคนหนึ่งของวิหารเทพจิ้งจอกได้ประมือกับผู้ ลอบสังหารระหว่างเข้าไปช่วยเหลือ แต่ไม่อาจจับตัวเอาไว้ได้ และก็ทํา ให้ฝ่ายต่างๆ รู้ชัดถึงพลังของผู้ลอบสังหาร…ผู้อาวุโสคุมกฎของวิหาร เทพจิ้งจอกสวรรค์พลังขั้นตำาสุดก็ราชันระดับกลาง
ผู้ลอบสังหารเป็นขั้นราชาระดับกลาง
นี่น่ากลัวแล้ว
และจากการจํากัดเวลาช่วงสุดท้าย ศึกท้าประลองผู้ถูกเลือกก็จบ ลง ณ คืนนั้น
ลําดับอันดับรายชื่อผู้ถูกเลือกร้อยเขตดาราก็ได้ข้อสรุปสุดท้ายแล้ว ในตอนนี้
เพราะผู้ถูกเลือกร้อยอันดับแรกมีสิบห้าคนถูกสังหาร มีคนบาดเจ็บ สาหัสสลบไม่ได้สติแปดคน คนเหล่านี้ล้วนไม่อาจเข้าร่วมการฝึกฝนใน มิติลับจิ้งจอกสวรรค์ได้ ดังนั้นจึงทําได้แค่นําคนอีกยี่สิบสามคนนอกร้อน อันดับรายชื่อมาแทนที่ เพิ่มจํานวนเข้าไปให้ครบหนึ่งร้อยคน
ยี่สิบสามคนที่เพิ่มเข้ามานี้กลายเป็นผู้ต้องสงสัยอย่างไม่ต้องสงสัย เลย
เพราะพวกเขาได้ผลประโยชน์จากการลอบสังหารโหดเช่นนี้
วิหารเทพจิ้งจอกสวรรค์ถึงแม้จะยอมรับคุณสมบัติเข้ามาแทนที่ ของทั้งยี่สิบสามคนนี้ แต่ก็เริ่มทําการตรวจสอบอย่างเข้มงวด
“ไม่โอนอ่อนให้เด็ดขาด ต้องให้ชดใช้คืนร้อยเท่า! ”
นี่คือคําพูดที่วิหารเทพจิ้งจอกสวรรค์ประกาศออกมาสู่สาธารณะ
เผ่าจิ้งจอกสวรรค์เป็นคําเรียกรวมของเผ่าจิ้งจอกในแดน ดาราจื่อเวย ภายในยังแบ่งเป็นจิ้งจอกขาว จิ้งจอกดํา จิ้งจอกไฟอื่นๆ น้อยใหญ่อีกหลายสิบสายย่อย ในนั้นเผ่าจิ้งจอกขาวเป็นใหญ่สุด ส่วน จิ้งจอกดํานั้นรองลงมา ต่างมีสายเลือดเทพจิ้งจอกเช่นกัน หลังจากรวม สายย่อยน้อยใหญ่ทั้งหลายเป็นหนึ่งในหกเผ่าใหญ่แห่งแดนดาราจื่อเวย แล้ว ยังไม่เคยถูกใครใช้วิธีเช่นนี้ท้าทายกันอย่างโจ่งแจ้งมาก่อนเลย
เรื่องนี้เกิดขึ้นในเมืองเทพ ‘แดนอาศัยแห่งเทพจิ้งจอก’ เป็นการตบ หน้าเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ชัดๆ
ส่วนสําหรับญาติมิตรและขั้วอํานาจเบื้องหลังของผู้บาดเจ็บล้ม ตาย พวกเขาไม่ใช่แค่สูญเสียสิทธิ์เข้าไปในมิติลับจิ้งจอกสวรรค์ที่อยู่ใน มือแล้วเท่านั้น แต่ยังเสียบุคคลอัจฉริยะที่ยอดเยี่ยมที่สุดของตนเองไป พวกเขาต่างโกรธแค้นเดือดดาล ประกาศรางวัลนําจับจํานวนมหาศาล จะต้องหาตัวฆาตกรและขั้วอํานาจที่วางแผนอยู่เบื้องหลังออกมาป่น กระดูกมันให้เป็นผุยผง ล้างแค้นให้จงได้
ท่ามกลางเหตุการณ์เบื้องหลังเช่นนี้ คนในครอบครัวของเด็กหนุ่ม แบกกระบี่ชุดดําและโลลิน้อยดาบโค้งในที่สุดก็มาถึงยังจุดพักห้วงดารา
……………………………………………………
บทที่ 696 ความอ่อนโยนและความแค้นในใจทุกคน
บิดาของเด็กหนุ่มแบกกระบี่เป็นราชาที่ครองตําแหน่งอยู่นานแล้ว ของเผ่าหนึ่งในเขตดาราเทพวีรชน เขาร้องไห้เหมือนเด็ก กอดร่างของ เด็กหนุ่มแบกกระบี่ชุดดําเอาไว้ภายใต้การประคองของเหล่าขุนนาง ประชาชน
ความรู้สึกในใจของหลี่มู่ยากที่จะใช้คําพูดมาบรรยาย
ชั่วเสี้ยวพริบตาที่ชายชราเห็นร่างของลูกชายตน ร่างสูงใหญ่ เหยียดตรงกํายําก็โค้งค่อมเหมือนแก่ไปหลายร้อยปีในเสี้ยวขณะ สุดท้ายก็ไม่อาจรักษาภาพลักษณ์ทรงอํานาจที่เป็นราชาของเผ่าเอาไว้ ได้ กอดร่างของลูกชายตะโกนร้องรำาไห้เสมือนเด็กที่อับจนหนทางต่อ หน้าขุนนางประชาชนของเขา
นั่นเป็นความรู้สึกที่ใจสลาย
หลี่มู่ไม่รู้ว่าควรจะทําอะไร
คําพูดและคําปลอบประโลมใดๆ ในตอนนี้ล้วนว่างเปล่าไร้ ประโยชน์
เหล่าคนในเผ่าของเด็กหนุ่มแบกกระยี่ชุดดําต่างตาแดงกำา ใบหน้า แฝงรอยเคียดแค้น แต่ไม่ได้เลือกที่จะแก้แค้นอะไร
เพราะเรื่องเกิดขึ้นที่ ‘แดนอาศัยแห่งเทพจิ้งจอก’ ในดินแดนที่ ลึกลับซับซ้อนเมืองเทพเช่นนี้ช่างน่ากลัวนัก ไม่ใช่สิ่งที่เผ่าเล็กๆ จาก เขตดาราเล็กๆ เช่นพวกเขาจะสามารถงัดข้อด้วยได้เผ่าจิ้งจอกสวรรค์ ชดเชยให้กับครอบครัวผู้ถูกเลือกที่โดนทําร้ายลอบสังหารด้วยมูลค่า มหาศาล
แต่การชดเชยให้มากอย่างไรก็ตามจะไปเรียกชีวิตที่จากไปแล้ว กลับคืนมาได้อย่างไรกัน?
ความแค้นท่วมท้นแน่นอกแต่กลับต้องปกปิดเก็บกลั้นเอาไว้
นี่คือความระทมทุกข์ของผู้อ่อนแอ
“ข้าจะแก้แค้นให้เขา ไม่ว่าฆาตกรจะเป็นใคร เบื้องหลังจะมีภูมิ หลังอย่างไร ข้าจะต้องลากพวกมันออกมาให้ได้ ใช้เลือดของพวกมันมา สังเวยแด่ผู้วายชนม์” หลี่มู่พูดกับบิดาของเด็กหนุ่มแบกกระบี่ชุดดํา
ชายชรามองหลี่มู่ นำาตาไหลพรากพลางเอ่ยขอบคุณ
หลี่อี้เตาในวันนี้ ในเขตดาราเทพวีรชนชื่อเสียงประดุจดวงอาทิตย์ กลางฟ้า เป็นหนึ่งไม่มีใครเทียมเทียบ เป็นตํานานวิถียุทธ์ในเขตดารา
เทพวีรชนไปแล้ว คนเดียวก็สามารถเป็นขั้วอํานาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทั้ง เขตดารา ต่อให้เป็นขั้วอํานาจขนาดใหญ่อย่างสํานักมารฟ้า วังประสานฟ้า เช่นนี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าหลี่อี้เตาสามคํานี้ก็ยังต้องก้มหัวศิโรราบ ไม่กล้าขัด ขืนแม้แต่น้อย หากบอกว่ายังมีใครที่จะสามารถแก้แค้นให้กับลูกชายที่ตายไป เช่นนั้นก็มีเพียงผู้ถูกเลือกชั้นยอดที่อยู่ในอันดับที่สี่บนอันดับรายชื่อผู้ ถูกเลือกผู้นี้เท่านั้นแล้ว คําพูดของหลี่มู่นําความหวังเลือนรางมาให้พวกเขา สุดท้าย ชายชราก็พาขุนนางประชาชนของเขานําร่างของเด็กหนุ่ม แบกกระบี่ชุดดําหมุนตัวจากไป เขาอยากจะรีบไปจากสถานที่แห่งความเศร้าโศกแห่งนี้ ให้ บุตรชายได้กลับบ้านเก่า ทําพิธีฝังศพ หลี่มู่มองแผ่นหลังของคนกลุ่มหนึ่ง ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรได้อีก ความรู้สึกนี้ยำาแย่ยิ่งนัก หลี่มู่เชื่อว่าชายชราผู้นั้นหากว่าเขาไม่ใช่ราชาของเผ่าตัวเอง หาก บนบ่าของเขาไม่ได้มีชะตาชีวิตของทั้งเผ่าแล้วล่ะก็ เช่นนั้นเขาจะต้อง
ยังอยู่ในเมืองเทพ ‘แดนอาศัยแห่งเทพจิ้งจอก’ อย่างแน่นอน ต่อให้ต้อง สู้สุดชีวิต ก็จะต้องทวงความยุติธรรมให้กับบุตรชายของตน แต่น่า เสียดาย นอกจากเป็นบิดาแล้ว เขายังเป็นราชาอีกด้วย
ชะตาชีวิตเหี้ยมโหดเช่นนี้แล
เด็กหนุ่มแบกกระบี่ชุดดําพรเก่งกาจเลิศลำา พรสวรรค์ยอดเยี่ยม หลงใหลในวิถียุทธ์ เขาเข้าร่วมการประลองผู้ถูกเลือกก็เพื่อฝึกฝน ตัวเอง น่าเสียดายที่ชีวิตของเขาสุดท้ายแล้วก็ถูกแผนลวงกลบฝัง ท่ามกลางห้วงดาราสมุทรที่มืดมนเย็นเยียบและเหี้ยมโหดเช่นนี้
จิตใจของหลี่มู่ถูกความโกรธแค้นอันยากจะบรรยายค่อยๆ เติมจน เต็ม
และในคืนนั้น ญาติของโลลิดาบโค้งก็มาถึงเช่นกัน
“เสี่ยวอวี่ เสี่ยวอวี่…” พี่สาวของพี่น้องผู้งดงามปู้เฟยเหยียนมอง น้องสาวที่สลบไสล ต่อให้ปกติแล้วจะแสดงออกมาอย่างแข็งแกร่ง เพียงใดก็ไม่อาจกลั้นนำาตาเอาไว้ได้
หลี่มู่ถึงเพิ่งได้รู้ว่า ที่แท้บิดามารดาของสองศรีพี่น้องหายสาบสูญ ไปนานหลายปี ในเผ่าตอนนี้ก็พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันพี่น้อง ศึก ประลองอัจฉริยะครั้งนี้ เพราะในเผ่ามีธุระ ร่วมกับเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ก็
ปกป้องผู้ถูกเลือกได้เป็นอย่างดี ดังนั้น ปู้เฟยเหยียนผู้พี่จึงไม่ได้ร่วม เดินทางมาด้วย ใครจะรู้ว่าสุดท้ายแล้วจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น
นามของโลลิดาบโค้งคือปู้เฟยอวี่
เป็นชื่อที่ไพเราะนัก
“ชื่อเป็นชื่อที่ท่านพ่อกับท่านแม่ของพวกเราทิ้งไว้ให้ก่อนที่จะหาย สาบสูญไป พวกเขาหายตัวไปในการสํารวจห้วงดาราสมุทร น้องสาว ชอบใช้ดาบมาจัดการปัญหาเพราะนางรู้สึกว่าหลายครั้งที่การกระทํามี ผลดีกว่าคําพูด นางอารมณ์ฉุนเฉียว สิ่งที่นางใฝ่ฝันปรารถนาที่สุดก็คือ หาท่านพ่อท่านแม่พบ หลายปีมานี้นางยังคงเชื่อว่า ท่านพ่อท่านแม่ จะต้องอยู่ที่มุมใดมุมหนึ่งของจักรวาล รอที่จะอยู่พร้อมหน้ากับนาง”
ห่มผ้าให้กับน้องสาวเรียบร้อยแล้ว ปู้เฟยเหยียนผู้เป็นพี่สาวก็เดิน ออกจากห้องมายืนอยู่หน้าประตูกับหลี่มู่
นี่เป็นสตรีผู้งดงามคนหนึ่ง สมบูรณ์แบบในทุกด้าน มีบุคลิกเป็น ผู้หญิงที่แข็งแกร่ง แต่ไม่เหมือนกับลักษณะผู้หญิงแข็งแกร่งที่ทรงพลัง เย็นชาแบบเยี่ยอู๋เฮิ่นแห่งภูเขาสู่ ในความแข็งแกร่งของนางแฝงด้วย ความอ่อนโยนมีเหตุผล ข้างนอกอ่อนโยน ข้างในแข็งแกร่ง
“ครั้งนี้เสี่ยวอวี่เข้าร่วมการประลองผู้ถูกเลือกก็เพราะคิดจะใช้การ ประลองเหล่าผู้ถูกเลือกจากเขตดาราอื่นๆ ทั้งหลายมากระตุ้นศักยภาพ
ยกระดับตัวเอง อันที่จริงนางเพิ่งอายุสิบสองก็มีพลังฝึกตนเช่นนี้แล้ว นับเป็นอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะแล้ว แต่นางก็ยังไม่พอใจ นางอยากหา ท่านพ่อท่านแม่ให้เจอไวๆ…อย่าเห็นว่าปกตินางบ้าๆ บอๆ ในด้านการ ฝึกฝนนางโหดกับตัวเองมาก ทุกชั่วขณะดาบล้วนไม่ห่างกาย เวลานอน ก็หนุนดาบนอน”
จากคําพูดของปู้เฟยเหยียน ในสมองของหลี่มู่ก็ปรากฏภาพ เด็กหญิงตัวน้อยกอดดาบ กําลังฝึกฝน เช็ดนำาตา คิดถึงบิดามารดา พยายามฝึกฝนอย่างเอาเป็นเอาตายในห้องฝึกยุทธ์อันมืดมิด
แต่ก่อนรู้สึกว่าเด็กหญิงตัวน้อยเป็นประเภทอารมณ์ฉุนเฉียวบ้าๆ บอๆ ไม่มีความคิดอะไร แต่ตอนนี้คิดดูแล้ว บนโลกนี้มีคนที่ไร้จิตใจที่ ไหนกัน?
