จากร้านโอสถสู่จ้าวหมื่นภพ - ตอนที่ 14 : เงามืดจากหอโอสถชิงหยุน
หลังจากได้รับมรดกของโอสถเซียนชิงมู่ หุบเขาวิญญาณทั้งแห่งก็เงียบสงบลงอย่างรวดเร็ว ราวกับพลังทั้งหมดที่เคยหล่อเลี้ยงสถานที่แห่งนี้ได้ถูกรวบรวมกลับเข้าสู่แท่นมรดกเรียบร้อยแล้ว
หลินเย่ยืนอยู่หน้าแท่นหิน ดวงตายังคงจับจ้องไปยังตำแหน่งที่ร่างวิญญาณของโอสถเซียนชิงมู่สลายหายไปเมื่อครู่
คำเตือนสุดท้ายของอีกฝ่ายยังคงก้องอยู่ในใจเขาไม่หาย
หอโอสถนิรันดร์
ชื่อเพียงสี่คำนี้กลับทำให้ตัวตนระดับโอสถเซียนถึงกับฝากคำเตือนไว้ก่อนดับสลาย ย่อมพิสูจน์ได้ว่าพลังของฝ่ายนั้นจะต้องน่าหวาดกลัวเกินจินตนาการ
แต่สำหรับหลินเย่ในเวลานี้ สิ่งเหล่านั้นยังอยู่ไกลเกินไป
สิ่งที่เขาต้องสนใจก่อน คือการเอาชีวิตรอดและยืนหยัดในเมืองชิงเหอให้ได้
“นายท่าน... ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่”
เสียงของซูเฉินดังขึ้นจากด้านข้าง สีหน้าของเขายังเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงจากภาพที่เพิ่งเกิดขึ้น
ตั้งแต่เริ่มติดตามหลินเย่มา เขาเคยเห็นอีกฝ่ายสร้างปาฏิหาริย์มาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะมันไม่ใช่เพียงการชนะคู่ต่อสู้หรือการหลอมโอสถเหนือคนทั่วไป หากแต่เป็นการได้รับมรดกจากผู้แข็งแกร่งในตำนานโดยตรง
หลินเย่ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนพยักหน้า
“ข้าไม่เป็นไร”
เขาก้มมองแหวนมิติในมือ ภายในนั้นมีทั้งตำราโอสถสวรรค์เขียว เมล็ดพันธุ์วิญญาณจำนวนมหาศาล และสิทธิ์ในการครอบครองสวนสมุนไพรวิญญาณที่ระบบเพิ่งผนวกเข้ากับพื้นที่องค์กรของเขา
สมบัติเหล่านี้ หากรั่วไหลออกไปแม้เพียงส่วนเดียว เกรงว่าคงไม่ใช่แค่หอโอสถชิงหยุนที่ลงมือ แต่แม้แต่ตระกูลใหญ่ในเมืองชิงเหอเองก็คงอดใจไม่ไหว
“พวกเรากลับกันก่อน” หลินเย่กล่าวเสียงต่ำ “ที่นี่ไม่ควรอยู่นาน”
ซูเฉินพยักหน้าทันที
แม้เขาจะไม่รู้ว่าหลินเย่ได้รับสิ่งใดบ้าง แต่จากสีหน้าของอีกฝ่ายก็พอเดาได้ว่า การเดินทางครั้งนี้ให้ผลตอบแทนเกินคาดมากเพียงใด
ก่อนออกจากหุบเขา หลินเย่หันกลับไปมองแท่นหินอีกครั้ง
