จอมศาสตราพลิกดารา - บทที่ 681-690
บทที่ 681 ศึกแห่งดาบและกระบี่
พริบตานี้เอง คนมากมายล้วนสังเกตเห็นถึงสายตาของหลี่มู่ เมื่อหันมองตามไป ก็ตื่นเต้นกันขึ้นมา ‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอีนี่เอง
คนผู้นี้ก็มาหรือ? ในกลุ่มผู้บําเพ็ญ เสียงฮือฮาของผู้คนกระหึ่มขึ้น
ช่วงนี้ ชื่อของหวางเหยียนอีร้อนแรงมากจริงๆ ราวกับดวงอาทิตย์ สาดส่งอบนฟากฟ้า จากตัวตนที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม สามารถพูดได้ว่า เป็นต้นหญ้าถอดเปลือกเลยทีเดียว ขึ้นมาเป็นอัจฉริยะฟ้าประทานยี่สิบ อันดับแรกอันสุดยอด กลายเป็นแบบอย่างในสายตาของคนมากมาย
เจิดจ้าแยงตา
คําๆ นี้ใช้พรรณนาหวางเหยียนอี กับกระบี่ในมือเขาได้อย่างไม่เกิน เลยแม้แต่น้อย
ก่อนหน้านี้ เคยมีคนสมมุติขึ้น เอาหวางเหยียนอีมาเชื่อมต่อกับหลี่ อี้เตา บนกระดานสนทนาเครือข่ายเซียน ก็วิพากษ์วิจารณ์กันสนั่น ว่า
กระบี่คู่ไร้เทียมทานเก่งกว่า หรือว่าวิชามารหนึ่งดาบร้ายกาจกว่ากัน เคยมีผู้บําเพ็ญนับไม่ถ้วนวิจารณ์กันไม่หยุดกับการสมมตินี้
แต่ว่าต่อมา จากการที่หลี่อี้เตาปิดด่าน รวมไปถึงหวางเหยียนอีที่ แข็งแกร่งจนเข้าไปอยู่ในยี่สิบอันดับแรก สมมติฐานนี้จึงไม่มีคนวิจารณ์ กันต่อ
เพราะหนึ่งคนก็แข็งแกร่งเกิน อีกหนึ่งก็ร่วงหล่นลงมา
ถ้าหากห้าร้อยอันดับแรกเป็นหลุมๆ หนึ่ง ร้อยอันดับแรกก็คือภูเขา อันสูงใหญ่ ส่วนยี่สิบอันดับแรกเป็นร่องสวรรค์สายหนึ่งเลยทีเดียว
ผู้บําเพ็ญมากมายล้วนเข้าใจว่า ต่อให้หลี่อี้เตาไม่ปิดด่าน จากการ ที่หวางเหยียนอีเข้าสู่ยี่สิบอันดับแรก การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้มันก็ ไม่ได้มีความหมายอะไรแล้ว
ดาบของหลี่อี้เตา อาจจะเป็นวิชามาร แต่การจะโค่นล้มอัจฉริยะ ฟ้าประทานยี่สิบอันดับแรกได้ มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
ไหนจะยังข่าวลือในตอนนั้นอี เพื่อที่จะยกอันดับตนเอง หลี่อี้เตา ฝืนใช้อายุขัยเป็นเครื่องแลกเปลี่ยน จนเกิดการขึ้นสู่สูงสุดแล้วร่วงหล่น
ทว่าตอนนี้ หลี่อี้เตากลับมาอย่างแข็งแกร่ง
ดาบที่จัดการกู่เทียนอวี่ไป งดงามไร้เทียมทาน
นี่ทําให้ผู้บําเพ็ญบางส่วน เริ่มสัมผัสได้รางๆ เหมือนศึกแห่งดาบ กระบี่อันเดือดพล่านก่อนหน้า กําลังจะกลับมาอีกครั้ง
ถ้าหาก ‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอี ปะทะกับ ‘เทพดาบ’ หลี่อี้เตา ใครจะแพ้ใครจะชนะกัน?
ดาบของหลี่อี้เตา วิชามารเกินไป มองไม่ออก มีพลังลี้ลับ แต่ก็ไม่ใช่ ว่าจะไม่มีโอกาสนะ
โดยเฉพาะเมื่อได้เห็น ‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอีที่แต่ไหนแต่ไรทํา ตัวสูงส่งเย็ฯชา แต่กลับมาปรากฏอยู่รอบๆ แท่นประหารเซียนที่ยี่สิบ เอ็ด นี่เขามาดูการต่อสู้ของหลี่อี้เตาหรือไรกัน?
หาได้ยากจริง
หวางเหยียนอีไม่เคยมาดูการต่อสู้ของอัจฉริยะฟ้าประทานคนอื่น เลย
นี่อธิบายได้ว่า… ‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอีรู้สึกว่า หลี่อี้เตาคู่ควรที่ จะมาเป็นคู่มือของตนเองหรือเปล่า?
ไฟแห่งปากั้วลุกโหมกระหนำา
หลี่มู่เก็บสายตากลับอย่างรวดเร็ว
ถึงแม้จะสัมผัสได้ถึงสายตา ‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอีคนนั้น เหมือนเคยรู้จักกัน แต่ว่าใบหน้าและพลังของอีกฝ่าย กลับแปลกหน้า อย่างมาก ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
ถ้าหากอีกฝ่ายจะขึ้นมาบนลานประลอง หลี่มู่ก็ไม่ได้เกรงกลัวแต่ อย่างใด
ในตอนนี้ จัดการเจ้าพวกสาส์นท้าดวลให้หมดเสียก่อนก็แล้วกัน
“คนต่อไป”
หลี่มู่มองไปด้านล่างลานประลอง
หัวหน้าจุดพักตงฟางเพี่ยวเลี่ยงได้สติกลับมา ใบหน้าอวบอูมนั้น ฉีกยิ้มออกจนเหมือนซาลาเปามีจีบลูกใหญ่อย่างไรอย่างนั้น ในใจก็ ลิงโลด เดิมทีคิดว่าได้ทุนคืนมาแล้ว ตอนนี้กลับกําไรทะยานไปหลาย เท่า
เขาหยิบเอาสาส์นท้าดวลฉบับหนึ่งออกมาจากในลังใหญ่ จากนั้น เอ่ยชื่อขึ้น
ด้านล่างเวที อัจฉริยะฟ้าประทานคนหนึ่งตัวสั่นงันงก ลังเลอยู่นาน ในที่สุดส่ายศีรษะ เอ่ยขึ้นว่า “ข้าไม่สู้แล้ว ไม่สู้แล้ว….ยอมแพ้แล้ว”
มีคนยอมแพ้อีกคนแล้ว
หยางฉือล่างลิงโลดขึ้นมา
ในที่สุดก็มีคนยอมแพ้ตามมาแล้ว ตนเองไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป
…
…
“ยังไม่ตาย?”
ในห้องลับดํามืด คนผู้หนึ่งที่หลอมรวมกับเงามืด ค่อยๆ ลืมตาขึ้น จนราวกับมีอาทิตย์เลือดสองดวงลอยขึ้นท่ามกลางความมืดมิด ใน นำาเสียงมีความเดือดดาลอยู่
“ก่อนหน้าไม่ใช่บอกว่าเขาตายแล้วหรือ ไม่ตายก็บาดเจ็บหนัก?”
เงาคนผู้นี้ โมโหอย่างมาก
ผู้บําเพ็ญในชุดคลุมยาวยืนอยู่ที่ประตูไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า เอ่ย ตอบว่า “พวกเราได้เชิญมือสังหารจากโถงสตรีหุบเหวงูปีศาจ ข่าวที่ ทางนั้นรายงานกลับมา ไม่ควรจะผิดพลาด…แต่อาจเป็นเพราะมีอะไร ผิดพลาดเกิดขึ้น”
“ชิ ไม่ได้เรื่อง เรื่องแค่นี้ก็ทําให้ดีไม่ได้”
ร่างในเงามืด นำาเสียงแฝงไปด้วยกลิ่นอายคาวเลือดที่ทําให้คนสั่น เทา
“นายน้อย ให้โอกาสข้าอีกครั้ง…” ผู้บําเพ็ญชุดคลุมยาวตัวสั่น ระริก
แต่ในเงามืด ดวงตาสีเลือดคู่นั้น พลังราวเลือดไหลเวียนออกมา ห่อหุ้มร่างผู้บําเพ็ญชุดคลุมยาวทั้งตัว เขาเป็นผู้บําเพ็ญระดับสูงสุดขั้น นักรบ ร่างกายได้แข็งทื่อในพริบตา
ใบหน้าของเขาปรากฏสีหน้าหวาดกลัวขึ้น เลือกทั่วร่างซึมออกมา จากรูขุมขนในผิวหนังทั่วร่างอย่างควบคุมไม่ได้ ลอยตรงไปยังดวงตาสี เลือดในความมืดคู่นั้น ถูกดูดออกไป ส่วนร่างกายก็แห้งลงเหมือน เปลือกส้มอย่างไรอย่างนั้น แห้งซูบลงอย่างรวดเร็ว ท้ายสุดได้กลายเป็น ซากศพแห้ง ล้มลงไปบนพื้น สลายกลายเป็นฝุ่นผงปลิวหายไป
ผู้แข็งแกร่งขั้นนักรบคนหนึ่ง ตายลงไปอย่างไร้ร่องไร้รอยเช่นนี้
“ไปคิดหาวิธีมา หาโอกาสขุดรากถอนโคนหลี่อี้เตาเสีย แล้วก็คน อื่นๆ บนรายชื่อ อย่าให้เหลือร่องเหลือรอย เข้าใจไหม? หมายเลขสาม ถ้าหากมีปัญหาขึ้นมา เจ้าก็ไม่ต้องกลับมาหาข้าอีก”
คนในเงามืดเอ่ยปากขึ้น
หลังจากสูบเลือดของผู้บําเพ็ญชุดยาวมาแล้ว กลิ่นอายของเขา เติบโตขึ้นอยู่บ้าง แต่กลับไม่ค่อยมั่นคงนัก เขาค่อยๆ หลับตาลง ราวกับ งูเลือดอย่างไรอย่างนั้น ค่อยๆ จําศีลซ่อนตัวลง
“รับทราบ นายน้อย”
ควันดํากลุ่มหนึ่งที่ประตูค่อยๆ ลอยออกไป
…
…
“หืม? หลี่อี้เตาออกจากด่านแล้ว?”
ในจวนหลักเผ่าจิ้งจอกเขียว นายน้อยจิ้งจอกเขียวใบหน้างดงามยั่ย ยวน กําลังรํากระบี่อยุ่ใต้ต้นไม้ประดุจการร่ายรํา ท่าทางเชื่องช้า ไม่มี คลื่นพลังใดๆ แม้แต่น้อย เหมือนคนที่ยังไม่ถ่องแท้ถึงวิถียุทธ์
“ใช่ครับ นายน้อย มองไม่ออกว่าบาดเจ็บหรือมีร่องรอยเลย” หัวหน้าผู้บําเพ็ญเกราะเขียวเอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อม
ภาพฉากเหมือนม่านนำา ถูกยิงขึ้นมากลางอากาศ
ด้านบนคือภาพศึกบนแท่นประหารเซียนที่หลี่อี้เตารับคําท้าจาก เครือข่ายเซียน
นายน้อยจิ้งจอกเขียวตอนแรกเพียงแค่เหลือบตามอง ไม่ได้สนใจ อะไรมากนัก ในสายตาของระดับสุดยอดของอัจฉริยะฟ้าประทาน นอกเหนือจากอัจฉริยะฟ้าประทานยี่สิบอันดับแรก ไม่คุ้มค่าแก่การใส่ ใจ ไม่ว่าจะก่อเรื่องใหญ่โตสักค่ไน ก็ไม่คุ้มที่จะไปใส่ใจ
ต่อให้ ‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอี หลังจากที่ขึ้นมาจนถึงยี่สิบ อันดับแรก จึงได้รับการยอมรับจากระดับสุดยอดอัจฉริยะฟ้าประทาน คนอื่นๆ
ดังนั้นดาบของหลี่อี้เตา จะวิชามารอีกแค่ไหน จะประหลาดเพียง ไหน ขณะที่เขายังไม่ขึ้นเป็นยี่สิบอันดับรก ก็ไม่สามารถเข้ามาอยู่ใน สายตาของสุดยอดอัจฉริยะฟ้าประทานคนอื่นๆ
สําหรับกลุ่มสุดยอดอัจฉริยะฟ้าประทานแล้ว ความหมายของชื่อลี่ อี้เตานี้ อย่างมากก็เป็นเพียงหัวข้อสนทนาหลังอาหารเท่านั้น
แต่ว่า หลังจากที่เขาเห็นการถ่ายทอดสดอย่างไม่ตั้งใจอยู่พักหนึ่ง แล้ว สีหน้าของนายน้อยจิ้งจอกเขียว จู่ๆ ได้เปลี่ยนเป็นเกินคาดขึ้นมา
“สอดแนมจุดอ่อนของวิชาคนทั้งหมดเลย ดังนั้นจึงสามารถพิชิต ในดาบเดียวได้ นี่มันน่าสนใจจริง เขาคงฝึกวิชาเนตรบางอย่างมาก ดังนั้นเลยใช้หน้ากากมาบังเอาไว้หรือ?”
กระบี่ในมือของนายน้อยจิ้งจอกเขียว ส่งไปให้กับสาวใช้ จากนั้นมี สาวใช้สะสวยหลายคนเข้ามาเปลี่ยนเสื้อผ้า และหลังจากที่ตั้งใจดูศึก ต่อสู้ของหลี่อี้เตาอย่างตั้งใจ จึงปิดการถ่ายทอดสดของเครือข่ายเซียน ลง
“อืม หลี่อี้เตาคนนี้ ดูมีค่าตัวอยู่นะ คุ้มค่าที่จะดึงมาเป็นพวก”
เขาเรียกหัวหน้าผู้บําเพ็ญเกราะเขียวเข้ามาข้างกายตนเอง กําชับ ข้างหูสองสามประโยค
หัวหน้าผู้บําเพ็ญเกราะเขียวโค้งตัวรับคําสั่ง จากนั้นหันกลังออกไป ทํา
นายน้อยจิ้งจอกเขียวเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าประจํา ออกจากสวน ดอกไม้ เดินมาถึงยังบ้านส่วนตัวในจวนหลักภายใต้การติดตามของสาว ใช้สะสวยสองนาง
ที่นี่คือลานบ้านที่มีองครักษ์คุ้มกันหนาแน่นแห่งหนึ่ง
สาวใช้สะสวยสองนางรออยุ่ที่หน้าประตู
นายน้อยจิ้งจอกเขียวเข้าสู่ลานบ้าน มาถึงยังด้านหน้าห้องสมาธิ หินขาวสวยวิจิตรแห่งหนึ่ง
ผู้แข็งแร่งอาวุโสเผ่าจิ้งจอกเขียวผมเคราขาวสองคน ท่าทีราว เซียน สวมชุดคลุมเขียว เดินเข้ามาคารวะ
“ท่านอาวุโสทั้งสองอย่าได้เกรงใจเลย ดําเนินการไปถึงไหนแล้ว?” นายน้อยจิ้งจอกเขียวเอ่ยขึ้นอย่างมีมารยาท มีท่าทีถ่อมตัวอย่างมาก
“สายเลือดแม่นางปี้ เหยียนย้อนเข้าหาบรรพบุรุษ น่าตกตะลึงเกิน ว่าที่พวกเราทํานายเอาไว้ตอนแรก ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาอีกสักพัก นาย น้อย ท่านแน่ใจว่าจะทําเช่นนี้หรือ?” ผู้อาวุโสจิ้งจอกเขียวหนึ่งในนั้น เอ่ยขึ้น
นายน้อยจิ้งจอกเขียวเอ่ยตอบ “อืม เรื่องนี้ข้าตัดสินใจแล้ว ยิ่ง สายเลือดของปี้ เหยียนย้อนหาบรรพบรุษน่าตกตะลึงเพียงใด ปี้ เหยียน สําหรับข้าก็ยิ่งดีเท่านั้น ขอบคุณท่านทั้งสองมาก ข้าจะเข้าไปดูปี้ เหยียน เสียหน่อย”
…
…
“เหอๆ ก็แค่มดตุ่นตัวเดียวเท่านั้น ไม่คุ้มค่าที่จะเอ่ยถึง”
เผ่าเทพสวรรค์อยู่ในราชวังนิเวศน์ในเมืองเทพ ‘แดนอาศัยแห่ง เทพจิ้งจอก’ นายน้อยเผ่าเทพสวรรค์ในชุดขาว เมื่อเห็นข่าวสารที่ ลูกน้องนํามารายงาน ทําเพียงอ่านผ่านๆ จากนั้นก็ทิ้งลงไปข้างๆ
ในวิหารใหญ่ ยังมีอัจฉริยะฟ้าประทานคนอื่นอยู่บางส่วน
ล้วนเป็นเหล่าอัจฉริยะบางส่วนที่ เผ่าเทพสวรรค์รวบรวมมาในช่วง นี้
นายน้อยเผ่าเทพสวรรค์ร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลา ตาหูจมูกราว กับผ่านการฝานจากดาบขวาน เหลี่ยมมุมชัดเจน หางตางอน ให้ ความรู้สึกโอหังอวดดี และมีท่าทีเป็นผู้นํา เพียงแค่นั่งลงบนที่นั่ง ก็ดูมี อํานาจบีบคั้นคนขึ้นมา
เพียงแค่สายตาของเขา ก็สามารถทําให้คนทั้งหมดในวิหารใหญ่ จิตใจเคร่งเครียดขึ้นได้ กระทั่งไม่กล้าที่จะหายใจแรง
และข้างกายเขา บนอีกที่นั่งหนึ่ง กลับเป็นหญิงสาวในชุดราชวังสี ขาวคนหนึ่ง
หญิงสาวผู้นี้มีผ้าคลุมลำาค่าปิดบังใบหน้า มองไม่เห็นหน้าตา แต่แค่ ดวงตาทั้งสอง กลับสวยสดเหมือนกับทิวทัศน์ที่งามที่สุดบนโลก ใครก็ ตามที่มองก็ล้วนรู้สึกว่า หญิงสาวผู้นี้จะต้องเป็นเทพธิดาที่อบอุ่นงดงาม ที่สุดบนโลกนี้แน่นอน
นางนั่งอยู่นิ่งๆ เงียบๆ มองไม่เห็นถึงคลื่นพลังใดๆ แต่มิติรอบด้าน กลับเลือนลางไม่ชัดเจนราวกับมีควันไหลเวียนอยู่ ให้ความรู้สึกการ ทําลายล้างที่ไม่เป็นจริง ราวกับเป็นเมฆขาว ไร้รูปไร้ร่าง ห่างไกลและดู ลึกลับ
เทพธิดาเมฆขาว
ช่วงนี้ในแดนดาราจื่อเวย หญิงสาวที่งดงามที่สุด ว่ากันว่ามาจาก แดนล่าง แต่ว่าการร่ายรําเงาจันทร์บทเพลงหนึ่ง งดงามตกตะลึงไปทั่วสี่ ด้าน จนทําให้เหล่าวีรบุรุษอัจฉริยะฟ้าประทานนับไม่ถ้วนค้อมเอว กระทั่งผู้ยิ่งใหญ่อย่างนายน้อยเผ่าเทพสวรรค์ ก็ยังเกิดความลุ่มหลง ละ ทิ้งการงานของเผ่า ติดตามนางท่องไปทั่วทางช้างเผือก
เพียงแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น เทพธิดาเมฆขาว ถูกเข้าใจว่าเป็นหญิง สาวที่งดงามที่สุดในทางช้างเผือก ทําให้คนมากมายล้วนอยากที่จะเห็น โฉมหน้าของนาง
สาวงามอันดับหนึ่งแห่งจักรวาลจื่อเวย เทพธิดาเมฆขาว เทพธิดานางรําที่สวยที่สุดในสามหมื่นปีที่ผ่านมา บุปผาแห่งจื่อเวย
ฉายาเช่นนี้ ล้วนถูกครอบลงมาบนตัวของเทพธิดาเมฆขาว ต่อให้ หญิงสาวลึกลับที่มาจากโลกเบื้องล่าง จะคลุมด้วยผ้าคลุมอันลึกลับอยู่ก็ ตาม
เพียงแต่ว่า นับตั้งแต่การร่ายรําครั้งนั้นเฉิดฉายไปทั่วทางช้างเผือก ก็ไม่มีใครได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเทพธิดาเมฆขาวอีกเลย
วันนี้ นางมาปรากฏที่ราชวังนิเวศน์เผ่าเทพสวรรค์ ทําเอาอัจฉริยะ ฟ้าประทานที่มางานเลี้ยงล้วนตื่นเต้นดีใจ มองไม่เห็นใบหน้าทั้งหมดก็ ไม่เป็นไร เพียงได้มองจากที่ไกล ต่อให้มีผ้าคลุมคลุมอยู่ เพียงได้เห็นแค่ ตาทั้งคู่ ก็งดงามจับใจต่อคนนับไม่ถ้วนแล้ว
คนที่นั่งอยู่บนสองที่นั่งหลัก ถ้าหากพูดว่านายน้อยเทพสวรรค์หล่อ เหลา องอาจไร้เทียมทาน ทําให้คนทั้งหมดรู้สึกได้ถึงความน่าเคารพ แล้วล่ะก็ เช่นนั้นเทพธิดาเมฆขาวก็อบอุ่นงดงาม ลึกลับห่างไกล จนทํา ให้มิตินี้กลายเป็นสวยเรียบเยือกเย็นขึ้นมา
สมแล้วที่เป็นสุดยอดผู้ถูกเลือก สมแล้วที่เป็นบุปผาที่งดงามที่สุด หนึ่งหญิงหนึ่งชายนี้ ดูเป็นคู่สร้างคู่สมอย่างแท้จริง คนมากมายล้วนทอดถอนขึ้นในจิตใจ
……………………………………….
บทที่ 682 ยี่สิบอันดับแรก
สาวงาม ทําให้ชายหนุ่มอดความคิดที่จะครอบครองไม่ได้ ชายหนุ่มรูปงาม ทําใหหญิงสาวล้วนอยากจะได้มาอย่างห้ามไม่อยู่ สาวงามกับหนุ่มหล่ออยู่ด้วยกัน คนอื่นๆ ก็ล้วนอิจฉาริษยา จนกระทั่งอยากฉีกแยกกจากกัน แต่ว่า ขณะที่หญิงสาวที่สวยที่สุดกับชายหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลา ถึงขีดสุดอยู่ด้วยกัน และยิ่งมีพลังอันแข็งแกร่งและตัวตนฐานะอันสูงส่ง คนอื่นๆ ก็ทําได้เพียงอิจฉาและอวยพรเท่านั้น เฉกเช่นคู่ชายหญิงตรงหน้านี้ ชายหนุ่มที่อยากจะได้ชายหนุ่มของเทพธิดาเมฆขาว และคิดอยาก ได้หญิงสาวของนายน้อยเผ่าเทพสวรรค์ มีมากมายนับไม่ถ้วน แต่ขณะที่ทั้งสองคนนั่งอยู่ด้วยกัน ต่อให้เป็นคนที่จิตใจละโมบสัก เพียงไหน ก็ล้วนไม่กล้าที่มีความคิดอื่นใด ทําได้เพียงอวยพรเท่านั้น
ต่อให้มีคนอยากที่จะได้เห็นการเริงระบําชั้นยอดของเทพธิดาเมฆ ขาว ทว่าในตอนนี้คงไม่กล้าที่จะเอื้อนเอ่ย เสนอให้เทพธิกาเมฆขาว ออกร่ายรํา
นอกจากเขาผู้นั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว
ในวิหารใหญ่ ยังมีนางระบําอ่อนเยาว์สะสวยอยู่อีก
ลือกันว่าเทพธิดาเมฆขาวเอาแต่กลุ้มอกกลุ้มใจอยู่ตลอด นายน้อย เผ่าเทพสวรรค์ทําเรื่องต่างๆ มากมายเพื่อจะเรียกรอยยิ้มของนาง ออกมา
งานเลี้ยงในวันนี้ ก็จัดขึ้นมาเพื่อให้นางดีใจ นายน้อยเผ่าเทพ สวรรค์เป็นผู้มีอํานาจในทางช้างเผือก แต่ก็หนีไม่พ้นนิทานที่วีรบุรุษ ไม่ได้ยอดไปกว่าสาวงาม เหมือนกับวีรบุรุษคนอื่นๆ นําเอาสิ่งที่ตนเองมี ทั้งหมด แสดงเหล่าอัจฉริยะที่ดึงตัวมาทั้งหมดแสดงต่อหน้าเทพธิดา เมฆขาว
เหล่าเซียนร้องเล่น เทพธิดาเริงระบํา
ในวิหารใหญ่ผู้คนรำาสุราขวักไขว่
ขณะที่มีคนขอชนแก้ว เทพธิดาเมฆขาวก็จะยกแก้ว จิบสุราในแก้ว เบาๆ
การกระทําของนางทุกกระเบียด ประกายตาไหลเวียน ไม่มีท่าที ไหนที่ไม่ดึงดูดสายตาของเหล่าผู้บําเพ็ญ
กลิ่นอายอันศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์ที่สูงสง่า กระทั่งทําให้คนยากที่จะคิด อะไรจาบจ้วงขึ้นมาในใจ คิดได้เพียงแค่ต้องการนําความงามและโชค ทั้งหมด สวมลงมาบนร่างของเทพธิดาที่คลุมผ้าคลุมขาวคนนี้
ผู้บําเพ็ญที่พลังค่อนข้างตำาบางส่วน ในใจที่ต่อให้ต้องร่างแหลก สลายตายเป็นฝุ่น ก็ยังมีความคิดอันบ้าคลั่งที่จะปกป้องเทพธิดาเมฆ ขาว
จริงๆ แล้วพวกเขาเองก็เข้าใจ ว่ากว่าครึ่งนี้จิตใจได้รับผลกระทบ จากกลิ่นอายพลังของเทพธิดาเมฆขาว แต่กลับยังคงไม่อยากที่จะ ควบคุมความคิดของตนเอง
ผ่านไปครู่หนึ่ง มีองครักษ์เทพจากเผ่าเทพสวรรค์เข้ามาในวิหาร ใหญ่เพื่อรายงาน
“นายน้อย หลี่อี้เตาโค่นล้มผู้ถูกเลือกบนแท่นประหารเซียนไปถึง หกสิบแปดคนแล้ว คนที่พ่ายแพ้แก่เขาล่าสุด คือม่อทิงหลาน ‘ ม่านฝน ปรอย’ อันดับที่สี่สิบห้า“
องครักษ์เทพเกราะเงินเอ่ยขึ้น
“อะไรนะ?”
“ม่อทิงหลานก็แพ้หรือ?”
“หนึ่งดาบอีกหรือเปล่า?”
