จักรพรรดิมังกรทมิฬ - ตอนที่ 64 เหนือฟ้ายังมีฟ้า
“เฮ้อ…”
หลิงชิงไห่มองสภาพของเฉินเฟิงแล้วอดถอนหายใจไม่ได้
เฉินเฟิงคืออัจฉริยะโดยแท้ เขาเปิดเส้นชีพจรมังกรได้ยี่สิบเอ็ดสายตั้งแต่อายุราวยี่สิบปี และยังกลายเป็นนักปรุงโอสถระดับต่ำได้ตั้งแต่อยู่ในขอบเขตเส้นชีพจรมังกร
สองสิ่งนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีผู้ใดทำได้ง่าย ๆ
ทว่าเมื่อยืนอยู่ต่อหน้าซูหาน ทุกสิ่งทุกอย่างบนตัวเฉินเฟิงกลับดูเลือนรางลงอย่างประหลาด
ราวกับว่าไม่ว่าเฉินเฟิงจะเปิดเส้นชีพจรมังกรได้มากเพียงใด ซูหานก็สามารถกดเขาไว้ได้เสมอ แม้แต่หลิงชิงไห่ยังรู้สึกว่าซูหานยังคงปิดบังบางอย่างไว้ หากเฉินเฟิงระเบิดพลังออกมาอีก ซูหานก็คงยังสามารถระเบิดพลังตอบโต้ได้เช่นกัน
ในด้านการปรุงโอสถ ตลอดทั่วทั้งทวีปหลงอู่ ยังไม่เคยได้ยินว่าผู้ใดจะกลายเป็นนักปรุงโอสถได้ตั้งแต่อยู่ในขอบเขตเส้นชีพจรมังกร และยังสามารถปรุงโอสถได้สำเร็จ
ไม่ต้องกล่าวถึงครึ่งชั่วยาม ต่อให้ใช้เวลาสิบชั่วยาม ขอเพียงอยู่ในขอบเขตเส้นชีพจรมังกรแล้วสามารถปรุงโอสถสำเร็จได้ ก็ถือว่าน่าตื่นตะลึงถึงขีดสุดแล้ว
แต่เมื่อเทียบกับซูหาน เฉินเฟิงกลับมิอาจเทียบได้เลย
ครึ่งนาที โอสถระดับสูง สิบเม็ด…
อย่าว่าแต่เฉินเฟิงเลย แม้แต่ปรมาจารย์หรงผู้เป็นนักปรุงโอสถระดับเงินขั้นสูง ก็ยังทำไม่ได้!
หลิงชิงไห่แทบไม่อยากเชื่อ ซูหานผู้นี้คือสัตว์ประหลาด สัตว์ประหลาดโดยแท้!
“เฉินเฟิง เจ้าไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองไปเปรียบกับซูหาน ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า ก็เหนือกว่าผู้คนนับไม่ถ้วนบนทวีปหลงอู่แล้ว” หลิงชิงไห่เอ่ยปลอบ
ท้ายที่สุดแล้ว เฉินเฟิงคือศิษย์ของเขา แม้จะด้อยกว่าซูหาน ก็ยังคงเป็นความภาคภูมิใจของเขา
“ไม่ ไม่!!”
เฉินเฟิงราวกับเสียสติ ดวงตาจับจ้องซูหานแน่น ฟันแทบจะแตกละเอียด
“ข้าเปิดเส้นชีพจรมังกรยี่สิบเอ็ดสาย! และยังกลายเป็นนักปรุงโอสถตั้งแต่อยู่ในขอบเขตเส้นชีพจรมังกร บนทวีปหลงอู่แห่งนี้ ไม่มีผู้ใดเหนือกว่าข้าได้ ซูหานต้องโกงแน่!!!” เฉินเฟิงคำราม
“เฉินเฟิง!”
สีหน้าหลิงชิงไห่เย็นลง “บนทวีปหลงอู่มีเมืองนับไม่ถ้วน ยังมีอาณาจักร จักรวรรดิ สำนักใหญ่ และสำนักมหาอำนาจเหนือสำนักอีกมาก ประชากรนับพันล้าน! ที่นี่เป็นเพียงเมืองเล็กแห่งหนึ่งเท่านั้น พรสวรรค์ของเจ้าถือว่าน่าทึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าทั่วทั้งทวีปหลงอู่จะไม่มีผู้ใดเหนือกว่าเจ้า จงตั้งสติและมองสถานะของตนให้ชัด!”
“แต่…”
“ไม่มีแต่! แพ้ก็คือแพ้ จิตใจของเจ้ายังต้องขัดเกลา!”