จากนั้นจึงยกมือสร้างตราประทับลมปราณอย่างรวดเร็ว ใช้วิชาที่เพิ่งได้จากมรดกเข้าไปปิดร่องรอยของค่ายกลภายนอกไว้ชั่วคราว แม้จะไม่อาจซ่อนหุบเขาแห่งนี้จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงได้ตลอดไป แต่ก็เพียงพอจะซื้อเวลาให้เขาอีกระยะหนึ่ง
“หุบเขานี้จะเป็นรากฐานสำคัญของหอโอสถสวรรค์ในอนาคต” หลินเย่เอ่ย “ห้ามให้ผู้ใดรู้เด็ดขาด”
“ขอรับ!” ซูเฉินรับคำอย่างหนักแน่น
ทั้งสองเร่งเดินทางกลับเมืองชิงเหอทันที
ระหว่างทาง หลินเย่แทบไม่หยุดพัก
เขาใช้เวลาส่วนใหญ่จมอยู่กับตำราโอสถสวรรค์เขียวที่เพิ่งได้รับมาใหม่ ยิ่งอ่านมากเท่าใด หัวใจของเขายิ่งสั่นสะเทือนมากขึ้นเท่านั้น
เพราะสิ่งที่โอสถเซียนชิงมู่ทิ้งไว้ ไม่ได้มีเพียงตำรับโอสถระดับสูงเท่านั้น
แต่ยังรวมถึงศาสตร์การเพาะปลูกสมุนไพรวิญญาณ การหล่อเลี้ยงดินวิญญาณ การปรับสภาพเส้นพลังใต้ดิน ตลอดจนวิธีสร้างสวนสมุนไพรที่สามารถเติบโตได้ด้วยพลังวิญญาณของค่ายกล
กล่าวได้ว่า นี่ไม่ใช่เพียงมรดกของนักปรุงโอสถ
แต่มันคือ รากฐานขององค์กรโอสถทั้งองค์กร
หากเขาสามารถนำสิ่งเหล่านี้ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ต่อให้หอโอสถชิงหยุนมีอิทธิพลในเมืองชิงเหอมากเพียงใด ก็ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ที่หอโอสถสวรรค์จะก้าวขึ้นมาแทนที่อีกฝ่าย
อย่างไรก็ตาม ความคิดเหล่านั้นยังไม่ทันตกผลึกดีนัก เมืองชิงเหอก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
ทว่า ทันทีที่ก้าวเข้าสู่เขตเมือง หลินเย่ก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติในทันที
บรรยากาศบนท้องถนนเงียบกว่าปกติ
พ่อค้าหลายร้านปิดประตูเร็วกว่าทุกวัน
ผู้คนที่เดินผ่านไปมามักมองมาทางเขาแวบหนึ่ง ก่อนรีบหลบสายตาแล้วกระซิบกระซาบกันเอง
ซูเฉินขมวดคิ้ว “เกิดอะไรขึ้น เหตุใดบรรยากาศถึงได้แปลกเช่นนี้”
หลินเย่ไม่ได้ตอบในทันที
เขากวาดสายตามองไปตามถนน สังเกตเห็นว่าบริเวณใกล้หอโอสถสวรรค์มีร่องรอยการต่อสู้เล็กน้อยอยู่หลายแห่ง ทั้งเศษไม้แตกหักและคราบเลือดจาง ๆ ที่ถูกฝนชะล้างไปเกือบหมด
สีหน้าของเขาเย็นลงทันที
ทั้งสองเร่งฝีเท้ากลับไปยังหอโอสถสวรรค์