ในใจของทุกคนล้วนมีด้านที่อ่อนโยนและอ่อนแอ เพียงแต่มักจะไม่ แสดงออกมา คนนอกไม่รู้ก็เท่านั้น
บางทีอาจเพราะความเสียใจและเหนื่อยล้า ผู้หญิงแข็งแกร่งเช่นปู้ เฟยเหยียนจึงได้พูดออกมามากมายต่อหน้าคนที่นับว่าแปลกหน้า อย่างหลี่อี้เตาเช่นนี้อย่างหาได้ยาก
หลี่มู่พยักหน้าอย่างจริงจัง “วางใจเถอะ ข้าจะต้องหา ‘หญ้าฟื้ น วิญญาณกลับสวรรค์’ เอามารักษานางให้หายให้จงได้ ”
……
ห่างจากมิติลับจิ้งจอกสวรรค์เปิดออกยังเหลืออีกเดือนกว่า
ในช่วงระยะนี้เผ่าจิ้งจอกสวรรค์ก็ไม่ลดละการสืบเรื่องอัจฉริยะถูก สังหาร และก็หาเบาะแสบางอย่างออกมาได้จริงๆ แต่ว่าไม่อาจจับ เป็นได้
ปลายหัวหอกของเบาะแสชี้นําไปยังหน่วยลับ
ก่อนหน้านี้เบาะแสที่จุดพักห้วงดาราใหญ่ๆ หลายจุดถูกทําลายก็ชี้ ไปที่หน่วยลับ
มีคนเชื่อมั่นมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า การสังหารผู้ถูกเลือกครั้งนี้ เป็น หน่วยลับที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่วางแผน วิธีลงมือเช่นนี้ตรงกับรูปแบบของ หน่วยลับเป็นอย่างยิ่ง
แต่หลี่มู่รู้สึกว่า เรื่องราวไม่ได้ง่ายๆ เช่นนั้น
ที่สําคัญที่สุดคือ หน่วยลับไม่มีเหตุผลอะไรให้ไปทําเรื่องเช่นนี้
หน่วยลับและขั้วอํานาจใหญ่ต่างๆ ในแดนดารามีข้อขัดแย้งกันมา ก่อน การแก้แค้นตลอดมาก็ล้วนเป็นปฏิปักษ์ต่อขั้วอํานาจใหญ่ สังหารผู้ ถูกเลือกเขตดาราอื่นๆ หลายคนสําหรับหน่วยลับแล้วไม่ได้ประโยชน์
อะไร นอกจากในผู้ถูกเลือกที่เข้าไปแทนรายชื่อร้อยอันดับแรกจะมี หมากของหน่วยลับ
หลี่มู่สงสัยใคร่รู้เรื่องเล่าของหน่วยลับที่แตกออกไปจากหน่วยรบ เสวียนหวงเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับรูปแบบของความคิดหรือ การดําเนินการของพวกเขาหรือไม่ก็ต้องยอมรับว่า เผ่านี้อันที่จริงแล้วก็ เป็นส่วนหนึ่งของสายเลือดจากโลก
ดังนั้นเขาหวังว่า เรื่องนี้จะไม่ใช่ฝีมือของหน่วยลับ
มิฉะนั้น เพื่อแก้แค้นให้กับเด็กหนุ่มแบกกระบี่และโลลิน้อยดาบ โค้งปู้เฟยอวี่ เกรงว่าคงจะต้องหันคมดาบเข้าหาหน่วยลับแล้ว
นี่คือสิ่งที่เขาไม่อยากเห็น
วิหารเทพจิ้งจอกสวรรค์เริ่มเตรียมการเปิดมิติลับจิ้งจอกสวรรค์ แล้ว
บรรยากาศในเมืองเทพ ‘แดนอาศัยแห่งเทพจิ้งจอก’ เริ่มร้อนระอุ ขึ้นมาทีละนิดๆ
หลังจากที่อันดับรายชื่อร้อยอันดับแรกกําหนดออกมาโดยสมบูรณ์ แล้วก็ยังเกิดเรื่องผู้ถูกเลือกโดนลอบโจมตีขึ้นอีก เป็นกุ่ยสือซานผู้ถูก เลือกอันดับหนึ่งของเขตดาราแสงเทพที่อยู่ในอันดับเก้าสิบแปดถูกลอบ
โจมตีได้รับบาดเจ็บสาหัส สร้างความฮือฮาให้กับแต่ละฝ่าย แต่ว่าไม่ นานวิหารจิ้งจอกเทพก็ตรวจสอบออกมาได้ว่า เรื่องการลอบทําร้ายครั้ง นี้เป็นขั้วอํานาจเบื้องหลังของอัจฉริยะผู้อยู่ในอันดับที่หนึ่งร้อยหนึ่ง
วิหารเทพจิ้งจอกสวรรค์บันดาลโทสะอย่างรุนแรง จึงสังหาร อัจฉริยะคนที่หนึ่งร้อยหนึ่งและคนในสํานักตระกูลของเขาจนสิ้นซาก กําจัดออกไปจากแดนดาราจื่อเวยอย่างหมดจด
ทุกฝ่ายต่างหวาดหวั่นตัวสั่นงันงก
แต่ก็ทําให้หลายคนรู้ว่า จากข่าวมิติลับจิ้งจอกสวรรค์ที่ปล่อย ออกมา ระลอกคลื่นในเมืองเทพ ‘แดนอาศัยแห่งเทพจิ้งจอก’ ก็ยิ่ง ปั่ นป่วนวุ่นวาย ต่อให้เป็นขั้วอํานาจเล็กๆ ก็ยังกล้าฉวยโอกาสในช่วง ชุลมุน
และนี่ก็เป็นแค่เพียงเบื้องหน้าที่เห็นเท่านั้น
พลังระหว่างขั้วอํานาจใหญ่เบื้องหลังในที่มืดเกรงว่าจะยิ่งน่ากลัว ยิ่งน่าตื่นตะลึง
วันนี้ทูตเผ่าจิ้งจอกสวรรค์มาถึงจุดพักห้วงดารา
“คุณชายหลี่ โปรดตามข้าไปวิหารเทพเข้าร่วมพิธีของเผ่าเรา ใน ขณะเดียวกันก็จะได้รับป้ายกลุ่มแรกที่เข้าไปในมิติลับจิ้งจอกสวรรค์”
ทูตคนนี้ของเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ก็นับว่าเป็นคนเคยคุ้นกันดี เขาก็คือชาย กลางคนสง่างามทรงภูมิที่ไปคัดเลือกผู้ถูกเลือกเขตดาราเทพวีรชน นั่นเอง
สายเลือดเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ชายหญิงล้วนหน้าตาดี
ตอนที่อยู่เขตดาราเทพวีรชนและตลอดทางที่มายังดาวแม่เผ่า จิ้งจอกสวรรค์ ทูตคนนี้ถึงแม้จะนับว่าอ่อนโยนใจดี แต่อย่างไรเสียก็ยังมี บุคลิกลักษณะของผู้สูงส่งที่ก้มมองตำาลงมา นี่ไม่ใช่เขาหยิ่งยโส แต่ตอน นั้นตําแหน่ง และความแตกต่างของพลังฝึกตนของพวกหลี่มู่ค่อนข้าง จะอยู่ห่างจากเขา
แต่วันนี้ ทูตคนนี้เมื่ออยู่ต่อหน้าหลี่มู่ก็ปฏิบัติอย่างมีมารยาทนัก ท่าทางก็เป็นลักษณะอย่างคนระดับเดียวกัน
ในเมื่อหลี่มู่ในตอนนี้อยู่ในอันดับสูงลําดับที่สี่ของอันดับรายชื่อผู้ ถูกเลือก ดาบโค่นราชัน แม้แต่นายน้อยเผ่าจิ้งจอกดํายังพ่ายแพ้ ฐานะ ตําแหน่งแตกต่างจากเมื่อก่อน เทียบกับทูตคนนี้แล้วมีแต่สูงไม่มีตำา
“ไปยังวิหารเทพ? องค์หญิงน้อยต๋าจี่ของเผ่าท่านจะปรากฏตัว หรือไม่?” หลี่ถามขึ้นอย่างอดไม่ได้
ทูตยิ้ม ก่อนจะเอ่ย “ที่วิหารเทพวันนี้ ดวงแก้วที่สูงส่งลำาค่าที่สุด ของเราแน่นอนว่าย่อมปรากฏตัวขึ้น คุณชายหลี่จะได้พบกับองค์หญิง ตามความปรารถนาแน่นอน”
ต๋าจี่จะปรากฏตัวขึ้นจริงๆ?
