จักรพรรดิเชียนตกสวรรค์ - บทที่ 1496 แขกไม่ได้รับเชิญ
เมื่อได้ยินคำพูดของหลินหยุน โม่หยู่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
แต่เธอคงคิดไม่ถึงจริงๆ มีคนๆหนึ่งเดินทางมาพร้อมกับหลินหยุน แต่ค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติเกิดปัญหาขึ้นและพวกเขาก็พลัดพรากจากกัน
แต่คนๆนั้นก็น่าจะเหมือนกับฉินหลัน เธอคงเป็นผู้หญิงสวยมากๆและไม่ได้เป็นนักบำเพ็ญเซียน
จากรูปวาดที่หลินหยุนให้มา คนๆนี้ก็สวยงามมากๆ
สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกงุนงงมากๆก็คือหลินหยุนให้เธอถามหอซิวซิน นอกจากบรรพบุรุษของพวกเธอแล้ว ยังมีนักบำเพ็ญเซียนจากดาวไกอามาถึงที่นี่ไหม
มันจะเป็นไปได้เหรอ?
มันเป็นอย่างที่หลินหยุนพูดจริงๆเหรอ
นอกจากบรรพบุรุษของพวกเขาแล้ว ยังมีนักบำเพ็ญเซียนจากดาวบรรพะมาถึงที่นี่อีกเหรอ?
แต่ทำไมไม่เคยมีข้อมูลพวกนี้เลย?
ไม่ว่าจะพูดยังไง ตระกูลโม่ของพวกเธอก็ออกมาหนึ่งพันปีแล้ว
ไม่พูดถึงเรื่องอื่นๆ แค่พูดถึงสถานการณ์ทั้งหมดของภาคเหนือ พวกเขาก็มีข้อมูลอยู่ในมืออย่างชัดเจน
หรือว่ามันนานกว่านั้นอีก?
หลินหยุนก็เป็นคนที่น่าเชื่อถือมากๆ ในเมื่อเขาพูดแบบนี้แล้ว เรื่องนี้น่าจะเคยเกิดขึ้น
โม่หยู่ก็คิดไม่ออกจริงๆ ทั้งๆที่หลินหยุนเป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่น ทำไมเขาต้องให้เธอถามเรื่องนี้จากหอซิวซินด้วย
อย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้สำหรับเธอนั้นไม่ค่อยสำคัญเลย ไม่ว่าจะทำยังไง ขอแค่หลินหยุนยอมรับปากที่จะเดินทางไปแดนเหมันต์กับเธอ ก็เท่ากับว่าเธอได้ทำสำเร็จแล้ว
เธอสัมผัสได้ในร่างกายของหลินหยุนนั้น มีความรู้สึกใกล้ชิดและคุ้นชินที่มาจากคนของดาวบรรพะ
ถึงแม้หลินหยุนไม่ได้แสดงมันออกมา แต่เธอเชื่อมันสายตาตัวเองมากๆ เธอไม่ได้มองผิดอย่างแน่นอน
ถ้าหลินหยุนเดินทางเข้าสู่แดนเหมันต์ เธอเชื่อมั่นมากๆว่าในจิตใจของหลินหยุนจะเกิดเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสารอย่างแน่นอน ถึงแม้เมล็ดพันธุ์แห่งความสงสารจะไม่ได้เติบโตอย่างรวดเร็ว
ถ้าวันหนึ่งในอนาคตข้างหน้า มันจะเติบโตและส่งผลกระทบกับเขาอย่างแน่นอน นี่คือความหวังของเธอ
หอซิวซินไม่เคยปฏิเสธลูกค้าอยู่แล้ว โดยเฉพาะลูกค้าที่ยอมจ่ายหินทิพย์
โม่หยู่จัดการเรื่องที่หลินหยุนสั่งมาจนสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นเธอก็กลับไปที่โรงเตี๊ยม
ทั้งสามคนพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมคืนหนึ่ง เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งสามคนก็ออกจากเมืองชิวซานทันที
