จักรพรรดิเชียนตกสวรรค์ - บทที่ 146 แอบอ้างรับความดีความชอบ
บทที่ 146 แอบอ้างรับความดีความชอบ
“อะไรนะ!”
หลี่หงถูอุทานเสียงดังลั่น!
นักเรียนคนอื่น ๆ ก็ตกใจมากเช่นกัน!
“ปรมาจารย์หลินคนนี้เป็นใครกันแน่ ? ถึงกับระดมผู้ทรงอิทธิพลของสี่เมืองทางใต้ได้ด้วยซ้ำ!”
นี่มันจะร้ายกาจเกินไปแล้ว!
แค่เจี่ยงสงคนเดียว ก็สามารถทำให้ทุกคนได้แต่เงยหน้าอ้าปากค้างมองเหม่อได้แล้ว แต่ในเวลาเดียวกัน ปรมาจารย์หลินคนนี้ยังสามารถระดมขาใหญ่แห่งเมืองทางใต้ทั้งสี่มาได้อีก ช่างเป็นตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวอะไรอย่างนี้!
ในเวลานั้นเอง ประตูก็ถูกผลักเปิดออก เหยียนเสวเหวินเดินยิ้มกริ่มเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ชั่วขณะนั้น สายตาของทุกคนก็จับจ้องไปที่เหยียนเสวเหวิน
เหยียนเสวเหวินก็นับว่าเป็นพวก ทายาทเศรษฐีรุ่นสอง ที่ร่ำรวยที่มีชื่อเสียงในรั้วมหาลัย การตกเป็นเป้าสายตาแบบนี้ สำหรับเขาแล้วไม่นับเป็นเรื่องใหญ่อะไร
“มีอะไรเหรอ” มองฉันกันทำไม? เหมิงเหมิง วิกฤตในครอบครัวของเธอคงแก้ไขได้แล้วใช่มั้ยล่ะ? ” เหยียนเสวเหวินถามด้วยท่าทีสบาย ๆ ไม่เป็นทางการนัก
ดั่งที่โบราณว่าไว้ ผู้พูดไม่ได้ตั้งใจ แต่ผู้ฟังมีเจตนา
ท่าทีสบาย ๆ ของเหยียนเสวเหวิน ทำให้จางหมิงเข้าใจผิด คิดว่าเขามีความั่นใจในตนเองอย่างสูง
ในใจของเธอเชื่อไปแล้วถึง 60% ว่าต้องเป็นเหยียนเสวเหวินนี่แหละที่ช่วยเธอ
“เหยียนเสวเหวิน ฉันขอถามหน่อยสิ เพื่อนของพ่อนายที่ทำงานในกรมสรรพากรคนนั้น เขาแซ่หลินหรือเปล่า?” จางเหมิงรู้สึกว่า คำว่าปรมาจารย์หลิน น่าจะเป็นเพียงชื่อที่ใช้เรียกเฉยๆ ไม่น่าใช่ชื่อของตัวคนจริงๆ
เมื่อได้ยินคำถามของจางเหมิง ทุกคนก็กลั้นหายใจ แล้วจ้องไปที่เหยียนเสวเหวินอย่างลุ้นระทึก
แม้แต่หลินหยุน ก็ยังปรายตามองผ่านฝูงชนไปจ้องหน้าเหยียนเสวเหวินด้วย
เหยียนเสวเหวินตกตะลึงไปชั่วขณะ ” เหมิงเหมิง เธอรู้ได้ยังไงว่าเพื่อนของพ่อฉันที่กรมสรรพากรแซ่หลิน?”
หลินหยุนถึงกับผงะไปชั่วขณะหนึ่ง เขามองออกว่าเหยียนเสวเหวินไม่ได้พูดโกหก
ในชั่ววินาทีนั้น หลินหยุนก็เข้าใจขึ้นมาได้ในทันที จึงปรากฏรอยยิ้มมุมปากขึ้นบนใบหน้าของเขา โลกใบนี้ช่างมีแต่เรื่องบังเอิญเสียจริง!