หลี่มู่ดีใจ
เมื่อครู่เขาก็แค่ถามไปอย่างนั้น คิดไม่ถึงว่าจะมีโอกาสได้เจอต๋าจี่ จริงๆ
ดีเหลือเกิน
ขอแค่วันนี้ได้เจอกับต๋าจี่น้อย เช่นนั้นเรื่องมากมายต่อไปก็จัดการ ง่ายแล้ว
หลังจากเตรียมตัว หลี่มู่และตงฟางเพี่ยวเลี่ยงก็มุ่งหน้าไปยังวิหาร เทพจิ้งจอกสวรรค์จากการนําของทูต
ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงดีใจมาก
เพราะตลอดมาเขาดึงหลี่มู่เป็นพวกคอยช่วยหลี่อี้เตาและอัจฉริยะ ที่เข้าพักจุดพักห้วงดาราคนอื่นๆ ก็เพื่อวันนี้ หลี่อี้เตาฉายประกายเจิด จ้าในศึกการประลองผู้ถูกเลือก ทําลายสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นจริง เช่นนั้นก็หมายถึง เขาที่เป็นหัวหน้าจุดพักห้วงดาราคนนี้จะได้รับรางวัล
จากวิหารเทพจิ้งจอกสวรรค์ นั่นเป็นเรื่องที่หลายคนเฝ้าปรารถนาเชียว นะ
ทุนที่ทุ่มลงไปกับหลี่อี้เตาได้กําไรแล้ว
……………………………………………………
บทที่ 697 พบต๋าจี่อีกครั้ง
ตําหนักเทพจิ้งจอกสวรรค์ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงลูกหนึ่ง
ภูเขาสูงนี้มีชือว่า ‘เขาพบเทพ’ เป็นยอดเขาสูงที่สุดบนดาวแม่เผ่า จิ้งจอกสวรรค์ดวงนี้ สูงกว่าระดับนำาทะเลแปดร้อยลี้ ลักษณะสูงชัน ยิ่งใหญ่งดงาม เขียวเด่นเป็นสง่า
ลือกันว่าเผ่าพันธุ์ย่อยต่างๆ มากมายของเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ ล้วน แพร่พันธุ์ออกมาจากในภูเขาลูกนี้ ในอดีตเทพจิ้งจอกก็ได้ปิดด่านที่ ภูเขาลูกนี้ หลังออกจากปิดด่านมาก็สร้างความสั่นสะเทือนทั่วแดน ดาราจื่อเวย ก่อตั้งเผ่าจิ้งจอกสวรรค์หนึ่งในหกสุดยอดชนเผ่า และสร้าง ชื่อระบือนาม
ต่อมา เผ่าจิ้งจอกสวรรค์จึงนําเอาเขาพบเทพนี้เป็นภูเขาเทพ สร้าง วิหารเทพจิ้งจอกสวรรค์ขึ้นบนเขาลูกนี้ และตกตะกอนเทพจิ้งจอก ออกมา
ระบบของเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ มีสีสันแห่งวัฒนธรรมศาสนาอันข้น หนักอยู่ด้านใน
วิหารเทพจิ้งจอกสวรรค์มีอํานาจบารมีที่สูงสุดเพดานอยู่ รองลงมา คือระบบชนเผ่าแยกสายต่างๆเช่นเผ่าจิ้งจอกขาว จิ้งจอกเขียวเป็น และ กลุ่มเก่าแก่ที่ประกอบขึ้นมาจากชนเผ่าจิ้งจอกใหญ่ๆ ต่างๆ ก็ได้มากุม อํานาจของวิหารเทพจิ้งจอกสวรรค์ และศาสดาวิหารเทพจิ้งจอกใน ปัจจุบัน คือหัวหน้าเผ่าจิ้งจอกขาวไป๋หยวนโซ่ว ด้วยเหตุนี้ในเผ่าเทพ จิ้งจอก เผ่าจิ้งจอกขาวจึงมีฐานะที่ค่อนข้างโดดเด่น
หลี่มู่กับตงฟางเพี่ยวเลี่ยงทั้งสองคน เดินตามทูตคนนั้นมาจากถึง ตีนเขา ก้าวเดินปีนขึ้นสูง หนึ่งชั่วยามต่อมาจึงมาถึงยอดเขา
ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงเป็นเพียงหัวหน้าจุดพักเล็กๆ ตัวตนฐานะไม่ เพียงพอ จึงไม่อาจเข้าไปในวิหารหลักได้ ถูกนําทางโดยองครักษ์ให้ไป ยังวิหารข้างๆ เพื่อรับรางวัลแทน
ส่วนหลี่มู่ได้เดินเข้าไปในวิหารเทพหลักภายใต้การนําทางของทูต
วิหารเทพหลักกว้างขวางยิ่งใหญ่ ด้านนอกมองแล้วเหมือนกับ จิ้งจอกจอกยักษ์นั่งยอง เสาหินที่คำายันเพดานโค้งรอบๆ ก็สร้างขึ้นตาม สีของจิ้งจอกที่หลากหลาย เรียบง่ายมโหฬาร สร้างขึ้นจากสถาปนิกเผ่า จิ้งจอกสวรรค์ รูปร่างที่มีทั้งความสวยงามและการป้องกัน และยังมีพลัง วิสัยทัศน์ที่เทียบเท่ากับสีสันแห่งชนเผ่านี้อยู่อีกด้วย
เมื่อเข้ามาในวิหารเทพหลัก สิ่งปลูกสร้างเล็กๆ ที่ประดับอยู่ โดยรอบ ล้วนเต็มไปด้วยรูปแบบเผ่าจิ้งจอก
บนกําแพงสีขาว ภายบนกําแพงยอดเยียมวิจิตร ราวกับมีชีวิต บรรยายเรื่องราวหลังจากก่อตั้งขั้วอํานาจเทพจิ้งจอกขึ้น เรื่องราวที่ ศาสดาเทพจิ้งจอกในราชวงศ์ต่างๆ พาประชาชนออกไปสู้รบเอาชัย ในทางช้างเผือก เพื่อสืบสานชนเผ่าต่อไป สําหรับเผ่าจิ้งจอกสวรรค์แล้ว ถือเป็นศึกใหญ่ที่สําคัญอย่างมาก จนต้องเขียนเน้นหนักเอาไว้
บนภาพที่สลักขึ้นไปใหม่ที่สุด หลี่มู่เห็นภาพศึกช่วงหนึ่งของหน่วย รบเสวียนหวงกับชนเผ่าเทพจิ้งจอก
เมื่อมาถึงส่วนลึกของวิหารใหญ่ เงาคนมากมาย
นอกจากผู้อาวุโสของเผ่าจิ้งจอกสวรรค์แล้ว ยังมีเหล่าอัจฉริยะฟ้า ประทานยี่สิบอันดับแรกของการจัดอันดับอัจฉริยะฟ้าประทานร้อยเขต ดาราอยู่ด้วย มากันเกือบครบแล้ว
การมาของหลี่มู่ ดึงดูดความสนใจของคนจํานวนมาก
เขาสวมชุดคลุมขาวเสื้อขาวตามฉบับตัวเขา หน้ากากสีเงิน รวมไป ถึงฝักดาบสีขาวกลางหลัง มีเอกลักษณ์ของตัวเองอย่างมาก เมื่อบวก เข้ากับผลงานหนึ่งดาบพิชิตศัตรูอันสุดแสนมหัศจรรย์เข้าไป หากคิดจะ ทําตัวไม่เด่นก็เป็นไปไม่ได้
มีอัจฉริยะฟ้าประทานที่ทักทายหลี่มู่ขึ้นมาก่อน ส่งรอยยิ้มให้
ถึงอย่างไรก็เป็นคนที่อยู่อันดับสี่เลยนะ นอกจากสามอันดับแรก แล้ว คนอื่นๆ ก็ล้วนต้องเงยหน้ามองทั้งสิ้น
ยิ่งไปกว่านั้นช่วงนี้ยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับหลี่อี้เตาเผยแพร่ออกไปทั่ว ล้วนเข้าใจกันว่าหลี่อี้เตาสามารถขึ้นไปยืนเป็นอันดับหนึ่งได้ เพียงแต่ เพราะว่ายังไม่มีโอกาสไปท้าดวลเท่านั้น
ดังนั้น เมื่อเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดเช่นนี้ อัจฉริยะฟ้าประทาน มากมายก็ยังคงอกสั่นขวัญแขวนในใจ
แน่นอนว่าก็มีคนที่ยังไม่ยอมศิโรราบ สายตายั่วยุจ้องมายังหลี่มู่ ใบหน้ามีรอยยิ้มเย็นชา
หลี่มู่ไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย ในใจไม่มีคลื่นใดๆ ทั้งสิ้น
เขาอยู่ในกลุ่มคน มองเห็นร่างผอมของ ‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอี ใจสั่นกึก เดินเข้าไปทักทายเอ่ยว่า “ขอบคุณมาก”
นี่คือคําขอบคุณ สําหรับเทียบเชิญให้ไปชมการต่อสู้ของหวางเห ยียนอีในวันนั้นเพียงอย่างเดียว เชิญให้เขาไปชมศึกระหว่างเขากับบุตร เทวะกู่ภูต
ไม่ต้องพูดอะไรมาก หวางเหยียนอีเข้าใจความหมายนคําพูดของห ลี่มู่
ดังนั้น ชายหนุ่มร่างผอมที่ไม่ค่อยเข้ากับกลุ่มคน ก็พยักหน้า เล็กน้อยให้กับหลี่มู่ ถือเป็นการตอบกลับ
แต่คนอื่นเมื่อเห็นฉากนี้ ก็อดคาดเดาขึ้นมาในใจไม่ได้ ว่าระหว่างห ลี่อี้เตากับหวางเหยียนอีน่าจะมีความสัมพันธ์ที่คนอื่นไม่รู้ มิเช่นนั้นทั้ง สองคนบนเวที คนที่ไม่มีเพื่อนและโดดเดียวอย่างที่สุด เวลานี้เมื่อพบ หน้ากัน จะเกิดภาพคนประเภทเดียวกันสนับสนุนกันเช่นนี้ขึ้นหรือ?
ในวิหารใหญ่ไม่ได้เงียบสงบเลย
สุดยอดอัจฉริยะฟ้าประทานยี่สิบอันดับแรก ทุกคนล้วนเป็นขนม ชิ้นหอมหวาน ดังนั้นเผ่าจิ้งจอกย่อยต่างๆ จึงล้วนเข้ามาแย่งดึงตัวกัน ต่อให้เป็นอัจฉริยะฟ้าประทานที่มาจากขั้วอํานาจใหญ่ ไม่สามารถที่จะ เข้าร่วมได้ แต่การเชื่อมสัมพันธ์ก่อนหน้าไว้มันก็เป็นเรื่องดี ถึงอย่างไร อัจฉริยะฟ้าประทานเหล่านี้ อีกกี่สิบกี่ร้อยปีข้างหน้า อาจจะเป็นบุคคล เรียกลมเรียกฝนที่ยิ่งใหญ่ในแดนดาราจื่อเวยก็เป็นได้
เสียงสนทนามากมาย เมื่อรวมเข้าด้วยกัน จึงกลายเป็นเสียงทุ้มตำา กระหึ่มขึ้นมา
ทว่า ‘จอกแหนไร้ราก’ ที่มาจากขั้วอํานาจเล็กๆ อย่างหลี่มู่กับหวาง เหยียนอี ก็ได้รับการดูแลอย่างดีจากหลายฝ่าย เผ่าจิ้งจอกสวรรค์ย่อย ล้วนอยากจะดึงเอาทั้งสองคนมาเข้าร่วมกับตนเองทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้เพียงไม่นาน ข้างกายหลี่มู่ จึงถูกล้อมด้วยคนใหญ่โตและ ผู้อาวุโสมากมาย
หลี่มู่มองเห็นหัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียวลิ่งหู่เสินคง
เหมือนกับว่าไม่มีช่องว่างเลยแม้แต่น้อย ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นในจวน หลักจิ้งจอกเขียวจนหมดสิ้น ลิ่งหู่เสินคงยิ้มทักทายกับหลี่มู่ด้วยอัธยาศัย แสนดีและคุ้นเคย “คุณชายหลี่ วันนั้นที่แยกกันในจวนหลักจิ้งจอกเขียว ท่วงท่าสง่างามยิ่ง อีกสักครู่หลังเสร็จเรื่องที่วิหารเทพแล้ว ไปที่วิหาร เผ่าจิ้งจอกเขียวของข้าเสียหน่อยได้หรือไม่?”
หลี่มู่เดิมทีคิดจะปฏิเสธ แต่ในหัวสมอง จู่ๆ มีภาพของจิ้งจอกน้อย ปี้ เหยียนลอยขึ้นมา ไม่รู้ว่านางตอนนี้อยู่ในเผ่าจิ้งจอกเขียวเป็นอย่างไร บ้าง?
เขาเลยพยักหน้าไป ตอบรับการเชิญของหัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียว ลิ่งหู่เสินคง
ฉากนี้เมื่ออยู่ในสายตาคนอื่น ดูลึกซึ้งในความหมาย
คนส่วนใหญ่ล้วนเข้าใจว่า หลี่อี้เตาตอบรับการดึงตัวของเผ่า จิ้งจอกเขียวแล้ว รู้สึกเกินคาดอยู่บ้าง หลี่อี้เตาถ้าหากมีใจจะเข้าร่วมกับขั้วอํานาจใหญ่ล่ะก็ ทําไมจึงไม่ เลือกเผ่าจิ้งจอกขาวที่อํานาจบารมีสูงที่สุด แต่มาเลือกเผ่าจิ้งจอกเขียว แทน? ได้ยินมาว่าข้างกายหลี่อี้เตา มีสาวใช้เผ่าจิ้งจอกเขียวอยู่หนึ่งนี่นา หรือว่าจะเป็นเพราะเสน่หาต่อความงาม? ถ้าเป็นเช่นนี้ล่ะก็ สภาพท่าทีก็ดูจะตำาเกินไปแล้ว ขณะที่แต่ละฝ่ายกําลังคาดเดากันเช่นนี้ ในวิหารเทพหลักได้มีเสียง ระฆังดังขึ้น กังวานดั่งทํานองเซียน ก้องกังวานขึ้นทั่วเขาพบเทพ ในวิหารใหญ่เงียบลงทันที ศาสดาแห่งชนเผ่าเทพจิ้งจอกมือกําไม้เท้าเทพ คลุมด้วยชุดคลุม เทพ หัวหน้าเผ่าจิ้งจอกขาวไป๋หยวนโซ่วคนปัจจุบัน ค่อยๆ เดินเข้ามา อย่างช้าๆ ภายใต้การติดตามของผู้อาวุโสแห่งวิหารเทพ ใบหน้ามี รอยยิ้ม แสดงการทักทายต่อคนทั้งหมดในวิหารใหญ่ ดูจากภายนอก ไป๋หยวนโซ่วเหมือนอายุราวสามสิบ ใบหน้าหล่อ เหลาเอาการ ราวกับเทพสวรรค์ก็มิปาน ใช้คําจากดาวโลกมพรรณนา
ยกตนข่มท่านดุจภูตปีศาจ พูดได้ว่าเป็นชายหนุ่มที่งามไร้ใดเปรียบ เมื่อ เข้าคู่กับไม้เท้าเทพและชุดคลุมเทพ ก็เหมือนกับเป็นเซียนเทพที่ลงมา จากแดนเทพแดนเซียนจริงๆ
การออกโรงของเขา สายตาของทุกคน ได้รวมอยู่บนตัวเขาใน พริบตา กลายเป็นจุดรวมแสงในสถานที่นี้ไป
มีเพียงหลี่มู่ ที่สายตามองข้ามไป๋หยวนโซ่ว ไปตกอยู่ที่ร่างเงาด้าน ขวามือของศาสดาเผ่าจิ้งจอกสวรรค์