หลินหยุนรับปากแล้ว เขาไม่ยอมเสียคำพูดอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น จากส่วนลึกของจิตใจ เขาก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าลูกหลานของยอดฝีมือในสมัยนั้น ตอนนี้พวกเขาเป็นยังไงและใช้ชีวิตยังไง
ไม่มีทางเลือกจริงๆ เพราะคนเหล่านี้ ต่างเป็นลูกหลานของฮีโร่จากดาวไกอา
ถ้าไม่มีจักรพรรดิหยานตี้กับจักรพรรดิหวงตี้เป็นผู้นำ ถ้าไม่มีฮีโร่พวกนั้นค่อยต่อสู้ เผ่ามนุษย์ก็คงจะไม่มีวันนี้อย่างแน่นอน
คงจะไล่เผ่านับหมื่นออกจากดาวไกอาไม่ได้ คงไม่มีเวลาที่เงียบสงบหลายพันปีหรอก
สำหรับสงครามครั้งใหญ่นั้น ทำให้ดาวบำเพ็ญเซียนที่พึ่งเกิดมาใหม่ กลายเป็นดาวที่ใกล้จะสูญสลาย ทำให้ดาวไกอาเดินไปอีกเส้นทางหนึ่งทันที
สำหรับเรื่องนี้ ไม่มีใครผิดใครถูก เพราะประวัติศาสตร์และเวลาบังคับให้มันต้องกลายเป็นแบบนี้
พลังของมนุษย์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าพูดอีกอย่างก็คือ ถ้าไม่เป็นแบบนั้น ก็คงไม่มีหลินหยุนในชาติที่แล้ว
เพราะนี่คือหลักเหตุและผล
หลักเหตุและผลอันนี้ ตอนที่ฝึกฝนยังไม่ค่อยแข็งแกร่งมากนัก อาจจะสัมผัสไม่ได้
ถ้าหลินหยุนฝึกฝนจนแข็งแกร่งถึงชั้นกษัตริย์เซียนเหมือนชาติที่แล้ว มันจะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน
หลินหยุนเดินทุกย่างก้าวจนถึงตอนนี้ เขาจะใส่ใจเรื่องเหล่านี้เป็นพิเศษ
ทั้งสามคนเดินทางไปทิศเหนือ หลินหยุนมองหน้าโม่หยู่แล้วพูด “ถ้าเดินไปข้างหน้าอีกก็จะถึงหนองน้ำใหญ่แล้ว”
“ตำแหน่งของแดนเหมันต์ ต้องผ่านหนองน้ำใหญ่เหรอ?”
โม่หยู่พยักหน้าและพูด “ใช่แล้ว แดนเหมันต์อยู่ทิศเหนือสุดของหนองน้ำใหญ่ พวกเราต้องเดินข้ามหนองน้ำใหญ่ และต้องใช้เวลาเดินทางครึ่งเดือน!”
“และยิ่งเดินเข้าไปลึกมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น!”
“อย่าพูดถึงยอดฝีมือแดนยาทองเลย แม้แต่แดนจิตปฐม”
“หรือแม้แต่ยอดฝีมือแดนดั่งเทพ ก็มีโอกาสที่จะเสียชีวิตอยู่ในนั้น”
“อย่างไรก็ตาม การที่ฉันกล้าพาพี่หลินหยุนเดินเข้าไป เพราะฉันรู้จักเส้นทางที่ปลอดภัยอยู่เส้นทางหนึ่ง!”
“อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้ฉันก็ไม่เคยเดินมาก่อน!”
“ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเกิดเรื่องอันตรายไหม!”
“พี่หลินหยุนต้องระมัดระวังตัวให้มากๆ!”
หลินหยุนพยักหน้า “ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้ว หลังจากเดินเข้าไปในหนองน้ำใหญ่ แม่นางโม่หยู่ก็เดินนำทางอยู่ด้านหน้าละกัน!”
“พวกเราพยายามผ่านที่นี่ให้เร็วที่สุด!”