เหยียนเสวเหวินไม่ได้โกหก เพื่อนของพ่อเขาในกรมสรรพากรคนนั้น แซ่หลินจริงๆ
เพี๊ยะ!
จางเหมิงตบมือดังเพี๊ยะ พลางอุทานว่า“ ‘งั้นก็ไม่ผิดแล้วล่ะ! เสวเหวิน ครั้งนี้ต้องขอบคุณนายมากเลยนะ!
จางเหมิงมองเหยียนเสวเหวินด้วยสายตาที่อ่อนโยนอย่างยิ่ง เรียกว่าแทบจะถึงขั้นเทิดทูนบูชาเลยทีเดียว
นี่คือเพื่อนร่วมชั้นที่รู้จักปรมาจารย์หลินเชียวนะ!
ปรมาจารย์หลินเป็นตัวตนที่น่าสะพรึงกลัว ซึ่งสามารถรวบรวมบอสใหญ่แห่งสี่เมืองทางใต้ได้เลยเชียวนะ!
หากสามารถสานสัมพันธ์อันดีกับเหยียนเสวเหวินได้ ก็ไม่เท่ากับว่า เหมือนได้รู้จักปรมาจารย์หลินไปด้วยหรอกเหรอ?
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานั้น จางเหมิงมีกระทั่งความคิดที่จะตายไปซะให้พ้น ๆ ด้วยซ้ำ เมื่อคืนเธอแอบตัดสินใจไว้แล้วว่า ถ้าวันนี้ยังไม่มีวิธีแก้ปัญหา เธอจะขอยอมตายซะดีกว่าให้อู๋ก่วงหัวนั่นได้สมปรารถนา
ไอ้จอมปิศาจร้ายอู่ก่วงหัวนั่น หากสาวสวยอย่างจางเหมิงไปตกอยู่ในกำมือมันเมื่อไหร่ ก็สามารถจินตนาการได้เลยว่า จะเกิดเรื่องเลวร้ายอะไรขึ้นบ้าง!
ด้วยเหตุนี้ แววตาที่จางเหมิงมองเหยียนเสวเหวิน จึงไม่เพียงเต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณ แต่ยังมีอารมณ์อื่นที่แฝงเร้นอยู่ในนั้นด้วย
“แม้ว่าเหยียนเสวเหวินคนนี้ จะหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ไปสักหน่อย แต่ฐานะทางครอบครัวของเขาก็ดีมาก โดยเฉพาะครั้งนี้เขายังแสดงให้เห็นด้านที่น่าตกตะลึงออกมา อีกทั้งยังรู้จักปรมาจารย์หลินผู้มีตัวตนอันน่าหวาดกลัวอีกด้วย!”
จางเหมิงลอบตัดสินใจเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
พวกหลี่หงถูกับเสิ่นหย่ง ก็มองเหยียนเสวเหวินอย่างตกตะลึงเช่นกัน ถ้าเป็นเมื่อก่อนพวกเขายังกล้าเปรียบเทียบกับเหยียนเสวเหวินอยู่ แต่ต้องยอมถอยเมื่อได้รู้ว่าพ่อของเหยียนเสวเหวิน ถึงกับรู้จักปรมาจารย์หลินผู้มีตัวตนอันน่าสะพรึงกลัว
พวกหลี่หงถูมีแต่ความหวาดกลัวอันไร้ที่สิ้นสุด พวกเขาไม่กล้าคิดที่จะเปรียบเทียบอีกต่อไป
โดยเฉพาะพวกหลี่หงถูกับเสิ่นหย่ง ต่างก็แอบวางแผนไว้ในใจว่า จะต้องหาเวลาบอกคนในครอบครัวให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม จะต้องหาทางให้ครอบครัวตัวเอง รีบตีสนิทกับตระกูลเหยียนเป็นตระกูลแรกให้ได้
“พี่เสวเหวิน พี่นี่ร้ายกาจจริงๆ จากนี้ไปน้องชายคนนี้ จะขอติดตามพี่ทุกฝีก้าวล่ะนะ!” หลี่หงถูพูดอย่างประจบสอพลอ
“เสวเหวิน คราวนี้นายโดดเด่นจริงๆนั่นแหละ จากนี้ไปฉันก็ขอติดตามนายทุกฝีก้าวด้วยคนนะ!” เสิ่นหย่งพูดด้วยรอยยิ้ม
“พี่เสวเหวิน โปรดรับการคารวะจากผมด้วย!” เพื่อนร่วมชั้นหลายคนต่างรีบเข้ามาประจบประแจงเป็นการใหญ่ คล้ายกลัวว่าถ้าชักช้าไปสักก้าว จะถูกเหยียนเสวเหวินรังเกียจอย่างไรอย่างนั้น
เหยียนเสวเหวินรู้สึกตะลึงไปบ้างแล้ว เขาไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในสถานการณ์นี้!
เขาแค่เห็นว่าจางเหมิงอารมณ์ดีผิดหูผิดตา เลยเดาเอาว่า วิกฤตของที่บ้านจางเหมิงคงจะคลี่คลายแล้วก็เท่านั้น
ส่วนเรื่องที่ว่า พ่อของเขาช่วยบ้านของจางเหมิงได้หรือไม่นั้น เขาไม่รู้รายละเอียดอะไรเลย เพราะจนถึงตอนนี้ พ่อของเขาก็ยังไม่ได้ส่งข่าวคราวอะไรมาให้เขารู้
แต่เหยียนเสวเหวินมีหรือ ที่จะยอมพลาดโอกาสได้แจ้งเกิดอย่างเฉิดฉายขนาดนี้ไปง่ายๆ?
ยิ่งไปกว่านั้น นี่ยังเป็นเรื่องดีที่ถูกคนอื่นส่งมาให้ถึงหน้าประตูอีกต่างหาก เหยียนเสวเหวินย่อมไม่พลาดอย่างแน่นอน
แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าวิกฤตในครอบครัวของจางเหมิง มันคลี่คลายไปได้ยังไง แต่เขาก็รู้ว่าตอนนี้จางเหมิงมองว่า เขาเป็นดาวนำโชคที่ช่วยชีวิตเธอไว้แน่นอนแล้ว
ส่วนพวกหลี่หงถูกับเสิ่นหย่ง คงเพราะว่าเขาสามารถช่วยบ้านของจางเหมิงได้ ถึงได้เปลี่ยนแปลงมุมมองที่มีต่อเขาใหม่แบบนี้
หลังจากเข้าใจประเด็นสำคัญแล้ว เหยียนเสวเหวินก็ยิ้มอย่างถ่อมเนื้อถ่อมตัวทันที “ทุกคนเกรงใจเกินไปแล้วน่า ยังไงเราก็เพื่อนร่วมชั้นกัน ช่วยกันแค่นี้เป็นเรื่องสมควรอยู่แล้ว!”