เป็นร่างสาวน้อยในชุดกระโปรงขาว สวยงามบริสุทธิ์ เหมือนกับ หิมะขาวอันบริสุทธิ์บนโลกอย่างไรอย่างนั้น ไร้ตําหนิมลทิน ดวงตาใหญ่ ทั้งคู่สุกใสราวนำาแร่เทพ สะท้อนทิวทัศน์ที่สวยงามที่สุดในทางช้างเผือก ร่างเล็กอ้อนแอ้น แต่ส่วนโค้งเว้าสมบูรณ์แบบ เรียวคอเปลือยระหงกับ ท่อนแขน ขาวจนแยงตา ตาหูจมูกสวยงาม หาข้อตําหนิใดๆ ไม่ได้เลย
ต๋าจี่ หลี่มู่ตกใจจนแทบจะเปล่งเสียงออกมา เป็นต๋าจี่จริงๆ
ถึงแม้จะผ่านไปหลายปี ร่างเล็กในวันวาน เติบโตขึ้นมาอย่างมาก ลักษณะท่าท่างก็เปลี่ยนไปแบบหน้ามือหลังมือ แต่ยังคงเหลือความ บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา ความประหม่าอยู่ดังเช่นวันวาน นางประหม่าอยู่ข้างกายไป๋หยวนโซ่ว ก้มหน้าเล็กน้อย ไม่พูดไม่จา หลี่มู่แทบจะเดินออกไปทันที แต่ยังดี พริบตาที่จะย่างเท้า หลี่มู่ตระหนักขึ้นมาได้กะทันหัน ว่า เวลาสถานที่มันยังไม่ถูกต้อง จึงรีบร้อนหยุดฝีเท้าลง แต่ท่าทีเช่นนี้ของเขา ก็ยังถูฏคนรอบๆ มากมายมองเห็น ในสายตาคนนอก หลี่อี้เตาที่ควบคุมจิตใจไม่ได้ เห็นได้ชัดว่า นำาลายไหลต่อความงามขององค์หญิงน้อยต๋าจี่ ไม่คิดว่าคนผู้นี้ที่มีวิชา ดาบสุดสนตกตะลึง จะลุ่มหลงในความงามสตรี น่ากลัวว่าถ้ามีชื่อขึ้นมา ภายภาคหน้าคงจะเป็นคนใหญ่โตได้ลําบาก “ชิ” บุตรเทวะกู่ภูตแค่นเสียง “พวกบ้านนอกคอกนา” คําพูดนี้ชัดเจนว่าพูดกับหลี่มู่ บุตรเทวะกู่ภูต มีความแค้นกับ ‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอี เขาถูก หวางเหยียนอีเบียดออกจากสิบอันดับแรกไป ดังนั้นเมื่อเห็ฯว่าหลี่อี้เตา
กับหวางเหยียนอีมีความสัมพันธ์ที่ไม่เลวนัก จึงเกิดความคิดอริต่อหลี่อี้ เตาขึ้นมาโดยปริยายไป
หลี่มู่ขี้เกียจจะไปสนใจสุนัขขี้แพ้เช่นนี้
เขาเริ่มคิดในใจ ว่าจะเข้าไปแสดงตัวกับต๋าจี่น้อย ถามเรื่องราวให้ ชัดเจนได้อย่างไร
แต่ปัญหาในตอนนี้ก็คือยังไม่สามารถเปิดเผยฐานะตัวตนของ ตนเองได้
โดยเฉพาะหลังจากได้เห็นภาพผนังการสู้รบระหว่างเผ่าจิ้งจอก สวรรค์กับหน่วยรบเสวียนหวงแล้ว หลี่มู่ก็เข้าใจอย่างชัดเจนขึ้นมาว่า ถ้าตัวตนของตนเองเปิดเผยออกมา คงได้กลายเป็นเป้าหมายการโจมตี ของทุกคนเป็นแน่
ต่อให้ก่อนหน้านี้สร้าง ‘กายทองคุณธรรม’ มาก็ไร้ความหมาย
เพราะที่นี่ไม่เหมือนกับเขตดาราเทพวีรชน ชนเผ่าใหญ่ในแดน ดาราจื่อเวยอย่างชนเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับเรื่องนี้เลย
หลังจากที่ศาสดาเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ไป๋หยวนโซ่วพูดอะไรเล็กน้อย กล่าวขอบคุณอัจฉริยะฟ้าประทานทุกท่านที่เข้ามาร่วมงานประลองหา
คู่ขององค์หญิงน้อยเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ และได้จัดเตรียมของขวัญไว้ ให้กับทุกคน ในระหว่างที่พูด ก็มีทํานองลักษณะชวนเข้าร่วมอยู่ด้วย
ด้วยฐานะของเขา คําพูดที่พูดออกมาเช่นนี้ ถือว่าเป็นการ แสดงออกถึงความบริสุทธิ์ใจอย่างมากแล้วจริงๆ
ในกลุ่มอัจฉริยะฟ้าประทาน ต่อให้เป็นอัจฉริยะฟ้าประทานที่มา จากขั้วอํานาจใหญ่ๆ เวลานี้ยังอดสั่นไหวไม่ได้ ต่อให้เป็นตัวแทนขั้ว อํานาจของตนเอง โอนเอียงเข้าหาเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ ก็ถือว่าได้พบกับ เขาใหญ่สําหรับพักพิง ถ้าหากสามารถรับองค์หญิงน้อยต๋าจี่มาเป็น ภรรยา กลายเป็นลูกเขยของเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ มันก็เป็นเรื่องดีที่ ง่ายดายเหมือนเดินทางเรียบขึ้นสู่เมฆ
แน่นอน การได้เป็นนายน้อยแผ่งเผ่าจิ้งจอกสวรรค์เช่นนี้ อัจฉริยะ ฟ้าประทานจากขั้วอํานาจใหญ่ที่มีตัวตนเทียบเคียงได้กับเผ่าจิ้งจอก สวรรค์ ก็ไม่ได้คิดเช่นนี้แล้ว
ถัดมาเป็นพิธีการของวิหารเทพเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ ค่อนข้างเป็นพิธี การ ในวิหารเคร่งขรึมเงียบสงบ
แต่ว่าใจของหลี่มู่ ล้วนอยู่ที่ตัวของต๋าจี่น้อย จิตใจจึงเหม่อลอย
บนพิธีการของวิหารเทพ สุดยอดอัจฉริยะฟ้าประทานยี่สิบคน เหมือนทําการจับฉลาก ล้วงเอากุญแจลับของตนเองออกมาอุปกรณ์มิติ ลับสีเงินชิ้นหนึ่ง
เห็นได้ชัดว่าเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ใส่ใจต่อยี่สิบคนนี้อย่างมาก แยก ออกมาจากแปดสิบคนด้านหลัง อัจริยะฟ้าประทานอันดับที่ยี่สิบเอ็ด จนถึงหนึ่งร้อย ไม่มีโอกาสเข้ามาในวิหารเทพจิ้งจอกสวรรค์เช่นนี้ และ ไม่มีโอกาสได้เห็นบุคคลสําคัญอย่างไป๋หยวนโซ่วด้วย พวกเขาจะถูกเผ่า จิ้งจอกสวรรค์ส่งเข้าไปในแดนลับจิ้งจอกสวรรค์ ไม่มีกุญแจลับ
ถัดมา ก็เป็นงานเลี้ยงรำาสุราอย่างอิสระ
ทุกคนทําความคุ้นเคยกันและกัน ทักทายกัน
“หลานชาย ไม่เจอกันเสียนาน บิดาสบายดีหรือ?”
ศาสดาเอ่ยทักทายต่อนายน้อยเผ่าเทพสวรรค์ด้วยรอยยิ้ม
นายน้อยเผ่าเทพสวรรค์แม้จะเย่อหยิ่ง ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับ บุคคลสําคัญก็ไม่กล้าวู่วาม อย่างน้อยก็ภายนอก เอ่ยขึ้นอย่างเคารพยํา เกรงว่า “บิดาข้าสบายดี คิดถึงท่านอยู่ตลอด บอกว่าคิดถึงชาแร่ขาว ของท่านด้วย”
ไป๋หยวนโซ่วหัวเราะร่า
เขาทักทายสุดยอดอัจฉริยะฟ้าประทานไปทีละคนๆ และสุดท้าย ก็วนมาถึงด้านหน้าหลี่มู่ ……………………………………….
บทที่ 698 ไสหัวไปให้พ้น
“เทพดาบไร้เทียมทานหลี่อี้เตา?” ไป๋หยวนโซ่วมองหลี่มู่ยิ้มๆ
“ท่านศาสดาชมเกินไปแล้ว ดาบของข้า ยังไม่ได้ถึงขั้นไร้เทียมทาน หรอก” หลี่มู่เอ่ยกลับด้วยสีหน้านิ่งเรียบ
ไป๋หยวนโซ่วหัวเราะขึ้นมา
ตอนที่เขายิ้ม ดูมีเสน่ห์อย่างมาก
ผู้ที่เป็นอันดับหนึ่งแห่งเมืองเทพ ‘แดนอาศัยแห่งเทพจิ้งจอก’ ผู้นี้ ผู้ควบคุมสูงสุดแห่งเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ ตัวเอ้วิถียุทธ์แห่งแดนดาราจื่อเวย ไม่ได้ทักทายเหมือนเช่นอัจฉริยะฟ้าประทานคนอื่นๆ ที่คุยเพียง ประโยคสองประโยคก็จากไป แต่กลับหยุดอยู่ด้านหน้าหลี่มู่ หยิบเอา แก้วสุราจากมือองครักษ์มาสองแก้ว ยื่นส่งให้หลี่มู่หนึ่งใบ
หลี่มู่ตกตะลึงเล็กน้อย
เขาเดิมทีคิดว่า ไป๋หยวนโซ่วที่พูดกับตนเองเป็นคนสุดท้าย น่าจะ เพราะไม่ค่อยใส่ใจในตนเองมากนัก
แต่ว่าตอนนี้ดูแล้ว เหมือนจะไม่ใช่เช่นนั้น
หลี่มู่รับแก้วสุราจากมือไป๋หยวนโซ่วมา ขอบคุณตามมารยาท
ไป่หยวนโซ่วเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ข้าเคยดูภาพการต่อสู้ของเจ้า แล้ว พลังบําเพ็ญของเจ้าไม่ได้แข็งแกร่ง วิชาดาบก็ธรรามดา แต่ว่า พรสวรรค์การสู้รบของเจ้า มันแข็งแกร่งจนน่ากลัวจริงๆ เจ้าเป็นพวกมี พรสวรรค์แห่งเทพสงครามที่แท้จริง สามารถท้าดวลข้ามขั้น ยิ่งไปกว่า นั้นยังพัฒนาได้เร็วมาก นับตั้งแต่ศึกแรกบนเวทีของเจ้า จนถึงศึก สุดท้าย พลังการสู้รบที่เจ้าแสดงออกมา ราวกับเป็นคนละคน บนโลกใบ นี้ จอมยุทธ์ที่น่ากลัวที่สุด ก็คือคนอย่างเจ้านี่ล่ะ”
สีหน้าใต้หน้ากากหลี่มู่ค่อนข้างตกตะลึง
คําวิจารณ์นี้ มันถือว่าสูงหรือว่าตำากันนะ?
แต่ว่า หลี่มู่ตระหนักขึ้นมาได้ คําพูดของไป๋หยวนโซ่ว อธิบายได้ถึง เรื่องๆ หนึ่ง เขาดูการต่อสู้ทั้งหมดบนแท่นประหารเซียนของตนเอง ไม่ใช่เพียงแค่ศึกสองศึก มิเช่นนั้นไม่มีทางให้ข้อสรุปความก้าวหน้า เช่นนี้กับตนเองออกมาได้
“สามารถเข้าสู่ยี่สิบอันดับแรกอัจฉริยะฟ้าระทานแห่งร้อยเขต ดารา ล้วนเป็นผู้บําเพ็ญที่มีพรสวรรค์สุดยอดทั้งสิ้น ดังนั้นพลังบําเพ็ญ สูงหรือตำา ช้าเร็วก็สามารถใช้เวลามาชดเชยได้ แต่ว่าพรสวรรค์การสู้รบ
เป็นสิ่งที่ติดตัวมา หลี่อี้เตา ข้าเฝ้ารอเห็นเจ้าจะกลายเป็นอันดับหนึ่ง แห่งแดนดาราจื่อเวยในอนาคต”
ไป๋หยวนโซ่วเอ่ยต่อ
เขาที่อยู่ในท่าทียิ้มสบายใจ แต่กลับพูดคําพูดที่ฟังแล้วรู้สึก สั่นสะเทือนออกมา
นี่เป็นคําวิจารณ์จากบุคคลสําคัญของแดนดาราจื่อเวยในปัจจุบันนี้ เลยนะ
ในใจหลี่มู่ เกิดคลื่นเล็กๆ ขึ้นมาบ้างแล้ว
เขาคิดไม่ถึงเลย ว่าคําวิจารณ์ต่อตนเองของไป๋หยวนโซ่ว จะสูงถึง เพียงนี้
แต่เป้าหมายที่ไป๋หยวนโซ่วพูดคําพูดเหล่านี้ มันคืออะไรกันล่ะ?
หลี่มู่ไม่เข้าใจไปพักหนึ่ง
“ช่วงนี้คนที่จะมาชักชวนเจ้า ต้องมีมากมายแน่นอน ทางที่ดี อย่าได้รีบร้อนเลือก เจ้าต้องรู้ว่า ยิ่งเป็นอัจฉริยะฟ้าประทานที่พลังแฝง น่ากลัวเพียงใด ก็ยิ่งถูกคนอื่นให้ความสําคัญง่ายมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งทํา ให้คนอื่นหวาดกลัวง่ายขึ้นเท่านั้น เจ้าตอนนี้ต้องเตรียมตัวรับการไล่ ติดตามม เพียงแค่เพราะเจ้ายังมีความเป็นไปได้ที่จะดึงตัว แต่เมื่อ
สูญเสียความเป็นไปได้นี้ไป เจ้าก็จะกลายเป็นเป้าธนูหลักของคนทั้ง หมดแล้ว เมื่อไม่ได้มา ก็ต้องทําลายทิ้ง เรื่องนี้เป็นความคิดร่วมกันของ คนมากมาย หวังว่าเจ้าคงจะเดินไปไม่ถึงขั้นนั้น” ไป๋หยวนโซ่วยกแก้วสุราในมือขึ้น หลี่มู่ก็ยกขึ้น ชนแก้ว จากนั้นจิบสุราที่อยู่ในแก้วไปพลาง วิเคราะห์ คําพูดของไป๋หยวนโซ่วในสมองอย่างรวดเร็วไปพลาง บุคคลสําคัญที่ยืนอยู่จุดสูงสุดแดนดาราจื่อเวยอย่างไป๋หยวนโซ่ว ไม่มีทางพูดอะไรที่ไร้สาระอยู่แล้ว พอฟังๆ แล้วก็เหมือนกับมาเตือนตนเอง ว่าอย่าเพิ่งตัดสินใจเลือก ง่ายๆ หรือว่าจะเจาะจงไปที่เรื่องที่หลังจากเขารับปากหัวหน้าเผ่า จิ้งจอกเขียวว่าจะไปพบ เข้าใจว่าตนเองจะเข้าร่วมกับเผ่าจิ้งจอกเขียว? แต่เผ่าจิ้งจอกเขียวก็เป็นสายหนึ่งของเผ่าจิ้งจอกสวรรค์นี่นา ไม่ทันที่หลี่มู่จะได้คิดมาก ไป๋หยวนโซ่วได้ให้เครื่องหมายติดต่อ ส่วนตัวให้กับตนเอง แสดงออกว่าถ้าหลี่มู่มีเรือ่งต้องการจะติดต่อก็ ติดต่อเขาได้ทุกเวลา จากนั้นจึงหันหลังเดินจากไป หลี่มู่ตกตะลึงอีกครั้ง
นี่มันความรู้สึกเหมือนทิ้งเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวเอาไว้ให้กับตนเอง เลยนะ
นี่ก็เหมือนกับไป๋หยวนโซ่วกําลังชักชวนอย่างมีมารยาทหรือเปล่า นะ?