โม่หยู่พยักหน้าและเห็นด้วย หลังจากพวกเขาเข้าไปในหนองน้ำใหญ่ได้ไม่นาน มีชายชราคนหนึ่งปรากฏตัวที่บริเวณด้านนอกของหนองน้ำใหญ่ทันที
ชายชรามีผ้าสีดำปิดหน้า เขามองดูอยู่สักพัก จากนั้นก็หายไปทันที
และในเวลานี้ เจ้าบ้านโม่เทียนเจินกลับมาที่ตระกูลแล้ว ทำให้สถานการณ์นิ่งสงบขึ้นมาทันที
งานฉลองวันเกิดก็ดำเนินการไปอย่างราบรื่น
แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อย พวกเขาไม่ได้มองเห็นโม่หยู่กับตาตัวเอง ทำให้พวกเขาผิดหวังมากๆ
โดยเฉพาะลูกศิษย์วัยรุ่นของสำนักต่างๆ ตอนนี้พวกเขาแสดงความไม่พอใจออกมาทางสีหน้าทันที
แต่ในตระกูลโม่ ยังคงมีแขกเดินเข้ามาตลอดเวลา
เมื่อมียอดฝีมือที่แข็งแกร่งมากๆปรากฏตัว ทำให้ทุกคนถอนหายใจยาวๆออกมาทุกครั้ง
พวกเขาถอนหายใจเกี่ยวกับอำนาจและอิทธิพลของตระกูลโม่
ตอนเที่ยงของวันนี้ มีเงาของสองคนบินมาจากทิศใต้ พลังของสองคนนี้แข็งแกร่งมากๆ
ชายชราชุดขาวที่ยืนรับแขกอยู่หน้าประตู เมื่อมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สายตาของเขาเปล่งประกายทันที
จากนั้นก็ตะโกนออกมาทันที “ฉีเฟิงที่เป็นผู้อาวุโสสามและไป๋ล่างที่สุดยอดอัจฉริยะวัยรุ่นของนิกายวิญญาณบริสุทธิ์มาถึงตระกูลโม่แล้ว!”
น้ำเสียงของชายชราดังไปทั่วทิศ ในชั่วพริบตา ทุกคนหายใจเร็วด้วยความตกใจ และมองไปที่ประตูทันที
คนของนิกายวิญญาณบริสุทธิ์มาถึงแล้ว และคนที่มาก็มีฐานะที่สูงมากๆด้วย เรื่องนี้ทำให้ทุกคนคาดคิดไม่ถึงจริงๆ
ฉีเฟิงที่เป็นผู้อาวุโสสามและอัจฉริยะอันดับหนึ่งอย่างไป๋ล่าง ชื่อของทั้งสองคนโด่งดังมากๆ!
แน่นอนว่าชื่อเสียงของไป๋ล่างนั้น โด่งดังมากกว่าผู้อาวุโสสามมากๆ
โดยปกติแล้ว ฉีเฟิงเป็นคนที่ไม่ค่อยอวดดีและไม่ทำตัวโดดเด่น
ดังนั้น ในสถานการณ์ปกติ ผู้คนจะพูดถึงเขาน้อยมากๆ แต่ไป๋ล่างนั้นไม่เหมือนกัน
ชื่อเสียงของไป๋ล่าง ไม่ได้โด่งดังแค่ในแคว้นน้ำแดงเท่านั้น แต่โด่งดังไปทั่วเขตเหนือ
ในสายตาของคนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องภายใน มักจะเอาชื่อเสียงของไป๋ล่างไปเปรียบเทียบกับสุดยอดอัจฉริยะจากนิกายวิญญาณปวงชนเสมอ
ฉีเฟิงพาไป๋ล่างบินลงมาทันที ในตระกูลโม่มียอดฝีมือหลายๆคนบินออกมาเหมือนกัน หนึ่งในนั้นก็มีโม่เทียนเจินอยู่ด้วย
คนอื่นๆที่เหลือต่างก็เป็นยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงมากๆของภาคเหนือ
ฉีเฟิงยกมือคารวะทุกคน จากนั้นก็พูดด้วยรอยยิ้ม “เจ้าบ้านโม่ ฉีเฟิงได้พาลูกศิษย์วัยรุ่นของสำนักมาที่นี่เพื่อมาร่วมงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของเจ้าบ้านโม่ และให้ลูกศิษย์ของสำนักได้ออกมาเปิดหูเปิดตาบ้าง ไม่ทราบว่าเจ้าบ้านโม่ยินดีต้อนรับพวกเราไหม?”
ฉีเฟิงมีฐานะที่สูงศักดิ์มากๆ แต่ตอนนี้เขาไม่ได้วางอำนาจบาตรใหญ่เลย เขาเผยรอยยิ้มออกมาและมีมารยาทมากๆ
ไป๋ล่างที่ใส่ชุดขาวและยืนอยู่ด้านหลัง เขามีความสง่างามมากๆและมีใบหน้าที่หล่อเหล่า เขาทำความเคารพและพูดอย่างสุขุม “ข้าน้อยไป๋ล่าง คารวะผู้อาวุโสทุกท่าน!”