หลิงชิงไห่สะบัดมือ “มาเถิด พาเฉินเฟิงไปยังตำหนักคลุ้มคลั่ง รอจนกว่าเขาจะขัดเกลาจิตใจเสร็จ ค่อยปล่อยออกมา!”
“รับคำสั่ง”
ทันใดนั้นมีคนสองคนก้าวออกมา ประคองเฉินเฟิงแล้วพาเดินจากไป
แววตาของเหล่าผู้อาวุโสวูบไหว เพราะพวกเขารู้ดี แม้ตำหนักคลุ้มคลั่งจะทรมานเพียงใด แต่นั่นคือสถานที่ฝึกจิตและเจตจำนงที่ดีที่สุด
ผู้อื่นอาจไม่รู้ แต่ภายในสำนักเมฆาเยือกแข็ง มีศิษย์นับไม่ถ้วนใฝ่ฝันอยากเข้าไปในตำหนักคลุ้มคลั่ง ทว่ากลับไม่มีคุณสมบัติ
ภายนอกดูเหมือนเป็นการลงโทษ แต่แท้จริงแล้วหลิงชิงไห่กำลังหล่อหลอมเฉินเฟิง ด้วยพรสวรรค์ของเฉินเฟิง หากผ่านการขัดเกลาในตำหนักคลุ้มคลั่ง ย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงสะเทือนฟ้าดิน
“อย่าลืมเดิมพันของเจ้า” ซูหานตะโกนตามหลังเฉินเฟิง
“คนโกง เพ้อฝัน!!!” ดวงตาเฉินเฟิงแดงฉาน
จนถึงบัดนี้ เขายังไม่เชื่อว่าโอสถนั้นซูหานเป็นผู้ปรุง และยังไม่เชื่อว่าซูหานจะเหนือกว่าเขา
ก่อนหน้านี้ เฉินเฟิงเชื่อมั่นว่าด้วยพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์และด้านปรุงโอสถของตน จะต้องคว้าอันดับหนึ่งมาได้แน่นอน
“หากเจ้าไม่รักษาสัญญา ข้าจะช่วยเจ้าเอง”
น้ำเสียงซูหานเย็นเยียบ “แต่ข้าขอบอกไว้ก่อน สิ่งที่ข้าพูดคือให้ตระกูลเฉินหายไปจากเมืองหยวนซาน กับสิ่งที่เจ้าพูดให้ตระกูลเฉินหายไปจากเมืองหยวนซาน ผลลัพธ์นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง”
“เช่นนั้นข้าจะรอดู!”
เฉินเฟิงกล่าว “เมื่อข้าออกจากตำหนักคลุ้มคลั่ง คนแรกที่ข้าจะสังหารก็คือเจ้า!”
ได้ยินดังนั้น ดวงตาซูหานพลันเย็นชาลง
หากมิใช่เพราะหลิงชิงไห่และคนอื่น ๆ คุ้มกันเฉินเฟิงอยู่ที่นี่ เขาย่อมไม่ปล่อยให้เฉินเฟิงมีชีวิตต่อไปแน่นอน
“พอแล้ว”
หลิงชิงไห่สูดลมหายใจลึก “ผลการคัดเลือกครั้งนี้ ซูหานอันดับหนึ่ง เฉินเฟิงอันดับสอง หูเจิ้งเหยาและหยางหลินเสมอกันในอันดับสาม”
ผู้อื่นต่างถอนหายใจ แม้จะเสียดาย แต่ก็มิได้ผิดหวัง เพราะก่อนหน้านี้ก็พอคาดเดาได้แล้ว
“ผู้ที่มีคุณสมบัติเข้าสำนักเมฆาเยือกแข็ง ภายหลังจะมีคนไปแจ้ง ส่วนผู้ที่เหลือ เชิญกลับได้”
สิ้นคำ หลิงชิงไห่มองซูหานอีกครั้ง “สำนักนี้จะมอบทรัพยากรที่ดีที่สุดให้เจ้า หากเจ้าต้องการ สำนักยังสามารถชี้นำเจ้าเข้าสู่สำนักระดับสูงกว่าได้ ตราบใดที่เจ้ายินยอมเป็นศิษย์ของสำนักนี้ สำนักจะทุ่มเทสุดกำลังฝึกฝนเจ้า!”