ท่าทีเช่นนี้ ทําให้หลี่มู่รู้สึกเกินคาดมาก
คนมากมายรอบด้าน ก็ใช้สายตาอันตกตะลึงมองมายังหลี่มู่
ส่วนเรื่องที่ไป๋หยวนโซ่วพูดกับหลี่มู่คืออะไร พวกเขากลับไม่ได้ยิน ด้วยพลังของไป๋หยวนโซ่ว เพียงแค่คิด ใครก็ตามที่อยู่รอบๆ ก็ไม่ สามารถที่จะได้ยินถึงบทสนทนา กระทั่งริมฝีปากก็มองไม่เห็น
เมื่อเห็นไป๋หยวนโซ่วปฏิบัติอย่างเป็นพิเศษต่อหลี่มู่ คนมากมายก็ เริ่มใช้ความคิด
สีหน้าของหัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียว มีความไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ ขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็หายไปในพริบตา
ไม่นาน ก็มีคนอื่นเข้ามาทักทายหลี่มู่ ทําความคุ้นเคยกันและกัน แนะนําที่มาและตัวตน
นี่ล้วนเป็นการสานมิตร
หลี่มู่ก็รับไปอย่างใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
หลังจากเริ่มงานสุรา ต๋าจี่น้อยก็ไม่รู้ว่าไปที่ไหนแล้ว ไม่พบตัวเลย
จากการเริ่มงานเลี้ยงสุรา คนที่ปรากฏในวิหารใหญ่ ก็มากขึ้น เรื่อยๆ
จากการพูดคุยกับคนอื่น หลี่มู่จึงรู้ว่า ที่แท้งานรำาสุราครั้งนี้ นอกจากสุดยอดยี่สิบอัจฉริยะฟ้าประทานและผุ้อาวุโสเป่าจิ้งจอก สวรรค์แล้ว ยังมีคนใหญ่คนโตจากขั้วอํานาจเผ่าอื่นๆ อีกไม่น้อย คน ที่มามากขึ้นเรื่อยๆ ล้วนเป็นผู้บําเพ็ญที่มีเบื้องหลังลึกลำาทั้งสิ้น ไป๋ หยวนโซ่วในฐานะที่เป็นเจ้าภาพ จึงเข้าไปต้อนรับด้วยมารยาท
เรื่องนี้ทําให้หลี่มู่รู้สึกเหมือนเปิดโลกกว้าง
ระหว่างขั้วอํานาจใหญ่ๆ ในแดนดาราจื่อเวย ไม่ว่าจะโหดเหี้ยมแค่ ไหนในฉากมืด แต่เมื่อถึงด้านสว่าง กลับแสดงออกถึงความกลมเกลียว อย่างมาก นี่เป็นความแน่นอนเมื่อการหลอมรวมอารยธรรมมาถึงระดับ หนึ่ง
ก็เหมือนระหว่างผู้นําประเทศใหญ่ๆ บนดาวโลก ความบาดหมาง ลุ่มลึกระหว่างสหภาพโซเวียต แต่เมื่อปูตินกับทรัมป์เมื่อเจอหน้ากันใน งานเลี้ยง ก็ยังคงทักทายปราศรัยอย่างมีท่าที
ทั่วทั่งงานรำาสุรา ผิวเผินแล้วเหมือนทุกฝ่ายกลมเกลียวสนุกสนาน
“หลี่อี้เตา?” ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะเกล็ดดํามายืนอยู่ หน้าหลี่มู่ ใช้สายตาเหยียดหยามพิจารณาบนล่าง เอ่ยขึ้นว่า “มีคนบอก ว่า ดาบของเจ้าสามารถฟาดฟันสามอันดับแรกได้ทุกคน เจ้าก็เข้าใจ เช่นนั้นด้วยไหม?”
ในดวงตาหลี่มู่เกิดประกายเย็นชาขึ้น “ ‘มารทมิฬมายาทําลาย ล้าง’ เว่ยซือเหนียน? เหอๆ ทําไมหรือ เจ้าไม่ยอมหรือไรกัน? จะลองก็ ได้นะ”
คนผู้นี้คือพี่ชายของเว่ยซีหมิ่น นายน้อยจากหุบเหวงูปีศาจ
หุบเหวงูปีศาจเป็นหนึ่งในเจ้าทุกข์คดีใหญ่ที่สุดของหน่วยรบเสวียน หวง และเว่ยซีหมิ่นได้สังหารนักรบเสวียนหวงไปตั้งมากมาย และเรื่องที่ เว่ยซือเหนียนทําก็มีแต่จะเกินจากเว่ยซีหมิ่นไปอีก คนผู้นี้สําหรับหลี่มู่ ในใจมีแต่ความคิดที่จะสังหารทิ้ง ดังนั้นในนำาเสียงคําพูด จึงไม่มีการไว้ หน้าใดๆ ทั้งสิ้น
บรรยากาศระหว่างทั้งสองคน เหมือนกําลังจะชักกระบี่ง้างธนูแล้ว
และการเปลี่ยนแปลงนี้ ก็ถูกคนอื่นรอบๆ ให้ความสําคัญขึ้นมาใน พริบตา
การคุมเชิงเพื่อจะงัดกันระหว่างอัจฉริยะฟ้าประทานเป็น ปรากฏการณ์ของตาย โดยเฉพาะ ‘มารทมิฬมายาทําลายล้าง’ เว่ยซือ เหนียนซึ่งอยู่ในอันดับที่สาม และ ‘เทพดาบ’ หลี่อี้เตาอยู่ในอันดับที่สี่ ระหว่างทั้งคู่จะเกิดความเป็นอริกัน มันก็เป็นเรื่องปกติ
แต่ว่าที่คนอื่นต้องการพิจารณาก็คือ ท่าทีของเว่ยซือเหนียน ไม่ใช่ ว่าเป็นตัวแทนของหนึ่งในหกขั้วอํานาจสุดยอดเผ่าอย่างหุบเหวงูปีศาจ หรือ?
หรือก็คือ หุบเหวงูปีศาจไม่ได้มองหลี่อี้เตาเป็นขนมหอมหวานเพื่อ จะชักชวนมาตั้งแต่แรกแล้ว?
จริงๆ แล้ว มารทมิฬมายาทําลายล้าง’ เว่ยซือเหนียนไม่ได้คิดอะไร มากขนาดนั้น
ที่เขามายั่วยุหลี่มู่ ไม่ได้เกี่ยวกับการจัดอันดับอะไรเลย หลักๆ ก็คือ ความรู้สึกแปลกประหลาด เพียงแค่ได้ยินชื่อหลี่อี้เตาชื่อนี้ ได้เห็นตัวคน ผู้นี้ เว่ยซือเหนียนก็รู้สึกรําคาญ ความรู้สึกรําคาญที่ยากจะควบคุมได้ แผ่ซ่านออกมาทั่วจิตใจ
แต่แม้เขาจะพยายามใช้เหรียญงูดําสัมผัสสักเท่าไร เหรียญงูดําก็ ไม่ได้สัมผัสถึงคําสาปตราประทับใดๆ บนตัวหลี่อี้เตาเลย อธิบายได้ว่า หลี่อี้เตาไม่ใช่คนที่สังหารน้องชายของเขา
นี่ทําเอาเว่ยซือเหนียนรู้สึกสับสนพอควร แล้วเขารําคาญอะไรในตัวหลี่อี้เตากัน? ตัวเขาเองก็คิดไม่ออก แต่ว่าในงานเลี้ยงวันนี้ ไม่สามารถลงไม้ลงมือได้แน่นอน
“เหอๆ ลองไหม? เจ้าคงไม่มีวันเข้าใจตลอดการ ว่าอะไรคือความ ลึกซึ้งที่แฝงอยู่ ได้มีโอกาสแน่ ไม่นานนักหรอก” เว่ยซือเหนียนยิ้มเย็น ชา เอ่ยต่อว่า “หวังว่าเมื่อถึงแดนลับเทพจิ้งจอกแล้ว เจ้าจะยังเชิดคอ พูดกับข้าเช่นนี้ได้”
จิตแห่งอริเผยออกมาอย่างเต็มที่
หลี่มู่ร้องเชอะขึ้น “เจ้าก็ภาวนาให้เจ้ายังมีชีวิตเพื่อออกจากแดน ลับจิ้งจอกสวรรค์ให้ได้เถอะ”
คําพูดนี้ออกไป ความสนใจต่อทั้งคู่ของผู้บําเพ็ญฝ่ายต่างๆ ก็เริ่ม ทยอยเปลี่ยนสี
ความหมายของหลี่อี้เตา หรือว่าเขาจะจัดการลอบสังหารเว่ยซือ เหนียนในแดนลับจิ้งจอกสวรรค์?
คําพูดกําเริบเสิบสานอวดดีเพียงนี้เชียว?
เว่ยซือเหนียนตะลึงไป และพยักหน้ายิ้มเย้ยหยันขึ้นมา “ดี เช่นนั้น ก็ไว้เจอกันตอนนั้นก็แล้วกัน”
พุดจบ ก็หันหลังจากไป
หลี่มู่ยิ้มเย็นชาในใจไม่หยุด
เว่ยซือเหนียนคนนี้มารนหาที่ตายเอง แต่ว่าต่อให้วันนี้เขาไม่เข้ามา ท้าทาย เขาก็จะลงมือในแดนลับจิ้งจอกสวรรค์อยู่แล้ว สําหรับคนของ หุบเหวงูปีศาจ หลี่มู่จะไม่มีเมตตาเห็นใจใดๆ ทั้งสิ้น ขั้วอํานาจนี้เป็น ศัตรูคู่แค้นของหน่วยรบเสวียนหวง
หลี่มู่เก็บความคิดลงอย่างรวดเร็ว กวาดตามองไปรอบด้าน
จู่ๆ ตาของเขาก็เป็นประกาย
ไม่ห่างไปนัก ด้านหลังไป๋หยวนโซ่วในชุดทั่วไป ได้พาองค์หญิง น้อยต๋าจี่ออกมาแล้ว
“ทุกท่าน ข้าขอแนะนําตัวเองของงานสุราวันนี้สักหน่อย ไข่มุกที่ สวยงามที่สุดของเผ่าจิ้งจอกขาวเรา องค์หญิงน้อยต๋าจี่” ไป๋หยวนโซ่ว ยิ้มเล็กน้อย เอ่ยกับคนทั้งหมดว่า “สุดยอดอัจฉริยะฟ้าประทานยี่สิบ อันดับแรก ล้วนมาปรากฎตัวบนงานเลี้ยงสุรานี้แล้ว ข้ามั่นใจว่า ท้ายสุด จะสามารถเป็นชายที่ชนะใจองค์หญิงน้อยได้ และในยี่สิบคนนี้ หากคิด
ที่จะกลายเป็นเขยแห่งเผ่าจิ้งจอกขาวแล้ว ไม่ใช่ว่ามีพลังสูงส่งก็จะ สําเร็จ คนหนุ่มทั้งหลาย ถ้าหากเจ้าสามารถได้รับการให้ความสําคัญ จากองค์หญิงต๋าจี่ได้ล่วงหน้า ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้มาก ขึ้นนะ”
นี่เป็นทักษะการพูดติดตลกและให้สัญญาณลับออกมา
คนในงานเลี้ยงหัวเราะร่าขึ้นมา
ต๋าจี่ที่ใสซื่อบริสุทธิ์ก้มหน้าลงท่ามกลางเสียงหัวเราะ ใบหน้า ประหม่าชัดเจนมากยิ่งขึ้น
นางไร้เดียงสาเช่นนี้ กระทั่งรู้สึกไม่กลมกลืนกับบรรยากาศทั้งหมด ของงานเลี้ยง มีความรู้สึกอยากจะหนีออกเสียให้ได้ แต่เนื่องจากเหตุผล บางอย่าง จึงต้องยืนต่ออยู่ในนี้
ตอนนี้ งานเลี้ยงสุราก็มาถึงจุดครื้นเครงที่สุด
เมื่อมีสัญญาณลับของไป๋หยวนโซ่ว เหล่าอัจฉริยะฟ้าประทานที่ ใจเต้นบางส่วน ก็เรียงกันเข้ามาแนะนําตนเองอย่างมีบุคลิกต่อหน้าต๋าจี่ ชนแก้วด้วยอะไรทํานองนี้ ต๋าจี่ก็เหมือนจะรับมืออย่างเก้ๆ กังๆ ใบหน้า เล็กสวยเหมือนถูกบีบจนแทบจะร้องไห้ออกมา
ใครก็คิดไม่ถึง ว่าองค์หญิงน้อยเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ นิสัยจะขี้อาย ประหม่าเก็บเนื้อเก็บตัวถึงเพียงนี้
แต่ว่า นางยิ่งเป็นเช่นนี้ ก็ยิ่งทําให้คนอื่นเกิดความรู้สึกอยาก เอาชนะ
อัจฉริยะฟ้าประทานที่ล้อมอยู่รอบๆต๋าจี่มากขึ้นทุกที
นางก็ยิ่งแย่ลงทุกทีเช่นกัน กระทั่งในสีหน้าเกิดความหวาดกลัว ขึ้นมา
หลี่มู่ทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว
เขาเดินมายังข้างๆ ต๋าจี่ มองอัจฉริยฟ้าประทานคนอื่นๆ เอ่ยขึ้นว่า “ไสหัวไปให้พ้น”
……………………………………….
บทที่ 699 สู้ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง
“อะไร?”