“นี่…มันจะเหลือเชื่อไปหน่อยแล้ว”
ในวิหารใหญ่ ผู้ถูกเลือกคนอื่นตกใจเล็กน้อย วิพากษ์วิจารณ์สนั่น
ผู้ถูกเลือกที่ปรากฏในงานวันนี้ ล้วนเป็นเหล่าอัจฉริยะที่เข้าสู่ร้อย อันดับแรกทั้งสิ้น จึงล้วนทราบว่าม่อทิงหลาน ‘ม่านฝนปรอย’ อันดับที่สี่ สิบห้าแห่งอันดับดาวร้อยร้อยภูตคนนี้เป็นคนเช่นไร
ม่อทิงหลานเป็นยอดหญิงที่มาจากโลกม่านฝน
‘ค่ายกลพินาศม่านฝนราตรี’ ไม่รู้ว่าโค่นล้มผู้แข็งแกร่งไปเท่าใด พลังแฝงไร้เทียมทาน
ที่อยู่ในอันดับที่สี่สิบห้า เพราะว่าม่อทิงหลานไม่ชอบที่จะท้าดวล
บนอันดับผู้ถูกเลือกแห่งร้อยเขตดารา ก็มีผู้บําเพ็ญหญิงเช่นกัน
บนรายชื่อจัดอันดับนี้ ถึงแม้จะจัดขึ้นเพราะงานหาคู่ขององค์หญิง น้อยต๋าจี่แห่งเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ แต่ก็ไม่ได้กําหนดว่าจะต้องมีแต่ผู้
บําเพ็ญชาย ดังนั้นนอกจากสาวน้อยโลลิดาบโค้งแล้ว ก็ยังมีผู้บําเพ็ญ หญิงอยู่อีกหลายสิบคน
โดยพื้นฐานแล้ว เป้าหมายของเหล่าผู้บําเพ็ญหญิง ล้วนใช้การ ต่อสู้กับผู้ถูกเลือกเพื่อให้ได้รับชื่อเสียงมาทั้งสิ้น
โดยเฉพาะม่อทิงหลาน ‘ม่านฝนปรอย’ ที่ในตัวก็มีพลังอันสูงส่งใน ตัว ก่อนการปรากฏตัวของเทพธิดาเมฆขาว นางเคยถูกเข้าใจว่าเป็น หนึ่งในยี่สิบบุปผาที่งดงามที่สุดแห่งแดนดาราจื่อเวย ได้ข่าวว่าครั้งนี้ ที่ม่อทิงหลานมาเข้าร่วมกลุ่มผู้ถูกเลือก ก็เพื่อที่จะขัดเกลาวิถียุทธ์ของ ตนเองเท่านั้น ดังนั้นการเลือกคู่มือ จึงค่อนข้างมีความเฉพาะเจาะจง จํานวนครั้งจึงไม่มาก
ด้วยเหตุนี้ ม่อทิงหลานจึงยังคงอยู่ในอันดับที่สี่สิบห้า
ดังนั้น ถ้าหากจํานวนการท้าดวลมากกว่านี้ล่ะก็ อันดับชื่อ ของม่อทิงหลาน ‘ม่านฝนปรอย’ ก็อาจจะสูงกว่านี้
แต่ผู้เข้าแข่งขันยอดหญิงเช่นนี้ ก็ยังพ่ายแพ้ให้แก่หลี่อี้เตา
นายน้อยเผ่าเทพสวรรค์ รู้สึกเกินคาดนิดๆ
เขาโบกมือ
องครักษ์เทพเกราะเงินได้ฉายภาพกระจกวารีขึ้น เป็นศึกการต่อสู้ ของหลี่อี้เตาและม่อทิงหลาน
ยังคงเป็นดาบเดียว
‘ค่ายกลพินาศม่านฝนราตรี’ อันเชี่ยวกราก แดนจิตปะทุ กลับไม่ สามารถสั่นคลอนแสงดาบของหลี่อี้เตาได้เลย
น่ากลัวว่าเมื่อเห็ฯแสงดาบนั้นในกระจกวารี คนจํานวนมากในนี้ ก็ ล้วนเกิดความไม่แน่ใจ
ใบหน้าของนายน้อยเผ่าเทพสวรรค์มีสีหน้าเกินคาดเกิดขึ้น
ส่วนเทพธิดาเมฆขาวที่อยู่อีกด้าน ร่างไหวติงขึ้นเล็กน้อย
“วิชาดาบนั่น…”
ในใจนาง เกิดคลื่นเล็กๆ ขึ้นมา
…
…
“พลังเมื่อครู่นี้คือ….หืม? แปลกแฮะ”
ในวิหารดํา ‘มารทมิฬมายาทําลายล้าง’ หลังจากดูภาพศึกของหลี่ อี้เตากับ ‘ม่านฝนปรอย’ ม่อทิงหลานจบ ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ความแข็งแกร่งของวิชาดาบหลี่อี้เตา เกินกว่าที่เขาคิดเอาไว้มาก
แต่ที่เขาให้ความสําคัญที่สุดก็คือ พริบตาที่ดาบนั้นของหลี่อี้เตา ฟาดฟัน มือขวาได้เกิดการเปลี่ยนแปลง คลื่นพลังจางๆ วูบหนึ่ง ไหลเวียนออกมา เป็นความรู้สึกที่เหมือนเขาจะรู้จัก แต่เมื่อคิดพิจารณา อย่างละเอียดแล้ว กลับไม่รู้จักมันเลย
นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
นายน้อยที่มาจากหุบเหวงูปีศาจอันมืดมิด ตกอยู่ในภวังค์ครุ่นคิด
บรรยากาศในเมืองเทพ ‘แดนอาศัยแห่งเทพจิ้งจอก’ ช่วงนี้ มีอะไร บางอย่างไม่ถูกต้อง
เขาพึงแม้จะโมโหง่าย แต่ก็ไม่ใช่คนโง่
วันนั้นที่ตราประทับ ‘คําสาปงูดํา’ ถูกกระตุ้น เขาได้ส่งเหรียญงูดํา ออกไปหลายเหรียญ เพื่อค้นหาตัวฆาตกร ว่าตามหลักาการแล้ว ขั้ว อํานาจและคนที่ได้รับเหรียญงูดําไปป ล้วนเป็นผู้ที่มีหูตากว้างไกล ทั้งสิ้น ควรที่จะหาตัวฆาตกรเจอตั้งนานแล้ว
แต่ทว่าเรื่องกลับไม่เป็นดังหวัง
เช่นนั้นปัญหาก็มาแล้ว
ฆาตกรหน่วยรบเสวียนหวงคนนั้น สามารถหลบรอดภายใต้การ แผลงฤทธิ์ของตราประทับคําสาปได้นานขนาดนี้เชียวหรือ?
เรื่องราว ไม่ได้ง่ายดายเหมือนตอนที่คิดแรกๆเสียแล้ว
“ทหาร จับตาดูหลี่อี้เตาเอาไว้ ถ้าหากเขาสามารถขึ้นมาถึงสามสิบ อันดับแรก ก็หาวิธีเข้าหาเสียหน่อย พยายามดึงตัวมา จับตาไว้ทุกขณะ อย่าให้เผ่าอื่นๆ แย่งไปเสียก่อน”
‘มารทมิฬมายาทําลายล้าง’ กําชับขึ้น
ผู้บําเพ็ญในชุดเกราะงูมารดํา รับคําสั่งแล้วออกไปทันที
…
…
อากาศร้อนผ่าว ลมอุ่นอบอ้าว
หลี่อี้เตาจะสามารถก้าวขึ้นไปได้ถึงอันดับไหนกันแน่?
ผู้บําเพ็ญนับแสนที่อยู่รอบๆ แท่นประหารเซียนหมายเลขยี่สิบเอ็ด ล้วนคาดเดาอย่างบ้าคลั่งภายใต้ความสั่นสะเทือนมหาศาล
“คนต่อไป”
หลี่อี้เตายืนอยู่บนเวทีราวกับเทพสงคราม เรียกขานชื่อต่อ
ด้านล่างเวที ‘ม่านฝนปรอย’ ม่อทิงหลานได้ถูกคนของเขตดาราฝน ปรอยพยุงออกไปแล้ว
สตรีฟ้าประทานอันดับหนึ่งแห่งเขตดาราฝนปรอยคนนี้ เป้าหมาย การท้าดวลบริสุทธิ์อย่างมาก และไม่ใช่การถือโอกาสซำาเติมคนที่กําลัง ลําบาก ดังนั้นหลี่มู่จึงออมมือเอาไว้ เพียงซัดให้นางตกจากเวที ไม่ได้ เล่นงานจนสลบ
เวลานี้เอง ด้านล่างแท่นประหารเซียนหมายเลขยี่สิบเอ็ด จํานวนผู้ ถูกเลือกที่สลบไปเกือบจะถึงร้อยแล้ว
นี่ยังไม่นับรวมคนที่ถูกขั้วอํานาจต่างๆ ยกออกไป รวมไปถึงผู้ถูก เลือกที่ขลาดกลัวไม่กล้าขึ้นเวทีจนยอมแพ้ไปดื้อๆ
วันนี้เป็นวันที่เหล่าผู้ถูกเลือกฝ่ายต่างๆ ต้องหลั่งนำาตาเป็น สายเลือดอย่างน่าอนาถที่สุดในประวัติศาสตร์
โดยเฉพาะพวกผู้ถูกเลือกที่ส่งหนังสือท้าดวลตามกระแสเข้ามา อย่างหน้าไม่อาย หลี่มู่ลงมือไปอย่างไม่มีการออมแรง แม้จะไม่ตาย แต่ ก็ต้องรักษาตัวกันปีครึ่งเลยทีเดียว
หัวหน้าจุดพักตงฟางเพี่ยวเลี่ยงสั่นเทิ้มด้วยความตื่นเต้น
เขายื่นมือไปล้วงในลังด้านหลัง แต่กลับคว้าเอาอากาศเปล่า
“เอ๋?”
เมื่อหันไปมอง
สาสน์ท้าดวลลังใหญ่ ถูกจัดการจนหมดไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ขณะที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัว ผู้ถูกเลือกมากมายที่ท้าดวลเข้ามา ล้วนพ่าย แพ้ลงต่อดาบของหลี่อี้เตา
นี่มันเป็นการท้าดวลของผู้ถูกเลือกเสียที่ไหน?
แต่มันเป็นความรู้สึกเหมือนฟันหัวใช้เท้าข้างทางอย่างไรอย่างนั้น หนึ่งดาบหนึ่งชิ้น เด็ดขาดหมดจด
ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงตกตะลึง ยืนขึ้นบิดขี้เกียจทันที ขณะที่กําลังจะ ประกาศว่าการท้าดวลเสร็จสิ้นแล้ว ตอนนี้เอง ดาบรับใช้ชุดเขียวสวม หมวกคนหนึ่ง เดินเข้ามาด้านหน้า ยื่นสาส์นท้าดวลฉบับหนึ่งออกมา
“นี่คือสาสน์ท้าดวลจากคุณชายของข้า…ต้องการท้าดวลกับหลี่อี้ เตา”
ข้ารับใช้คนนี้แต่งตัวเรียบง่าย นำาเสียงราบเรียบ พลังธรรมดา ด้านหลังสะพายกล่องดาบกล่องหนึ่ง เหมือนแผ่นศิลาหินสีม่วงขนาด ใหญ่ พลังกลิ่นอายดุจหุบเหวดุจขุนเขา ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงมองไม่ออกถึง ดาบรับใช้คนนี้
ตอนนี้ ยังมีคนกล้ายืนขึ้นมาท้าดวลด้วยหรือ?
รอบด้านเกิดเสียงฮือฮา
หลี่อี้เตาในตอนนี้ ชนะติดต่อกันหนึ่งร้อยห้าสิบหกครั้ง พลังราว สายรุ้ง จิตวิญญาณยิ่งพุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุด ถือเป็นช่วงเวลาที่น่ากลัวที่สุด แล้ว
คนที่มาท้าดวลหลี่อี้เตาตอนนี้ ถ้าไม่ใช่คนบ้า ก็ต้องแข็งแกร่งมาก
ตงหางเพี่ยวเลี่ยงงพิจารณาดาบรับใช้ชุดเขียวคนนี้ทั้งบนล่าง รับ เอาสาสน์ท้าดวลฉบับสุดท้ายนี้มา เปิดออกแล้วอ่าน “คนต่อไป ผู้ถูก เลือกอันดับหนึ่งแห่งเขตดารามายาสวรรค์ ‘หนึ่งดาบเบิกฟ้า’ตงเหมิน ชุยเสวี่ย…”
อ่านได้เพียงครึ่ง สีรหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นค้างแข็งไป อ้าปาก ค้าง จนอ่านต่อไปไม่ได้แล้ว
ผู้บําเพ็ญเรือนแสนรอบๆ ก็ล้วนรู้สึกว่าหัวใจถูกชื่อนี้สั่นสะเทือน อย่างรุนแรง
‘หนึ่งดาบเบิกฟ้า’ ตงเหมินชุยเสวี่ย!
ตงเมินชุยเสวี่ย
คนผู้นี้ คือผู้ถูกเลือกร้อยแขตดาราอันดับที่ยี่สิบ
‘เทพกระบี่’หวางเหยียนอีที่ชื่อเสียงสูงส่ง ในอันดับก็อยู่สูงกว่าคน ผู้นี้เพียงอันดับเดียวเท่านั้น
ในที่สุดก็มาถึงจุดนี้แล้วหรือ?
ความแข็งแกร่งและตํานานของหลี่อี้เตา ในที่สุดก็ดึงดูดให้สุดยอด ผู้ถูกเลือกยี่สิบอันดับแรกเกิดความสนใจและความคิดที่จะต่อสู้ด้วยแล้ว หรือ?
หลังจากที่ตกตะลึงไปชั่วครู่ สายตาของผู้บําเพ็ญเรือนแสน จับจ้อง ไปทางหลี่อี้เตา
“ดี”
หลี่อี้เตาตอบรับ อย่างเรียบง่ายมากๆ
เขายืนอยู่บนเวที รอสุดยอดผู้ถูกเลือกลําดับที่ยี่สิบขึ้นเวทีเพื่อท้า ดวล
แต่ดาบรับใช้ชุดเขียวสวมหมวก กลับยิ้มอย่างผยอง เชิดคางเอ่ย ขึ้นด้วยเสียงอันดัง “คุณชายข้าพูดว่า วันนี้เจ้ากรําศึกมาครึ่งวัน รับมือ กับศํตรูอย่างต่อเนื่อง พลังลดลงไปไม่น้อย เขามีฐานะระดับไหน? จึงจะ มาฉวยโอกาสตอนคนกําลังลําบาก เจ้ากลับไปพักผ่อนฟื้ นพลังเสียก่อน สองวันจากนี้ ที่แท่นประหารเซียนหมายเลขยี่สิบเอ็ด คุณชายของข้า จะมาบดขยี้ตํานานหนึ่งดาบอันน่าขันของเจ้าเสีย”
เสียงฮือฮารอบด้านกระหึ่มหนักขึ้นไปอีก
ยังไม่ขึ้นเวที บุคลิกองอาจของ ‘หนึ่งดาบเบิกฟ้า’ก็ไม่ได้อ่อนแอ กว่าใครเลย
“ไม่ต้อง ข้ากําลังรีบ…ต้องการจะท้าดวลแล้ว รีบขึ้นเวทีมา”
หลี่มู่ยืนตระหง่านบนเวที ราวเทพราวมาร ให้คําตอบมาตรงๆ
“เจ้า…” ดาบรับใช้ชุดเขียวสวมหมวกมองหลี่มู่ เอ่ยขึ้นว่า “เหอๆ เจ้าเป็นใครกัน? คิดว่าคู่ควรจะพูดเช่นนี้กับคุณชายของข้าหรือ? เหอๆ ข้าขอเตือนเจ้า อย่าทําตัวไม่รู้ดีชั่ว คุณชายของข้าน่ะเป็นถึง…”
ฟิ้ ว!
จิตดาบหนึ่งสาย แฉลบบาดหูซ้ายของดาบรับใช้ชุดเขียวสวมหมวก ไป
กระจุกผมส่วนหนึ่งสยายไปตามลม
“เจ้าก็แค่ทาสรับใช้ มาอยู่ต่อหน้าข้า ชูคออวดดีพูดจาเช่นนี้ เจ้าล่ะ เป็นใครกัน? ” หลี่มู่เอ่ยขึ้น “ให้เจ้าส่งข้อความก็ส่งข้อความเสีย อย่ามา อวดดีต่อหน้าข้า พลังบําเพ็ญของเจ้ายังห่างชั้นอีกเยอะนัก”
……………………………………….
บทที่ 683 ดาบครึ่ง (1)
ดาบรับใช้สวมหมวกชุดเขียวคิดจะพูดอะไรอีก แต่เมื่อประสาน สายตากับหลี่มู่ ในใจก็เย็นยะเยือก ความกําเริบอวดดีทั้งหมดสลาย หายไปสิ้น ความรู้สึกนั้นเหมือนกับว่าหากพูดมากไปอีกแค่ประโยค เดียว เขาได้ตายแน่
เขารีบหมุนตัวจากไปรายงานนายน้อยของตน
หลี่มู่ยืนอยู่หลับตาหล่อเลี้ยงจิตใจบนเวทีประหารเซียน ไม่ท้า ประลองกับจอมยุทธ์คนอื่นอีก
วันหนึ่งสู้ร้อยศึก
นี่คือเรื่องน่าอัศจรรย์
แต่สําหรับเขาแล้ว นี่เป็นเรื่องง่ายๆ สบายๆ
ครั้งนี้หลักๆ แล้วก็เพื่อเลื่อนอันดับบน ‘อันดับรายชื่อผู้ถูกเลือก ร้อยเขตดารา’ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้เสพสุขจากการต่อสู้หรือฝึกฝนวรยุทธ์ อะไร ไม่ว่าใคร เมื่อขึ้นมาก็จัดการเสียในดาบเดียว
มีเพียงสตรีนามว่า ม่อทิงหลาน ‘สายวารีพิรุณโปรย’ ที่พลัง แข็งแกร่งจริงๆ
หากไม่ใช่ ‘วิชาก่อนกําเนิด’ ที่หลี่มู่ฝึกฝนชำาชองในเรื่องเก็บจิต สงบใจแล้วล่ะก็ เขาก็ไม่แน่ว่าอาจจะตกอยู่ใน ‘ค่ายวารีราตรีพิรุณ โปรย’ จนถอนตัวไม่ขึ้น ตกอยู่ในการทําลายล้าง แม้แต่ดาบเดียวก็ไม่ สามารถสําแดงออกมาได้
อีกทั้งม่อทิงหลานคนนี้พลังฝึกตนปราณแท้ เคล็ดวิชาและความ แข็งแกร่งของกายเนื้อก็น่ากลัวยิ่งนัก เป็นผู้ถูกเลือกที่สามารถมองทะลุ ขอบเขตของขั้นราชัน สุดท้ายแล้วต่อให้หลี่มู่มองทะลุช่องโหว่ของ เคล็ดวิชาที่นางฝึกฝนก็ยากจะเอาชนะได้
ดังนั้น ในการสู้กับม่อทิงหลาน หลี่มู่ต้องใช้พลังของ ‘แขนขวา กระดูกขาว’
เป็นเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น และก็ยังปกปิดอย่างระมัดระวังอย่าง มากอีกด้วย
ดูจากปฏิกิริยาของผู้ฝึกฝนรอบๆ แล้วก็ไม่มีใครพบจุดนี้
และหลังจากที่สู้กับคนคนนี้ หลี่มู่ก็สามารถยืนยันได้เรื่องหนึ่ง
นั่นก็คือพลังของ ‘แขนขวากระดูกขาว’ ช่างน่าครั่นคร้ามยิ่งนัก ขอบเขตราชันลงไปสามารถบดขยี้ได้ราบคาบ
แต่หากสู้กับขอบเขตราชันจริงๆ จะเป็นเช่นไร ตอนนี้ยังพูดได้ยาก ทว่าเขารู้สึกเลาๆ ว่าไม่มีทางเสียเปรียบ
นี่ทําให้ความั่นใจของเขาเพิ่มมากขึ้นอย่างยิ่ง
ในการต่อสู้เมื่อครู่ หลี่มู่ออกดาบพึ่งพา ‘เนตรสอดแนม’ ปราณ ดาบและพลังกายเนื้อเสียเป็นส่วนมาก ปรานแท้เป็นพลังเสริม
ผู้ท้าประลองหนึ่งร้อยกว่าคนก็แค่ร้อยกว่าดาบก็เท่านั้น
พลังของผู้ท้าทายส่วนมากล้วนห่างชั้นหลี่มู่อีกไกลนัก ดังนั้นต่อให้ ผลาญปรานแท้แต่ก็ไม่มาก
หลี่มู่หลังจากเอาชนะอัจฉริยะติดๆ กันร้อยกว่าคนในใจก็บรรลุอยู่ เลาๆ
นี่เป็นการสะสมอย่างหนึ่ง
‘เนตรสอดแนม’ สํารวจช่องโหว่เคล็ดวิชาของอีกฝ่ายอย่างทะลุปรุ โปร่ง ดาบวัฏจักรทะลวงช่องโหว่ ฟาดฟันดาบไม่หยุด ประหนึ่งว่าตี เหล็กติดๆ กัน ตีไปๆ เหล่าสิ่งแปลกปลอมก็ถูกกําจัดออกไป จากนั้น เหล็กก็พัฒนาคุณภาพกลายเป็นเหล็กกล้า
หลี่มู่ชักดาบ ออกดาบ สะบัดดาบ เก็บดาบ
หลังจากทําไปหลายร้อยครั้ง ความรู้สึกที่มีกับดาบก็เกิดการบรรลุ อันแปลกประหลาดอย่างไม่เคยมีมาก่อน
หลี่มู่หลับตา โคจรวิชาก่อนกําเนิดฟื้ นฟูปรานแท้ ในสมองผลักดัน ความรู้สึกที่สะบัดดาบ
ในสมองหนีหวานกง ‘ร่างเวทดวงจิต’ เจ้าคนตัวจิ๋วนั่นก็กําลัง ลอกเลียนแบบกระบวนท่าการสะบัดดาบ
ทุกท่วงท่า ทุกท่าทีเริ่มแฝงด้วยท่วงทํานอง
คมดาบที่ชี้ไปมีประกายเต๋าไหลวนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ไม่นาน เสียงฮือฮาเซ็งแซ่ของเหล่าผู้ฝึกฝนหลายหมื่นคนรอบๆ ก็ โหมกระพือใหม่อีกครั้งราวคลื่นทะเล
หลี่มู่ลืมตาขึ้นทันใด
ก็เห็นที่ไกลลิบ ดาบยาวเล่มหนึ่งแหวกห้วงนภาพุ่งลงมาประดุจ แสงศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋า
อัจฉริยะขั้นสูงสุดอันดับที่ยี่สิบเอ็ด ‘ดาบเดียวเปิดสวรรค์’ ตงเหมิน ชุยเสวี่ยมาแล้ว
แสงดาบกะพริบวาบ
ชายหนุ่มผมขาวคิ้วขาวคนหนึ่งลอยตำาลงบนแท่นประหารเซียน
หน้าของเขามีเกล็ดสีเงินละเอียดเล็ก มีเขาสองเขางอกออกมาจาก หัว ชุดขาวทั้งตัว ผิวที่หน้าและมือขาวกระจ่างราวมีหิมะปกคลุมเอาไว้ ยืนอยู่ต่อหน้าราวตุ๊กตาหิมะจากหิมะสลักก็ไม่ปาน ทั้งยังมีแสงประกาย ระยิบระยับสีเงินส่องกะพริบวูบวาบอีกด้วย คล้ายเกล็ดหิมะหมุนวนอยู่ รอบตัวคนผู้นี้
อืม…นี่ไม่ใช่เผ่ามนุษย์
แต่…เหมือนจะเป็นเผ่าเหมันต์หรือไม่ก็เผ่าประมาณมังกรเจียว หยกอะไรพวกนั้น?