เมื่อประตูหอถูกผลักเปิดออก กลิ่นยาสมุนไพรจาง ๆ ก็ลอยมาแตะจมูก แต่บรรยากาศภายในกลับไม่สงบเหมือนเดิม คนงานและลูกจ้างในหอต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด บางคนมีบาดแผลที่แขนและไหล่ ราวกับเพิ่งผ่านเหตุวุ่นวายมาไม่นาน
และในเวลานั้นเอง หญิงสาวผู้หนึ่งก็รีบเดินลงมาจากชั้นบน
นางสวมชุดสีเขียวอ่อน ใบหน้างดงามแต่แฝงความเหนื่อยล้า ดวงตาคู่สวยมีร่องรอยกังวลชัดเจน
เมื่อเห็นหลินเย่กลับมา นางถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ราวกับยกภูเขาออกจากอก
“คุณชายหลิน… ในที่สุดท่านก็กลับมา”
หลินเย่พยักหน้าเล็กน้อย ดวงตากวาดมองนางอย่างรวดเร็ว
หญิงสาวตรงหน้าคือ เย่ชิงอวี่
เดิมทีนางเป็นบุตรีของตระกูลเย่สาขารองในเมืองชิงเหอ ตระกูลของนางเคยทำธุรกิจสมุนไพรขนาดเล็ก แต่ภายหลังถูกหอโอสถชิงหยุนกดขี่จนเกือบล่มสลาย บิดาของนางล้มป่วยหนักจากการตรากตรำ ส่วนกิจการในบ้านก็ถูกฟางจงใช้เล่ห์เหลี่ยมบีบให้ขายในราคาต่ำ
หลินเย่เคยช่วยบิดาของนางไว้ด้วยโอสถหนึ่งเม็ดในช่วงที่หอโอสถสวรรค์เพิ่งเริ่มเปิดกิจการ อีกทั้งยังช่วยชี้ช่องทางให้ร้านของครอบครัวเย่รอดพ้นจากการถูกกลืนกินโดยสมบูรณ์
นับแต่นั้นมา เย่ชิงอวี่จึงตัดสินใจเข้ามาช่วยงานที่หอโอสถสวรรค์ รับหน้าที่ดูแลบัญชี การซื้อขาย และข่าวสารภายในเมืองให้กับหลินเย่
หากกล่าวกันตามตรง ตลอดช่วงเวลาที่หลินเย่ออกไปหุบเขาวิญญาณ นางคือคนที่คอยประคองหอโอสถสวรรค์เอาไว้ไม่ให้ล้มลง
“เกิดอะไรขึ้น” หลินเย่ถามตรงประเด็น
เย่ชิงอวี่เม้มริมฝีปาก ก่อนเชื้อเชิญทั้งสองเข้าไปยังห้องประชุมด้านใน
เมื่อประตูห้องปิดลง นางจึงค่อยรายงานทุกอย่างอย่างละเอียด
“ตั้งแต่สามวันก่อน หอโอสถชิงหยุนเริ่มลงมืออย่างเปิดเผย”
“ฟางจงส่งคนไปกว้านซื้อสมุนไพรจากพ่อค้าตามตลาดทั้งหมด ไม่ว่าราคาจะสูงเพียงใดก็ยอมจ่าย”
“จากนั้นยังบีบบังคับร้านขนส่งที่เคยร่วมมือกับพวกเราให้ยกเลิกสัญญา หากผู้ใดไม่ยอม ก็จะถูกตัดเส้นทางค้าขายกับหอโอสถชิงหยุนทันที”
หลินเย่เงียบงัน สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
เย่ชิงอวี่กล่าวต่อ
“เมื่อวานนี้ พวกเขายังส่งคนมาปล่อยข่าวว่าหอโอสถสวรรค์กำลังจะล่มสลาย บอกว่าท่านหนีออกจากเมืองเพราะกลัวหอโอสถชิงหยุนแล้ว”
ซูเฉินกำหมัดแน่นจนเส้นเอ็นปูดโปน “ไอ้สารเลวฟางจง!”