‘ระฆังเทพเจ็ดแสง’ ต้วนเสินปิ่ งอัจฉริยะอันดับที่สิบเก้าของอันดับ รายชื่อผู้ถูกเลือกคิดว่าตัวเองฟังผิด หันมามองหลี่มู่อย่างแปลกใจ
อัจฉริยะคนอื่นๆ ก็ยังตั้งตัวไม่ได้เช่นกัน
หลี่มู่กวาดตามองพวกเขาก่อนจะเอ่ยเน้นชัดทีละคํา “ข้าบอกว่าไส หัว ไป ให้ หมด!”
คราวนี้อัจฉริยะคนอื่นแน่ใจแล้ว
เขาโมโหจนยากจะพูดทันใด คิดไม่ถึงว่าหลี่อี้เตาจะกล้าพูดคําพูด เช่นนี้ในสถานที่แบบนี้
นี่เป็นการตบหน้าของพวกเขาโต้งๆ ไม่มีพวกเขาอยู่ในสายตาสัก นิด
“เจ้า…หลี่อี้เตา เจ้าก็ไม่ดูเลยนะว่าที่นี่คือที่ใด ให้มันน้อยๆ หน่อย” ‘ระฆังเทพเจ็ดแสง’ ต้วนเสินปิ่ งมองหลี่มู่อย่างทั้งโมโหทั้งตกใจ
“เหอะๆ อยู่อันดับสี่ยังบ้าอํานาจขนาดนี้ ถ้าหากเจ้าอยู่อันดับหนึ่ง จะขนาดไหนกัน?” ‘ทวนเทพเพลิงม่วง’ เยี่ยเทียนเสียอัจฉริยะอันดับ สิบห้าหัวเราะแค่นเสียงเย็น
‘มังกรมารทําลายล้าง’ อ้าวจิ่วโจวอันดับที่สิบสองเอ่ยเสียงเย็น “หลี่อี้เตา เจ้า คิดให้ดีๆ ที่นี่คืองานเลี้ยงของวิหารเทพจิ้งจอกสวรรค์ เจ้าลัทธิไป๋แนะนําให้พวกเรารู้จักกับองค์หญิงต๋าจี่ หลี่อี้เตา ความ กําเริบของเจ้าเอามาใช้ผิดที่แล้ว”
หลี่มู่ไม่พูดอะไร เพียงแค่พลิกมือจับด้ามดาบวัฏจักรที่อยู่ที่ไหล่ ซ้าย
อัจฉริยะคนอื่นหน้าเปลี่ยนสีทันที ต่างพากันถอยกรูด เว้น ระยะห่างเหมือนหลบหลีกอสรพิษแมงป่อง
ท่านี้ส่งผลกระทบกับพลังสังหารต่อจิตใจของพวกเขาอย่าง มหาศาล
วันนั้น หลี่อี้เตาร้อยศึกในหนึ่งวันก็ทําท่านี้ซำาๆ หลายร้อยครั้ง ฝัง อัจฉริยะทั้งหลายไว้บนเวทีประลอง นี่คือท่าเริ่มของ ‘ดาบเทพ’ หลี่อี้ เตา ไม่มีใครสามารถต้านทานดาบนี้ของเขาได้ ต่อให้คนที่เคยเห็นหลี่อี้ เตาลงมือ เมื่อเห็นท่าทางนี้ก็ยังต้องถอยให้เก้าสิบลี้
เห็นท่าทางถอยหลังอย่างหวาดกลัวของอัจฉริยะ แววตาของหลี่มู่ก็ ฉายแววยิ้มหยัน เก็บมือกลับไปช้าๆ
เจ้าพวกขี้ขลาด
ในงานเลี้ยงเช่นนี้แน่นอนว่าเขาไม่มีทางลงมือจริงๆ
แต่ภาพนี้ก็ทําให้หลายคนสังเกตเห็น
ก่อนหน้านี้ตอนหลี่มู่เห็นองค์หญิงน้อยต๋าจี่ก็เหม่อใจลอย ทําเอา หลายคนคิดเอาเองว่าเป็นพวกบ้ากาม ตอนนี้เห็นการกระทําของเขา เช่นนี้ก็ยิ่งรู้สึกจนคําพูด อัจฉริยะที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘เทพ ดาบ’ จะลุ่มหลงนารีถึงเพียงนี้เชียวหรือ
นายน้อยเผ่าเทพสวรรค์เห็นฉากนี้แล้วมุมปากก็เผยรอยยิ้มเย็นชา “ไม่รู้จักใจสตรี ชายบ้านนอก”
เขาเกี้ยวพา ‘เซียนเมฆาขาว’ ก็อ่อนโยนเพียงใด?
สาวงามนั้นต้องอ้อนวอน ต้องรักและเอ็นดู จะต้องใช้ด้านที่ตัวเอง งดงามสง่าไปเกี้ยวพา ไม่ใช่ใช้วิธีหยาบกระด้างเช่นนี้
ในสายตาของเขา การกระทําเช่นนี้ของหลี่มู่เป็นดั่งวัวเคี้ยวโบตั๋น อย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ใช่แค่จะไม่สามารถได้มาซึ่งความรู้สึกดีๆ จากสาว งามเท่านั้น แต่ยังจะถูกรังเกียจอีกด้วย
ไม่รู้จักใจสตรี ไม่เข้าใจความงดงามทรงภูมิ
ในใจของนายน้อยเผ่าเทพสวรรค์แปะป้ายเช่นนี้ไว้ที่ ‘ดาบเทพ’หลี่ อี้เตาแล้วเรียบร้อย
อีกทั้ง หากหลี่มู่ต่อหน้าสาวงามก็ดูไม่ได้เช่นนี้แล้วล่ะก็ พูดตามตรง ก็ไม่คู่ควรที่จะเป็นคู่ต่อสู้ของตน
แล้วก็เป็นเช่นนั้น ไม่นานนัก ทุกคนในงานเลี้ยงล้วนได้เห็น หลังจากที่หลี่อี้เตาใช้กําลังกําเริบเสิบสาน ทําให้ผู้ถูกเลือกคนอื่นๆ หนี ไป องค์หญิงน้อยต๋าจี่นอกจากสีหน้าจะไม่ฉายแววขอบคุณแล้ว กลับจะ ยิ่งหวาดกลัวขึ้นไปอีกด้วยซำา กระทั่งว่ามองหลี่อี้เตาอย่างหวาดกลัว ถอยหลังหนีไปโดยไม่รู้ตัว ไม่แม้แต่จะมองหลี่อี้เตาสักนิด
“ฮ่าๆๆ…”
‘ระฆังเทพเจ็ดสี’ ต้วนเสินปิ่ งหัวเราะออกมาทันที
อัจฉริยะคนอื่นๆ ก็หัวเราะออกมาเช่นกัน จงใจหัวเราะเสียงดังให้ห ลี่มู่ได้ยิน
นายน้อยเผ่าเทพสวรรค์ยิ้มบางๆ ส่ายหน้า
บุคคลยิ่งใหญ่จากเผ่าต่างๆ ในใจก็ลดระดับคํานิยมในใจที่มีต่อห ลี่มู่ลงมา
บางทีสาวงามอาจจะเป็นจุดอ่อนของ ‘เทพดาบ’ หนุ่มคนนี้ก็ เป็นได้
อัจฉริยะที่มีจุดอ่อนเช่นนี้ช่างไม่ได้เรื่องนัก จะต้องไม่มีทางเป็น เหยี่ยวแห่งห้วงดาราสมุทรที่สามารถเรียกลมฝนได้แน่ อย่างมากก็ เป็นได้แค่เหยี่ยวล่าเนื้อหรือสุนัขเฝ้าบ้านของเผ่าใดเผ่าหนึ่งเท่านั้น
ไป๋หยวนโซ่วที่กําลังพูดคุยกับบุคคลยิ่งใหญ่คนหนึ่ง เมื่อเห็นภาพ ฉากนี้ ใบหน้าก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกใดออกมา
……
“เอ่อ…นี่…”
เห็นต๋าจี่น้อยหนีห่างจากตัวเองไปอย่างลนลาน หลี่มู่หลังจากอึ้งก็ อดหัวเราะขื่นไม่ได้
วู่วามไปหน่อยแล้ว
เขาสวมหน้ากากที่ทําขึ้นจากหินประหลาดภูเขาสีเงินปกปิดกลิ่น อายในเรือนร่างของตนโดยสมบูรณ์ ไม่มีจุดที่เหมือนกับหลี่มู่เมื่อก่อน หน้านี้เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นต๋าจี่น้อยจึงจําตนไม่ได้ มองตนเหมือนกับ อัจฉริยะคนอื่น เป็นคนแปลกหน้าที่ลุ่มหลงในความงามของนาง ดังนั้น จึงได้มีปฏิกิริยาเช่นนี้
แต่ว่า เมื่อครู่เมื่อเห็นอัจฉริยะคนอื่นล้อมสาวงามตัวน้อยเอาไว้ เห็นท่าทางอึดอัดไม่เป็นธรรมชาติแบบนั้นของนาง หลี่มู่ก็อดไม่ได้จริงๆ
ต๋าจี่น้อยชอบเรียกหลี่มู่ว่า ‘ท่านพ่อ’ และพูดตามตรงแล้ว หลี่มู่ก็ มองจิ้งจอกน้อยเป็นลูกสาวของตน เป็นความรู้สึกรักแบบคนใน ครอบครัวล้วนๆ แน่นอนว่าทนเห็นคนอื่นบีบคั้นลูกสาวของตัวเองไม่ได้
มองต๋าจี่ตัวน้อยที่หลบอยู่ไกลๆ ในสมองของหลี่มู่ก็มีความคิดผุด ขึ้นมานับไม่ถ้วน
จะไปทักทายต๋าจี่น้อยอย่างไรถึงจะไม่ทําให้คนอื่นแตกตื่น ตัวตน ของเขาเปิดเผย?
ในตอนที่หลี่มู่คิดอย่างปวดหัวนี้เองก็มีอีกคนหนึ่งยกจอกเหล้าเดิน ไปหาต๋าจี่น้อยอย่างช้าๆ
สายตาของหลี่มู่จับจ้อง มีคนไม่กลัวตายอีกคนแล้ว? จิตสังหารเกิดขึ้นในใจ คิดจะไปขัดขวาง แต่หลังจากเห็นชัดว่าเป็นใคร กลับตะลึงไปเล็กน้อย เป็น ‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอี
คนอื่นรอบๆ เมื่อได้เห็นภาพนี้นอกจากตกใจแล้ว ยังนึกมีความสุข บนความทุกข์ผู้อื่น
เรื่องสนุกๆ มาแล้ว
พวกเขาสงสัยนัก
หนึ่งคืออยากเห็นสองผู้ถูกเลือก ‘เทพดาบ’ และ ‘เทพกระบี่’ ที่ ค่อนข้างกลมเกลียวกันจะแตกหักกันเพราะเรื่องแบบนี้หรือไม่ สองคือ อยากรู้ว่า หวางเหยียนอีที่เทียบกับหลี่อี้เตาแล้วก็ดูงดงามสง่าทรงภูมิ กว่ามาก จะได้รับความชื่นชอบจากสาวงามหรือไม่
ไม่นานก็ได้คําตอบ
หลี่อี้เตาไม่ได้ขึ้นไปไล่หวางเหยียนอีเหมือนกับที่ทํากับผู้ถูกเลือก คนอื่นๆ
ส่วนหวางเหยียนอีก็ไม่ได้ถูกองค์หญิงน้อยต๋าจี่รังเกียจเหมือนกับ คนอื่นเช่นกัน
ทุกคนล้วนท่าทางเหมือนตาแทบจะถลนออกมาจากเบ้า ได้เห็น ภาพที่ไม่น่าเชื่อ ไม่รู้ว่าหวางเหยียนอีพูดอะไรกับต๋าจี่น้อย นางที่แต่เดิม อึดอัด ตื่นตระหนก หวาดกลัว ตอนนี้ใบหน้างดงามพลันฉายรอยยินดี
จับมือของหวางเหยียนอีเอาไว้ เหมือนว่าได้เจอกับคนในครอบครัวที่ พลัดพรากไปนานหลายปี
นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
หลายคนรู้สึกเหลือเชื่อ
‘ระฆังเทพเจ็ดสี’ ต้วนเสินปิ่ ง ‘ทวนเทพเพลิงม่ว’ เยี่ยเทียนเสีย และผู้ถูกเลือกคนอื่นๆ ต่างมองหน้ากันอย่างยากจะเชื่อ
นายน้อยเผ่าเทพสวรรค์ก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน
เจ้าลัทธิวิหารเทพจิ้งจอกสวรรค์ไป๋หยวนโซ่วที่นิ่งเฉยมาโดยตลอด ในตาก็ยังฉายแววแปลกประหลาด
มีเพียงน้อยคนเท่านั้นที่รู้ คนที่ทําให้ต๋าจี่น้อยมีท่าทีใกล้ชิดสนิท สนมเช่นนี้ แม้แต่ในเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ยังไม่มีปรากฏ
หรือจะเป็นคนรู้จักแต่ก่อนเก่า?
ไป๋หยวนโซ่วและเหล่าผู้นําระดับสูงเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ต่างคาดเดา ในใจ
ในใจของหลี่มู่เองยิ่งอึ้งตะลึง
หรือต๋าจี่จะรู้จักกับหวางเหยียนอีจริงๆ?
ในงานเลี้ยงเช่นนี้ ต่อให้หวางเหยียนอีบ้าคลั่งเพียงใดก็ไม่มีทางใช้ วิชาเสน่ห์ ไม่มีทางใช้วิชากับต๋าจี่น้อย แต่นางกลับสนิทสนมเช่นนี้ เช่นนั้นก็อธิบายได้แค่ว่า ในความคิดของต๋าจี่ หวางเหยียนอีไม่เพียงแต่ จะเป็นคนที่ควรค่าที่จะเชื่อมั่นเท่านั้น แต่ยังเป็นคนที่สนิทชิดเชื้อมาก ที่สุดอีกด้วย
มองต๋าจี่น้อยเกาะเกี่ยวแขนหวางเหยียนอี เปลี่ยนไปยิ้มหัวเราะ ใน ใจของหลี่มู่ยากจะบรรยาย
หรือหวางเหยียนอีจะเป็นคนที่บังเอิญรู้จักด้วยโอกาสอะไรสัก อย่างเมื่อต๋าจี่น้อยก้าวเข้าสู่ห้วงดาราสมุทรกัน?