หลี่มู่นึกย้อน ข้อมูลของคนคนนี้เขาไม่ค่อยรู้เท่าไหร่
ยังไม่ทันจะได้ขอภาพการต่อสู้ของคนคนนี้จากตงฟางเพี่ยวเลี่ยง รายละเอียดข้อมูลโล่งโจ้ง
แต่ว่า ดูจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้วก็ช่างเป็นเผ่าพันธุ์ที่แปลก ประหลาดเผ่าหนึ่งจริงๆ
หลี่มู่แต่เดิมรู้สึกว่าตงเหมินชุยเสวี่ยชื่อนี้เป็นแนววางท่าให้ดูเป็น ศิลปะแต่กลายเป็นพวกโง่งม
ทว่าเมื่อได้เห็นตัวจริงแล้วก็ต้องเปลี่ยนความคิดในทันที
เหมาะสมมาก
ชื่อนี้เหมาะกับคนคนนี้จริงๆ
“ออกดาบ”
ยามตงเหมินชุยเสวี่ยเอ่ยปากก็เหมือนมีพายุนำาแข็งกลุ่มหนึ่งพ่น ออกมาจากปากของเขา
ทั้งเวทีประลองหมายเลขยี่สิบเอ็ดประหนึ่งว่ากลายเป็นโลกนำาแข็ง เหมันต์ในเสี้ยวพริบตา
ลายนำาแข็งบนพื้นเหมือนหนอนคืบคลานแผ่ออกไปอย่างเงียบงัน ไม่นานก็กลายเป็นชั้นนำาแข็งหนา
แสงประกายสีเงินที่รายล้อมอยู่รอบตัวตงเหมินชุยเสวี่ยยิ่งโหม กระหนำาบ้าคลั่ง แล้วหมุนอย่างเร็วจี๋ เหมือนพายุหิมะหอบพัดแท่น ประหารเซียน
และในมุมมองจากผู้ฝึกฝนที่ดูการประลองอยู่รอบๆ พายุหิมะขาว โพลนก็ปกคลุมทั้งเวทีประลองโดยสมบูรณ์ไปเรียบร้อยแล้ว ทําให้พวก เขามองเงาร่างของคนทั้งสองไม่ชัดเลย
หลี่มู่ตกใจ แค่พูดออกมาประโยคเดียวเท่านั้นก็มีพลังขนาดนี้เชียวรึ? ตงเหมินชุยเสวี่ยคนนี้มีพลังฝึกตนระดับราชันแน่นอน “นี่ก็คือเขตแดน? พลังที่ราชันควบคุมในตํานานอย่างนั้นรึ” หลี่มู่ตกใจ ขอบเขตราชันสามารถแปรเปลี่ยนพลังฟ้าดินมาสร้างเป็น ‘เขต แดน’ ของตัวเอง ในอาณาบริเวณพายุหิมะนี้ก็คือ ‘เขตแดน’ ของตงเหมินชุยเสวี่ย? หลี่มู่เบิกเนตรสวรรค์อย่างไม่ลังเล สําแดง ‘เนตรสอดแนม’ ทันที ในขณะเดียวกันฝ่ามือก็พลิกจับดาบวัฏจักร ระดับขั้นของเขายกระดับ จนถึงขั้นสูงสุด ตงเหมินชุยเสวี่ยคนนี้เป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดที่เขาเคยเจอมา ‘เนตรสอดแนม’ จับร่องรอบพายุหิมะรอบๆ ทําการวิเคราะห์ไม่ หยุด ก็พบร่องรอยเส้นทางการโคจรพลังของขั้นพื้นฐาน ใน ขณะเดียวกันก็มองทะลุพายุหิมะ จับร่องรอยร่างของตงเหมินชุยเสวี่ย ความหนาวเย็นยากจะบรรยายโจมตีมา
หลี่มู่ไม่สงสัยเลยสักนิด หากไม่ใช่ว่ากายเนื้อของตนแข็งแกร่ง วิชา ฝึกฝนพิเศษแล้วล่ะก็ เปลี่ยนเป็นผู้แข็งแกร่งทั่วไปคนไหนก็ตาม เกรงว่า คงจะแข็งตายไปนานแล้ว ไม่มีแม้แต่คุณสมบัติที่จะให้ตงเหมินชุยเสวี่ย ออกดาบ
“ออกดาบ”
เสียงของตงเหมินชุยเสวี่ยดังขึ้นใน ‘เขตแดน’ พายุหิมะอีกครั้ง
ยามทําการราบรื่นฟ้า ดิน และมนุษย์ล้วนเป็นใจ ยามอับโชคแม้แต่ วีรบุรุษก็ยังทําอะไรไม่ได้
เขตแดนที่ว่าก็คือพลังของฟ้าดิน
มันเป็นการเปลี่ยนแปลงง่ายๆ อย่างหนึ่งของรากฐานกฎมหา มรรคาแห่งจักรวาล และก็เป็นวิธีที่ผู้แข็งแกร่งวิถียุทธ์ผสานหลักวิถี ยุทธ์ของตนเข้ากับมหามรรคาของจักรวาล และยืมพลังแห่งจักรวาลมา
มีเพียงระดับราชันเท่านั้นถึงจะสามารถหยิบยืมพลังในจักรวาล และฟ้าดินได้
บริเวณที่ยืมพลังมาก็จะก่อกลายเป็น ‘เขตแดน’
หลี่มู่กําดาบยาวแต่กลับไม่อาจออกดาบได้
‘เนตรมองทะลุ’ ยังมองโครงสร้างของ ‘เขตแดน’ ไม่ปรุโปร่ง ดาบ นี้ฟันออกไปไม่ได้
“ออกดาบ”
เสียงของตงเหมินชุยเสวี่ยดังขึ้นอีกครั้ง
นี่เป็นครั้งที่สามที่เขาเร่งให้หลี่มู่ออกดาบ
“หากดาบนี้ของเจ้าฟาดฟันมันออกมาไม่ได้แล้วล่ะก็ เช่นนั้นเจ้าก็ แพ้แล้ว”
ร่างของตงเหมินชุยเสวี่ยเดินออกมาจากลมหิมะอันไร้ซึ่งขอบเขตนี้
ใช่แล้ว เป็นลมหิมะอันไร้ซึ่งขอบเขตจริงๆ
ถึงแม้หลี่มู่ในใจจะรู้ดีว่าตัวเองยังคงอยู่บนเวทีประลอง แต่สิ่งที่เห็น เบื้องหน้าตอนนี้กลับเป็นโลกพายุหิมะที่ไร้ขอบเขต ที่เท้าไม่ใช่พื้นเวที หินขาวอีกแล้ว แต่เป็นชั้นนำาแข็งที่แข็งจับตัวมาเป็นพันเป็นหมื่นปี หิมะทับสะสมลึกสามสิบจั้ง ท่วมจมเข่าของเขา เหมือนทรายดูดที่จะ ท่วมจมเขา
นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่มู่ตกอยู่ใน ‘เขตแดน’
มีความรู้สึกเหมือนตัวเองถูกฟ้าดินแห่งนี้กดดัน ต่อต้าน
คิดจะสอดแนมช่องโหว่ของวิชาของคู่ต่อสู้นั้นยากมาก
ตงเหมินชุยเสวี่ยยื่นมือออกไปเก็บเกล็ดหิมะกลางพายุมาหนึ่ง เกล็ด ก่อนจะแปลงมันเป็นดาบเหมันต์ใสแวววาว
“น่าเสียดายจริง เจ้าทําให้ข้าผิดหวังเหลือเกิน”
เขามองหลี่มู่พลางฟาดดาบออกไป
เสี้ยวพริบตาต่อมาพายุหิมะทั้งฟ้าและพลังเหมันต์สังหารก็รวมมา ในดาบนี้อย่างบ้าคลั่ง จิตสังหารและพลังอันน่าหวาดกลัวแปรเปลี่ยน คมดาบที่น่าหวาดหวั่นที่สุดในโลก โจมตีมาหาหลี่มู่
จะต้องออกดาบแล้ว
มิฉะนั้นจะต้องพ่ายแพ้แน่นอน
หลี่มู่จิตใจนิ่งสงบ ความคิดชัดกระจ่าง ‘เนตรสวรรค์’ จับร่องรอย ของดาบนี้ของตงเหมินชุยเสวี่ยได้
เคร้ง!
กล่องดาบคําราม
ดาบวัฏจักรออกจากฝักในบัดดล
ในกายหลี่มู่ปะทุพลังหมุนวนบิดม้วนกลุ่มหนึ่งออกมา เป็นแก่นแท้ ของสะบั้นพันดาราใน ‘หมัดยุทธ์แท้’ นั่นเอง ใช้วิธีนี้กระตุ้นออกมา แหวกฝ่าชั้นนำาแข็งและพายุหิมะรอบกายออกไป
ในขณะเดียวกัน ดาบวัฏจักรก็ทอประกายดาบกลุ่มหนึ่งออกมา
เคร้ง!
ดาบหินปะทะเข้ากับดาบเหมันต์
หลี่มู่รู้สึกร่างสั่นสะเทือน ข้อมือชา หูโข่วแหลกเละเผยให้เห็นเลือด เนื้อและกระดูกขาวทันที
ดาบวัฏจักรเกือบจะกําไว้ไม่อยู่ แทบจะกระเด็นหลุดมือ
“นี่ก็คือพลังของ ‘เขตแดน’ อย่างนั้นรึ?”
หลี่มู่ตื่นตะลึง
ยืมพลัง
นี่คือพลังที่ตงเหมินชุยเสวี่ยยืมมาจากจักรวาลและฟ้าดิน
พลังนี้เหมือนว่าจะหลุดพ้นจากขอบเขตของปรานแท้และกายเนื้อ อยู่แล้ว
นี่ก็คือเหตุผลที่ราชันนั้นแข็งแกร่ง
“หืม?”
ในสายตาตงเหมินชุยเสวี่ยฉายแววประหลาดใจนัก
เขามองออกว่าพลังฝึกตนที่แท้จริงของหลี่มู่ตำาเสียจนน่าเวทนา กายเนื้ออาจจะแข็งแกร่งสักหน่อยแต่ก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นดาบนี้แฝง ด้วยพลังเก้าส่วนใน ‘เขตแดนพายุเหมันต์’ สามารถแหวกฟ้าเบิกโลกได้ แต่กลับถูกหลี่อี้เตาต้านทานเอาไว้ในดาบเดียว ไม่ใช่ดาบเดียวฟันดาบ ในมือของหลี่อี้เตาเป็นสองท่อน ทําเขาบาดเจ็บสาหัส
ดาบคู่สอดประสาน ประกายดาบโจมตี
หลี่มู่สัมผัสถึงพลังหลั่งไหลไม่ขาดสายบดมาจากดาบเหมันต์
ตงเหมินชุยเสวี่ยกระตุ้นพลัง ‘เขตแดนพายุเหมันต์’ ถ่ายทอดเข้า ไปในดาบเหมันต์ บดอัดหลี่มู่ทีละนิดๆ
“ดาบของเจ้าชักออกจากฝักแล้ว แต่กลับไม่อาจเอาชนะข้าได้ ตํานานดาบเดียวจบลงเท่านี้ เส้นทางของเจ้าก็จบลงด้วยเช่นกัน” ตงเห มินชุยเสวี่ยเอ่ยราบเรียบ
หลี่มู่คํารามตำาทุ้ม กระตุ้นพลังกายเนื้อทั่วร่าง
กระดูกสันหลังส่งเสียงคํารามลั่นราวมังกรยักษ์ กล้ามเนื้อแขนนูน พลังกายเนื้อถูกกระตุ้นจนถึงจุดสูงสุด
ดาบวัฏจักรดันดาบเหมันต์กลับไปช้าๆ
“นี่เป็นเพียงแค่ดาบครึ่ง ดาบเดียวยังไม่จบลงเสียหน่อย” หลี่มู่ คํารามเสียงตำาทุ้ม ประหนึ่งมังกรคลั่งที่เดือดดาลกําลังคําราม
ตงเหมินชุยเสวี่ยแปลกใจอีกครั้ง
แต่ก็แค่แปลกใจเท่านั้น
“พลังกายเนื้อแข็งแกร่ง แต่ต่อหน้าพลังแห่งฟ้าดินก็ช่างเล็กจ้อย ประหนึ่งเศษฝุ่นเพียงเม็ดหนึ่ง” เขาส่ายหน้า
พลังทั้งหมดของ ‘เขตแดนพายุเหมันต์’ ทั้งสายลมหิมะปลิวทั่ว ท้องฟ้า นำาแข็งที่เกาะตัวบนผืนดิน เกล็ดหิมะปลิวกระจายไปทั่วนภา อีกทั้งพลังเหมันต์ทั้งหมด…พลังทั้งหมดของเขตแดนไหลทะลักเข้าไป ในดาบเหมันต์ในชั่วพริบตา
หลี่มู่สัมผัสได้ถึงพลังมหาศาลเกินต้านทานปะทุขึ้นจากในดาบ เหมันต์ บดขยี้มาอีกครั้ง
ดาบคู่สอดประสานบดอัดมายังหลี่มู่อย่างช้าเนิบ
หลี่มู่คําราม กระตุ้นพลังกายเนื้ออีกครั้ง
แต่ว่าเลือดที่หูโข่วไหลย้อมด้ามดาบ เนื้อที่ฝ่ามือและนิ้วแหลกเละ ต่อไปไม่หยุดภายใต้พลังกดดันมหาศาลนี้…ความแข็งแกร่งของร่างกาย มาถึงขีดจํากัด หากกระตุ้นรับต่อไปแบบนี้ ก็จะถึงขอบเขตของกายเนื้อ พังทลายแล้ว
หลี่มู่ทอดถอนในใจ
พลังมหาศาลท่วมท้นจะประมาทไม่ได้เลยจริงๆ
ท่าทาง สุดท้ายก็ต้องใช้พลังของ ‘แขนขวากระดูกขาว’ เสียแล้ว
หลี่มู่ปลุกพลังกระดูกขาวอันพิสดารกลุ่มนั้นที่ซ่อนอยู่ในแขนขึ้น
เสี้ยวพริบตานั้น หูโขว่ที่แหลกละเอียดของเขา นิ้วและหลังมือที่ เหวอะหวะ ไปจนกระทั่ง…เลือดเนื้อทั้งหมดหายวับไปในทันใด
จากนิ้วมือจนถึงท่อนแขนแปรเปลี่ยนเป็นประดูกขาววาวใสทันที
เสี้ยวพริบตานั้นตงเหมินชุยเสวี่ยรู้สึกว่าตัวเองตาลาย
จากนั้น อัจฉริยะผู้อยู่จุดสูงสุดในยี่สิบอันดับแรกอันดับรายชื่อผู้ถูก เลือกผู้นี้ก็หน้าเปลี่ยนสีไปในบัดดล
………………………………………………
บทที่ 684 ดาบครึ่ง (2)
พลังยากบรรยายกลุ่มหนึ่งทะลักออกมาจากดาบวัฏจักร
ตงเหมินชุยเสวี่ยนก่อนหน้านี้ก็สังเกตดาบของหลี่มู่แล้ว
วัสดุของดาบวัฏจักรพิเศษเป็นอย่างยิ่ง ไม่เคยพบเห็นมาก่อน
เมื่อครู่ ยาม ‘เขตแดนพายุหิมะ’ โจมตีไปเก้าส่วน เดิมเขาคิดว่า ดาบเหมันต์ฟันดาบของหลี่มู่ได้อย่างไม่เป็นปัญหาเลย แต่ใครจะไปรู้ว่า กลับถูกรับเอาไว้ได้ เขาตระหนักได้ทันทีว่า ดาบยาวที่เหมือนหินแต่ก็ ไม่ใช่หิน เหมือนเหล็กแต่ก็ไม่ใช่เหล็กของหลี่อี้เตาเล่มนี้ไม่ธรรมดา แน่นอน
แต่เขาคิดไม่ถึงว่าดาบเล่มนี้จะไม่ธรรมดาจนถึงขั้นนี้
เสี้ยวขณะนี้ พลังกดดันที่ดาบวัฏจักรโหมบ่ามาประหนึ่งคลื่นคลั่งก็ ขยี้ดาบเหมันต์แหลกในเสี้ยวพริบตา
“อะไร?”
ตงเหมินชุยเสวี่ยอึ้งตะลึง
เสี้ยวขณะที่ดาบเหมันต์แหลกทลายก็หลอมขึ้นใหม่อีกครั้งทันใด
หยิบยืมพลังฟ้าดินอีกครั้ง พลังของ ‘เขตแดนพายุหิมะ’ ก่อตัวขึ้นใหม่ ทว่า แทบจะในขณะเดียวกับที่ดาบเหมันต์หลอมตัว มันก็ทลายลง อีกครั้ง ในเสี้ยวพริบตาในชั่วหนึ่งในหมื่นอึดใจก็เหมือนกับวัฏจักรหมุนวน ครั้งแล้วครั้งเล่า ดาบเหมันต์เล่มนี้ทลายลงแล้วหล่อหลอมขึ้นใหม่ไม่รู้ ต่อกี่ครั้ง ตงเหมินชุยเสวี่ยโคจรแก่นแท้ของขอบเขตราชัน ยืมพลังจากฟ้า ดินและจักรวาลอย่างบ้าคลั่ง แทบจะยืมพลังของฟ้าดินและจักรวาลใน ระยะบริเวณหลายร้อยลี้จนแห้งเหือดแต่ก็ไร้ประโยชน์ พลังที่ทะลักออกมาจากในตัวดาบวัฏจักรที่เรียวยาวหนาหนักสี ขาวเล่มนี้ประหนึ่งคลื่นเบิกสวรรค์ ไม่อาจต้านทานได้เลย สุดท้าย พลังในฟ้าดินก็ถูกยืมจนหมดสิ้น ดาบเหมันต์ไม่อาจหลอมรวมได้อีกครั้ง แหลกทลายโดยสมบูรณ์
และดาบวัฏจักรสีขาวที่ปรากฏขึ้นในเวลาเดียวกันสุดท้ายก็ฟันไป ยังที่อกขวาของตงเหมินชุยเสวี่ย
พลังอันคมกริบไร้เทียมเทียบทําลายของวิเศษคุ้มกายและการดิ้น รนเฮือกสุดท้ายเขาภายในพริบตา
คมดาบแหวกเนื้อไปอย่างง่ายดาย
เลือดสดๆ สาดพุ่ง
หลี่มู่เอ่ย “นี่คือครึ่งดาบที่เหลือ…ตอนนี้ถึงจะเป็นหนึ่งดาบที่ สมบูรณ์จากดาบเดียวของหลี่อี้เตาที่แท้จริง”
แพ้ชนะรู้ผลชัดแล้ว
“นี่คือพลังอะไร? มือของเขา…”
ตงเหมินชุยเสวี่ยเกิดความคิดนี้ขึ้นมาในชั่วขณะสุดท้ายที่ สติสัมปชัญญะยังคงรับรู้อยู่
เขาที่อยู่ใกล้ที่สุดมองเห็นภาพแปลกประหลาดที่ฝ่ามือของหลี่มู่ แปรเปลี่ยนเป็นกระดูกขาว
เป็นช่วงหลังจากที่ฝ่ามือแปรเปลี่ยนเป็นกระดูกขาวนี้เอง พลัง ของหลี่อี้เตาถึงได้พุ่งเพิ่มมหาศาล
ภาพนี้สลักลึกลงไปในความทรงจําของเขาไม่อาจเลือนหายไปได้
จากนั้นทั้งตัวเขาก็ถูกซัดกระเด็นออกไปจากแท่นประหารเซียน หมายเลขยี่สิบเอ็ด ร่วงไปกระแทกอยู่บนพื้น
เขาพยายามยืนขึ้น ปากก็กระอักเลือดสดๆ ออกมา รอยแผลที่ชวน พรั่นพรึงที่หน้าอกลากเป็นรอยเลือดยาวจากด้านซ้ายไปจนถึงด้านขวา แทบจะฟันเขาขาดเป็นสองท่อน รอยดาบกรีดทะลุกระดูกอกจนเห็น อวัยวะภายใน แต่อวัยวะภายในกลับยังอยู่ดี…
เขายืนอยู่เช่นนี้ตรงที่เดิม ไม่ล้มลง จ้องหลี่มู่เขม็ง
“คุณชาย!”
ดาบรับใช้สวมหมวกใบเล็กชุดเขียว จงรักภักดีคุ้มครองเจ้านาย เข้าไปประคองตงเหมินชุยเสวี่ย
“ไสหัวไป…” ตงเหมินชุยเสวี่ยแขนทั้งสองแผ่พลังสะเทือนดาบรับ ใช้ที่จงรักภักดีคนนี้กระเด็น จ้องหลี่มู่ที่อยู่บนเวทีประหารเซียนเขม็ง “หลี่อี้เตา เจ้า…ครึ่งดาบสุดท้ายของเจ้ามันเป็นพลังอะไร? วิชาที่เจ้า ฝึกฝนเป็นวิชาน่าครั่นคร้ามอะไรน่ะ?”
หลี่มู่ไม่สนใจ
พลังกระดูกขาวในแขนขวากลับมาอยู่ในสภาวะนิทราลึกอีกครั้ง
แขนและฝ่ามือกลับมาในสภาวะเลือดเนื้ออีกครั้ง ดาบวัฏจักรเสียบเก็บลงไปยังกล่องดาบข้างหลังอีกครั้ง “ยังมีใครอีก?” หลี่มู่มองไปยังผู้ฝึกฝนที่มาดูการประลองหลายแสนรอบๆ คลื่นมหาชนเงียบสนิท ในความจริงแล้ว นับจากเสี้ยวพริบตาที่ตงเหมินชุยเสวี่ยถูกซัดลง มาจากแท่นประหารเซียน เหล่าผู้ฝึกฝนก็ตกอยู่ในความเงียบงันแล้ว อันดับยี่สิบในอันดับรายชื่อผู้ถูกเลือกร้อยเขตดาราพ่ายแพ้แล้ว ผู้ถูกเลือกชั้นยอดพ่ายแพ้ลงแล้ว แพ้ได้กะทันหันนัก ทั้งยังพิสดารเช่นนี้ ไม่มีใครมองชัดเจนว่าบนแท่นประหารเซียนนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ในการต่อสู้ก่อนหน้านี้ ‘เขตแดนพายุหิมะ’ ปกคลุมไปทั่วทั้งแท่น ประหารเซียน
มองการต่อสู้ได้ไม่ชัด
แต่เดิมผู้ฝึกฝนจํานวนมากมายต่างคิดว่าเป็นตงเหมินชุยเสวี่ยที่ เป็นฝ่ายได้เปรียบอย่างแน่นอน——อันที่จริงก่อนที่จะเริ่มการประลอง มีผู้ฝึกฝนแค่ไม่กี่พันคนเท่านั้นที่คิดว่าหลี่มู่จะชนะ นอกนั้นแล้วล้วนยืน อยู่ฝั่ งตงเหมินชุยเสวี่ยผู้เป็นผู้ถูกเลือกชั้นยอด แต่คิดไม่ถึงว่า เมื่อพายุ หิมะพัดผ่านไป สิ่งที่พวกเขาเห็นไม่ใช่ความพ่ายแพ้ย่อยยับของหลี่มู่ แต่กลับเป็นตงเหมินชุยเสวี่ยถูกซัดตกลงมา
ส่วนบนร่างของหลี่มู่ไม่มีแม้กระทั่งรอยแผลขีดข่วน
ออกดาบ ฟันดาบ เก็บดาบ
เขาทําท่าซำาๆ เช่นนี้ตลอด
และก็ชนะตลอดกาลเช่นกัน
ความพ่ายแพ้ของตงเหมินชุยเสวี่ยหมายถึงความพ่ายแพ้ของ อัจฉริยะชั้นยอดคนหนึ่ง
ยิ่งหมายถึง การกําเนิดของตํานานผู้ถูกเลือกวิถียุทธ์คนใหม่
ยี่สิบอันดับแรกมีคนติดอันดับใหม่แล้ว
ผู้ถูกเลือกชั้นยอดคนใหม่ ‘เทพดาบ’ หลี่อี้เตา ในที่สุดก็ถือกําเนิด ขึ้นภายใต้สายตาหลายแสนคู่จากเหล่าผู้ฝึกฝน
หลี่อี้เตา
นามแห่งเทพดาบ นับจากนี้สมควรแก่ชื่อแล้ว
“ข้าจะมาท้าประลองเจ้าอีกแน่…ครั้งหน้า ข้าไม่มีทางแพ้เด็ดขาด”
อาการบาดเจ็บของตงเหมินชุยเสวี่ยฟื้ นฟูขึ้นช้าๆ
พลังและแก่นแท้ของระดับราชัน ในด้านนี้เหนือชั้นกว่าคนทั่วไป มากนัก
แต่หากเขาคิดอยากจะต่อสู้อีกก็ไม่อาจทําได้แล้ว
ตกลงมาจากแท่นประหารเซียนก็คือความพ่ายแพ้
จากการประลองนี้เขาจะต้องตกลงมาจากยี่สิบอันดับแรกอย่าง แน่นอน
สูญเสียมหาศาลนัก
ตงเหมินชุยเสวี่ยเจ็บใจนัก แต่กลับหมุนตัวเดินจากไปที่ไกลๆ อย่างหมดอาลัยตายอย่างภายใต้การประคองจากดาบรับใช้ที่สวม หมวกใบเล็กชุดเขียวแสนจงรักภักดี
ผู้ฝึกฝนหลายแสนรอบๆ แหวกเป็นทางให้เองในทันที มองเขาเดิน จากไป
คนเก่าไป
ราชันคนใหม่ก้าวสู่บัลลังก์ ตงเหมินชุยเสวี่ยถึงแม้จะพ่ายแพ้ แต่ก็ยังควรค่าแก่การให้เกียรติ ไม่ใช่เขาไม่แข็งแกร่ง
แต่หลี่อี้เตาแข็งแกร่งเกินไป ความแข็งแกร่งที่ทําให้คนไม่เข้าใจ มองไม่ชัด มองไม่ทะลุ ดาบของหลี่อี้เตามีเวทมนต์ เป็นเวลานานก็ไม่มีใครท้าประลองหลี่อี้เตาอีก
“กลับเถอะ” หลี่มู่เดินลงไปจากแท่นประหารเซียนหมายเลขยี่สิบเอ็ด
ในช่วงระยะภายหลังของแท่นประหารเซียนแห่งนี้จะต้อง กลายเป็นสถานที่แห่งปาฏิหารย์ที่ผู้ฝึกฝนมากมายนับไม่ถ้วนต่างมา รําลึกถึงเป็นอย่างแน่นอน
เพราะที่นี่เคยเกิดตํานานชนะร้อยศึกในวันเดียว
ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงที่ตื่นเต้นจนพูดไม่ออกบังคับเรือเหาะพาหลี่มู่ กลับไปยังจุดพักห้วงดาราด้วยตัวเอง จวบจนกระทั่งเงาของเรือเหาะหายไปจากห้วงท้องฟ้าไกลลิบ เหล่าผู้ฝึกฝนรอบแท่นประหารเซียนหมายเลขยี่สิบเอ็ดถึงได้เหมือนตื่น จากฝัน ส่งเสียงฮือฮาเซ็งแซ่ประหนึ่งขุนเขากู่ก้องมหาสมุทรคําราม ออกมา เสียงดังก้องไปในฟ้าดินแห่งนี้ดั่งอัสนียามวสันต์ที่กระหนำาฟาด และนี่ก็เป็นเพียงแต่การเริ่มต้นเท่านั้น ใบหน้างดงามของ ‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอีที่อยู่ท่ามกลางฝูงชน มาโดยตลอดฉายแววอัศจรรย์บางๆ เขาหมุนตัวจากไปช้าๆ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องกึกก้องดั่งสายฟ้านี่ แค่ไม่กี่ก้าวก็หายลับไปจากมิติแห่งนี้ จวบจนกระทั่งเขาหายตัวไปโดยสมบูรณ์ คนที่แต่เดิมเบียดเสียด อยู่ข้างกายเขาก็ยังไม่รู้ว่าข้างกายมีคนหายไปแล้วคนหนึ่ง
……
“อะไรนะ?”
ในวังของเผ่าเทพสวรรค์ นายน้อยเผ่าเทพสวรรค์ผุดลุกขึ้นอย่าง เสียกิริยา สุราในจอกกระฉอกหก
เขาไม่เคยเสียกิริยาเช่นนี้มาก่อนเลย
องครักษ์เทพเกราะเงินที่คุกเข่าอยู่บนขั้นบันได เอ่ยเสียงแผ่ว “รายงานองค์ชาย บนแท่นประหารเซียน หลี่อี้เตาได้พัฒนาไปอีกขั้น เอาชนะตงเหมินชุยเสวี่ยในดาบเดียว อันดับขึ้นไปที่ยี่สิบอันดับแรกเป็น เรื่องที่แน่นอนแล้วพะยะค่ะ…”
ผู้ฝึกฝนอัจฉริยะคนอื่นๆ ในโถงใหญ่ เมื่อได้ยินคําบอกกล่าวนี้ก็ ต่างอึ้งตะลึงจนพูดไม่ออก
ข่าวนี้น่าตื่นตะลึงเกินไปแล้ว
ตงเหมินชุยเสวี่ยอยู่ในอันดับที่ยี่สิบเอ็ด
อัจฉริยะขั้นสูงสุดเชียวนะ แต่ก็ยังคงต้านทานดาบของหลี่อี้เตา ไม่ได้อย่างนั้นรึ?