จางเหมิงยิ่งดูยิ่งเข้าตาไปหมด
“ดูพี่เสวเหวินของเขาสิ นี่ต่างหากคือฮีโร่ตัวจริง! ช่วยครอบครัวของฉันจากปัญหาใหญ่ตั้งขนาดนี้ แถมยังไม่ทำตัวหยิ่งสักนิดเลยด้วย”
พวกนักเรียนที่ไม่รู้ความจริง ต่างก็เห็นดีเห็นงาม ยกย่องชื่นชมเหยียนเสวเหวินกันใหญ่ เพียงพริบตาก็ยกย่องเขาเสียจนแทบจะลอยขึ้นฟ้า ช่างเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากยิ่ง
แต่เหยียนเสวเหวินไม่ได้คิดจะถ่อมตัวจริงๆ กลับรู้สึกใจเต้นไม่เป็นส่ำแทน เพราะอันที่จริง เขาก็ยังไม่รู้เลยว่าพ่อเขาเป็นช่วยไว้จริงๆหรือเปล่า
ถ้าเกิดว่าไม่ใช่ขึ้นมา เขาที่เสแสร้งแกล้งทำในเวลานี้ จะไม่สามารถหาทางลงจากสถานการณ์นี้ได้ในอนาคต
“พี่เสวเหวิน ครั้งที่แล้วพี่ไม่ได้บอกว่าอยากชวนฉันไปดูหนังหรอกเหรอ? ถ้ายังไงพวกเราไปกันเถอะนะ! ฉันได้ยินมาว่า มีหนังแนววิทยาศาสตร์ชื่อ [ Earth Wandering ] แบบว่ามันสนุกมากเลยล่ะ พวกเราไปดูกันเถอะ!” จางเหมิงเริ่มทำตัวออดอ้อนอย่างหาได้ยาก ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
หลี่หงถูเห็นฉากนี้แล้ว ถึงกับมีอาการเข็ดฟันครั่นเนื้อครั่นตัวเลยทีเดียว แต่เขาก็ไม่กล้าแสดงมันออกมา น่ากลัวว่าหลังจากนี้ไป เขาคงไม่กล้าทำให้เหยียนเสวเหวินขุ่นเคืองใจแล้วด้วยซ้ำ
นักเรียนคนอื่น ๆ ต่างก็ปวดใจแปลบๆเช่นกัน ดาวมหาลัยจะเป็นของคนอื่นไปซะแล้ว
แต่จะทำยังไงได้? ใครใช้ให้ตัวเอง ไม่รู้จักกับคนน่าหวั่นเกรงอย่างปรมาจารย์หลินคนนั้นกันล่ะ?
ดังนั้นก็โทษใครไม่ได้ จงอยู่กับเป็นจริงที่ดาวมหาลัยเลือกแล้วต่อไปละกัน
เหยียนเสวเหวินตามตื๊อตามจีบจางเหมิงมาเป็นเวลานานมากแล้ว แต่จางเหมิงไม่เคยมอบสีหน้าดี ๆ ให้เขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว เอาแต่มองเขาผ่าน ๆ มาโดยตลอด
ตอนนี้ถึงกับเป็นฝ่ายต้นคิดจะไปดูหนังกับเขาเองเลย เหยียนเสวเหวินมีความสุขราวกับว่า ในใจมีทุ่งดอกไม้กำลังบานสะพรั่งเลยทีเดียว
แต่เขาก็รู้ดีว่า ตอนนี้เขาไม่ควรแสดงมันออกมา จะต้องเล่นไม้อ่อนเข้าไว้ เพื่อที่เขาจะได้ดูมีความหมายแฝงแบบชัดเจน
“ก็ได้หรอกนะ แต่ถ้าพวกเราไปดูหนังกันแล้ว ใครจะเป็นคนรับรองเพื่อน ๆ กลุ่มนี้ล่ะ?”
จางเหมิงพูดอย่างเหลืออดว่า “เรื่องนี้ พี่เสวเหวินไม่ต้องกังวลไปหรอกน่า ฉันจ่ายเงินล่วงหน้าไว้แล้ว พวกเขารับผิดชอบแค่เรื่องกินเรื่องดื่มก็พอ”
คำพูดของจางเหมิงสร้างความขุ่นเคืองให้คนฟังทันที
เดิมที ที่ทุกคนมาที่นี่ก็เพราะอยากมาช่วยด้วยใจจริง ไม่มีใครมาแค่เพราะอยากมากินฟรีอยู่แล้ว คำพูดของหล่อนช่างเลวร้ายเกินไปแล้วจริงๆ
เทพฟ้าผ่าจอมอารมณ์ร้อนพลันแค่นเสียงเย็นชาขึ้นมาเสียงหนึ่ง “ไอ้หมอ มู่มู่ ไอ้หิน ไอ้สิบแปดมงกุฎ ฉันกลับก่อนนะ พวกแกจะกลับด้วยหรือเปล่า?