หลี่มู่นั้นรู้ว่า หลังจากต๋าจี่ก้าวเข้าสู่ห้วงดาราสมุทรแล้วก็เคยอาศัย อยู่ที่ดาวบริวารเผ่าจิ้งจอกสวรรค์อยู่ช่วงหนึ่ง ภายหลังเพราะแสดง สายเลือดบรรพกาลอันบริสุทธิ์ออกมา ดังนั้นเผ่าจิ้งจอกสวรรค์จึงให้ ความสําคัญ สุดท้ายก็รับมายังดาวแม่ เพิ่มการอบรมสั่งสอน กลายเป็น องค์หญิงเผ่าจิ้งจอกสวรรค์
นี่กระอักกระอ่วนแล้ว
หลี่มู่ไม่ได้รีบร้อนขึ้นไปรู้จักกับต๋าจี่น้อย
เขายกจอกเหล้า แอบสังเกตอยู่ข้างๆ ในสมองคิดวางแผนที่ สามารถลงมือได้
และท่าทีเช่นนี้ ในสายตาของคนอื่นก็ค่อนข้างจะดู ‘เหม่อลอยไร้ จิตวิญญาณ’ คล้ายความกระอักกระอ่วนและหงอยของสัตว์ตัวผู้ที่เข้า ไปเกี้ยวพาตัวเมียแต่ถูกปฏิเสธ
“หึๆ ดาบของเจ้าเก่งกาจนักไม่ใช่หรือไร?” ‘ระฆังเทพเจ็ดสี’ ต้วน เสิ่นปิ่ งจงใจมาแถวๆ ข้างหน้าหลี่มู่ เอ่ยวาจาหยอกเหย้า
เขารู้สึกว่าตัวเองก่อนหน้านี้เห็นท่าทีของหลี่มู่ก็เผ่นแนบถอยหนี ค่อนข้างน่าอับอาย
หลี่มู่มองเขาแวบหนึ่ง ในใจเขียนคําว่า ‘ตาย’ ลงไปบนในหน้านั่น
ทุกอย่างรอให้เข้าไปในมิติลับจิ้งจอกสวรรค์ค่อยว่ากันก็แล้วกัน
ในตอนที่เข้าสู่จุดดุเดือดที่สุด จู่ๆ ก็มีคนเสนอขึ้นมาให้ ‘เซียนเมฆา ขาว’ เทพธิดาที่ช่วงนี้ชื่อเสียงระบือไปทั่วแดนดาราจื่อเวยออกมาร่าย รําเสริมบรรยากาศ
“ฮ่าๆ ว่ากันว่า ‘เซียนเมฆาขาว’ ร่ายรํางดงามไร้ผู้ใดเทียม เป็น แขกในวังของคุณชายเผ่าเทพสวรรค์ มิสู้ให้นางออกมาแสดงการร่ายรํา ที่ไร้เทียมเทียบนี้สักหน่อย เพื่อเป็นการเสริมเกียรติให้กับงานเลี้ยงครั้ง นี้” คนพูดคือเงาร่างชายหนุ่มแปลกประหลาดที่อยู่ในเงาสีดําที่ประหนึ่ง ว่าจะดับวูบไปได้ทุกเมื่อ
เป็น ‘โลกันต์ยะเยือก’ เฟิงสิงอวิ๋นผู้อยู่อันดับสองของอันดับรายชื่อ ผู้ถูกเลือกร้อยเขตดารา
นี่เป็นคนที่ตลอดมาไม่ค่อยจะถูกกับนายน้อยเผ่าเทพสวรรค์สัก เท่าไหร่
กล่าวกันว่าท้องฟ้าไม่มีดวงอาทิตย์ดวงที่สอง วิถียุทธ์ไม่มีที่สอง ทั้ง สองเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดของคนรุ่นใหม่ในแดนดาราจื่อเวย การ ประจันหน้ากันของนายน้อยเผ่าเทพสวรรค์กับเฟิงสิงอวิ๋นไม่ใช่แค่เรื่อง วันสองวันนี้ ดังนั้นจู่ๆ เขาเอ่ยปากพูดเช่นนี้ออกมาเป็นเรื่องที่ปกติที่สุด
นายน้อยเผ่าเทพสวรรค์ได้ยิน สีหน้าก็เคร่งเครียดทันที
เขามอง ‘เซียนเมฆาขาว’ ประหนึ่งเทพธิดา บูชาเอาไว้สูงส่ง ถึงแม้ จะถูกคนภายนอกมองมาเพียงแวบหนึ่งก็ยังรู้สึกว่าเป็นการดูหมิ่น ตอนนี้จะให้ ‘เซียนเมฆาขาว’ ร่ายรําต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ ก็ เหมือนกับนําเอาของลำาค่าที่ตนรักษาเอาไว้อย่างดีมาให้คนอื่นชื่นชม จับต้อง นี่จะให้เขาตกลงได้อย่างไร
ทว่า ไม่รอให้นายน้อยเผ่าเทพสวรรค์ปฏิเสธ คนอื่นๆ ก็ต่าง สนับสนุนกับข้อเสนอของเฟิงสิงอวิ๋น
เจ้าลัทธิวิหารเทพจิ้งจอกสวรรค์ไป๋หยวนโซ่วก็แย้มยิ้มเล็กน้อย ก่อนเอ่ย “ก็ดีเหมือนกัน วิหารเทพเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ของข้าก็คู่ควรกับ การร่ายรําของ ‘เซียนเมฆาขาว’ คุณชายหวงฝู่ ท่านคิดเช่นไร? ”
นายน้อยเผ่าเทพสวรรค์นามหวงฝู่เฉิงเต้า
ได้ยินไป๋หยวนโซ่วเอ่ยเช่นนี้ คําพูดปฏิเสธใดๆ ของนายน้อยเผ่า เทพสวรรค์หวงฝู่เฉิงเต้าก็โดนดักไร้หนทาง
เขาหน้าเคร่งเครียด จ้อง ‘โลกันต์ยะเยือก’ เฟิงสิงอวิ๋นแวบหนึ่ง สุดท้ายก็พยักหน้า จากนั้นก็ให้คนสนิทข้างกายไปเชิญ ‘เซียนเมฆา ขาว’ ที่อยู่ในวังเทพสวรรค์มา
ในใจของหลี่มู่ก็วาดหวังทันที
‘เซียนเมฆาขาว’ ก็คือฮวาเสี่ยงหรง
ก่อนหน้านี้เขาคิดหาวิธีมาโดยตลอด น่าเสียดายที่ไม่ได้เจอฮวา เสี่ยงหรง ตอนนี้จะได้เห็นสตรีรู้ใจในวันวานบนเวทีแห่งนี้หรือไม่?
……………………………………………………
บทที่ 700 ทําให้ตัวเองอับอาย
อันที่จริงแทบจะทุกคนในงานเลี้ยงล้วนรอคอยการมาเยือนของ ‘เซียนเมฆาขาว’
เพราะช่วงนี้ ชื่อเสียงของ ‘เซียนเมฆาขาว’ โด่งดังมากๆๆๆ
ในอดีต ในแดนดาราจื่อเวยก็มีสาวงาม เทพธิดาวิถียุทธ์ของเผ่า ต่างๆ ที่มาจากเขตดาราต่างๆ จัดอันดับเป็นรายชื่อมุกงามแห่งดารา ผู้ ที่มีรายชื่อติดอันดับ ล้วนแต่เป็นบุคคลระดับเทพธิดาที่มีพร้อมทั้งรูป โฉมและความสามารถ ดึงดูดให้ผู้ถูกเลือกรูปงามตามเกี้ยวพางอนง้อ อย่างบ้าคลั่ง
แต่ว่า หลังจาก ‘เซียนเมฆาขาว’ ร่ายรําอย่างเลิศลำาแล้วก็สยบ เทพธิดาทุกคนบนรายชื่อมุกงามแห่งดาราอย่างราบคาบ
ตอนนี้ ‘เซียนเมฆาขาว’ ผู้ลึกลับกลายเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งของ แดนดาราจื่อเวยโดยสมบูรณ์แล้ว
ว่ากันว่า ‘กระบี่เทพเหมันต์โปรย’ หลิงเทียนซวง สาวงามอันดับ หนึ่งบนรายชื่อมุกงามแห่งดาราเคยไปพบกับ ‘เซียนเมฆาขาว’ ด้วย ตัวเอง เพราะไม่ยอมรับ แต่หลังจากได้พบกัน ทั้งสองคุยกันเป็นการ
ส่วนตัวอยู่นาน สุดท้ายเมื่อยามลาจากกันก็ยอมรับต่อธารกํานัลว่า ตนสู้ ‘เซียนเมฆาขาว’ ไม่ได้
และเพราะเรื่องนี้เอง ชื่อของ ‘เซียนเมฆาขาว’ ก็ดังเป็นพลุแตก
รวมกับผู้ถูกเลือกผู้เลิศลำาอย่างนายน้อยเผ่าเทพสวรรค์ยังต้อง สยบอยู่แทบเท้านางก็ยิ่งทําให้ภาพลักษณ์และเสน่ห์ของ ‘เซียนเมฆา ขาว’ เต็มไปด้วยความลึกลับ
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง
บ่าวรับใช้หญิงของเผ่าเทพสวรรค์ก็พาสตรีชุดกระโปรงผ้าโปร่ง บางสีขาวเดินเข้ามาในวิหารเทพอย่างช้าเนิบ
สายตาของทุกคนจับจ้องอยู่ที่ร่างของสตรีผู้นี้ทันใด
ชุดกระโปรงผ้าโปร่งบางสีขาวที่จงใจทําให้เป็นตัวกว้างก็ยังยากที่ จะปิดบังเส้นโค้งเว้าอันสมบูรณ์แบบบนเรือนร่างของนาง ที่ศีรษะสวม หมวกทรงกลมมีผ้าโปร่งบางปิด ปกปิดใบหน้าเอาไว้ทั้งหมด แต่ก็ไม่รู้ว่า ทําไม เพียงแต่เห็นเค้าร่างของนาง ความคิดของทุกคนที่อยู่ที่นั่นก็อด คิดขึ้นไม่ได้ว่า…
สมกับที่เป็นสาวงามอันดับหนึ่งของห้วงดาราสมุทรจริงๆ
บอกไม่ถูกว่าสตรีสวมหมวกที่มีผ้าโปร่งบางปกปิดผู้นี้สวยอย่างไร แต่ก็ให้คนรู้สึกว่า นางสมควรที่จะเป็นอันดับหนึ่ง โดยไม่มีข้อโต้แย้ง ใดๆ
ก็เหมือนกับผู้ฝึกฝนทั้งหลายที่ได้เห็นผู้สูงส่งอาวุโสผู้มีชื่อเสียงมา เนิ่นนาน ดูแค่จากรัศมีอํานาจและกลิ่นอายก็รู้ได้ว่า พลังฝึกตนของคนผู้ นี้ลึกลับเกินหยั่ง พลังแข็งแกร่งไม่ใช่ผู้ที่ตนต่อกรได้อย่างแน่นอน
ใจของหลี่มู่เต้นตุบๆ ระรัว
คุ้นเคยยิ่งนัก
คุ้นเหลือเกิน
ต่อให้เห็นแค่เงา หลี่มู่ก็จําได้ทันทีว่า ‘เซียนเมฆาขาว’ เป็นฮวา เสี่ยงหรงแน่นอน
“รอเมื่อข้ากลับมา พวกเราได้พบหน้าอีกครั้งข้าจะแต่งงานกับ เจ้า”
นี่คือคําพูดที่หลี่มู่ทิ้งเอาไว้ก่อนที่จะไปจากแผ่นดินทวีปเสินโจวใน ตอนนั้น
ตอนนี้ได้พบนางอีกครั้ง
หลี่มู่แต่เดิมคิดว่าความรู้สึกของตนที่มีต่อฮวาเสี่ยงหรงไม่ได้ ร้อนแรงอะไร
แต่ในเสี้ยวขณะนี้ ในใจของเขาพลันเกิดความรู้สึกวู่วามอยากจะ กอดหญิงสาวผู้นี้เอาไว้ในอ้อมแขนเต็มแก่แล้ว
โดยเฉพาะชุดขาวนั่นขับเน้นความเย็นเยือกประหนึ่งวังกว่างหาน ทําให้คนรู้สึกถึงความเหงาลึกในใจของนาง
เสี้ยวขณะนี้หลี่มู่เสียกิริยาอีกครั้งแล้ว
เขาเดินไปหาฮวาเสี่ยงหรงทีละก้าวๆ โดยไม่รู้ตัว
“หืม? หยุดนะ” ใบหน้าของนายน้อยเผ่าเทพสวรรค์หวงฝู่เฉิงเต้า ฉายรอยสังหาร ขวางฝีเท้าหลี่มู่เอาไว้ก่อนแค่นเสียงเย็นเยือกเอ่ยขึ้น “ไสหัวไป”
หลี่มู่ชะงัก พลันดึงสติกลับมาได้
เขามองนายน้อยเผ่าเทพสวรรค์แวบหนึ่ง จากที่สายตาประสานกัน เขามองเห็นความโกรธแค้นเดือดดาลประหนึ่งสัตว์ตัวผู้ปกป้องคู่ของ มัน เห็นได้ชัดว่าหวงฝู่เฉิงเต้ามอง ‘เซียนเมฆาขาว’ เป็นของลำาค่าของ ตัวเอง ไม่อนุญาตให้คนอื่นเข้าใกล้ แตะต้อง
เพียงแต่…
หลี่มู่หัวเราะ ไม่สนใจเขา
ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาลงมือ
ไม่จําเป็นต้องไปโมโหคนที่กําหนดเอาไว้ว่าแพ้แน่นอนแบบนี้