ทุกคนต่างตระหนักได้ว่าตนเองก่อนหน้านี้ก็ดูถูกชายหนุ่มที่มาจาก เขตดาราเทพวีรชนผู้นี้ไปเสียแล้ว
……
“หืม? มีเรื่องเช่นนี้ด้วยรึ?” ‘มารทมิฬมายาทําลายล้าง’ ก็ได้รับข่าวที่เหมือนกันเช่นกัน นี่ทําลายการวิเคราะห์พลังและตําแหน่งของหลี่อี้เตาโดยสิ้นเชิง ทําไมมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้? ดูเหตุการณ์การต่อสู้ในภาพกระจกวารีจบ ‘มารทมิฬทําลายล้าง’ ก็จมอยู่ในความเงียบงัน คนอื่นอาจจะมองไม่เห็นอะไร แต่เขากลับมองเห็น ในการต่อสู้ครั้ง นี้ หลี่อี้เตาที่อยู่ในสภาวะเสียเปรียบโดยสมบูรณ์นั้นพลันกลับมาโจมตี โต้ตอบอย่างไรในเพียงเสี้ยวพริบตาที่จะพ่ายแพ้ “มือข้างนั้นแปลกประหลาดนัก จู่ๆ เปลี่ยนเป็นกระดูกขาวอย่าง นั้นรึ” ‘มารทมิฬมายาทําลายล้าง’ ดูภาพเหตุการณ์พลิกสถานการณ์ใน ช่วงเวลาสุดท้ายของหลี่อี้เตาครั้งแล้วครั้งเล่าก็ได้พบเห็นร่องรอยอะไร แต่ฝ่ามือแปรเปลี่ยนเป็นกระดูกขาวมีหมายถึงอะไร เขาทายไม่ ออก
เป็นวิชาชนิดหนึ่ง?
หรือเป็นพลังของคนอื่น? ไม่อาจเดาได้เลย สุดท้ายก็ได้แค่สรุปออกมาว่า…
ในการต่อสู้ก่อนหน้านี้หลี่อี้เตาปกปิดพลังเอาไว้ ปกปิดพลังที่น่าสะพรึ่งเป็นอย่างยิ่ง เป็นไพ่ตายอย่างนั้นรึ?
หากพลังที่แท้จริงของหลี่อี้เตาเป็นเช่นนี้ล่ะก็ เช่นนั้นก็ดึงเป็นพวก ยากแล้ว
แต่ว่า ข่าวดีเพียงหนึ่งเดียวก็คือ ชาติกําเนิดของหลี่อี้เตานั้นตำา ต้อยนัก
เขตดาราเทพวีรชนในแดนดาราจื่อเวยเป็นดิ่นแดนห่างไกลกันดาร มิฉะนั้น หลี่อี้เตาคงไม่ถึงขนาดว่าสูงส่งเป็นถึงอัจฉริยะอันดับหนึ่งของ เขตดาราเทพวีรชนแต่กลับอยู่ในอันดับที่เก้าร้อยกว่าหรอก ผู้ฝึกฝนที่ เดินออกมาจากสถานที่เช่นนี้ ไม่ว่าจะเก่งกาจเพียงใด สุดท้ายก็ยากที่จะ สร้างฝักฝ่ายของตัวเอง จะต้องพึ่งพาอาศัยขั้วอํานาจหกเผ่าพันธุ์เช่นนี้
พลังแฝงตำาต้อยนัก
นี่ทําให้หลี่อี้เตาสุดท้ายแล้วก็ทําได้แค่ต้องเลือกพึ่งพาขั้วอํานาจ ใหญ่ถึงจะรอดต่อไปได้
มิฉะนั้น ขั้วอํานาจใหญ่ต่างๆ ล้วนไม่มีวันยอมให้ผู้ฝึกฝนที่เก่งกาจ เยี่ยมยอดเช่นนี้เติบโตขึ้นอย่างเด็ดขาด เพราะนั่นจะกลายเป็นภัย คุกคามของพวกเขา
นี่ทําให้หลี่อี้เตาเหมือนกับหวางเหยียนอี เป็นสองคนที่หัวเดียว กระเทียมลีบที่สุดในบรรดาอัจฉริยะชั้นยอดยี่สิบอันดับแรก
……
นายน้อยเผ่าจิ้งจอกดําเดินออกมาจากคฤหาสน์ส่วนตัว “นายน้อย…”
หัวหน้าผู้ฝึกฝนเกราะดําคนสนิทคนนั้นรีบเดินรับหน้ามา กระซิบ อะไรที่ข้างหูเขาสองสามประโยค
“เอ๋? มีเรื่องเช่นนี้ด้วยรึ?”
นายน้อยเผ่าจิ้งจอกดําตกใจนักจนยากที่จะปกปิดร่องรอยตื่น ตะลึง
หลี่อี้เตาเอาชนะตงเหมินชุยเสวี่ยได้อย่างนั้นรึ?
นี่ไม่น่าจะเป็นไปได้เลย
จากการสํารวจและอนุมานของเขา หลี่อี้เตาไม่ควรที่จะมีกําลังรบ เช่นนี้
ในฐานที่เป็น ‘เจ้าถิ่น’ นายน้อยเผ่าจิ้งจอกดําควบคุมเส้นทาง ข้อมูลอื่นๆ มากมายกว่าคนอื่น
เขาตรวจสอบชัดแล้วว่า พลังฝึกตนของหลี่อี้เตาก็แค่ขั้นนักรบ เท่านั้น ต่อให้ปกปิดขอบเขตก็ไม่มีทางปกปิดได้เท่าใด มีแค่ความ แข็งแกร่งของกายเนื้อที่น่าตะลึงก็เท่านั้น…ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ก็ล้วน ยากที่จะเป็นคู่ต่อสู้ของตงเหมินชุยเสวี่ยที่ควบคุมพลัง ‘เขตแดน’ ได้นี่ นา
ตงเหมินชุยเสวี่ยที่มีฐานะชาติกําเนิดจากเผ่าปีศาจเหมันต์ เดิม นายน้อยเผ่าจิ้งจอกดําก็ประเมินคนผู้นี้เอาไว้สูงมากเลยทีเดียว คิดว่า เขามีโอกาสที่จะพัฒนาไปอีกขั้น สุดท้าย…นายน้อยเผ่าจิ้งจอกดํารู้สึก ยากจะเชื่อ
จากนั้นเขาก็ไม่ไปคิดถึงตงเหมินชุยเสวี่ยอีกต่อไป
แต่ดึงความสนใจทั้งหมดมาไว้ที่หลี่อี้เตา
จากศึกประลองนี้ หลี่อี้เตาขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ยี่สิบเป็นเรื่องที่ แน่นอนแล้ว เช่นนั้นก็หมายความว่า ในช่วงระยะนี้ ความสมดุลของ ความอ่อนแอที่อยู่ในระหว่างอัจฉริยะขั้นสูงสุด หลังจากที่ปาฏิหารย์ ของ ‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอีแล้ว ก็ถูกหลี่อี้เตาทําลายลงอีกครั้ง
“ศึกประลองผู้ถูกเลือกรอบนี้ไม่เหมือนกับครั้งก่อนๆ เกิดระลอก คลื่น มีการเปลี่ยนแปลง หึๆ นี่ก็น่าสนุกแล้ว หลี่อี้เตาหรือหวางเหยียนอี ใครกันแน่ที่จะเป็นจุดเปลี่ยนนั้นกันเล่า?”
นายน้อยเผ่าจิ้งจอกดํายากจะตัดสินใจ
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้น “ใครก็ได้ ส่งเทียบเชิญของข้าไปเชิญหลี่ อี้เตามางานเลี้ยงในจวนข้า”
……………………………………………………
บทที่ 685 เจ้านายพลปรากฎตัวอีกครั้ง
ทั่วทั้งแดนดาราจื่อเวยล้วนสั่นสะเทือน
ขณะที่ข่าวคราวแพร่ออกไปถึงเขตดาราเทพวีรชนผ่านเครือข่าย เซียนนั้น ตอนแรกสุดผู้บําเพ็ญเทพวีรชนล้วนคิดว่าเป็นเรื่องตลก
แต่จากข้อมูลละข่าวที่มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการรายงานจากผู้ บําเพ็ญปัญญาชนที่ค่อนข้างมีอิทธิพลมากมาย ที่ประกาศในเครือข่าย เซียนเขตดาราเทพวีรชนอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการประกาศข่าวสาร จากผู้มีอํานาจสูงสุดของกระดานสนทนา ท้ายสด เหล่าผู้บําเพ็ญจาก เขตดาราเทพวีรชนก็ล้วนตกอยู่ในความสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ จนต้อง ยอมรับความเป็นจริงของข่าวนี้
หลี่อี้เตาที่เดินออกมาจากเขตดาราเทพวีรชน สามารถโค่นล้ม ขึ้นมาได้จนอยู่ในอันดับที่ยี่สิบผู้ถูกเลือกร้อยเขตดารา กลายเป็นผู้ถูก เลือกขั้นสุดยอดคนหนึ่ง
เพียงพริบตา ความเร่าร้อนของผู้บําเพ็ญมากมายแห่งเขตดารา เทพวีรชนก็ถูกจุดขึ้น
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หลี่อี้เตาก็เป็นคนที่เดินออกมาจากเขตดารา เทพวีรชน เขากลายเป็นผู้ถูกเลือกขั้นสุดยอด ก็ถือเป็นความรุ่งโรจน์ และความภาคภูมิใจทั่วทั้งเขตดาราเทพวีรชน
ยิ่งไปกว่านั้น ในประวัติศาสตร์ ผู้ถูกเลือกขั้นสุดยอดที่เดินออกมา จากเขตดาราเทพวีรชน ล้วนได้พัฒนาเจริญงอกงามทั้งสิ้น
หลี้อี้เตาชื่อนี้ บนกระดานสนทนาเขตดาราเทพวีรชน ได้กลายเป็น แบบอย่างขึ้นระดับปรากฎการณ์ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ด้วยเหตุนี้ หัวข้อสนทนาดีๆ ร้ายๆ ของหลี่มู่และหลี่อี้เตาที่เคย เงียบไปแล้ว ก็เริ่มระอุขึ้นมาบนกระดานสนทนาอีกครั้ง
…
…
“ไม่คิดเลย ท่านทูตคุมนักรบตอนนี้กลายเป็นผู้ถูกเลือกขั้นสุดยอด ไปแล้ว
บนดาวสังกัด เจ้าของร้านขายยาซิ่งหลิน ผู้รับผิดชอบการรายงาน ข่าวของหน่วยรบเสวียนหวงบนดาวดวงนี้ หลังจากเห็นข่าวก็รู้สึกตา ค้างลิ้นพันกัน
เขาคิดไว้แล้ว ว่านายท่านคนนี้พอไปยังดาวแม่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์ จะต้องก่อเรื่องขึ้น
แต่ก็ไม่คิดเลย ว่าจะก่อเรื่องระดับนี้ขึ้นมา หน่วยรบเสวียนหวงมีตัวร้ายกาจแท้จริงเกิดขึ้นมาเสียแล้ว ตอนนี้ ข่าวสารยังไม่ได้เผยแพร่ไปจนทั่วเขตดาราเทพวีรชน
ติงอี้พาศิษย์พี่สองเดินข้ามาจากด้านนอก “ มีข่าวของจ้าวลัทธิ บ้างไหม?”
… …
“อะไรนะ? ผู้ถูกเลือกขั้นสุดยอดแห่งร้อยเขตดารา?” นักพรตเต๋า เทพสวรรค์เมื่อเห็นข่าวนี้ ตกใจจนสบถคําออกมา “อู๋เลี่ยงแม่ยายโช่ วฝอให้ตายเถอะ ถ้าข้าจําไม่ผิดล่ะก็ ผู้ถูกเลือกขั้นสุดยอดแห่งแดน ดาราจื่อเวย อย่างน้อยก็ต้องเป็นขั้นราชาไม่ใช่หรือ? ”
ชายขุดแร่ชุดดําที่อยู่อีด้าน ยังไม่พูดจา บรรยากาศที่ยากจะเชื่อได้ แผ่ซ่านออกมาระหว่างทั้งสองคน จู่ๆ…
“ฮ่าๆๆๆๆ นกใหญ่ยังยืมแรงลมลอยขึ้นฟ้า ประคองสูงกว่าเก้า หมื่นลี้…ทหาร ถ่ายทอดคําสั่ง วันนี้เปิดสุรา ฉลองให้บุรุษแห่งหน่วยรบ”
เขาจู่ๆ ก็หัวเราะร่าขึ้นมา
การปรากฏตัวของสุดยอดผู้ถูกเลือกคนหนึ่ง สําหรับหน่วยรบ เสวียนหวงที่ค่อยๆ เหี่ยวเฉาแล้ว ถือว่ามีความหมายอย่างมาก
นี่ไม่ใช่เป็นเพียงการเกิดของผู้แข็งแกร่งขั้นราชาคนหนึ่งเท่านั้น
แต่ยิ่งกว่านั้นก็คือ หน่วยรบเสวียนหวงในที่สุดก็มีความหวังที่จะ เชิดหน้าขึ้นได้อีกครั้งแล้ว
เพราะว่า หลี่มู่ยังอายุน้อยนี่นะ
อนาคตคาดหวังได้
ไม่แน่ว่าวันหนึ่ง หลี่มู่เติบโตขึ้นมาจริงๆ จนใช้มือปิดแผ่นฟ้า ใช้ พลังของตนเอง กดดันแดนดาราจื่อเวยจนหายใจกันไม่ออกได้ล่ะก็
“ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร ก็จะต้องช่วยเหลือเขา”
หลังจากคนขุดแร่ฟ้าคลุมดําหัวเราะจบ หันศีรษะไปมองนกพรต เต๋าเทพสวรรค์
สีหน้าของนักพรตเต๋าเฒ่า เคร่งขรึมอย่างหาได้ยากขึ้นมา พยัก หน้าเอ่ยตอบ “การเป็นเพียงทูตคุมนักรบต่อไป ก็เหมือนขี่ช้างจับ ตั๊กแตน ยิ่งไปกว่านั้นอํานาจที่เขาได้รับ มันตำาเกินไปแล้ว หมากลับที่ เราวางซุ่มอยู่แดนดาราจื่อเวยบางส่วน คงได้เวลากระตุ้นนํามาใช้งาน แล้ว… เจ้าพูดมาถูกต้อง ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร ก็ต้องรักษาหลี่มู่ไว้ ให้ได้”
ทั้งสองคน เพียงไม่นานก็บรรลุข้อตกลง
ตอนนี้เอง ด้านนอกห้องบังคับการ ก็มีทหารเกราะเสวียนหวงเข้า มารายงาน เอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันดัง “ท่านทั้งอง ‘เรือเหาะเสวียนหวง’ เข้าใกล้ดาวแผ่นดินใหญ่เสินโจวแล้ว อีกครึ่งชั่วยาม ก็สามารถเข้าเทียบ ได้”
ทั้งสองคนลิงโลดขึ้นมา
รีบเดินออกมาบนดาดฟ้าเรือ มองลอดเกราะคุ้มกันสีเงินออกไป
ดวงดาวสีนำาเงินเขนาดยักษ์ดวงหนึ่ง ปรากฏขึ้นในระยะสายตา
“ช่างเป็นดาวใหม่ที่มีสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วน อาณาบริเวรกว้างใหญ่ เทียบได้กับดาวแม่ชนเผ่าใหญ่ๆ เลย นอกจากกฎเกณฑ์เต๋าที่ยังไม่ค่อย สมบูรณ์แล้ว อื่นๆ เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ ตัวเลือกนี้ไม่เลวเลย อนาคต
ของดาวดวงนี้ คงทะยานไร้ขีดจํากัด ข้าไม่เคยเห็นสถานที่อาศัยที่ สมบูรณ์แบบเช่นนี้มาก่อนเลย”
นำาเสียงของคนขุดแร่ผ้าคลุมดําอยู่ในอารมณ์ยินดี
นักพรตเต๋าเทพสวรรค์ก็ทอดถอนออกมาเช่นกัน “อู่เลี่ยงโช่วฝอ นี่ เป็นบ้านใหม่ของพวกเรา และเป็นสายเลือดแห่งเสวียนหวงด้วย สถานที่ที่จะทอดยาวต่อไป”
ดินแดนบรรพบุรุษใหม่
ตอนนี้ ก็มีนักรบเกราะเสวียนหวงรีบเดินเข้ามาอีกครั้ง เอ่ยขึ้นด้วย เสียอันดัง “นายท่านทั้งสอง ท่านกัวจากแผ่นดินใหญ่เสินโจว รวมถึง ท่านชิงเฟิงหมิงเยว่ทั้งสอง ได้มาถึงแล้ว”
“โอ๋? รีบเชิญมาเร็ว!”
ทั้งสองคนยินดีขึ้นมา
ทั้งหมดราบรื่นดีมาก
ครู่ต่อมา กัวอวี่ชิงและชิงเฟิงหมิงเยว่ก็มาถึงบนดาดฟ้าเรือ เข้าพบ กับผู้แข็งแกร่งแห่งหน่วยรบเสวียนหวงทั้งสอง
หลังจากทักทายปราศรัย
“ตามแผนที่วางไว้ก่อนหน้า แผ่นดินแรกที่พวกเราเลือก คือเมือง ฉางอัน อยู่ใกล้กับเขาขาวพิสุทธ์ อยู่ในดินแดนจักรวรรดิฉินตะวันตก เมืองขาวพิสุทธิ์ไดทําข้อตกลงกับจักรวรรดิฉินตะวันตกแล้ว จักรวรรดิ ไดจัดเตรียมทรัพยากรเอาไว้ตอนรับเรียบร้อย”
ชิงเฟิงนั่งอยู่บนรถเข็นของตนเอง เอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า
หลายปีผ่านไป ชิงเฟิงเวลานี้ ได้กลายเป็นชายหนุ่มทรงความรู้รูป งามไปแล้ว บุคลิกสะโอดสะอง พัดขนนกในมือ ให้ความรู้สึกทรงภูมิ ความรู้ โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น เฉยเมยไม่สะทกสะท้าน ราวกับฟ้าถล่ม ก็ไม่ตกใจ เหมือนผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน มีวิสัยทัศน์ที่มอง ออกถึงทุกสิ่งอย่าง
เพียงแต่ว่า เขายังคงนั่งบนรถเข็น
รถเข็นที่หลี่มู่ทําให้เขาเมื่อครั้งนั้น
หมิงเยว่สาวน้อยโลลิมึนตึงในวันวาน ยืนอยู่ด้านหลังรถเข็น สอง มือจับที่จับเอาไว้
กาลเวลาเปลี่ยนโลกก็เปลี่ยน หมิงเยว่น้อยตอนนี้ก็ได้เติบโตเป็น สาวงามสะพรั่ง รูปร่างสวยเพรียว
ชุดสวมประจําสีขาวที่ค่อนข้างไปทางผู้ชาย ถูกนางนํามาใส่จนดู องอาจ ตาหูจมูกได้รูปสวยงาม ปลายจมูกเชิดเล็กน้อยและคิ้วแหลมราว กระบี่เล็ก ทําให้หมิงเยว่ดูองอาจผิดปกติ แต่มองแล้วก็ดูเงียบขรึมอย่าง มาก
หลายคนนํารายละเอียดเรื่องการจัดวางแผ่นดินที่มั่น ปรึกษาหารือ กันอย่างเหมาะสม
“การอพยพและที่พํานักทั้งหมด คงต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งปี และยังมีเหล่าผู้อพยพชนเผ่าอื่นในเขตดาราบางส่วน ที่กําลังเร่งมา น่า กลัวว่าจะต้องลําบากท่านทั้งหลายแล้ว ” คนขุดแร่ผ้าคลุมดําเอ่ยขึ้น
รอยยิ้มของชิงเฟิงอบอุ่นมาก เอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อม “ท่านอาวุโส ทั้งสองไม่ต้องเกรงใจ เรื่องที่คุณชายของข้าจัดเตรียมไว้ ต่อให้ฟ้าถล่ม ดินทลาย พวกเราก็จะต้องทํามันให้สําเร็จอย่างสุดแรง”
นักพรตเต๋าเทพสวรรค์เมื่อได้ยิน ในใจก็ทอดถอนอีกครั้ง
พวกเขาไม่ใช่ว่าได้พูดคุยกับชิงเฟิงหมิงเยว่กัวอวี่ชิงเป็นครั้งแรก
ตอนแรก ขณะที่ทั้งสามเข้ามาหา ถ้าไม่ใช่เพราะมีจดหมายของห ลี่มู่ ตอนแรกสุดพวกเขาไม่มีทางเชื่ออย่างแน่นอน
แต่หลังจากเจอกันบ่อยครั้ง หน่วยรบเสวียนหวงจึงได้เข้าใจ ลี่หลี่มู่ มีบารมีสูงส่งเพียงไหนบนดาวแผ่นดินใหญ่เสินโจว มีพลังมากถึงเพียง ไหน ละเริ่มที่จะเข้าใจ ไม่ว่าจะดูจากพื้นที่ไหน แผ่นดินใหญ่เสินโจวก็ เป็นดาวแม่ฐานที่มั่นที่สมบูรณ์แบบที่สุดของหน่วยรบเสวียนหวง
นักรบเสวียนหวงที่ต่อสู้มาเพียงคนเดียวตลอดอย่างหลี่มู่ ระหว่าง ที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัว ก็มายังดาวดวงนี้ สรรค์สร้างฐษนที่มั่นที่หนาแน่นน่า พึ่งพาเช่นนี้ขึ้นมา
หลังจากหารือกันอีกหลายประโยค จู่นักพรตเฒ่าเทพสวรรค์ก็มึน งงขึ้นมา ดวงตาเปล่งประกายสงสัยขึ้นมา เอ่ยขึ้นว่า “พวกเจ้าได้ยิน ไหม?”
คนขุดแร่ผ้าคลุมดํามึนงง “ได้ยินอะไรหรือ?”
นักพรตเฒ่ามองไปรอบด้าน เอ่ยต่อว่า “เหมือนข้าได้ยินเสียงสุนัข ร้อง…ไม่ถูกนา ข้าจําได้ว่า บนเรือของพวกเราไม่ได้เลี้ยงสุนัขนี่นา?”
คนขุดแร่ผ้าคลุมดําเงี่ยหูฟัง เอ่ยตอบว่า “ไม่มีนี่ เจ้า…”
เสียงยังไม่ทันขาด
หมิงเยว่ที่ทําตัวเป็นสาวงามนิ่งเงียบอยุ่ตลอด จู่ๆ ก็หันหลังกลับไม่ พูดจา พุ่งออกไปราวสายลม
หลังจากสิบอึดใจ นางก็กลับมา
เพียงแต่ว่าในมือนาง หิ้วอะไรตัวหนึ่งสีเทาขนปุกปุยหางใหญ่ ลาก ไปด้วยพูดไปด้วย “บอกตั้งหลายครั้งแล้ว ว่าห้ามแอบขโมยกินห้าม แอบขโมยกิน เจ้ากลับแอบย่องตามเข้ามาแบบนี้ เจ้าขุนพล เจ้าเชื่อ ไหมว่าข้าจะสับเจ้ามาทําหม้อไฟหม่าล่าสุนัขกิน?”
“โฮ่ง!สาวน้อย ปล่อยข้าโฮ่ง คนตั้งเยอะตั้งแยะ ไว้หน้าข้าบ้างสิ” สุนัขเปล่งภาษามนุษย์เจื้อยแจ้วออกมา
หมาป่าใหญ่ขนาดลูกม้าตัวหนึ่ง…ไม่สิ สุนัขตัวใหญ่
สุนัขตัวนี้เหมือนหมาป่าเลย
สีหน้าของนักพรตเฒ่าเทพสวรรค์เปลี่ยนสีทันที
เพราะเขาเห็น สุนัขตัวใหญ่เหมือนหมาป่า ในปากคาบจุกขวด นำาเต้าสีเขียวมรกตอยู่
นั่นหมายความว่า…
“อู่เลี่ยงให้ตายโช่วฝอ…เจ้า…เจ้าขโมยสุราเซียนเขียวมรกตของ ข้า?” เขาพุ่งตรงเข้ามา ดึงเอาจุกขวดนำาเต้าสีมรกตออกจากปากของ สุนัข เมื่อมองไปพักหนึ่ง ใจก็เจ็บปวดจนหายใจไม่ออก คํารามขึ้นอย่าง เกรี้ยวกราด “สุนัขชั่วจากที่ไหนเนี่ย ข้าจะฆ่าเจ้าเสีย อ๊าๆๆ!”
… …
“หืม? จดหมายเชิญจากนายน้อยเจิ้งจอกเขียว?” หลี่มู่รับจดหมายเชิญ เปิดออกอ่าน สีหน้าเปลี่ยนไปทันที
“ปี้ เหยียนถูกนําตัวไปที่จวนหลักเจิ้งจอกเขียวหรือ?” เขาหันไป มองตงฟางเพี่ยวเลี่ยง ถามขึ้นว่า “ก่อนหน้านี้ไม่ใช่เจ้าบอกว่า?”
ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงอธิบายขึ้นด้วยรอยยิ้มขืนๆ “ก่อนหน้าตอนที่ ท่านเพิ่งออกจากด่าน ข้ายังไม่รู้ว่าพลังท่านเป็นเช่นไร กลัวว่าท่านจะใจ ร้อน บุกตรงไปยังจวนหลักจิ้งจอกเขียว ตัวตนผู้ถูกเลือกก็ไม่สามารถ ปกป้องท่านได้ ดังนั้นจึงปิดบังท่านไว้ชั่วคราว ยิ่งไปกว่านั้น ข้าได้ส่งคน ไปหาข้อมูลแล้ว แม่นางปี้ เหยียนยังปลอดภัยดี”
หลี่มู่ก็ไม่คิดจะโทษเขา ยืนขึ้นมาเอ่ยว่า “เรื่องก่อนหน้าไม่ต้องพูด ถึงแล้ว ในเมื่อนายน้อยจิ้งจอกเขียวคนนี้ ใช้ชื่อปี้ เหยียนมาเชิญข้าไป จวนหลัก ไม่ว่าเรื่องจะเป็นเช่นไรข้าก็๕งต้องไปแล้ว”
ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงรีบร้อนเอ่ยขึ้น “ข้าไปกับท่านด้วย” หลี่มู่คิดๆ สั่นศีรษะตอบว่า “ข้าไปคนเดียวก็พอ”
พูดจบ จึงหันหลังจากไป ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงมองร่างของหลี่มู่ที่จากไป สั่นศีรษะ แต่ก็ไม่ได้ พูดอะไรต่อ จู่ๆ เขาก็เหมือนสัมผัสได้ถึงอะไร สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขารีบกลับมายังห้องลับของตนเองลําดับแรก ล้วงเอาป้ายคําสั่ง เล็กๆ ชิ้นหนึ่งออกมา “นายท่าน ในที่สุดท่านก็คิดถึงข้าแล้วหรือ?” ตงฟางเพี่ยวเลี่ยง คุกเข่าลงบนพื้นด้วยสีหน้าบ้าคลั่ง มองป้ายคําสั่งเล็กที่ลอยอยู่บน อากาศ นำาเสียงตื่นเต้นสั่นระรัว ป้ายคําสั่ง มีเสียงๆ หนึ่งลอดออกมา “เริ่มแผนการได้ เป้าหมายคือ…”
… …
หลี่มู่เพิ่งมาถึงประตูใหญ่จุดพัก ก็ตกใจสะดุ้งโหยง “คุณชายหลี่ออกมาแล้ว”
“จอมยุทธ์หนึ่งดาบ รับข้าเป็นศิษย์ด้วย!”
“คุณชายหลี่ พวกข้าคือคนจากกลุ่มผู้บําเพ็ญเขตดาราเทพวีรชน ท่านมาเยี่ยมที่กลุ่มผู้บําเพ็ญของพวกเราได้หรือไม่?”