เขาไม่ได้เรียกชื่อฉินโส่ว เพราะรู้ว่าไอ้หมอนี่ต้องรอโหลวจิ้งโยวก่อน
“กลับสิ ยังไงคนเขาก็มีพี่เสวเหวินอยู่แล้วทั้งคนนี่นะ ไม่ต้องการพวกเราอีกต่อไปแล้วล่ะ” ไอ้หมอพูดด้วยน้ำเสียงแปลก ๆ
“ใช่เลย อยากใช้งานพวกเราก็ร้องห่มร้องไห้จะเป็นจะตาย พอใช้ไม่ได้ก็ถีบหัวส่งกันให้พ้นๆหน้า เกิดเป็นคนทั้งที อย่าทำตัวหวังแค่ผลระยะสั้นนักเลย!” ไอ้สิบแปดมงกุฎยิ่งพูดจาด้วยน้ำเสียงแปลกพิกลกว่า
“ไปเถอะ ที่แบบนี้ ฉันไม่อยากอยู่ต่ออีกแม้แต่วินาทีเดียว!” เทพฟ้าผ่าพูดด้วยสีหน้ารังเกียจ
“ไปเหอะๆ รีบไปเร็วเข้า!”
หลินหยุนมองจางเหมิงกับเหยียนเสวเหวินด้วยสายตานิ่ง ๆ นัยน์ตาปรากฏแววไม่พอใจขึ้นมาวูบหนึ่ง ไม่พูดอะไรสักคำ ก็จากไปพร้อมพวกจางซือจู่
จางเหมิงโกรธจนหน้าแดงก่ำ แต่ไหนแต่ไรมาไม่ว่าจะทำอะไร เธอไม่เคยคำนึงถึงความรู้สึกของคนอื่นอยู่แล้ว จนกลายเป็นความเคยชินไปในที่สุด
แต่เพราะเธอถูกพวกจางซือจู่พูดใส่ต่อหน้าสาธารณชน ทำให้เธอหน้าแตกแบบหมอไม่รับเย็บ
จางเหมิงตวาดแหวด้วยความโกรธ “ไอ้พวกปัญญาอ่อนพูดจาบ้าบออะไร! ตัวเองไม่มีปัญญา ยังมีหน้าไปอิจฉาคนอื่นอีก สมน้ำหน้าแล้วที่เป็นได้แค่ไอ้กระจอกไปตลอดชีวิต!”
พวกหลินหยุนเดินออกจากห้องไปแล้ว ไม่รู้ว่าพวกเขาได้ยินหรือไม่ หรือต่อให้พวกเขาได้ยินจริงๆ ก็ไม่มีใครสนใจคำพูดของเธอทั้งนั้น
“พี่เสวเหวิน อย่าให้คำพูดของพวกยาจกนั่นมากระทบจิตใจเลยนะ พวกเราไปดูหนังกันเถอะ!”
“พี่คงยังไม่รู้ล่ะสิ ว่าคนที่ชื่อหลินหยุนที่อยู่ในกลุ่มนั้นน่ะ ถึงกับไปทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในบาร์เลยนะ น่าอับอายขายหน้าสิ้นดี!”
จางเหมิงพูดไปพลาง ดึงเหยียนเสวเหวินออกไปพลาง ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยแววเยาะเย้ยถากถาง
“ อะไรนะ? นักเรียนจากสถาบันภาพยนตร์และโทรทัศน์ออกไปทำงาน! ช่างขายหน้าพวกเราชาวสถาบันภาพยนตร์และโทรทัศน์อะไรอย่างนี้ !” เหยียนเสวเหวินสีหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