แต่เย่ชิงอวี่ยังไม่จบเพียงเท่านั้น
“คนของพวกเขายังพยายามซื้อคนงานในหอของเรา บางคนรับเงินแล้วหนีไป บางคนไม่ยอมจึงถูกทำร้ายระหว่างกลับบ้าน”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ดวงตาของนางก็ฉายแววโกรธแค้นอย่างชัดเจน
“ข้าคิดจะไปตามหาท่านตั้งแต่เมื่อวาน แต่เกรงว่าจะยิ่งทำให้ข่าวแพร่สะพัด จึงได้แต่ประคองสถานการณ์เอาไว้”
หลินเย่มองหญิงสาวตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ
แม้นางจะดูบอบบาง แต่ในช่วงเวลาที่เขาไม่อยู่ นางกลับรับแรงกดดันทั้งหมดเอาไว้แทบเพียงลำพัง หากเปลี่ยนเป็นคนทั่วไป เกรงว่าคงถอดใจไปนานแล้ว
“เจ้าทำได้ดีมาก” หลินเย่กล่าว
คำพูดเพียงสั้น ๆ นี้ กลับทำให้เย่ชิงอวี่ชะงักไปเล็กน้อย
เพราะตลอดสองวันที่ผ่านมา นางแทบไม่ได้นอนเต็มตา ต้องคอยประคับประคองคนในหอ รับมือข่าวลือ และป้องกันไม่ให้ลูกค้ารายเดิมหนีหายไปทั้งหมด ความกดดันมหาศาลทำให้นางแทบคิดว่าตนกำลังจะรับไม่ไหวอยู่แล้ว
แต่เพียงคำว่า “เจ้าทำได้ดีมาก” จากหลินเย่ กลับทำให้หัวใจที่ตึงเครียดของนางผ่อนคลายลงไม่น้อย
หลินเย่เดินไปยังโต๊ะ ก่อนคลี่แผนที่เมืองชิงเหอที่แขวนอยู่บนผนังออก
“ตอนนี้สถานการณ์ของเราเป็นอย่างไรบ้าง”
เย่ชิงอวี่สูดลมหายใจลึก ก่อนหยิบสมุดบัญชีและเอกสารหลายชุดออกมาวาง
“พ่อค้ารายใหญ่ที่เคยขายสมุนไพรให้เรา มีเจ็ดราย ตอนนี้ถูกหอโอสถชิงหยุนดึงตัวไปหกราย เหลือเพียงรายเดียวที่ยังลังเล”
“ร้านขนส่งที่เคยร่วมมือกับเรา มีสี่สาย ตอนนี้เหลือเพียงสายเล็ก ๆ สองสายที่ยังพอใช้งานได้”
“ส่วนลูกค้าประจำ… หายไปประมาณสามส่วน”
ซูเฉินได้ฟังก็สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นทันที
สถานการณ์เช่นนี้เรียกได้ว่าเกือบถูกตัดแขนตัดขาไปกว่าครึ่ง หากเป็นหอการค้าทั่วไป เกรงว่าคงล้มละลายไปแล้ว
แต่หลินเย่กลับเพียงพยักหน้าอย่างช้า ๆ
“แล้วพ่อค้ารายย่อยล่ะ”
เย่ชิงอวี่ชะงักไปเล็กน้อย “พ่อค้ารายย่อย?”
“ใช่” หลินเย่ใช้นิ้วเคาะโต๊ะ “คนที่ไม่ใช่รายใหญ่ คนที่ถูกหอโอสถชิงหยุนกดราคาอยู่ทุกวัน คนที่ไม่มีอำนาจต่อรองจนต้องก้มหน้ารับสภาพ”
เย่ชิงอวี่นิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างรวดเร็ว
“ยังมีอยู่มาก”
“ส่วนใหญ่กระจายอยู่ตามตรอกการค้าทิศตะวันตกกับตลาดด้านใต้ บางคนรับซื้อสมุนไพรจากชาวบ้าน บางคนขายของสดจากภูเขาโดยตรง แต่เพราะปริมาณสินค้าไม่มาก ฟางจงจึงไม่สนใจจะดึงตัวจริงจัง”
หลินเย่ได้ยินดังนั้น มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย
ในที่สุดเขาก็เห็นภาพชัดเจนแล้ว