“ข้าคือทูตจากเผ่าเทพสวรรค์ หลี่อี้เตา นายน้อยของข้า ชื่นชม ท่านเป็นอย่างมาก…”
เมื่อเห็นร่างของหลี่มู่ปรากฏ เหล่าฝูงคนที่เบียดแน่นอยู่ที่ประตูจุด พักมากมายมหาศาล ได้โถมฮือเข้ามาทันที ราวกับนำาหลากซัดมาก็มิ ปาน ส่งเสียงโล้งเล้งพูดอะไรกัน กอดเอาเป้าหมายที่แตกต่างกัน ใบหน้าตื่นเต้นดีใจ ปรากฎขึ้นต่อหน้าหลี่มู่
………………………………………
บทที่ 686 ของลำาค่ายิ่งหกชิ้น
หลี่มู่มีความคิดที่จะติดพันอยู่ตรงนี้เสียที่ไหน? เขาตีตัวออกห่างจากฝูงชน ออกจากจุดพักไปเลย ด้านหลังยังมีคนไล่ตามมา แต่เพียงไม่นานก็ถูกทิ้งไม่เห็นฝุ่น “ไม่ไว้หน้ากันเลย ขนาดข้าเผ่าเทพสวรรค์ยังไม่อยู่ในสายตา” ทูตเผ่าเทพสวรรค์คนนั้น โมโหหงุดหงิด ตอนนี้เอง ห่างออกไปมีคนตะโกนดังขึ้น “ออกมาแล้ว ออกมาแล้ว ….’ตารางการจัดอันดับแห่งร้อยเขตดารา’ ใหม่ล่าสุด” ผู้คนทั้งหมดตื่นเต้นขึ้นมาในพริบตา
“รีบไปดูเร็ว”
“ออกมาแล้วจริงๆ” “ดูหลี่อี้เตา รีบดูเร็วว่าหลี่อี้เตาจัดอยู่อันดับที่เท่าไร?” “ให้ตายเถอะ”
“อันดับที่สิบหก อยู่ในยี่สิบอันดับแรก หลี่อี้เตาจัดอยู่อันดับที่สิบ หก ข้าไม่ได้ตาฝากใช่ไหม?”
“อยู่เหนือ ‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอีขึ้นไปอีก”
“แต่ว่ามันไม่แปลกไปหรือ หลี่อี้เตาร้ายกาจก็จริง แต่เขาล้มตงเห มินชุยเสวี่ยอันดับที่ยี่สิบลงไป ทําไมถึงกระโดดขึ้นมาเป็นอันดับที่สิบหก ข้าม ‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอีขึ้นไปอีก?”
“ฮ่าๆ ข้าว่านะ มันก็สมเหตุสมผลอยู่ หนึ่งวันฟาดฟัดนับร้อย ชนะ ทุกศึก ต่อให้อัจฉริยะฟ้าประทานขั้นสูงสุดอย่างตงเหมินชุยเสวี่ยก็ยัง พ่ายแพ้ในดาบเดียว เห็นได้ชัดว่าพลังของหลี่อี้เตา ลึกลำาเกินคาดเดา อยู่อันดับที่สิบหกได้ไม่มีข้อกังขา!”
คนมากมายล้วนมองเห็น ‘ตารางการจัดอันดับแห่งร้อยเขตดารา’ ใหม่ล่าสุดผ่านเครือข่ายเซียน รวมไปถึงบนตราประทับถ่ายทอดคําสั่ง ด้วย
ชื่อของหลี่มู่ สูงอยู่ที่อันดับสิบหก
เรื่องนี้ทําให้คนมากมายทอดถอนด้วยความตกตะลึง แต่เมื่อคิด อย่างละเอียดก็รู้สึกว่าสมเหตุสมผลอยู่
เพราะหลี่อี้เตาออกเพียงดาบเดียวมาแต่ไหนแต่ไร ไม่ว่าอีกฝ่ายจะ ร้ายกาจสักเพียงไหน ก็ใช้เพียงดาบเดียวปิดบัญชี ก่อนหน้านี้ผู้บําเพ็ญมากมายรู้สึกว่าอาจจะเพราะมีโชค ทว่าตอนนี้ ผู้บําเพ็ญที่มากขึ้นเรื่อยๆ ล้วนรู้สึกว่าเขาคนนี้สามารถ ใช้คําสี่คํามาพรรณนาได้…
‘ลึกลำาเกินคาดเดา’
จากข่าวสารที่แพร่ออกมาอย่างไม่หยุด ในเมืองเทพ ‘ถิ่นเทพ จิ้งจอก’ เกิดคลื่นลูกใหญ่ซัดโหมขึ้น
การกําเนิดใหม่ของอัจฉริยะฟ้าประทานขั้นสูงสุดคนใหม่ ได้ ทําลายข้อวินิจฉัยของขั้วอํานาจมากมายที่มีต่อการจัดวางศึกอัจฉริยะ ฟ้าประทานนี้ และสงผลกระทบต่อแผนรับมือสําหรับการปฏิบัติต่อ อัจฉริยฟ้าประทานคนคนเก่งๆ หลายคน
คลื่นที่เกิดจากการจัดอันดับนี้ แผ่รังสีออกไปอย่างไม่หยุด จน ต้องเตรีวมการอย่างค่อยเป็นค่อยไป
และแทบจะในเวลาเดียวกัน ก็มีข่าวสารใหม่ขึ้นมาอีก แพร่ออกมา บนเครือข่ายเซียน สิ่งที่ทําให้สติของผู้คนสั่นสะเทือนขึ้นอีกครั้ง…
‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอี ประกาศท้าดวลกับอัจฉริยะฟ้า ประทานอันดับที่สิบ ทั่วทั้งเมืองเทพ ‘แดนอาศัยแห่งเทพจิ้งจอก’ ฮือฮาขึ้นมา นับตั้งแต่เริ่มศึกอัจฉริยะฟ้าประทานมา ศึกระหว่างขั้นสูงสด อัจฉริยะฟ้าประทานด้วยกัน มีน้อยถึงน้อยมาก นี่เพราะการเปรียบเทียบพลังของขั้นสูงสุดอัจฉริยะฟ้าประทาน ไม่ใช่เกิดขึ้นในวันสองวัน จึงเกิดคลื่นสั่นไหวน้อยมาก แต่ว่าตอนนี้ หลังจากที่หลี่อี้เตาไต่ขึ้นมาจนเข้าสู่ยี่สิบอันดับแรก ‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอีที่ถูกเบียดไปอยู่อันดับที่ยี่สิบ หลังจากที่ซุ่ม ซ่อนอยู่ยาวนาน ก็ได้เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง ท้าดวลกับอันดับสิบเลยหรือ! การก้าวข้ามครั้งนี้ เกินกําลังไปหน่อยหรือไม่ สุดยอดอัจฉริยะฟ้าประทานยี่สิบอันดับแรก ทุกครั้งที่มีการก้าว ข้ามอันดับล้วนยากเย็นดั่งก้าวขึ้นสวรรค์ เพียงแค่ไม่ระมัดระวังก็อาจจะ ร่วงหล่นลงเหวลึกหมื่นจั้งได้ ได้ไม่คุ้มเสีย ‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอีทําเช่นนี้เข้มแข็งซื่อตรงถึงที่สุดจริงๆ
……
จวนหลักจิ้งจอกเขียว
ราวกับแดนเซียน พลังวิญญาณชุ่มปอด ต้นไม้ใบหญ้าหอมกรุ่น ภูเขาลําธารสวยวิจิตร
ภายใต้การนําทางของผู้บําเพ็ญเกราะเขียวคนหนึ่ง หลี่มู่ได้มาถึง โถงใหญ่ด้านหลังจวนหลัก มองเห็นนายน้อยจิ้งจอกเขียวที่รออยู่แล้ว
“ฮ่าๆ เทพดาบหลี่อี้เตา ได้ยินชื่อเสียงมานาน” ใบหน้านายน้อย จิ้งจอกเขียวประดุจดอกท้อ สง่างาม มีความสมบูรณ์แบบที่ชายทั่วไปไม่ ค่อยจะมี เดินขึ้นมาต้อนรับ ประสานมือคารวะ เอ่ยต่อว่า “ ยินดีด้วย กับท่านหลี่ ไต่ขึ้นมาในยี่สิบอันดับแรกได้ด้วยการต่อสู้เพียงศึกเดียว จน ทําให้ฟ้าดินยังต้องชายตาเหลียว”
หลี่มู่ประสานมือตอบกลับ เอ่ยขึ้นอย่างตรงไปตรงมา “แม่นางปี้ เห ยียนอยู่ไหนหรือ?”
นายน้อยจิ้งจอกเขียวยิ้มๆ ตอบว่า “ข้ารู้อยู๋แล้ว ว่าประโยคแรกที่ ท่าหลี่จะพูดเมื่อพบหน้ากัน ก็คือการถามถึงที่อยู่ของแม่นางปี้ เหยียน ฮ่าๆๆ พี่หมิ่น ข้าพูดไว้แล้วไม่ผิดใช่ไหม?”
หลี่มู่ตอนนี้จึงได้รู้ว่า ที่แท้ในโถงใหญ่นี้ ยังมีคนอีกหนึ่งคน อายุยัง น้อย แต่พลังไม่ได้อ่อนแอเลย ท่าทางเหมือนเป็นอัจฉริยะฟ้าประทาน จากเขตดาราอื่น
“ฮ่าๆ นายน้อยเพียงคิดเบาๆ แต่กลับมองทะลุอย่างชัดเจน” ชาย หนุ่มคนนั้นตอบกลับ ประสานมือคารวะหลี่มู่ เอ่ยว่า “ข้าน้อยหมิ่น เฉินจื่อแห่งเขตดารานรกดํา ยินดีที่ได้รู้จักท่านหลี่มู่”
โอ้ เป็นอัจฉริยะฟ้าประทานจากเขตดาราอื่นจริงด้วย
ดูท่าน่าจะถูกเผ่าจิ้งจอกเขียวดึงตัวมา ดังนั้นหมิ่นเฉินจื่อเมื่ออยู่ต่อ หน้าชายน้อยเผ่าจิ้งจอกเขียว จึงทําตนเหมือนนายทหารผู้ช่วย ระมัดระวังเรื่องมารยาทอย่างมาก
หลี่มู่ผงกศีรษะ เป็นการคารวะกลับ
สายตาของเขา มองไปยังนายน้อยเผ่าจิ้งจอกเขียวอีกครั้ง
นายน้อยจิ้งจอกเขียวยิ้มตอบ “ท่านหลี่โปรดระงับโทสะเสียก่อน ฟังข้าอธิบาย ข้าให้คนไปเชิญตัวแม่นางปี้ เหยียนกลับมา ไม่ใช่เพื่อจะ ทําร้ายนาง แต่เพราะมีโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่จะมอบให้แก่นาง….มาๆๆ ข้ารับประกันกับท่านเลย ว่าแม่นางปี้ เหยียนยังปลอดภัยดี”
หลี่มู่มองสีหน้าเขา ไร้กังวลเป็นกันเอง ไม่ใช่การโกหกหลอกลวง จากนั้นจึงเดินเข้าไปในโถงใหญ่
นั่งลง
มีสาวใช้ยกนำายกชามาบริการ
ชาคือ ‘ชายอดเขาเขียว’ ของจิ้งจอกสวรรค์ ส่วนนำาคือนำาแร่ขาว ของเมืองเทพ ‘ถิ่นเทพจิ้งจอก’
หลี่มู่ยกแก้วชาขึ้น เป่าใบชา กลิ่นหอมระดับซึมซับเข้าใจคนโชยมา แตะจมูก ราวกับสามารถกระตุ้นปราณแท้ในร่างกายให้ปะทุขึ้นมาได้
“ท่านหลี่น่าจะทราบดี ว่าแม่นางปี้ เหยียนนั้นเป็นหนึ่งในสมาชิก เผ่าจิ้งจอกเขียวคนหนึ่ง” นายน้อยจิ้งจอกเขียว เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม
หลี่มู่พยักหน้า
นายน้อยจิ้งจอกเขียวเอ่ยต่อ “พูดไปก็น่าละอาย หลายปีมานี้ ใน เผ่าจิ้งจอกเขียวของข้า เกิดเรื่องขึ้นบางส่วน ทําให้แม่นางปี้ เหยียนหลุด ไปอยู่ที่ด้านนอก เป็นเพราะท่านหลี่ออกโรงจึงสามารถนํานางกลับมา ยังดาวบรรพบุรุษได้ สายเลือกชีพจรในร่างแม่นางปี้ เหยียนนั้นค่อนข้าง พิเศษ ดังนั้นนางกลับมาได้ไม่นาน ผังชนเผ่าในอารามเทพเผ่าจิ้งจอก ของข้า ก็ปรากฎขึ้นให้เห็นอย่างชัดเจน”
หลี่มู่ฟังถึงจุดนี้ ใจสั่นกึก
ก่อนหน้านี้เขารู้สึกว่า ปี้ เหยียนตัวน้อยเป็นเพียงแค่ภูตจิ้งจอก ธรรมดา
แต่ว่าต่อมา จากการปรากฎตัวของจิ้งจอกปักษาเทพ ทําให้หลี่มู่ ตระหนักได้ว่า เรื่องราวมันไม่ได้ง่ายได้เช่นนั้น
ความแข็งแกร่งของจิ้งจอกปักษาเทพ เทียบเท่าได้กับขั้นราชา แค่ ลงมือก็บดขยี้ขั้นขุนพลไปถึงสี่คน เพียงแต่ในร่างกายเหมือนมีอาการ บาดเจ็บเก่าอยู่ แต่ว่า เขาที่มีพลังเช่นนี้ กลับหลบซ่อนอาศัยอยู่ในมุม เมืองเล็ก พอเผชิญหน้ากับขั้นขุนพลชุดดําสี่นายนั่น ก็ยังปิดซ่อนเอาไว้ เช่นนี้ นี่ก็เพียงพอที่จะอธิบายปัญหาได้แล้ว
สาวน้อยจิ้งจอกเป็นลูกสาวของจิ้งจอกปักษาเทพ แล้วจะเป็นอะไร ง่ายๆ ได้อย่างไรกัน?
หลี่มู่ต่อมายิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่า ทีปี้ เหยียนถูขายไปยังเขตดาราเทพวีร ชน จริงๆ แล้วน่าจะเป็นเพราะจิ้งจอกปักษาเทพใช้วิธีการบางอย่าง ส่ง ลูกสาวตนเองให้ออกจากจากกระแสวนดํามืดนี้มากกว่า
เรื่องของราชวงศ์ไป๋อวี่ที่ดาวสังกัดนั้น ไม่ได้มีแรงดึงดูดใจอะไรเลย
เขาไม่สนว่าปี้ เหยียนจะมีฐานะอะไร เป็นใคร เขารู้เพียงว่า หญิง สาวคนนี้เข้ามาช่วยเหลือเขาอย่างไม่เสียดายชีวิต
นาง เป็นเพื่อนของเขา
เพื่อนรัก
การเป็นเพื่อนกับปี้ เหยียน ถ้าหากมันมีอันตรายล่ะก็ หลี่มู่ไม่มีทาง ที่จะถอยอย่างแน่นอน
ต่อให้ฟ้าถล่มดินทลาย หนึ่งดาบจะชําระสิ้น
ก็เพียงเท่านี้
ตอนนี้คําพูดของนายน้อยจิ้งจอกเขียว ได้ยืนยันการคาดเดาของห ลี่มู่แล้ว
สายเลือดของปี้ เหยียน ไม่ใช่ธรรมดาจริงๆ
“ข้าส่งคนไปยังจุดพักก่อนหน้า นําตัวปี้ เหยียนกลับมา ก็ เนื่องมาจากเหตุผลบางอย่าง ฐานะตัวตนของนางไม่สามารถเปิดเผยได้ ดังนั้นวันนั้นวิธีที่ใช้จึงค่อนข้างจะตรงไปตรงมาเสียหน่อย ขอท่านหลี่ให้ อภัยด้วย” นายน้อยจิ้งจอกเขียวพูดอย่างตรงไปตรงมา และแสดงออก ถึงความเสียใจอย่างเกรงใจต่อหลี่มู่
หลี่มู่ตอบ “ขอแค่ปี้ เหยียนไม่มีอันตราย นำาใจของนายน้อยนี้ ข้า สกุลหลี่จะขอจดเอาไว้ในใจ”
หยุดไปครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยต่อ “แต่ว่า ข้าก็ยังอยากจะเห็นแม่นางปี้ เหยียนสักหน่อยอยู่ดี”
นายน้อยจิ้งจอกเขียวคิดๆ เอ่ยตอบว่า “แม่นางปี้ เหยียนเวลานี้ยัง ไม่ควรพบผู้คน แต่ท่านหลี่ก็มีตัวตนที่พิเศษ เช่นนี้ล่ะกัน ข้าให้คนไป เตรียมตัวสักครู่…” เขามองไปยังหมิ่นเฉินจื่อ
หมิ่นเฉินจื่อลุกขึ้นขอตัว ราวกับจะไปเตรียมอะไร
นายน้อยจิ้งจอกเขียวเอ่ยต่อว่า “จะว่าไปแล้ว ก็ยังต้องขอบคุณ ท่านหลี่อย่างมาก ที่นําตัวแม่นางปี้ เหยียนกลับมาจากราชวงศ์ไป๋อวี่ เผ่า ของข้าได้เตรียมของรางวัลเล็กน้อยเอาไว้แล้ว ขอให้ท่านหลี่โปรดรับไว้ ด้วย”
พูดพลาง เขาก็ยิ้มขึ้น ปรบมือเบาๆ
สาวงามสะสวยเผ่าจิ้งจอกเขียวหกนาง ถือถาดหยกออกมาหกถาด ท่าทีอ่อนพลิ้ว เดินเข้ามาอย่างช้าๆ
ในทุกๆ ถาดหยก มีของวางอยู่ชนิดหนึ่ง
หลี่มู่มองนายน้อยจิ้งจอกเขียว ไม่พูดไม่จา
“ ‘ยาลูกกลอนหยก’ เม็ดนี้ เป็นยาลูกกลอนเซียนระดับแปด เมื่อ ทานเข้าไป สามารถเพิ่มพลังปราณแท้ร้อยปีได้” นายน้อยจิ้งจอกเขียว ชี้ไปยังถาดหยกที่ออยู่ในมือสาวน้อยจิ้งจอกเขียวคนที่หนึ่ง เอ่ยต่อด้วย รอยยิ้ม “ให้อภัยที่ข้าพูดตรงๆ ด้วย พลังปราณเท้ของท่านหลี่อยู่เพียง ขั้นนักรบเท่านั้น ยังมีส่วนบกพร่อง ถ้าหากได้รับ ‘ยาลูกกลอนหยก’ เม็ดนี้และกินลงไปจะทะลวงขั้นนักรบได้ ถ้าหากพลังวิชาของท่านหลี่ สูงส่งล่ะก็ การจะไปถึงระดับสูงสุดขั้นขุนพล ก็ไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้”
สายตาหลี่มู่ตกอยู่บนถาดหยกในมือสาวสวยจิ้งจอกคนที่หนึ่ง
นั่นคือยาลูกกลอนที่เหมือนลูกหยกที่แกะสลักขึ้นมาจากหยก อย่างไรอย่างนั้น ผิวภายนอกมีลวดลายอักขระสีเขียวไหลเวียน ยิบๆ ย่อยๆ กักเก็บเอาพลังทั้งหมดไว้ด้านใน
อดยอมรับไม่ได้ ว่ายาลูกกลอนเซียนเม็ดนี้มันช่างยั่วยวนเสีย เหลือเกินสําหรับหลี่มู่
นายน้อยจิ้งจอกเขียวชี้ไปยังถาดหยกในมือสาวสวยคนที่สอง เอ่ย ต่อว่า “นี่คือลูกกลอนเกราะ ภายในแฝงเอาไว้ด้วยเกราะเทพเผ่าจิ้งจอก หลังจากกระตุ้น จะมีเกราะลงมาครอบทั่วตัว…แน่นอนว่าสําหรับกาย เนื้อที่แข็งแกร่งของท่านหลี่ เกราะนี้คงไม่ได้ใช้งาน แต่ถ้าหากท่านส่ง ต่อให้กับญาติหรือเพื่อน จะต้องเป็นของกํานัลลำาค่าแน่นอน เกราะชุดนี้
ต่อให้อยู่บนตัวของขั้นนักรบ หลังจากกระตุ้น ก็สามารถรับการโจมตี ตรงๆ จากระดับสูงสุดขั้นขุนพลได้”
หลี่มู่ไม่พูดอะไร
นายน้อยจิ้งจอกเขียวยิ้มๆ ชี้ต่อไปยังถาดหยกในมือของสาวสวย เผ่าจิ้งจอกเขียวคนที่สาว เอ่ยต่อว่า “นี่คือลูกกลอนดาบ แฝงเอาไว้ด้วย ดาบยาวสุดยอดไว้มากมาย ล้วนเป็นดาบของผู้แข็งแกร่งเผ่าต่างๆ ที่ อารามเทพจิ้งจอกเขียวของข้ารวบรวมมาในช่วงหมื่นปี ในนี้ดาบที่ แข็งแกร่งที่สุดก็คือ ‘ดาบสะบั้นดาราแปดทิศ’ ที่ ‘จักรพรรดิดาบแปด ทิศ’ หวงปู่ตวนเป็นผู้ถือไว้ คมดาบชํารุดไปบ้าง แต่พลังวิญญาณยังคง …”
หลี่มู่ใจสั่นกึก
มองออกว่า ‘ของกํานัลเล็กน้อย’ เหล่านี้ของนายน้อยจิ้งจอกเขียว ไม่ใช่สิ่งที่หยิบออกมาชั่วคราว แต่เป็นสิ่งที่จัดเตรียมไว้ตั้งแต่แรกแล้ว
เอาอเอาใจตามความชอบของเขาเลยก็แล้วกัน
ของขวัญทุกชิ้น ล้วนเป็นสิ่งที่ตนเองต้องการมากที่สุด
นายน้อยจิ้งจอกเขียวชี้ต่อไปยังถาดหยกในมือสาวสวยเผ่าจิ้งจอก เขียวคนที่สี่ เอ่ยต่อว่า “นี่คือตําราดาบเล่มหนึ่ง เป็นวิชาลับที่ตัว ‘ดาบ
สะบั้นดาราแปดทิศ’ หวงปู่ตวนในอดีตรวบรวมมา ระดับขั้นไม่ทราบ แต่พลานุภาพไร้เทียมทาน เผ่าจิ้งจอกเขียวของข้าพลังมีจํากัด ดังนั้นจึง ไม่สามารถฝึกฝนตําราดาบนี้ได้ ถ้าเป็นตัวท่านหลี่ก็น่าจะเหมาะสมไม่มี ใดเกิน”
……………………………………….
บทที่ 687 ปีศาจจิ้งจอกดํายักษ์
ตําราดาบ?
นายน้อยเผ่าจิ้งจอกดําผู้นี้สามารถซื้อใจกันได้จริงๆ
ตําราดาบโดยเฉพาะตําราดาบที่มาจากขั้วอํานาจใหญ่ในห้วงดารา สมุทรเช่นนี้จะต้องเป็นตําราดาบที่เป็นระดับตํานานของแท้แน่นอน สําหรับหลี่มู่แล้วมีแรงดึงดูดมหาศาล กระทั่งว่าดึงดูดเขาได้ยิ่งกว่าของ วิเศษสี่ชิ้นก่อนหน้านี้เสียอีก
หลี่มู่หันกลับไปมอง
ถาดหยกที่ห้าในมือของสาวงามเผ่าจิ้งจอกที่เหลืออยู่เป็นป้าย ลักษณะเหมือนจิ้งจอกทะยาน รูปทรงโบราณ และในถาดหยกใบที่หก เป็นกล่องโลหะสีดําแปลกประหลาดขนาดประมาณลูกกลอนดาบหรือ ลูกกลอนเกราะ แต่ใหญ่กว่าเล็กน้อย ขนาดกําปั้ นเด็กได้
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าคืออะไร แต่ดูแล้วราคาสูงค่าอย่างแน่นอน
นายน้อยเผ่าจิ้งจอกดําหัวเราะพลางอธิบาย “จิ้งจอกดําคือสิ่งของ แทนขุนนางชั้นสูง มีมัน ไม่ว่าใครล้วนสามารถเคลื่อนย้ายกองกําลังผู้ ฝึกฝนเกราะดําจากทุกฐานที่มั่นได้ ส่วนลูกกลอนเรือสีดําเม็ดนั้น
หลังจากยอมรับเป็นเจ้านายกระตุ้นมันแล้วก็จะกลายเป็นเรือกระสวย ลําเล็ก ลําพังเพียงคนเดียวก็สามารถบังคับมันข้ามผ่านมิติจักรวาล ความเร็วไร้ผู้เทียบเทียม”
หลี่มู่ฟังแล้วก็อึ้งตะลึง
ของวิเศษหกชิ้นนี้ล้วนเป็นของวิเศษชั้นยอดที่มากพอจะทําให้ขั้น ราชันใจหวั่นไหวเช่นกัน
นายน้อยเผ่าจิ้งจอกกลับนํามาให้ตนเลือกเองชิ้นหนึ่ง ช่างมือเติบ เสียจริง
นี่ก็คือวิธีของมหาเศรษฐีของจริงในแดนดาราจื่อเวยอย่างนั้นหรือ?