เห็นได้ชัดว่าหลิงชิงไห่ไม่อาจตัดใจปล่อยปีศาจร้ายเช่นซูหานไปง่าย ๆ
ทว่าซูหานยังคงส่ายหน้า ปฏิเสธเช่นเดิม
มิหนำซ้ำ เขายังหันสายตาไปยังหยางหลิน
“ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง เป็นศิษย์ของข้า และคารวะข้าเป็นอาจารย์”
ในชาติที่แล้ว หลังหยางหลินปฏิเสธครั้งแรก ซูหานย่อมไม่เอ่ยปากครั้งที่สอง
แต่ชาตินี้แตกต่าง อย่างน้อยกำลังคนและทรัพยากรที่ซูหานมีอยู่ในตอนนี้ยังน้อยเกินไป
เหตุที่เขาเล็งหยางหลิน มิใช่เพราะหยางหลินเปิดเส้นชีพจรมังกรได้มากเพียงใด แต่เพราะพรสวรรค์ด้านเวทมนตร์ของเขา
ซูหานสัมผัสได้อย่างชัดเจน รอบกายหยางหลินมีธาตุเวทมนตร์จำนวนมหาศาลวนเวียนอยู่ ราวกับต้องการหลอมรวมเข้าสู่ร่างของหยางหลิน
ทว่ารอบกายหยางหลินกลับถูกห่อหุ้มด้วยพลังปราณ และเขาก็กำลังฝึกวิถีวรยุทธ์ของทวีปหลงอู่ หากไร้การชี้นำที่ถูกต้อง ธาตุเวทมนตร์เหล่านั้นย่อมไม่อาจเข้าสู่ร่างได้
กายาเวทมนตร์!
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ซูหานหมายตาหยางหลิน
เวทมนตร์คือวิถีการบ่มเพาะของดาวเคราะห์ชั้นสูง ฝึกจนถึงที่สุดสามารถทำลายฟ้าดินได้
ยกตัวอย่างเช่น เทพเวทขั้นเจ็ดในชาติที่แล้ว เพียงคนเดียวก็สามารถกวาดล้างจักรพรรดิโบราณได้หลายคน แสดงให้เห็นถึงความอหังการเพียงใด
ผู้ที่ฝึกเวทมนตร์ ล้วนถูกเรียกว่าจอมเวท
และเวทมนตร์ขั้นต่ำสุด เพียงพอจะต่อกรกับขอบเขตโลหิตมังกรได้แล้ว แสดงถึงพลังของเวทมนตร์อย่างแท้จริง
ผู้คนทั้งสนามมีนับพัน แต่ซูหานสัมผัสได้ถึงธาตุเวทมนตร์เพียงไม่กี่คน และหยางหลินคือผู้ที่เข้มข้นที่สุด ด้วยเหตุนี้ซูหานจึงพยายามดึงตัวหยางหลินมาโดยตลอด
ทว่าเช่นเดียวกับที่ซูหานปฏิเสธหลิงชิงไห่ หยางหลินก็ยังปฏิเสธซูหาน
“ข้ายอมรับว่าพรสวรรค์ของเจ้าแข็งแกร่งยิ่ง แต่ท้ายที่สุดแล้วเจ้ายังอยู่เพียงขอบเขตเส้นชีพจรมังกร บางทีในภายหน้าเมื่อเจ้าเติบโตและเหนือกว่าข้าอย่างมาก ข้าจึงค่อยพิจารณาเป็นศิษย์ของเจ้า” หยางหลินกล่าว
ขอบเขตเส้นชีพจรมังกรจะรับขอบเขตเส้นชีพจรมังกรเป็นอาจารย์?
เห็นได้ชัดว่าหยางหลินรู้สึกว่านี่คือเรื่องน่าอับอาย จากถ้อยคำก็พอเข้าใจได้
“รอข้าเติบโต?”
ซูหานยิ้มบาง “มีผู้คนมากมายที่อยากเป็นศิษย์ของข้า จงจำคำพูดของข้าต่อไปนี้ไว้ให้ดี”
“ว่ามา” หยางหลินกอดอก สีหน้าราวกับสนใจไม่น้อย
ผู้อื่นต่างเงี่ยหูฟัง
“สักวันหนึ่ง ตำหนักสังหารเทพจะยืนอยู่บนจุดสูงสุดของทวีปหลงอู่ และเมื่อถึงเวลานั้น เจ้าในสายตาตำหนักสังหารเทพ ก็เป็นเพียงมดปลวกตัวหนึ่ง การเป็นศิษย์ของข้าหรือไม่ มิได้สำคัญอีกต่อไป สำคัญตรงที่… เจ้าจะไม่มีโอกาสเข้าร่วมตำหนักสังหารเทพอีกตลอดกาล”
ถ้อยคำเรียบเฉย ทว่าแฝงไว้ด้วยความอหังการและความเด็ดขาดอันถึงขีดสุด ค่อย ๆ หลั่งไหลออกจากปากของซูหาน