หลี่มู่จึงอ้อมมาอีกด้านหนึ่ง ยืนอยู่ที่ตําแหน่งที่เด่นมากข้างเวทีสระ นำา ถือจอกเหล้าเอาไว้ใบหนึ่ง สังเกตฮวาเสี่ยงหรงอย่างเงียบๆ
นายน้อยเผ่าเทพสวรรค์หวงฝู่เฉิงเต้าในใจโมโหเดือดดาล
หากไม่ใช่ว่าสถานที่แห่งนี้ในวันนี้พิเศษแล้วล่ะก็ เกรงว่าเขาคงลง มือฆ่าทิ้งไปนานแล้ว
และภาพฉากนี้เมื่ออยู่ในสายตาของคนอื่นๆ ก็เป็นการพิสูจน์ความ บ้ากามของ ‘ดาบเทพ’ หลี่อี้เตาไปแล้ว
ผู้ฝึกตนหลายคนเมื่อได้เห็น ‘เซียนเมฆาขาว’ แล้ว ก็ต่างตะลึงงัน มีความวู่วามยินดีที่จะตายเพื่อสตรีผู้นี้ แต่ยังดีที่สามารถควบคุมตัวเอง เอาไว้ได้ มีเพียงหลี่อี้เตาเท่านั้น ที่หลังจากไร้มารยาทกับองค์หญงิ น้อยต๋าจี่แล้ว ยังเกือบลงมือกับหวงฝู่เฉิงเต้า อัจฉริยะอันดับหนึ่งของ อันดับรายชื่อผู้ถูกเลือกร้อยเขตดารา…
เห็นได้ชัดว่า หลี่อี้เตาคนนี้เมื่ออยู่ต่อหน้าสามงามปวกเปียก เหยาะแหยะเพียงใด
พวก ‘ระฆังเทพเจ็ดสี’ ต้วนเสินปิ่ ง ‘ทวนเทพเพลิงม่วง’ เยี่ยเทียน เสียหัวเราะพรืดออกมาทันที แววตาของผู้ฝึกฝนทั้งหลายที่มองมายังหลี่มูก็ฉายไว้ด้วยรอยดูถูก บ้าตัณหาคือจุดอ่อนอันถึงแก่ความตายของผู้ฝึกฝน สําหรับเรื่องนี้ ในใจของหลี่มู่ไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น เขาลิ้มรสสุราช้าๆ ในสมองขบคิดว่าควรจะเปิดเผยตัวตนกับฮวา เสี่ยงหรองและต๋าจี่น้อยอย่างไร ภายใต้เงื่อนไขที่ฐานะตัวตนไม่เปิดเผย ในตอนนี้ เสียงดนตรีดังขึ้น ท่ามกลางเวทีกลางสระ ‘เซียนเมฆาขาว’ ก็ร่ายรําพลิ้วไหว
นางยังคงมีผ้าโปร่งบางสีขาวปกปิดหน้า ชุดระบําสีขาวตัวกว้าง ไม่ได้ดูงดงามอรชร แต่ท่วงท่าร่ายรําประหนึ่งเสวียนหนี่ว์ลงมาจาก สรวงสวรรค์ งดงามสง่าเป็นที่สุด เสมือนเซียนวังกว่างหานร่ายรําขับไล่ ความเหงา ทุกท่วงท่าล้วนมีความศักดิ์สิทธิ์สมบูรณ์แบบ ทําให้คนไม่ เกิดความคิดอกุศล ยิ่งคิดอยากจะประคองนางเอาไว้ในมือ ปกป้อง อย่างดีที่สุด
ไม่ใช่เพียงรอบๆ แต่ผู้ฝึกฝนทั้งหมดต่างเงียบกริบ
ทุกคนต่างมองเทพธิดาเซียนร่ายรําที่เวทีกลางสระอย่างเคลิ้บ เคลิ้ม
แม้แต่ผู้แข็งแกร่งวิถียุทธ์อย่างไป๋หยวนโซ่ว ผู้ยิ่งใหญ่ในห้วงดารา สมุทรเช่นนี้ ตอนนี้ยังฉายแววชื่นชม พยักหน้าไม่หยุด
ในใจของหลี่มู่ทอดถอน
วิชาที่ฮวาเสี่ยงหรงฝึกฝนคือ ‘วิชาก่อนกําเนิดฉบับย่อ 2.0’ ที่ตน ทําการแก้ไขและเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ ถึงแม้จะไม่มีผลลัพธ์ที่อัศจรรย์ เหมือนวิชาก่อนกําเนิดฉบับสมบูรณ์ แต่กลับดึงศักยภาพพรสวรรค์ของ กายเต๋าแห่งแสงได้อย่างเต็มที่ และสิ่งที่ทําให้หลี่มู่ยิ่งตกใจคือ พลังฝึก ตนของนางเป็นขั้นขุนพลแล้ว
การพัฒนาการฝึกฝนเช่นนี้เร็วกว่าหลี่มู่แล้ว
หรือจะเป็นเพราะกายแสงก่อนกําเนิดผสานกับวิชาก่อนกําเนิด?
หรือเพราะสภาวะจิตใจของฮวาเสี่ยงหรง?
หรือจะเป็นเพราะหลังจากก้าวสู่ห้วงดาราสมุทรแล้วนางได้เจอกับ โอกาสใหม่
ไม่ว่าจะอย่างไร ในใจของหลี่มู่ก็ดีใจแทนฮวาเสี่ยงหรง
เพียงชั่วขณะ เพลงหนึ่งก็จบลง
การร่ายรําของฮวาเสี่ยงหรงก็จบลง
เพราะเหตุจากกายเต๋าก่อนกําเนิด ทั้งตัวของนางมีเสน่ห์ก่อน กําเนิดอันยากบรรยาย เหมือนตัวส่องแสงได้ ต่อให้ไม่ทําอะไร ก็ล้วน เป็นศูนย์กลางและจุดสนใจของสายตาทุกคน
นายน้อยเผ่าเทพสวรรค์เดินรับขึ้นไปเป็นคนแรกทันที ยื่นเสื้อคลุม ไปให้ ‘เซียนเมฆาขาว’ ท่าทีเอาใจใส่ไม่อาจใช้คําพูดใดๆ มาบรรยาย
‘เซียนเมฆาขาว’ รับเสื้อคลุมมาอย่างเกรงใจ ก่อนจะคลุมด้วย ตัวเอง ปฏิเสธความหวังดีที่หวงฝู่เฉิงคิดอยากจะคลุมให้นางด้วยตัวเอง
ท่าทางนี้ทําให้นายน้อยเผ่าเทพสวรรค์หวงฝู่เฉิงค่อนข้างกระอัก กระอ่วน แต่ก็ยังแสดงทีท่ากระตือรือล้น
ในสายตาของคนอื่นก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้น ล้วนบอกว่านายน้อย เผ่าเทพสวรรค์กับ ‘เซียนเมฆาขาว’ เป็นคู่รักที่มีความสุข อยู่ด้วยกัน นานแล้ว รักกันเป็นอย่างยิ่ง แต่ดูแล้วไม่เหมือนเลยนี่นา ‘เซียนเมฆา ขาว’ รักษาระยะห่างกับนายน้อยเผ่าเทพสวรรค์ รายละเอียดเล็กๆ ที่ แสดงออกมาเช่นนี้ ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักอย่างแน่นอน
หลี่มู่เห็นภาพนี้ ในใจก็มีความสะใจนัก
นับจากที่เขารู้ว่า ‘เซียนเมฆาขาว’ ก็คือฮวาเสี่ยงหรง ไม่ว่าจะได้ ยินคําเล่าลือว่า ‘เซียนเมฆาขาว’ คบค้านายน้อยเผ่าเทพสวรรค์ออก เดินทางด้วยกันรักกันมีความสุขมากน้อยเท่าใด เขาก็ไม่เคยใส่ใจ
เพราะเขามั่นใจเต็มร้อยว่า ฮวาเสี่ยงหรงไม่มีทางใจหวั่นไหวกับ ผู้ชายคนอื่นแน่นอน
ต่อให้ผู้ชายคนนี้เป็นผู้ถูกเลือกชั้นยอดในห้วงดาราสมุทรที่โดดเด่น เช่นนายน้อยเผ่าเทพสวรรค์ก็ตาม
ในวิหารเทพเสียงปรบมือกึกก้อง
เสียงโห่ร้องดังขึ้นไม่ขาดสาย
ผู้ฝึกฝนและเหล่าผู้ถูกเลือกทั้งหลาย ยามนี้ถึงจะได้สติกลับมาจาก ความเคลิบเคลิ้มและความตื่นตะลึงจากการชมการร่ายรํา
ไป๋หยวนโซ่วเดินไปคารวะเหล้ากับ ‘เซียนเมฆาขาว’ ด้วยตัวเอง
เจ้าลัทธิเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ผู้นี้แสดงออกมาได้สง่างามทรงภูมิยิ่ง รู้จักปรับตัว ต่างไปจากท่าทางของบุคคลที่เป็นผู้ปกครองมีอํานาจผู้ สูงส่งครำาครึที่อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ในความคิดของหลายๆ คน เขา เหมือนกับอาจารย์อาที่สบายๆ และเป็นมิตร ยากจะใช้คําว่า ‘เจ้าลัทธิ’ มาเชื่อมโยง
และเมื่อมีการนําจากไป๋หยวนโซ่ว คนบางคนก็ตามไปทักทาย ‘เซียนเมฆาขาว’
นายน้อยเผ่าจิ้งจอกสวรรค์หวงฝู่เฉิงหน้าเคร่งเครียด คิดอยากจะ ขัดขวางหลายครั้ง แต่ก็อดใจเอาไว้
ถึงแม้ฐานะตําแหน่งของเขาจะเลิศลำา แต่ตอนนี้ก็จะทําเกินหน้า เกินตาไม่ได้
ตอนนี้ หลี่มู่ถือจอกเหล้าเดินไปอย่างเนิบช้า เมินเฉยซึ่งสายตาที่ ประหนึ่งจะกินคนของนายน้อยเผ่าเทพสวรรค์ มายังเบื้องหน้าฮวาเสี่ยง หรง “การร่ายรํานี้มีเพียงบนสวรรค์เท่านั้น บนโลกมนุษย์ยากนักจะได้ ยล ‘เซียนเมฆาขาว’ สมแล้วที่เป็นเทพธิดาอันดับหนึ่งของแดน ดาราจื่อเวย”
สีหน้าบนใบหน้าของ ‘เซียนเมฆาขาว’ ใต้ผ้าโปร่งบางสีขาว ไม่ เปลี่ยนแปลงใดๆ เพียงแต่พยักหน้าน้อยๆ ตามมารยาทเท่านั้น
ปฏิกิริยาเช่นนี้อยู่ในการคาดเดาของทุกคน
ทว่า หลี่มู่พูดจบก็ไม่ได้จากไป แต่กลับเอ่ยขึ้นต่อ “ไม่ทราบว่าบ้าน เกิดของ ‘เซียนเมฆาขาว’ อยู่ที่ใด?”
สําหรับคนอื่นได้ฟังแล้ว นี่ก็เหมือนไม่มีอะไรคุยหาเรื่องคุยอันไร้ ยางอาย วิธีชวนคุยที่ยำาแย่ที่สุด ‘เซียนเมฆาขาว’ ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ จริงๆ ด้วย หวงฝู่เฉิงเต้าที่อยู่ข้างๆ จ้องหลี่มู่เขม็งด้วยสายตาประดุจดาบ หลี่มู่เหมือนไม่เห็น เอ่ยขึ้นอีก “ข้าเคยพบคนรู้จักคนหนึ่ง เขาบอก ว่าตัวเองเป็นสหายของ ‘เซียนเมฆาขาว’ ไม่ทราบว่า ‘เซียนเมฆาขาว’ สนใจอยากรู้ว่าชื่อของสหายผู้นี้นามว่ากระไรหรือไม่” ‘เซียนเมฆาขาว’ ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนตอบไป “ไม่สนใจ” โอ๊ะ ไม่เจอกันหลายปี ท่าทางของเด็กสาวคนนี้เปลี่ยนไปเย็นชาขึ้น เยอะเลยแฮะ หลี่มู่คิดจะพูดอะไรอีก ก็ได้ยิน ‘เซียนเมฆาขาว’ เอ่ยขึ้นทันควัน “ข้าไม่อยากรู้อะไรทั้งสิ้น จอมยุทธ์ผู้นี้เชิญท่านไปเสียเถอะ” หลี่มู่อึ้งตะลึง คนรอบๆ โดยเฉพาะต้วนเสินปิ่ ง เยี่ยเทียนเสีย พวกผู้ถูกเลือก ยิ่ง หัวเราะลั่นออกมา
อะไรที่เรียกว่าอับอายขายหน้า?
นี่แหละที่เรียกว่าอับอายขายหน้า หลี่อี้เตาครั้งนี้อับอายขายหน้าอย่างแท้จริงเชียว รับมือสตรีไม่เหมือนกับสู้บนแท่นประหารเซียน ที่แค่คลําด้ามดาบ จากนั้นก็โจมตีเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ง่ายๆ แบบนั้น ชื่อเสียงของ ‘เทพดาบ’ ที่ว่า เมื่ออยู่ต่อหน้า ‘เซียนเมฆาขาว’ แล้ว ก็ไม่มีความหมายอะไรจริงๆ นายน้อยเผ่าเทพสวรรค์หวงฝู่เฉิงเต้าก็หัวเราะเช่นกัน หลี่อี้เตาเจ้ามันทําให้ตัวเองอับอายชัดๆ
…………………………………………………