ฟุ่มเฟือยเกินไปหน่อยแฮะ
นายน้อยเผ่าจิ้งจอกดําเอ่ย “พี่หลี่พาปี้ เหยียนกลับมาจากราชวงศ์ ไป๋อวี่ก็คือผู้มีพระคุณของเผ่าจิ้งจอกดําเรา ดังนั้นของวิเศษทั้งหกชิ้นนี้ พร้อมทั้งสาวงามทั้งหก นับตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปก็เป็นของพี่หลี่แล้ว ของกํานัลเพียงเล็กน้อย ขออย่าได้รังเกียจ”
หลี่มู่มองถาดหยกทั้งหกนั่นก็ใจหวั่นไหวเล็กน้อย
แต่เขาก็พลันตระหนักอะไรขึ้นมาได้ในทันที จึงลุกขึ้นมาก่อนจะ มองไปยังนายน้อยเผ่าจิ้งจอกดํา
นายน้อยเผ่าจิ้งจอกดํายิ้มเล็กน้อย หลี่มู่ส่ายหน้า เอ่ยเน้นยำาทีละคําด้วยนำาเสียงเด็ดเดี่ยว “ข้า ต้องการพบปี้ เหยียน ตอนนี้ เดี๋ยวนี้” สีหน้าของนายน้อยเผ่าจิ้งจอกดําเปลี่ยนไปเล็กน้อย หลี่อี้เตารู้แล้วว่าเขากําลังถ่วงเวลาอย่างนั้นรึ? คนคนนี้ถึงแม้จะมาจากที่รกร้างกันดาร แต่ก็หลอกยากนัก
หลี่มู่เอ่ยขึ้นอีก “ข้าไม่รู้ว่าที่เจ้าจัดเตรียมทั้งหมดนี้หมายถึงอะไร แต่หลังจากที่เจ้าคนชื่อหมิ่นเฉินจื่อจากไปก็เป็นเวลาหนึ่งถ้วยชาแล้ว ความอดทนของข้านั้นมีจํากัด ทางที่ดีอย่าทําเรื่องให้ข้าโมโหจะดีกว่า ข้ากลัวว่าข้าจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ เจ้าคิดว่าความแข็งแกร่งของเผ่า จิ้งจอกดําจะสามารถจัดการข้าได้ แต่ข้ารู้สึกว่าข้ามีของบางอย่างที่พวก เจ้าไม่อาจควบคุมได้ ดังนั้น เราทั้งฝ่ายอย่าได้พนันกัน ของกํานัลที่ว่า เอากลับไปเสียเถอะ ข้าช่วยปี้ เหยียนก็เพราะนางเป็นสหายของข้า ไม่ใช่เพื่อหวังของกํานัลพวกนี้จากเจ้า”
นายน้อยเผ่าจิ้งจอกดําอึ้ง ก่อนจะหัวเราะเสียงขื่น “ท่าทางพี่หลี่จะ มีอคติกับข้าเหลือเกิน”
หลี่มู่ลุกขึ้นยืนเดินออกไปนอกโถงใหญ่ “ไม่เกี่ยวกับอคติ แต่ เกี่ยวกับความเป็นจริง”
นายน้อยเผ่าจิ้งจอกดําส่ายหน้าอย่างจนปัญญาเดินตามไปแล้วเอ่ย “ฮ่าๆ ยากนักที่พี่หลี่จะมีคุณธรรมเช่นนี้ เช่นนั้นก็เชิญตามข้ามาเถอะ เมื่อได้เห็นท่านก็จะได้รู้ แม่นางปี้ เหยียนปลอดภัยจริงๆ”
หลังผ่านทางเชื่อมคดเคี้ยวมาตลอดภายใต้การนําทางของนาย น้อยเผ่าจิ้งจอกดํา ในที่สุดก็มาถึงยังประตูคฤหาสน์ส่วนตัวในจวน
“อยู่ข้างในนี้ล่ะ”
นายน้อยเผ่าจิ้งจอกดําให้ทหารชุดเกราะที่ยืนอยู่ข้างหน้าให้เปิด ประตู จากนั้นก็เดินเข้าไป
หลี่มู่เดินตามหลังไปติดๆ
ในคฤหาสน์ส่วนตัวเป็นเขตที่พักอาศัยเล็กๆ มีภูเขาจําลองมีสระนำา ลําธารเล็กๆ ไหลรินผ่าน ต้นไม้แปลกตานานาพรรณ จัดวางด้วยฝีมือ เลิศลำา ตําแหน่งงดงามเหมาะสม เต็มไปด้วยกลิ่นอายท่วงทํานองแห่ง ธรรมชาติ
หอไม้ที่ปราณีตวิจิตรหลายหลังอยู่กลางเขตที่พักอาศัย
หมิ่นเฉินจื่อยืนอยู่ที่หน้าประตูหอไม้ เมื่อเห็นนายน้อยเผ่าจิ้งจอก ดําและหลี่มู่เดินเข้ามาใบหน้าก็ฉายแววตกใจ
แต่เขาก็ยังเดินมาทําคามเคารพ ก่อนจะเอ่ยขึ้น “นายน้อย สภาวะ ของแม่นางปี้ เหยียนยังไม่มั่นคง แต่ว่า อีกไม่นานก็น่าจะออกจากด่าน แล้ว จะรออีกสักหน่อยดีหรือไม่”
ประโยคสุดท้ายนั้นพูดกับหลี่มู่
หลี่มู่ไม่สนใจ ก้าวเท้าเข้าไปในหอไม้ทันที
“หยุด”
ทหารชุดเกราะจิ้งจอกสาวสองคนที่ยืนอยู่หน้าประตูยื่นมือมาขวาง
หลี่มู่ก้าวเท้าเดินไปข้างหน้า
ทหารชุดเกราะจิ้งจอกสาวครางเสียงตำา ใบห้าซีดขาว ต่างถอยหลัง ไปหลายก้าวถึงจะยืนได้มั่น
ทหารชุดเกราะทั้งสองรู้สึกเพียงว่า พลังกดดันที่แผ่ออกมาจาก ชายหนุ่มสวมหน้ากากไร้หน้าสีเงินผู้นี้ช่างน่าหวาดกลัวนัก สีหน้าของ ทั้งสองทั้งตกใจทั้งโมโห ต่างกําอาวุธที่อยู่ที่เอว เตรียมชักกระบี่
“หยุดนะ”
นายน้อยเผ่าจิ้งจอกเอ่ยปาก สาวเท้าเดินมาอย่างรวดเร็ว
“พี่หลี่ ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงความปลอดภัยของแม่นางปี้ เหยียน แต่ ตอนนี้เป็นช่วงเวลาสําคัญของการปิดด่าน หากบุ่มบ่ามบุกเข้าไป รบกวนการพัฒนาของนาง จะทําให้นางธาตุไฟเข้าแทรก ล้มเหลวสิ้น เปล่าโดยสิ้นเชิง เช่นนั้นก็จะได้ไม่คุ้มเสีย” นายน้อยเผ่าจิ้งจอกดําเกลี้ย กล่อม “อย่างมากอีกเพียงแค่หนึ่งชั่วยาม แม่นางปี้ เหยียนก็ออกจาก ด่านแล้ว”
แต่หลี่มู่ไม่แม้แต่จะมองเขาก็เดินเข้าไปในหอไม้ เนตรสวรรค์มองเห็นอะไรบางอย่างแล้ว เขาจะต้องเข้าไปแล้ว “นี่…” หมิ่นเฉินจื่อมองไปยังนายน้อยเผ่าจิ้งจอกดํา รอยยิ้มบนใบหน้าของนายน้อยเผ่าจิ้งจอกดําเลือนหายไปช้าๆ
ในฐานะที่เป็นถึงนายน้อยเผ่าใหญ่ ตัวเองยังเป็นผู้ถูกเลือกขั้นสุด ยอดสิบอันดับแรกของอันดับรายชื่อผู้ถูกเลือกร้อยเขตดารา ปกติแล้ว เขามีมารยาทต่อผู้มีความสามารถ และยังสามารถเป็นกันเองกับคน มากมาย แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเกรงใจ ยอมถอยให้ตลอด แบบนี้
เขาก็มีความหยิ่งทะนงและอารมณ์ของตัวเองเช่นกัน นายน้อยเผ่าจิ้งจอกดํามองหลี่มู่อย่างเงียบงันไปเช่นนี้ หลี่มู่มาถึงหน้าประตูหอไม้ เพียงเสี้ยวพริบตาที่เพิ่งจะยื่นมือผลัก ประตู จู่ๆ ก็มีแสงกระบี่ทางหนึ่งปรากฏวาบแทงมารับหน้าเขา เสียงเก่าแก่โบราณดังมาจากข้างในประตู “ทางนี้ผ่านไม่ได้” หลี่มู่พลิกมือจับดาบวัฏจักร
ชักดาบ แสงดาบทางหนึ่งฟันแสงกระบี่ทางนั้นสลายในเสี้ยวพริบตา ร่างของเขาเดินเขาไปในประตูหอไม้อีกครั้ง
“บังอาจ” เสียงเก่าแก่โบราณดังขึ้นอีกครั้ง แฝงด้วยรอยโมโห
แสงกระบี่คุ้มคลั่งประหนึ่งประกายเงินสะท้อนพุ่งออกมาจากข้าง หลังประตูอีกครั้ง
เป็นนักกระบี่ที่แข็งแกร่งนัก อย่างน้อยก็ขั้นนักรบชั้นยอด
ในดวงตาของหลี่มู่ฉายแววโทสะ เขากระตุ้น ‘พลังกระดูกขาว’ ใน แขนขวา มือขวาที่กําด้ามดาบก็แปรเปลี่ยนเป็นกระดูกขาวในเสี้ยว พริบตา ดาบหนึ่งฟันออกมาจนทําให้พายุแสงกระบี่คุ้มคลั่งพร้อมทั้งมิติ ข้างหลังประตูกลายเป็นสองส่วนทันที
“เอ๋?”
เมื่อเห็นดาบนี้ สีหน้าของนายน้อยเผ่าจิ้งจอกดําฉายแววตกใจ เล็กน้อย
ตอนนี้เอง ร่างของหลี่มู่ก็พุ่งเข้าไปในหอไม้แล้ว
“ถอยออกไป!”
“รนหาที่ตาย”
เสียงเก่าแก่โบราณสองเสียงแทบจะดึงขึ้นพร้อมกัน
ในหอไม้แสงมืดสลัว
แสงกระบี่สองทางส่องประกายท่ามกลางความมืด ประหนึ่ง อสรพิษสีเงินระบําอย่างบ้าคลั่ง โจมตีแนบขนาบซ้ายขวา ซัดพลังหอบ ม้วนโจมตีมายังหลี่มู่
หลี่มู่ตื่นตะลึง
ยังมีขั้นราชันคนที่สองอีกรึ?
เสียงเก่าแก่นั่นที่ออกกระบี่ก่อนหน้านี้ก็เป็นครึ่งก้าวสู่ราชัน หลี่มู่ดู ออกตั้งแรกแล้วถึงได้กระตุ้นพลังของแขนขวากระดูกขาว
แต่เขาคิดไม่ถึงว่า ในหอไม้จะมีครึ่งก้าวสู่ราชันอีกคนหนึ่งซ่อน เอาไว้
ก่อนที่แสงกระบี่จะฉายประกายขึ้น เขาสัมผัสถึงกลิ่นอายของ ราชันคนที่สองนี้ไม่ได้แม้แต่น้อย
อีกทั้งครึ่งก้าวสู่ราชันทั้งสองยังร่วมมือกันได้อย่างชํานาญเป็น อย่างยิ่ง กระบี่ในมือมีพลังแสงกระบี่ดุจสายนำาสอดประสาน เพียงชั่ว พริบตาก็ทําให้หลี่มู่รู้สึกว่าทิวทัศน์เบื้องหน้าเปลี่ยนไป หอไม้ แสงสลัว ต่างๆ ล้วนหายไปสิ้น สิ่งที่มาแทนคือทะเลทรายกว้างสุดลูกหูลูกตา ที่ พายุทรายปลิวว่อนและเสาลมพายุหมุนดุจมังกรร้ายเป็นทางๆ
เขตแดน!
เขตแดนทะเลทราย!
นี่คือพลังเขตแดนของผู้แข็งแกร่งขั้นราชัน
หลี่มู่ยามสู้กับตงเหมินชุยเสวี่ยก็เคยเห็นพลังของเขตแดนแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีทางประมาท และก็มีประสบการณ์รับมือกับคู่ต่อสู้แล้ว
ด้วยเช่นกัน เขาแค่นเสียงหัวเราะเย็นก่อนจะกระตุ้นพลังของแขนขวา กระดูกขาว ประกายแสงไฟสีเงินกลุ่มหนึ่งหมุนวนขึ้นที่ด้ามดาบของ ดาบวัฏจักร
แสงดาบส่องกะพริบ
ภาพพายุทะเลทรายปลิวว่อนเบื้องหน้าถูกฟันแหลกทะลายลงใน เสี้ยวพริบตา
เสียงครางตำาทุ้มสองเสียงดังขึ้น
เงาร่างที่ผมเคราหงอกขาวทั้งสองกระเด็นออกมาจากหอไม้ ร่วง ตุบกระแทกไปกับพื้น
“อะไร?”
ใบหน้าของนายน้อยเผ่าจิ้งจอกดําฉายแววตื่นตะลึง
“ผู้อาวุโสทั้งสอง” หมิ่นเฉินจื่อพุ่งตัวไปทันที
เงาร่างที่ทั้งผมและเคราขาวโพลนสองร่างเพียงไหววูบก็ลุกขึ้นมา เป็นชายชราที่อายุเยอะมากแล้ว ผมและเคราล้วนขาวราวหิมะ วันนั้นที่ นายน้อยเผ่าจิ้งจอกดํามาพวกเขาก็เคยปรากฏตัวขึ้นแล้ว พวกเขาได้รับ มอบหมายภารกิจสําคัญให้คุ้มกันเขตหอไม้หอนี้เอาไว้
พวกเขายังคิดจะพุ่งเข้าไปในหอไม้ บีบหลี่อี้เตาให้ออกมา “ช่างเถอะ” นายน้อยเผ่าจิ้งจอกดําพลันเอ่ยขึ้น ผู้อาวุโสเผ่าจิ้งจอกดําทั้งสองหันกลับมามองอย่างตกใจ นายน้อยเผ่าจิ้งจอกดําเอ่ย “ปล่อยเขาไปเถอะ บางทีก็อาจจะไม่ใช่ เรื่องแย่” หมิ่นเฉินจื่อหันกลับมามองนายน้อยเผ่าจิ้งจอกดําอย่างตกใจ แต่การตัดสินใจของท่านผู้นี้ ไม่ว่าเขาหรือจะเป็นผู้อาวุโสทั้งสอง ล้วนไม่กล้าขัดขืนทั้งสิ้น
……
ในหอไม้ หลี่มู่เก็บดาบ
เขากวาดประสาทสัมผัสเทพไปก็มั่นใจได้ในทันทีว่า ในหอไม้ไม่มีผู้ แข็งแกร่งเผ่าจิ้งจอกดําคนใดเฝ้าอยู่อีก
“คนล่ะ?” หลี่มู่มองไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นเงาของปี้ เหยียน
เขาเดินมายังหน้าบันได เดินไปตามบันไดขึ้นไปยังชั้นสอง
ชั้นบนสุดของบันไดเวียนมีประตูแสงสีดําอยู่บานหนึ่ง
หลี่มู่เดินเข้าไป ทิวทัศน์เบื้องหน้าก็เปลี่ยนไปทันที มิติแปลก ประหลาดสีเขียวมรกตปรากฏอยู่ข้างหน้า
ขอบเขตมิติ?!
นี่อยู่ในการคาดการณ์ของหลี่มู่
แต่สิ่งที่ไม่อยู่ในการคาดการณ์ของเขาคือ เขาไม่เห็นปี้ เหยียน แต่ สิ่งที่เขาเห็นคือ จิ้งจอกดําตัวมหึมาเก้าหางตัวหนึ่งกําลังปลดปล่อยพลัง ทําลายล้างที่น่ากลัวอย่างยิ่งยวดออกมา มันขดตัวอยู่ในจุดลึกของมิติ แปลกประหลาดแห่งนี้ ร่างดั่งขุนเขา กลิ่นอายปีศาจเข้มข้นหมุนวนอัด แน่นทั่วทั้งมิติ!
รูม่านตาหลี่มู่หดเล็ก
เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยบางๆ กลุ่มหนึ่ง
จิ้งจอกดําเก้าหางตัวมหึมาก็คือจิ้งจอกน้อยปี้ เหยียน?
หลี่มู่เข้าใจความหมายที่นายน้อยเผ่าจิ้งจอกดําพูดออกมาทันที
ท่าทางจิ้งจอกสาวจะกําลังฝึกฝน ทําลายพันธนาการอะไร บางอย่าง แต่ว่าร่างเดิมของจิ้งจอกเก้าหางยักษ์ก็ใหญ่เกินไปแล้ว กลิ่น อายปีศาจที่อัดแน่นในขอบเขตมิติแห่งนี้เทียบได้กระทั่งขั้นราชัน…
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
จิ้งจอกน้อยมีขอบเขตพลังฝึกตนขั้นนี้เชียวรึ?
“เดี๋ยวก่อน ไม่ถูก…”
เนตรสวรรค์ของหลี่มู่เบิกขึ้น หลังจากกวาดมองไปก็พบจุดที่แปลก ประหลาดบางแห่ง
รอบกายจิ้งจอกดําเก้าหางตัวมหึมาแฝงด้วยโซ่ตรวนสีเลือดที่ตา เปล่าไม่อาจมองเห็นได้ มีเพียงเนตรสวรรค์เท่านั้นที่จะมองทะลุเห็น และเมื่อดูให้ละเอียดแล้ว โซ่ตรวนสายเลือดทุกเส้นอันที่จริงแล้วก่อขึ้น จากอักขระโบราณสีแดงเข้มลึกลับ มากมายมหาศาล พันรัดจิ้งจอกดํา เก้าหางเอาไว้ ทําให้มันไม่อาจดิ้นรน และไม่อาจหลุดพ้นได้
พันธนาการสายเลือด!
หลี่มู่เข้าใจในทันที
จิ้งจอกน้อยปี้ เหยียนกําลังกลับร่าง ฝืนทําลายพันธนาการ สายเลือดย้อนกลับสายเลือดอันบริสุทธิ์เฉกเช่นยุคบรรพชนเช่นนั้น
สําหรับเผ่าปีศาจไม่ว่าจะเผ่าใดก็ตาม การกลับร่างล้วนแต่เป็นการ ยกระดับอย่างมหาศาลที่เพียงก้าวเดียวก็จะก้าวสู่สรวงสวรรค์ ขอแค่ ก้าวข้ามผ่านก้าวนี้ ก็จะได้รับกลวิชาอภินิหารแห่งบรรพชนชั้นสูงสุด
…………………………………………
บทที่ 688 การเปลี่ยนแปลงที่แขน
หากหลี่มู่ไม่มีเนตรสวรรค์ก็มองไม่เห็นโซ่ตรวนสายเลือดซ่อนเร้นนี่
โซ่ตรวนอักขระสีเลือดที่แฝงด้วยพลังแห่งเต๋าก็คือสายเลือด ขีดจํากัดมนุษย์และกฎแห่งเต๋าของปี้ เหยียน
การกลับร่างคือการทําลายพันธนาการขีดจํากัดมนุษย์ ฝืนย้อน เพื่อให้ได้รับความทรงจําสายเลือด กลวิชาอภินิหาร กระทั่งพลังของ บรรพชน
ดังนั้น มันไม่ได้รับการยอมรับจากฟ้าดิน
เหมือนกับเหตุผลที่ผู้ฝึกฝนยกระดับขอบเขตพลังฝึกตนต้องเผชิญ เคราะห์แบบนั้น
โซ่ตรวนอักขระสีเลือดขีดจํากัดมนุษย์ก่อนกําเนิดพวกนี้ พันธนาการปี้ เหยียนที่กลายร่างปีศาจจิ้งจอกยักษ์สีดําร่างเดิมของตน เอาไว้ ก็เพื่อจะขัดขวางไม่ให้นางทะลวงการกลับร่าง ได้รับพลังของ บรรพชนจิ้งจอกดํา
ส่วนปี้ เหยียนก็ดิ้นรนสุดความสามารถ
ร่างปีศาจจิ้งจอกยักษ์สีดําร่างเดิมดุจขุนคีรี ไหลวนด้วยกลิ่นอาย เหี้ยมโหดทําลายล้าง เสมือนสัตว์ร้ายบรรพกาลที่ติดอยู่ในกับดักดิ้นรน อย่างสุดกําลัง กลิ่นอายปีศาจเข้มข้นไหลทะลักบ้าคลั่ง ประหนึ่ง มหาสมุทรท่ามกลางพายุโหมซัดกระหนำาจะจมผืนปฐพี
นางในตอนนี้ตกอยู่ในสภาวะสับสนคุ้มคลั่งเป็นอย่างมาก จึงจํา หลี่มู่ไม่ได้
กลิ่นอายปีศาจสีดําที่แปรเปลี่ยนเป็นหางจิ้งจอกโจมตีมาหาเขา
สิ่งมีชีวิตทุกอย่างในมิติแปลกประหลาดแห่งนี้ นางล้วนเป็น ปฏิปักษ์ด้วยไปตามสัญชาตญาณ
“พลังใกล้จะใช้หมดแล้ว หากเป็นแบบนี้ต่อไปการกลับร่างจะต้อง ล้มเหลวแน่นอน”
หลี่มู่สําแดงวิชาขี่เมฆาเหินฟ้าเปลี่ยนตําแหน่งอยู่ไม่หยุด หลบการ โจมตีอันบ้าคลั่งของหางจิ้งจอกดํา พลางใช้เนตรสวรรค์สอดแนม รับรู้ ว่าสถานการณ์ของปี้ เหยียนไม่ค่อยสู้ดี
“เนตรสอดแนม เปิด!”
หลี่มู่ไม่สนใจสิ่งอื่นแล้ว เขาถอดหน้ากากออกทันที
วิชาก่อนกําเนิดโคจรจนถึงขั้นสูงสุด เนตรสวรรค์ก็กระตุ้นถึงขั้น สูงสุดเช่นกัน
ตาที่สามกลางหน้าผากพลันลืมตื่นขึ้น
แสงเทพทางหนึ่งปะทุพุ่งออกมาจากเนตรที่สามสาดมาที่ร่างปีศาจ ขนาดมหึมาสีดํา เหมือนกับสปอตไลท์แบบนั้น ทะลุผ่านผ่านผิวหนัง และเลือดเนื้อทําการวิเคราะห์ไม่หยุด แล้วก็วิเคราะห์โซ่ตรวนสายเลือด แน่นหนาแต่ละสายๆ นั่นด้วยเช่นกัน
โซ่ตรวนสายเลือดถูกร่างปีศาจมหึมาของปี้ เหยียนกระชากขาดไม่ หยุด
แต่ก็มีโซ่ตรวนสายเลือดเกิดขึ้นใหม่ไม่หยุดด้วยเช่นกัน
มิติแปลกประหลาดสีดําที่นายน้อยเผ่าจิ้งจอกดําเลือกสกัดกั้นกฎ แห่งเต๋าของโลกภายนอกได้ในระดับสูงสุด ลดพลังต้านทานและกดดัน ของการเปลี่ยนร่างของปี้ เหยียนลงได้มากที่สุดเช่นกัน แต่ก็เห็นได้ชัดว่า ความลับที่แฝงอยู่ในสายเลือดของปี้ เหยียนเกินกว่าความคิดของนาย น้อยเผ่าจิ้งงจอกดําไปมาก ทําให้ความยากของการกลับร่างเพิ่มขึ้นเป็น เท่าตัว
แต่หากว่าไม่ได้อยู่ในมิติแปลกประหลาดแห่งนี้ก็เกรงว่าการกลับ ร่างของปี้ เหยียนจะล้มเหลวโดยสมบูรณ์
ผลของการล้มเหลวคืออะไร?
หลี่มู่ไม่แน่ใจ
แต่แค่คิดถึงผลลัพธ์ภายหลังที่ผจญเคราะห์ล้มเหลวก็ชวนให้ขน ลุกแล้ว
พอจะประมาณได้คร่าวๆ
ใช้วิชาขี่เมฆาเหินฟ้าหลบหลีกไปมาอย่างว่องไวอยู่นาน
สุดท้าย ‘เนตรสอดแนม’ ในที่สุดก็มองทะลุพันธนาการไอปีศาจ ชั้นๆ มองเห็นในกายของจิ้งจอกดําตัวยักษ์มีกลุ่มแสงดั่งดวงอาทิตย์ เป็นกลุ่มแสงนี้เองที่ปะทุโซ่ตรวนอักขระสีเลือดไม่ขาดสาย พันธนาการ ร่างปีศาจขนาดมหึมาของปี้ เหยียนไม่หยุด!
หลี่มู่ยินดีเป็นอย่างยิ่ง
นี่เป็นจุดต้นตอของปัญหา
หากทําลายแสงอาทิตย์สีแดงพวกนี้จะต้องช่วยให้ปี้ เหยียนกลับ ร่างได้สําเร็จแน่นอน
แต่จะกําจัดไปอย่างไร?
หลี่มู่เดินวนไปมา หลบการโจมตีโดยไม่รู้ตัวของปี้ เเหยียน
เขาทดลองหลายครั้ง ใช้ปรานดาบ ใช้วิชาก่อนกําเนิด หรือหมัด ยุทธ์แท้ก็ต่างไร้ประโยชน์
เพื่อเลี่ยงไม่ทําให้ปี้ เหยียนบาดเจ็บ ลงมือก็ไม่กล้าออกแรงมาก
“ไม่ได้ หากเป็นแบบนี้ต่อไป พลังจิตวิญญาณของปี้ เหยียนจะใช้ จนหมด การกลับร่างจะล้มเหลว”
หลี่มู่ร้อนใจแล้ว
จะต้องเสี่ยงแล้ว
เขากําดาบวัฏจักรเอาไว้ในมือ กระตุ้นพลังแขนขวากระดูกขาว
แสงเพลิงสีเงินไหลวนหุ้มดาบวัฏจักรทั้งเล่มเอาไว้
ส่วนแขนขวาของหลี่มู่ก็กลายเป็นกระดูกสีเงินโดยสมบูรณ์
ทว่า ในตอนที่เขาเตรียมวาดดาบเตรียมเหมือนจะผ่าตัด ดึงกลุ่ม แสงสีแดงในร่างมหึมาของปี้ เหยียนออกมา การเปลี่ยนแปลงอันพิสดาร ก็พลันเกิดขึ้น
ในแขนขวากระดูกขาวพลันปล่อยพลังแปลกประหลาดออกมา กลุ่มหนึ่ง
หลี่มู่ยังไม่ทันตั้งตัวก็เห็นพลังกลุ่มนี้ปกคลุมโซ่ตรวนสีเลือดบนร่าง ปีศาจของปี้ เหยียนเอาไว้แล้วดูดออกมา
ภายใต้พลังดูดเช่นนี้ โซ่ตรวนอักขระสายเลือดอันสุดแสน แข็งแกร่ง ก็อ่อนกําลังลงแปรเปลี่ยนเป็นเส้นบางๆ ในชั่วพริบตาดั่ง ละอองหมอก หลอมรวมไหลมายังแขนขวากระดูกขาวของหลี่มูเหมือน วิหคบินกลับรัง
“นี่มัน?”
หลี่มู่แปลกใจอย่างยิ่งยวด
ละอองหมอกสีแดงเป็นเส้นเป็นกลุ่มผสานไปยังแขนขวากระดูก ขาว เส้นสีเลือดพันล้อมแนบประทับ จากนั้นบนกระดูกขาวก็มีลาย อักขระสายเลือดถี่ยิบปรากฏขึ้น ประหนึ่งปรมาจารย์แกะสลักใช้ปากกา เล็กบางสีเลือดสลักลงไป
อักขระสายเลือดเผ่าจิ้งจอกดําก่อตัวไปบนแขนขวากระดูกขาว ของหลี่มู่
นี่คือการเปลี่ยนแปลงอะไรกัน?
หลี่มู่สงสัยประหลาดใจนัก
แต่ไม่ปล่อยให้เขาคิดให้ละเอียด และก็ไม่ให้เขาได้เลือกด้วย เช่นกัน
เพราะการเปลี่ยนแปลงนี้ก็ไม่อยู่ในการควบคุมตั้งแต่แรกแล้ว
กระดูกขาวแขนขวาก็เหมือนสุนัขตะกละที่ได้เจอเนื้ออันโอชา ไม่ ว่าเจ้านายจะร้องเรียกควบคุมอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ แรงดึงดูดกระชาก ที่แแผ่ออกมาก็ยิ่งทรงพลังชัดขึ้น
โซ่ตรวนอักขระสายเลือดที่พันล้อมบนร่างของปี้ เหยียนเริ่ม พังทลาย สลายไป
โซ่ตรวนแน่นหนาพวกนั้นแปรเปลี่ยนเป็นเส้นๆ สายๆ เหมือนเสื้อ ไหมพรมที่ถูกกระชาก ไหลรวมมายังแขนขวากระดูกขาวของหลี่มู่ไม่ ขาดสาย และสลักอักขระสายเลือดเผ่าจิ้งจอกดําไปบนกระดูกขาวไม่ หยุดเช่นกัน สะสมทับซ้อนถี่แน่นไปตามกระดูกนิ้วมือทั้งห้าของเขา
จนถึงสุดท้าย นิ้วมือทั้งห้าก็ถูกย้อมเป็นสีแดงแสบตา
โซ่ตรวนอักขระสายเลือดบนร่างปีศาจของปี้ เหยียนก็ถูกดูดซับ เสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์แล้ว
“กรร!”
ปีศาจตัวมหึมาจิ้งจอกดําคําราม
ไม่มีพันธนาการจากโซ่ตรวนอักขระสีเลือด พลังของนางพุ่ง เพิ่มขึ้นอีกครั้ง
ส่วนกลุ่มแสงสีแดงในกายหลายสิบกลุ่มก็ถูกผลจากพลังดูด แขนขวากระดูกขาวดูดออกมาไม่ขาดสายเหมือนกลุ่มไหมพรมที่ถูกดึง ไม่หยุด ดึงออกมาจากในกาย ประทับไปยังนิ้วมือกระดูกขาวข้างขวา ของหลี่มู่
เวลาไหลไป
กลุ่มแสงสีแดงในกายของปี้ เหยียนค่อยๆ หม่นแสง หดเล็กและจาง ลงไป
หลังจากนั้นหนึ่งชั่วยาม กลุ่มแสงสีแดงทั้งหมดก็หายไปจนสิ้น
ฝ่ามือขวาสีขาวของหลี่มู่ก็แดงดุจเลือด ตาเปล่ามองไปนั้นจะมอง ลวดลายอะไรไม่เห็น อักขระสายเลือดจิ้งจอกดํามหาศาลเป็นชั้นๆ ทับ ซ้อนไปบนกระดูกจนไม่เหลือพื้นที่สีขาวเลย
“กรรรรรร!”
ปีศาจจิ้งจอกดํายักษ์โผนทะยาน
เสียงของนางแฝงรอยยินดีและลิงโลด
กลิ่นอายปีศาจจิ้งจอกดําที่อัดแน่นทั่วทั้งมิติแปลกประหลาดแห่งนี้ จมเข้าไปในร่างของนางในพริบตาสุดท้ายก็แปรเปลี่ยนเป็นพลังใหม่ ชนิดหนึ่ง จิตสังหารคุ้มคลั่งเหี้ยมโหดรอบกายนางก็หายไปเช่นกัน
สิ่งที่มาแทนคือพลังเซียนศักดิ์สิทธิ์ที่ยากจะใช้ภาษามาบรรยาย
แสงอักขระชนิดใหม่มีประกายศักดิ์สิทธิ์หมุนวนอยู่ท่ามกลางฟ้า ดิน
ประกายแสงสีดําที่ทะลักออกมาจากร่างของปีศาจจิ้งจอกดํายักษ์ หุ้มล้อมร่างมหึมาของนางเอาไว้
สําเร็จแล้ว!
หลี่มู่โล่งใจ
เขาสวมหน้ากากไร้หน้าของตัวเองทันที
ยามเขาพยายามควบคุมพลังแขนขวากระดูกขาวอีกทั้งทุกอย่างก็ กลับสู่ปกติ
พลังกระดูกขาวหลับลงไปอย่างรวดเร็ว
แขนของหลี่มู่กลับมาเป็นเลือดเนื้อเหมือนเดิมอีกครั้ง
แม้แต่มือที่ปกคลุมไปด้วยอักขระสีเลือดเผ่าจิ้งจอกดําก็ไม่มีการ เปลี่ยนแปลงอะไรเป็นพิเศษ
ตอนนี้กลุ่มแสงสีดําสลายไปแล้ว
ร่างอรชรของปี้ เหยียนเดินออกมาจากแสงสีดํา
“คุณชาย เป็นท่าน…ช่วยข้าเอาไว้? ท่านยังมีชีวิตอยู่? ฮือๆ ดี เหลือเกิน”
ในดวงตางดงามของปี้ เหยียนเต็มไปด้วยท่าทีชวนหลงใหล นำาตา วาวามไหลรินลงมาไม่ขาดสาย
ทั่วร่างของนางทั่วทุกหนแห่ง ร่างสมบูรณ์แบบประหนึ่งผลงานชิ้น ยอดเยี่ยมที่สุดของผู้รังสรรค์
ยามอยู่ที่ดาวบริวารจิ้งจอกสวรรค์ที่เขตดาราเทพวีรชน คืนที่พลี กายในคืนนั้น หลี่มู่ก็เคยเห็นร่างของปีเหยียนแล้ว
แต่เทียบกับตอนนี้ก็แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกลับร่างสําเร็จได้รับพลังของบรรพชนจิ้งจอกดํา หรือไม่ ปี้ เหยียนในตอนนี้รูปร่างสมบูรณ์แบบเป็นอย่างยิ่ง งดงามจนไม่ อาจลอกเลียนแบบ ทั่วทั้งร่างทุกชุ่นล้วนแผ่ประกายแสงไร้เทียมทาน มี ความงดงามและเสน่ห์อย่างเลิศลำา
หากบอกว่าปี้ เหยียนก่อนหน้านี้เป็นเด็กสาวที่หน้าตา กระจุ๋มกระจิ๋มบริสุทธิ์น่ารักแล้วล่ะก็ เช่นนั้นปี้ เหยียนเบื้องหน้า ในตอนนี้ก็แปรเปลี่ยนเป็นเทพธิดาที่งามหยาดเยิ้มพิสุทธิ์ มีเสน่ห์ดั่ง เทพ
หลี่มู่มองจนตะลึงไปในทันที
คนก็ยังเป็นคนเดิมชัดๆ กลิ่นอายก็ไม่เปลี่ยนแปลง หน้าตาก็ไม่ เปลี่ยน แต่ความรู้สึกที่ให้กลับเปลี่ยนไป
งดงามเลิศลำา มีเสน่ห์ล้นเหลือ
นางมองหลี่มู่ ในตามีนำาตาหยาดริน ร่างกายเปลือยเปล่าไร้ซึ่ง อาภรณ์ จากนั้นนางก็เดินมาหาหลี่มู่ทีละก้าวๆ จนสุดท้ายก็กลายเป็นวิ่ง โผมา พุ่งไปยังอ้อมแขนของหลี่มู่
หลี่มู่หัวใจเต้นระรัว
เสน่ห์ของปี้ เหยียนในตอนนี้ นั่นเป็นเสน่ห์อันไร้ขีดจํากัด ทําให้ห ลี่มู่แทบจะรับมือไม่ได้
เขารีบหยิบชุดคลุมสีขาวชุดหนึ่งออกมาคลุมไว้ให้นาง
“อ๊าย…คุณชาย ข้า…”ปี้ เหยียนตอนนี้เพิ่งจะรู้ตัวว่าตัวเองนั้น เปลือยเปล่า
นางรีบคลุมเสื้อคลุมบนร่างแน่น ใบหน้าแดงซ่านเขินอาย จากนั้นก็ เป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติอีกเป็นชุด แต่กลับยิ่งเป็นการเพิ่มเสน่ห์ที่ มากพอจะทําให้ผู้บําเพ็ญตบะชั้นสูงที่ฝึกฝนมาหลายหมื่นปีจ้องละลาย ในพริบตา
หลี่มู่จําต้องฝืนกระตุ้นวิชาก่อนกําเนิดมาควบคุมความคิดจิตใจ ของตน
เกิดอะไรขึ้น?
หรือการย้อนกลับของเผ่าจิ้งจอกดําจะเพิ่มเสน่ห์สตรีอันถึงแก่ชีวิต เช่นนี้?
นี่บางทีอาจจะเป็นหนึ่งในความสามารถพรสวรรค์ของเผ่าจิ้งจอก ดํา?
หลี่มู่พอจะเข้าใจแล้ว
ระหว่างพูด จู่ๆ มิติสีดําแปลกประหลาดที่ทั้งสองคนอยู่ก็เริ่มแผ่ ระลอก ท้องฟ้าปริแตก ผืนดินร้าว เริ่มพังทลายลง
“ออกไปก่อนค่อยว่ากัน”
หลี่มู่จับมือของปี้ เหยียนไปตามสัญชาตญาณ มุ่งหน้าไปทางประตู แสง
เดินผ่านประตูก็มาถึงหน้าบันไดชั้นสองของหอไม้
ประตูแสงข้างหลังหายไป ชั้นสองก็เป็นแค่มิติเล็กๆ ธรรมดาๆ เท่านั้น เขี้ยวหมาป่าสีดําแหลกละเอียดซี่หนึ่งตกอยู่บนพื้น มิติสีดํา แปลกประหลาดนั่นจะต้องเป็นเขี้ยวหมาป่าสีดําสร้างออกมาอย่าง แน่นอน นี่จะต้องเป็นของวิเศษแน่ๆ แต่ว่าพลังงานใช้ไปจนหมดสิ้น แล้ว
บนร่างของปี้ เหยียนตอนนี้ได้เสกชุดกระโปรงผ้าโปร่งบางสีดํา สะบัดพริ้วดุจเซียน บริสุทธิ์แฝงด้วยความเย้ายวน งดงามหยาดเยิ้มนัก
พวกนายน้อยเผ่าจิ้งจอกดําก็พุ่งเข้ามาอย่างอดรนทนไม่ไหว เช่นกัน
“เขี้ยวดําบรรพชนแตกแล้ว…”
ใบหน้าของนายน้อยเผ่าจิ้งจอกดํามีร่องรอยร้อนรนอย่างยากที่จะ ได้เห็น
แต่หลังจากเห็นหลี่มู่และปี้ เหยียนเขาก็พูดไม่ออกไปในทันที
โดยเฉพาะสายตาของเขาที่จับจ้องบนร่างของปี้ เหยียน ยิ่งมอง สายตาก็ยิ่งทอประกาย
“สําเร็จแล้ว?” เขามองปี้ เหยียน ท่ามกลางสีหน้ากระวนกระวาย ฉายด้วยรอยลิงโลด “เหมือนในตํานานทุกประการ เป็นร่างสายเลือดที่ วิหารเทพเลือกจริงๆ ด้วย ฮ่าๆ เผ่าจิ้งจอกดําของเรามีอัจฉริยะกลับร่าง อีกคนแล้ว ฮ่าๆๆ บรรพชนคุ้มครองจริงๆ ด้วย!”
……………………………………………………
บทที่ 689 ฉีกหน้ากาก
ผู้อาวุโสจิ้งจอกเขียวขั้นราชาระดับต้นทั้งสองคนก็ดีใจขึ้นมาด้วย เช่นกัน
“ฮ่าๆๆ ฟ้าช่วยพวกเราแล้ว สําเร็จเสียที สําเร็จแล้วจริงๆ ฮ่าๆ ฟ้า ช่วยพวกเราเอาไว้จริงๆ ฮ่าๆๆ ธิดาศักดิ์สิทธิ์จิ้งจอกเขียวคนใหม่ปรากฏ ตัวขึ้นแล้ว”
นายน้อยจิ้งจอกเขียวรู้สึกดีใจอย่างมาก จนแทบจะควบคุมตัวเอง ไว้ไม่อยู่
เขาไม่ค่อยจะลืมตัววเช่นนี้นัก
หลี่มู่มองเขา ไม่พูดอะไร
นายน้อยจิ้งจอกเขียวตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
เขาจ้องเขม็งไปยังปี้ เหยียน ราวกับใช้สายตาจับผิด ตรวจสอบงาน ศิลปะที่เพิ่งออกจากเตาอย่างไรอย่าง่นั้น ยิ่งมองก็ยิ่งดีใจ เอ่ยขึ้นว่า “สมบูรณ์ไร้ตําหนิ การระลึกชาติที่แท้จริง ไม่มีตําหนิใดๆ ตกค้างเอาไว้ เลย กลิ่นอายเช่นนี้ บริสุทธิ์ไร้มลทิน เหมือนกับในบันทึกของบรรพบุรุษ
ไม่ผิดเพี้ยน ฮ่าๆๆ ท่านหลี่ ท่านเป็นดาวแห่งโชคลาภของเผ่าจิ้งจอก เขียวของข้าจริงๆ ขอบคุณมาก ขอบคุณมาก!”
หลี่มู่มองเขาเงียบๆ ไม่พูดอะไร
“ธิดาศักดิ์สิทธิ์ ยินดีด้วยกับความสําเร็จของท่าน กรุณษตามพวก เราไปยังอารามเทพจิ้งจอกเขียวด้วย เพื่อทําการคารวะต่อเทพจิ้งจอก ของเผ่าเรา” ผู้อาวุโสจิ้งจอกเขียวผมขาวเคราขาวคนหนึ่งที่ใจเย็นลงมา ได้แล้ว เดินเข้ามาเอ่ยกับปี้ เหยียน
ปี้ เหยียนกลับมองหลี่มู่อย่างหวาดกลัว จากนั้นเข้าไปยืนด้านหลังห ลี่มู่แล้วส่ายหน้า
“ธิดาศักดิ์สิทธิ์ ตอนนี้จะใช้แต่อารมณ์ไม่ได้ ท่านมีวันนี้ได้ ก็เพราะ เทพจิ้งจอกคอยคุ้มครอง และใช้ทรัพยากรของอารามเทพจิ้งจอกเขียว ไป แล้วจะไม่สํานึกบุญคุณได้อย่างไร?” ผู้อาวุโสจิ้งจอกเขียวผมเครา ขาวอีกคนหนึ่งเดินขึ้นมา จ้องเขม็งที่ปี้ เหยียน นำาเสียงเริ่มเปลี่ยนเป็น แข็งกร้าวขึ้นมา
ปี้ เหยียนยังคงยืนอยู่ด้านหลังหลี่มู่
“เจ้า…” สีหน้าของผู้อาวุโสจิ้งจอกเขียวคนนั้น เริ่มไม่ค่อยดี เดิน ขึ้นหน้าจะบังคับพาตัวปี้ เหยียนไป
หลี่มู่ขมวดคิ้ว มือขวาค่อยๆ ยกขึ้น
ผู้อาวุโสจิ้งจอกเขียวคนนี้เมื่อเห็นสีหน้าของหลี่มู่ ร่างแข็งทื่อไป ใน ใจเริ่มมีความหนาวสั่นเอ่อล้นออกมา ถอยไปหนึ่งก้าวทันที
ก่อนหน้านี้ที่ชั้นลอยไม้ พวกเขาทั้งสองร่วมมือกัน เดิมทีคิดว่าชนะ แน่ๆ ใครจะไปรู้ว่าจะถูกหลี่อี้เตาฟาดจนกระเด็นออกจากชั้นลอย ห่าง ชั้นกันเกินไป ด้วยเหตุนี้ในใจจึงรู้สึกผวาอย่างมาก สําหรับหลี่มู่แล้ว จะ มองข้ามไปไม่ได้เลย
หลี่มู่ย่อมไม่ได้ลงมือ
เขากําลังคิดอีกเรื่องหนึ่งอยู่
ว่าตามหลักการแล้ว หลังจากที่จิ้งจอกสาวปี้ เหยียนระลึกชาติ สําเร็จ ได้รับพลังบรรพบุรุษจิ้งจอกเขียวมา กลายเป็นธิดาศักดิ์สิทธิ์ของ อารามเทพจิ้งจอกอะไรนั่น ตัวตนฐานะกลับกลายเป็นไม่ธรรมดา ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เผ่าจิ้งจอกเขียวทั้งหมดควรที่จะเคารพต่อตัวปี้ เห ยียนจึงจะถูก
แต่ผู้อาวุโสจิ้งจอกเขียวสองคนนี้ กลับมีคําพูดไม่ได้เกรงอกเกรงใจ ต่อตัวปี้ เหยียนเลย
นี่ไม่ค่อยจะถูกต้อง
นายน้อยจิ้งจอกเขียวยิ้มๆ หยุดการกระทําของผู้อาวุโสทั้งสองลง เอ่ยว่า “ธิดาศักดิ์สิทธิ์ ท่านเพิ่งจะระลึกชาติ ร่างกายยังไม่มั่นคงนัก ชีพ จรยังลอยไปมาอยู่ จําเป็นต้องไปยังอารามเทพจิ้งจอก เพื่อรับไฟหอม ชุบร่าง ถึงจะสามารถใช้งานพลังแห่งบรรพบุรุษได้ เรื่องนี้สําคัญอย่าง มาก จะใช้อารมณ์ไม่ได้นะ”
“ข้าไม่ไปอารามเทพ ข้าจะอยู่ข้างกายคุณชาย”
ปี้ เหยียนยืนอยู่ด้านหลังหลี่มู่ราวกับกําลังซ่อนตัว นำาเสียงหนัก แน่น
“นี่…น่ากลัวว่าจะทําตามที่ท่านขอไม่ได้” นายน้อยจิ้งจอกเขียวสั่น ศีรษะ
หลี่มู่ก็ไม่พูดอะไรอีก แผนการในใจกําหนดไว้แล้ว ดึงมือของปี้ เห ยียนเดินออกตรงไปด้านนอกของลานาบ้าน
นายน้อยจิ้งจอกเขียวขยับตัว สกัดเอาไว้ที่ประตูใหญ่ ยิ้มเล็กน้อย เอ่ยขึ้นด้วยนำาเสียงไม่ใส่ใจ “คุณชายหลี่ ถ้าเจ้าทําเช่นนี้ จะกลายเป็น ทําร้ายไมตรีของระหว่างพวกเราไปนะ”
หลี่มู่เอ่ยตอบ “หลีกไป”
“คุณชายหลี่ ข้าหวังว่าท่านจะคิดให้ดีก่อนค่อยลงมือทํา” รอยยิ้ม นายน้อยจิ้งจอกเขียวค่อยๆ หายไป
หลี่มู่พลิกมือจับด้ามดาบวัฏจักรด้านหลังไหล่ซ้ายไว้มั่น เอ่ยต่อว่า “ข้าไม่อยากจะพูดอะไรไร้สาระเยอะ ข้าจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย หลีก ไป”
เขาในตอนนี้ เริ่มเดาออกมาแล้ว ว่าเรื่องราวไม่ได้ง่ายดาย เหมือนกับที่นายน้อยจิ้งจอกเขียวพูดออกมา น่ากลัวว่าจะมันจะไม่ได้ ง่ายดายเหมือนปี้ เหยียนเพิ่งจะระลึกชาติอะไรนั่นกับปลุกบรรพบุรุษ ขึ้นมา
ที่เรียกว่าธิดาศักดิ์สิทธิ์ มีตัวตนฐานะเช่นไรในอารามเทพจิ้งจอก เขียว คงไม่ได้ง่ายดายเหมือนชื่อแน่นอน
หรือใช้คําพูดง่ายๆ มาพูดก็คือ การปล่อยปี้ เหยียนไว้ในจวนหลัก จิ้งจอกเขียวนั้นมีอันตราย
ปี้ เหยียนอยากจะออกจากที่นี่ เช่นนั้นหลี่มู่ก็จะพานางออกไป
อย่างน้อยจะทิ้งสาวน้อยคนนี้ให้กับนายน้อยจิ้งจอกเขียวง่ายๆ ไม่ได้
ไม่ว่าจะเป็นเพราะมิตรภาพระหว่างปี้ เหยียนและเขา หรือว่า เพราะการแลกเปลี่ยนของจิ้งจอกปักษาเทพในคืนนั้น…อย่างน้อย หลี่มู่ ก็ยังรับเอาตําราดาบของคนอื่นมาเล่มหนึ่ง
สีหน้าของนายน้อยจิ้งจอกเขียว เปลี่ยนเป็นยโสโอหังขึ้นมา
“หลี่อี้เตา เจ้าพาปี้ เหยียนกลับมายัง ‘แดนอาศัยแห่งเทพจิ้งจอก’ ทําลายด่านระลึกชาติให้แก่นาง เรื่องนี้ถือว่าเป็นบุญคุณอย่างมากต่อ เผ่าข้า ดังนั้น ข้าจึงมีมารยาทกับเจ้า แต่ถ้าเจ้ายังไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ดึงดัน จะพาตัวปี้ เหยียนออกไป เช่นนี้ก็จะกลายเป็นศัตรูกับเผ่าจิ้งจอกเขียว ของข้าแล้วนะ”
“เป็นศัตรูแล้วจะทําไม?”
บนใบหน้าไร้หน้าของหลี่มู่ มองไม่ออกถึงสีหน้าใดๆ นำาเสียงเย็น ชาราวกับก้อนนำาแข็ง
นายน้อยจิ้งจอกเขียวยิ้มๆ “เช่นนั้นข้าคงพูดได้เพียงแค่ สิ่งที่ เรียกว่าสุดยอดอัจฉริยะฟ้าประทาน เมื่ออยู่ต่อหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียวของ ข้า ก็เป็นเพียงแค่ฝุ่นควันเท่านั้น ไม่ได้มีค่าอะไรเลย”
นำาเสียงของหลี่มู่ มีแววขบขันแทรกเข้ามา “เช่นนั้นหรือ? ให้ดาบ ในมือของข้าพูดแทนก็แล้วกัน”
เขาก็ไม่อยากที่จะพูดอะไรไร้สาระอีก จูงมือเล็กอันเย็นเฉียบของปี้ เหยียนเอาไว้ ก้าวเท้าฉับๆ ตรงไปยังประตูลานบ้าน
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
ผู้อาวุโสจิ้งจอกเขียวทั้งสองเข้ามาขวางไว้
ทั่วร่างของพวกเขามีเกราะเทพสีเขียวลอยออกมา ใบหน้าถูกคลุม ไว้ด้วยหมวกเกราะ แต่ละคนถือกระบี่ยาวเกล็ดเขียวคนละเล่ม พลังทั่ว ร่างแผ่ซ่านออกมา อักขระสีเขียวรวมกันเป็นลวดลายที่ลึกลำา สะบัดไป มารอบตัว
เมื่อเทียบกับตอนที่ปะทะกันบนชั้นลอยแล้ว ผู้อาวุโสจิ้งจอกเขียว ทั้งสองนี้ไม่ต้องกังวลว่าคลื่นพลังจะสั่นสะเทือนจนส่งผลกระทบกับการ ระลึกชาติของปี้ เหยียนแล้ว ด้วยเหตุนี้คลื่นพลังที่ระเบิดออกมา จึง แข็งแกร่งกว่าหลายเท่า และเผยให้เห็นถึงความหวาดกลัวของพวกเขา ที่มีต่อหลี่มู่
หลี่มู่ไม่พูดไม่จา ชักดาบ ฟาดดาบออกไป
มือขวาของเขากลายเป็นกระดูกขาวแวววาวในพริบตา มีเพียง กระดูกนิ้วที่ฝ่ามือ แสงสีแดงส่องสว่าง บนตัวดาบวัฏจักรแผ่ซ่านเปลว ไฟสีเงิน หรือก็คือพลังของกระดูกขาวเข้ากระตุ้นพลังแห่งหินประหลาด บนตัวดาบจากภูเขาเงินนั่นเอง
ฉัวะ! ผู้อาวุโสจิ้งจอกเขียวทั้งสอง ถูกดาบนี้ฟาดไปจนลอยกระเด็น ร่างเงาสีเขียว กระอักเลือดกระแทกเข้ากับกําแพงอาคาร ร่วงลงมา ในกองเลือด เป็นตายไม่ทราบได้
ดวงตานายน้อยจิ้งจอกเขียวหรี่ลง พลังของหลี่อี้เตา สูงกว่าที่เขาประเมินไว้ก่อนกน้าพอสมควร และตอนนี้เอง ดาบที่สองของหลี่มู่ก็ถูกฟาดออกมา ทิศทางของคมดาบคือนายน้อยจิ้งจอกเขียว หลี่มู่กําลังรีบร้อนฝ่าวงล้อม จึงลงมืออย่างไม่มีออมแรง
พลังกระดูกขาวกับพลังของดาบวัฏจักรก็ไม่ได้เก็บออมไว้เลย กระตุ้นออกมาถึงขีดสุด
ในพริบตา นายน้อยจิ้งจอกเขียวรู้สึกเพียงว่า ความรู้สึกอันตรายที่ น่ากลัวแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน คลุมทับลงมาบนตัวเขา
“วิญญาณจิ้งจอกเขียว สําแดง!
นายน้อยจิ้งจอกเขียวสองมือกุมกลมดันออกออก แสงมายาทรง กลมสีเขียวปรากฏขึ้น คลุมตัวเขาเอาไว้ด้านใน
ตูม!
เขาถูกระเบิดกระเด็นไป
เกราะทรงกลมวิญญาณจิ้งจอกเขียว เกิดรอยปริแตกเป็นสายราว ใยแมงมุมกลางอากาศ
หลี่มู่ดึงตัวปี้ เหยียน ร่างไหวเหมือนสายรุ้ง ประดุจลําแสง พุ่งบิน ทะยานออกจากด้านนอกจวนหลักจิ้งจอกเขียวทันที
ในใจของเขา คํานวณไว้แล้วว่าจะหลบหนีจาก ‘แดนอาศัยแห่ง เทพจิ้งจอก’ และดาวแม่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์อย่างไร
การเป็นศัตรูต่อเผ่าจิ้งจอกเขียว หากคิดจะเข้าร่วมอัจริยะฟ้า ประทานและการประลองหาคู่เผ่าจิ้งจอกขาวก็คงจะเป็นไปไม่ได้แล้ว
แต่เพื่อปี้ เหยียน กลับไม่สนอะไรมากมายเช่นนี้
หลี่มู่ได้สังเกตจากท่าทีของนายน้อยจิ้งจอกเขียวแล้ว ถ้าหากปี้ เห ยียนยังอยู่ที่นี่ ต้องมีอันตรายอย่างแน่นอน
ส่วนเรื่องจิ้งจอกน้อยต๋าจี่…
หลี่มู่ทําได้เพียงพาปี้ เหยียนออกไปก่อน จากนั้นค่อยหาวิธีลอบ กลับเข้ามาใน ‘แดนอาศัยแห่งเทพจิ้งจอก’
“ขวางเขาเอาไว้” นายน้อยจิ้งจอกเขียวซมซานเล็กน้อย คํารามขึ้นกลางอากาศ เสียงกริ่งเตือนภัย ดังขึ้นในจวนหลักจิ้งจอกเขียว เงาหลายร่างจากทั่วสารทิศ พุ่งตรงมาล้อมหลี่มู่ทั้งสองคน “ขวางข้าตาย”
จิตสังหารหลี่มู่ระเบิดออก ลงมืออย่างไม่มีออมแรง ดาบวัฏจักร ฟาดฟันออกไปทีละดาบๆ จนทําให้ผู้แข็งแกร่งยอดฝีมือเผ่าจิ้งจอก เขียวรอบๆ กระเด็นลอยไปจนหมด
มือเล็กๆ ของปี้ เหยียน ถูกหลี่มู่กุมไว้มั่น
นางรู้สึกถึงความอบอุ่นที่ไม่เคยมีมาก่อนหน้า ไล่ตั้งแต่มือทั้งคู่ ส่ง ตามาทั่วร่างกายตนเอง และไหลเข้ามาใจจิตใจตนเอง ส่งผ่านเข้าไปใน วิญญาณของตนเอง
ก่อนที่จะได้พบเขา ชีวิตของนางช่างแสนเรียบง่าย ราวกับมด แมลง
แต่หลังจากได้พบเขา นางได้มองเห็นคลื่นใหญ่ที่ถาโถม และสัมผัส ได้ถึงความอบอุ่นแห่งโลกมนุษย์
การได้พบกับความรัก สําหรับบางคนแล้ว อาจจะเป็นเรื่องราวที่ไม่ สามารถเกิดขึ้นได้ แต่สําหรับคนอีกส่วนแล้ว กลับเป็น โชคชะตาที่ กําหนดไว้แล้วตั้งแต่แรกเห็น
ขณะที่เขาตั้งปณิธานว่าจะมาเข้าร่วมงานประลองหาคู่ขององค์ หญิงน้อยต๋าจี่ นางก็เคยรู้สึกปวดใจ แต่ก็เฉกเช่นหิ่งห้อยอันตำาต้อย ทํา ได้เพียงแหงนมองแสงจากจันทรา นางต้องทําอย่างไร จึงจะแสดง ความคิดที่อยู่ในใจออกมาได้กัน?
ทว่าตอนนี้ เมื่อมองเขาที่เลือกเป็นศัตรูต่อเผ่าจิ้งจอกเขียวอย่างไม่ เสียดายเพื่อปกป้องนาง ปี้ เหยียนรู้สึกว่า ชีวิตของตนในพริบตานี้ได้ สมบูรณ์แบบขึ้นมาแล้ว
ต่อให้ระลึกชาติสําเร็จ ก็ยังสู้การที่เขากุมมือตนเองไว้เช่นนี้ไม่ได้
ปี้ เหยียนตามติดหลี่มู่อยู่ด้านหลัง ปะทะเส้นผมของหลี่มู่ แฉลบ ผ่านแก้มของเขา กลิ่นอายอันคุ้นเคยและแปลกหน้า
ดวงตาสวยวิจิตรทั้งคู่ของเขา จ้องมองหลี่มู่อย่างซื่อๆ
ตูม!
คลื่นพลังน่ากลัวระเบิดขึ้น
ร่างของหลี่มู่ที่พุ่งแหวกไปด้านหน้าอย่างบ้าคลั่ง ถูกขวางเอาไว้จน สะเทือนลอยไป
ด้านหน้า เมื่อฝุ่นควันจางหาย ผู้แข็งแกร่งยอดฝีมือเผ่าจิ้งจอก เขียวมากมายราวมหาสมุทรคลั่ง ปรากฏขึ้นในคลองสายตา เข้ามา ขวางทางหนี
ชายกลางคนหน้าตาหล่อเหลาในชุดคลุมเขียวคนหนึ่ง ยืนอยู่ ด้านหน้าสุดของกองกําลัง
เขาค่อยๆ เก็บฝ่ามือลง
บนท้องฟ้า ตราประทับจิ้งจอกเขียวขนาดใหญ่สลายไป
มือหลี่มู่จับดาบวัฏจักรเอาไว้ ตัวดาบสั่นไปมาอย่างไม่หยุด
บนหน้าของเขา ปรากฏแววตกตะลึงสงสัยขึ้นมา
เมื่อเผชิญหน้ากับชายกลางคนชุดคลุมเขียวคนนี้ พลังอันน่ากลัว สามารถต้านทานพลังดาบวัฏจักรที่ปลุกเสกพลังกระดูกขาวแล้วเอาไว้ ได้
นี่คือใครกัน?
หลี่มู่ตระหนักขึ้นมาได้ว่า อันตรายที่แท้จริงมาถึงแล้ว
“ท่านราชา!” นายน้อยจิ้งจอกเขียวร่างไหววูบ มาปรากฏที่ข้าง กายชายกลางคนชุดคลุมเขียว คารวะอย่างนอบน้อม
ที่แท้ก็หัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียวนี่เอง
มิน่าเล่า
หลี่มู่มือกําดาบวัฏจักร พลังกระดูกขาวกระตุ้นขึ้นอีกครั้ง ดวงตา เปล่งประกายการสู้รบ ‘เนตรสอดแนม’ ก็กระตุ้นขึ้นมาถึงขีดสุดในเวลา เดียวกัน คิดที่จะสอดแนมจุดอ่อนของวิชาและพลังบําเพ็ญของหัวหน้า เผ่าจิ้งจอกเขียว
ขอแค่โค่นล้มคนผู้นี้ได้ ด่านสุดท้ายในการหลบหนีของวันนี้ ก็ถูก ทลายลงแล้ว
แต่ทว่า…
“มองไม่เห็น?”
หลี่มู่ตกตะลึง
‘เนตรสอดแนม’ กลับไม่สามารถมองทะลุสนามพลังคุ้มกายนอก ร่างของหัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียวผู้นี้ได้หรือ?
……………………………………….
บทที่ 690 ขอบคุณ คุณชาย
หลี่มู่ตกตะลึงในใจ นี่นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ฝึก ‘เนตรสอดแนม’ แล้วพบกับ สถานการณ์เช่นนี้ เพราะว่าพลังบําเพ็ญหัวหน้าชนเผ่าจิ้งจอกเขียวสูงเกินไปหรือ? ยุ่งยากเสียแล้วสิ หลี่มู่ลอยค้างอยู่กลางอากาศ พลิกมือจับดาบ ความคิดในสมอง เปล่งปรายอยู่ตลอด คอดหาวิธีที่จะหลบหนี “นี่เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” หัวหน้าชนเผ่าจิ้งจอกเขียวมองไปยังลูกชายตนเอง เห็นได้ชัดว่าเขาไม่รู้เรื่องที่ชายน้อยจิ้งจอกเขียวทํา
ชายน้อยจิ้งจอกเขียวก้มหน้าตำา ด้วยสีหน้าเคารพยําเกรง เดิน ขึ้นมาด่านหน้า ค้อมตัวลงคารวะพร้อมเอ่ยขึ้น “ท่านพ่อ คนผู้นี้คือหลี่อี้ เตาอัจฉริยะฟ้าสุดยอดประทานจาการจัดอันดับอัจฉริยะฟ้าประทาน ใหม่ของร้อยเขตดารา ข้าเชิญเขามาเป็นแขกที่จวนหลัก ใครจะรู้ว่า คน
ผู้นี้ กลับเห็นสาวงามแล้ววู่วาม จะแย่งชิงสาวใช้คนหนึ่งที่ข้าชุบเลี้ยง ไป”
“หือ?” สายตาหัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียว จับจ้องมายังตัวหลี่มู่
หลี่มู่รู้สึกเหมือนกระบี่เทพสองเล่ม กําลังจะทิ่มแทงตนเองเข้าไป อย่างไรอย่างนั้น
พลังของหัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียวผู้นี้ แข็งแกร่งจนน่ากลัว
จนถึงตอนนี้ หลี่มุ่ยังมองไม่ออกถึงขั้นพลังที่แท้จริงของคนผู้นี้เลย
“หลี่อี้เตา? ดี สมแล้วกับที่เป็นผู้หนึ่งวันสะบั้นร้อย วีรบุรุษที่ ทะยานขึ้นมาบนการจัดอันดับอัจฉริยะฟ้าประทานยี่สิบอันดับแรกได้ สามารุมายังจวนหลักจิ้งจอกเขียวของข้าแล้วก่อเรื่องขึ้นเช่นนี้ อนาคต นี่คาดหวังได้เลยทีเดียวเชียว ” หัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียวมองหลี่มู่ด้วย ท่าทีชื่นชม พยักหน้าเอ่ยต่อว่า “ก็แค่สาวใช้คนหนึ่งเท่านั้น เจ้าก็ให้เขา ไปสิ แต่ว่า เรื่องที่เจ้าว่ามานี่ ดูท่าจะไม่ใช่แค่สาวใช้ธรรมดากระมัง?”
เขามองไปยังนายน้อยจิ้งจอกเขียว
นายน้อยจิ้งจอกเขียวถอนใจในใจ รู้ว่าเรื่องนี้คงปิดบังต่อไม่ได้แล้ว ก็เลยยิ่งมีท่าทีนอบน้อมกว่าเดิม เล่าเรื่องราวเสียงตำาออกมาเสียรอบ หนึ่ง
หัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียวฟังจบ สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย มองไปยัง ปี้ เหยียนที่ยืนอยู่ด้านหลังหลี่มู่
เช่นเดียวกับนายน้อยจิ้งจอกเขียวเมื่อครั้งก่อนหน้า เขายิ่งมองปี้ เห ยียน ดวงตาก็ยิ่งเปล่งประกาย
“ไม่คิดว่าจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น” หัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียวยิ้มๆ จากนั้นเอ่ยกับหลี่มู่ว่า “น้องชาย เจ้าคงไม่รู้ว่าหญิงสาวคนนี้ มี ความหมายเช่นไรต่อเผ่าจิ้งจอกเขียว เช่นนี้แล้วกัน เรื่องก่อนหน้านี้ ขา จะไม่ถือสาเอาความกับเจ้า เจ้าเพียงแค่ส่งตัวแม่นางคนนี้มา เรื่องอื่นๆ ก็ถือว่าแล้วกันไป ต่อจากนี้เจ้ายังเป็นแขกคนสําคัญของเผ่าจิ้งจอก เขียวของข้า ดีไหม?”
“ท่านพ่อ นี่มัน….” ชายน้อยจิ้งจอกเขียวยังคิดจะพูดอะไรต่อ
หัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียวโบกมือตัดตอนทันที
เขามองไปทางหลี่มู่ รอคําตอบจากหลี่มู่
หลี่มู่ไม่ได้รู้สึกสนใจต่อข้อเสนอของหัวหน้าชนเผ่าจิ้งจอกเขียวเลย
นายน้อยจิ้งจอกเขียวปิดบังเรื่องปี้ เหยียน กระทั่งเมื่อครู่ที่ตอบ คําถามแก่หัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียว ก็ยังพูดปด นี่อธิบายได้ว่า ปี้ เหยียน สําคัญกับเขามากแต่สําหรับหัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียว น่ากลัวว่าจะมี
เพียงแรงดึงดูดเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงกังวล ว่าถ้าพูดเรื่องออกมาแล้ว หัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียวจะแย่งตัวปี้ เหยียนไป ไม่ว่าจะมองจากมุมมองไหน ปี้ เหยียนถ้าตกอยู่ในมือเผ่าจิ้งจอก เขียว ก็ล้วนมีอันตรายทั้งสิ้น หลี่มู่หายใจลึก ค่อยๆ จับดาบวัฏจักรในมือให้แน่นยิ่งขึ้น ‘เนตรสอดแนม’ ก็กระตุ้นออกมาระดับสูงสุดเช่นกัน คอยส่องหา และสังเกตุอยู่ตลอด ศัตรูตรงหน้าก็เป็นเพียงหัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียว เช่นนั้นก็ต้องหา วิธีอื่นๆ ไม่จําเป็นต้องสังหารเพื่อหนีออกไป “เหอๆ เป็นลูกวัวแรกเกิดที่ไม่กลัวพยัคฆ์จริงๆ ” หัวหน้าเผ่า จิ้งจอกหัวเราะขึ้น
เขาพูดต่อมาอีกว่า “ข้ารู้ว่าเจ้ามีพละกําลังร้อยพิชิตบนแท่น ประหารเซียน จิตสู้รบในใจกําลังคุกรุ่น ความศรัทธาความมั่นใจก็อยู่ใน ระดับสูงสุด แต่เจ้าก็ต้องรู้ ว่าลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวพยัคฆ์มันก็เป็นเพียง ความไม่กลัวเท่านั้น แต่ผลลัพธ์ท้ายสุดก็ยังไม่พ้นถูกพยัคฆ์คาบไปกิน อยู่ดี หลายครั้งหลายเวลา การมีเพียงแค่ความศรัทธาความมั่นใจและ ปณิธาน มันก็แก้ไขอะไรไม่ได้”
หลี่มู่ไม่พูดจา
วิชาก่อนกําเนิดกระตุ้นถึงขีดสุด จนเหมือมีเค้าลางทะลวงขั้น
ความเจ็บปวดระหว่างคิ้วแผ่รังสีออกมา ขยายออกไปจนทั่วศีรษะ นี่คือผลลัพธ์จากการฝืนกระตุ้น ‘เนตรสอดแนม’ ขึ้นถึงระดับสูงสุด จน รู้สึกเหมือนมันจะระเบิดแตกออกมาอย่างไรอย่างนั้น
ในอาการคลุมเครือนั้นมองเห็นได้ว่า มีกระแสวนไร้รูปร่างชั้นหนึ่ง แผ่ซ่านอยู่รอบกายของหัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียว
และเป็นกระแสวนแปลกประหลาดชั้นนี้เองที่สกัดกั้นการสอดส่อง ของ ‘เนตรสอดแนม’ เอาไว้
หลี่มู่กําลังพยายามทดลองมองทะลุเจ้ากระแสวนชั้นนี้ เพื่อให้ มองเห็นถึงตัวตนของหัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียว
เหมือนกับหมอกควันที่ลอยหักเห ทําให้หลี่มู่ที่ไม่ว่าจะกระตุ้น อย่างไร ก็มองไม่เห็นถึงตัวจริง
“เฮ้อ น่าเสียดาย อัจฉริยะที่ต้องตายตั้งแต่อายุยังน้อยคนหนึ่ง ช่าง น่าเสียดายจริงๆ” หัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียวมองท่าทีเช่นนี้ของหลี่มู่ ก็รู้ ว่าไม่มีความเป็นไปได้ที่จะทําให้เข้าใจแล้ว ถอนใจออกมาเฉือกหนึ่ง มือ ขวาค่อยๆ ยกขึ้น กุมเอาความว่างเปล่าที่อยู่ทางด้านหลี่มู่เบาๆ
พลังวิญญาณฟ้าดินไหลเวียนขึ้นฉับพลัน กฎเกณฑ์ซัดเชี่ยวขึ้นมา หลี่มู่รู้สึกว่าแรงกดดันอันแสนน่ากลัวที่ยากจะอธิบายได้ บีบอัดเข้า มาจากทั่วทุกสารทิศ เวลาเดียวกัน เขาพบว่าพลังปราณแท้ในร่างของตนเอง ก็ถูกบีบ สกัดไว้เช่นกัน ไม่สามารถรวบรวมสั่งการได้เลยแม้แต่น้อย ไขกระดูกในร่างของเขา ส่งเสียงเปรี๊ยะๆ เบาๆ ขึ้นในพริบตา ราว กับรับเอาแรงกดดันมหาศาล เหมือนจะเปลี่ยนรูปไว้ไม่ไหว เงาดําแห่งความตายปกคลุมลงมาในพริบตา นี่ไม่ใช่พลังที่เทียบได้กับขั้นราชาแล้ว ปณิธานแห่งฟ้าดินอวกาศอันยิ่งใหญ่ กําลังส่งผลต่อตัวหลี่มู่ พลังอันน่ากลัวที่อยู่เหนือขั้นพลังราชาขึ้นไป ถ้าหากไม่ใช่เพราะกายเนื้อที่แข็งแกร่งของตนเองละก็ แค่ใน พริบตานี้ น่ากลัวว่าจะถูกขยี้จนกลายเป็นเศษเนื้อไปแล้ว พลังบําเพ็ญของหัวหน้าเผ่าจิ้งจอก เกินกว่าที่จินตนาการเอาไว้ จะต้องอยู่เหนือขั้นราชาขึ้นไปอีก
พริบตานั้น หลี่มู่ก็ได้เข้าใจขึ้นมา
เขาหันศีรษะมองปี้ เหยียน
ยังดีที่ปี้ เหยียนไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
เห็นได้ชัดว่าพลังที่หัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียวมีอยู่ ไปอยู่ในขั้นที่ไม่ สามารถจินตนาการออกมาได้แล้ว เพียงแค่ท่าทางง่ายๆ โบกๆ กรงเล็บ เท่านั้น ก็เพียงพอที่จะสังหารคนคนหนึ่งในพริบตา และทําให้อีกคน หนึ่งไร้ซึ่งรอยขีดข่วนใดได้
หลี่มู่รู้สึกว่ามิติฟ้าดินรอบๆ ราวกับฟ้าถล่มเขาทลาย บีบอัดเข้ามา อย่างบ้าคลั่ง ร่างของเขารับไม่ไหวขึ้นทุกที เริ่มที่จะเปลี่ยนรูปร่างแล้ว
ชักดาบ ออกดาบ!
พลังของมือขวากระดูกขาว และพลังของดาบวัฏจักร ถูกปล่อย ออกพร้อมกัน
แรงกดดันฟ้าดินรอบๆ เบาลงไปชั่วพริบตา
พริบตาขณะที่หลี่มู่คิดจะใช้วิชาขี่เมฆาเหินฟ้าเพื่อหาปี้ เหยียนหนี ออกจากเขตแดนจิตสังหารนี้ แรงกดดันฟ้าดินรอบด้านกลับมาใหม่อีก ครั้งในพริบตา เหมือนกับวิชาสะกดร่างอย่างไรอย่างนั้น ตรึงเขาเอาไว้ อยู่ที่เดิม
“ทําเอาข้ารู้สึกเกินคาดจริงๆ ดาบของเจ้า มีพลานุภาพถึงเพียงนี้ น่ากัวว่าในอันดับอัจฉริยะฟ้าประทาน นอกจากอันดับสูงสุดคนสองคน นั่นแล้ว คงไม่มีใครเป็นคู่มือของเจ้าได้ เขตดาราเทพวีรชนอันเล็กจ้อย กลับชุบเลี้ยงมังกรเทพอย่างเจ้าขึ้นมาได้”
หัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียวมองหลี่มู่ ด้วยสีหน้าชื่นชม
“แต่แปลกจริงๆ เมื่อครู่นี้ ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเผ่าจิ้งจอก เขียวบนร่างของเจ้า น่ากลัวว่าในร่างกายของเจ้า จะมีสายเลือดเผ่า จิ้งจอกเขียวของพวกเราอยู่กระมัง เช่นนี้ก็แล้วกัน ข้ายังยินยอมที่จะ ถามเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ข้าจะไม่สังหารเจ้า แต่เจ้ามาบูชาถวายตัวเข้าสู่ เผ่าจิ้งจอกเขียวของข้าเป็นอย่างไร ข้าจะปฏิบัติกับเจ้าเหมือนลูกหลาน ตําแหน่งสูงอํานาจยิ่งใหญ่ ดีไหม?”
เมื่อคําพูดนี้ออกมา ผู้แข็งแกร่งยอดฝีมือเผ่าจิ้งจอกเขียวอื่นที่อยู่ รอบๆ รวมไปถึงนายน้อยจิ้งจอกเขียว สีหน้าได้เปลี่ยนไปในทันที
“ท่านพ่อ?” นายน้อยจิ้งจอกเขียวเอ่ยขึ้นด้วยเสียงประหลาดใจ “คนผู้นี้ ในร่างจะมีสายเลือดของเผ่าจิ้งจอกเขียวของพวกเราได้ อย่างไร?”
แต่หัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียวก็ไม่ได้ตอบอะไร
แต่ยังคงมองหลี่มู่ด้วยความคาดหวัง
สายเลือดจิ้งจอกเขียว?
หลี่มู่ฟังแล้วก็ยังรู้สึกเกินคาด
เขาไม่สามารถขยับร่างได้ แต่หัวสมองกลับส่องประกายความคิด ขึ้นมานับไม่ถ้วน
“พวกเจ้าจะปฏิบัติตัวอย่างไรกับปี้ เหยียน” หลี่มู่เอ่ยขึ้น
หัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียวส่ายหน้า ตอบว่า “เรื่องนี้เป็นความลับของ ชนเผ่าข้า ไม่สามารถบอกเจ้าได้ชั่วคราว สาวน้อยคนนี้ เดิมทีก็เป็น สมาชิกของเผ่าจิ้งจอกเขียวคนหนึ่ง ในร่างกายไหลเวียนอยู่ด้วย สายเลือดเผ่าจิ้งจอกเขียว ต่อให้ต้องเสียสละเพื่อเผ่าข้า มันก็เป็นเรื่องที่ สมเหตุสมผล”
อย่างที่คิดจริงๆ
หลี่มู่ฟังแล้ว ก็รู้ได้ทันที ถ้าปี้ เหยียนตกอยู่ในมือของชนเผ่าจิ้งจอก เขียวละก็ จะต้องตกอยู่ในอันตรายอย่างมากเป็นแน่
เผ่าจิ้งจอกเขียวเหมือนจะให้ปี้ เหยียนทําการเสียสละ เพื่อสําเร็จ เรื่องบางอย่าง
ดังนั้นนี่จึงเป็นสาเหตุที่นายน้อยจิ้งจอกเขียวทําทุกวิถีทางเพื่อให้ปี้ เหยียนปลุกสายเลือกบรรพบุรุษจิ้งจอกเขียวขึ้นมาเช่นนั้นหรือ?
หลี่มู่สั่นศีรษะ เอ่ยตอบว่า “เมื่อพูดกันไม่ถูกคอก็เงียบเสียดีกว่า หากคิดจะเอาตัวปี้ เหยียน ก็ถามดาบในมือข้าเสียก่อนเถอะ”
เขาเตรียมที่จะใช้ไพ่ใบสุดท้ายแล้ว
ใบหน้าหัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียวปรากฏสีหน้าผิดหวังขึ้นมา เอ่ยต่อ ว่า “ช่างโง่เขลานัก…ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็อย่าหาว่าข้าใจร้ายก็แล้วกัน” พูดจบ เขาค่อยๆ กํานิ้วทั้งห้าในมือขวาให้แน่นขึ้น
หลี่มู่รู้สึกถึงพลังฟ้าดินรอบๆ บีบอัดเข้ามา ยากที่จะต้านทานได้ กระดูกในร่างกําลังส่งเสียงร้อง ราวกับว่าจะถูกแรงบีบนี้บดขยี้ลง อย่างไรอย่างนั้น
ดูท่าจะต้องใช้วิธีสุดท้ายนั่นเสียแล้ว
หลี่มู่ตัดสินในใจว่าจะใช้ออกมา
ตอนนี้เอง ปี้ เหยียนภูตจิ้งจอกที่ยืนอยู่ด้านหลังเขามาตลอด ได้ก้าว ออกมาขวางเอาไว้ด้านหน้าตัวหลี่มู่
“หยุดเพียงแค่นี้เถิด”
นางเอ่ยขึ้น
เมื่อสิ้นเสียง พลังฟ้าดินรอบด้านรอบๆ ที่บีบเข้ามา ก็ราวกับฝุ่น ควันในสายลม สลายหายในฉับพลันอย่างไม่น่าเชื่อ หลี่มู่รู้สึกว่าร่างกายเบาขึ้นมาฉับพลัน ร่างกายกลับมาควบคุมได้ใหม่อีกครั้ง พลังในร่างกายก็กลับมาเป็นของตัวอย่างสมบูรณ์ในพริบตา เขามองไปยังปี้ เหยียนอย่างตกตะลึง บนหน้าของหัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียว ก็ปรากฏสีหน้าตกตะลึง เช่นกัน “เจ้า…” เขามองปี้ เหยียนอย่างไม่อาจเข้าใจได้ ว่าเพราะอะไรสาว จิ้งจอกคนนี้จึงสามารถปลดปณิธานสูงสุดของตนเองลงได้? ปี้ เหยียนไม่ได้สนใจต่อใครอีก นางหันกลับมามองหลี่มู่ ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มงามอย่างที่ไม่เคย เห็น “ขอบคุณ คุณชาย” นางมองหลี่มู่ ประกายแสงในดวงตา ราวกับ เป็นทิวทัศน์งดงามที่สุดบนโลกใบนี้
หลี่มู่ไม่รู้จะพูดอะไรดี
เขาตระหนักขึ้นมาได้ ร่างกายของปี้ เหยียนเกิดการเปลี่ยนแปลง น่าจะมากเกินกว่าที่ตนเองจินตนาการไว้ และไกลเกินกว่าที่หัวหน้าเผ่า จิ้งจอกเขียวจินตนาการไว้เช่นกัน
“ขอบคุณท่านที่ต่อให้ต้องทิ้งชีวิตก็ยังคิดจะพาข้าออกไป” ปี้ เห ยียนกอดหลี่มู่เบาๆ ในดวงตามีนำาตาเอ่อขึ้นมาอีกครั้ง “ข้าเป็นเด็ก กําพร้าที่ถูกทอดทิ้ง เป็นคุณชายที่ทําให้ข้าสัมผัสได้ถึงความรู้สึกถูกหวง แหนและปกป้อง ความรู้สึกที่งดงามที่สุดบนโลกนี้”
ในร่างกายของนาง เปล่งแสงเซียนสีเขียวออกมา
แสงเซียนนี้เมื่อสาดออกไป ไหวเวียนแผ่ซ่านระหว่างฟ้าดิน
หัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียว นายน้อยจิ้งจอกเขียวรวมไปถึงผู้แข้งแกร่ง เผ่าจิ้งจอกเขียวทั้งหมด คุกเข่าลงกลางอากาศอย่างควบคุมไม่ได้ มากมายนับไม่ถ้วน ซ้อนชั้นเป็นระเบียบ ราวกับชีวิตชั้นตำาพบเข้ากับ ราชาที่สายเลือดกําหนดมาอย่างไรอย่างนั้น เป็นความรู้สึกศิโรราบ กราบกรานจากไขกระดูกและจิตวิญญาณของตนเอง
“ทําไมจึงเป็นเช่นนี้ ” หัวหน้าเผ่าจิ้งจอกเขียวตกตะลึงถึงขีดสุด
เขาหันหน้าไปมองนายน้อยจิ้งจอกเขียว เอ่ยขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด “เจ้า…เจ้าให้นางปลุกสายเลือดบรรพบุรุษอะไรขึ้นมากันแน่? เจ้าคนโง่ เจ้าทําอะไรลงไปกัน?”
นายน้อยจิ้งจอกเขียวก็มีสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน เอ่ยตอบว่า “ก็แค่สายเลือดหุ่นเชิดบรรพบุรุษเท่านั้น เพียงแต่ว่า เพียงแต่…นี่มัน เป็นไปไม่ได้ เป็นเช่นนี้ได้อย่างไรกัน? ไม่ถูกสิ ไม่ควรเลย ข้ายังฝังคํา สาปหุ่นเชิดลงไว้ในร่างของนางด้วยซำานะ”
……………………………………….