ฟางจงเลือกควบคุมพ่อค้ารายใหญ่ เพราะอีกฝ่ายเชื่อว่าการยึดแหล่งทรัพยากรหลักได้ก็เท่ากับยึดตลาดทั้งเมือง แต่ในสายตาของหลินเย่ วิธีนี้กลับมีจุดอ่อนมหาศาล
เพราะรายใหญ่มีน้อย ควบคุมง่ายก็จริง แต่เส้นทางกลับตายตัว
ขอเพียงเกิดปัญหาขึ้นที่จุดใดจุดหนึ่ง ระบบทั้งหมดก็จะสะดุดทันที
ตรงกันข้ามกับพ่อค้ารายย่อยที่กระจัดกระจายไปทั่วเมือง แม้แต่ละคนจะมีสินค้าน้อย แต่หากรวบรวมเข้าด้วยกัน จำนวนมหาศาลนั้นจะกลายเป็นเครือข่ายที่ยืดหยุ่นอย่างยิ่ง
ทันใดนั้นเอง เสียงของระบบก็ดังขึ้นในห้วงสำนึก
【ภารกิจใหม่】
【สร้างเครือข่ายการค้า】
【เป้าหมาย : ครอบครองตลาดโอสถเมืองชิงเหอ 30%】
【รางวัล : หอข่าวสารขั้นต้น】
ดวงตาของหลินเย่เป็นประกายวาบ
รางวัลคือหอข่าวสารขั้นต้น
ก่อนหน้านี้เขายังคิดไม่ออกว่าควรเริ่มขยายอิทธิพลจากตรงใด แต่ตอนนี้ระบบได้ชี้ทางให้อย่างชัดเจนแล้ว
หากต้องการต่อกรกับฟางจง เขาไม่อาจใช้เพียงโอสถหรือกำลังต่อสู้เท่านั้น
เขาจำเป็นต้องมี เครือข่าย
เครือข่ายการค้า เครือข่ายข่าวสาร และเครือข่ายผู้คนที่ผลประโยชน์ผูกติดกับหอโอสถสวรรค์
เมื่อถึงตอนนั้น ต่อให้ฟางจงอยากทำลายเขา ก็เท่ากับต้องทำลายผลประโยชน์ของคนทั้งกลุ่มไปพร้อมกัน
“ดีมาก...” หลินเย่พึมพำเบา ๆ
ซูเฉินหันมามอง “นายท่าน ท่านมีแผนแล้วหรือ”
หลินเย่ไม่ตอบในทันที เขาเพียงใช้พู่กันขีดวงกลมหลายแห่งลงบนแผนที่เมือง จุดเหล่านั้นคือย่านค้าขายเล็ก ๆ ที่เย่ชิงอวี่เพิ่งระบุให้ฟัง
จากนั้นเขาจึงกล่าวขึ้นช้า ๆ
“ฟางจงคิดว่าตนควบคุมพ่อค้ารายใหญ่ได้แล้วจะควบคุมตลาดทั้งหมด”
“แต่เขาลืมไปสิ่งหนึ่ง”
“มดตัวเดียวอาจไร้ค่า”
“แต่มดหมื่นตัวสามารถกัดช้างให้ตายได้”
เย่ชิงอวี่กับซูเฉินมองหน้ากัน ก่อนหันกลับมามองหลินเย่อีกครั้ง
“นายท่านหมายความว่า…” เย่ชิงอวี่เริ่มเข้าใจบางอย่าง
“ใช่” หลินเย่พยักหน้า “หากพ่อค้ารายใหญ่ถูกฟางจงยึดไปหมดแล้ว เช่นนั้นพวกเราก็จะไม่แย่งรายใหญ่กับมัน”
“เราจะดึงพ่อค้ารายย่อยทั้งหมดเข้ามาอยู่ฝั่งเราแทน”
ซูเฉินอึ้งไปครู่หนึ่ง “แต่คนพวกนั้นมีสินค้าเพียงเล็กน้อย จะสู้หอโอสถชิงหยุนได้จริงหรือ”
“ถ้าเป็นทีละคน ย่อมไม่ได้” หลินเย่กล่าว “แต่หากรวมกันเป็นเครือข่ายล่ะ”
เขาหยิบขวดโอสถรวบรวมลมปราณที่ตนหลอมไว้ก่อนหน้านี้ขึ้นมา
“ฟางจงมีอำนาจ มีเส้นสาย มีพ่อค้ารายใหญ่”
“ส่วนข้ามีของที่มันไม่มี”
“โอสถคุณภาพสูงกว่า ราคายืดหยุ่นกว่า และผลประโยชน์ที่แบ่งให้พันธมิตรได้มากกว่า”
เขาวางขวดโอสถลงบนโต๊ะ เสียงกระทบไม้ดังเบา ๆ แต่กลับทำให้หัวใจของทั้งสองคนในห้องสั่นไหวอย่างประหลาด
“เย่ชิงอวี่”
“ข้าอยู่ที่นี่” นางตอบทันที
“พรุ่งนี้เจ้าจงส่งข่าวออกไปให้ทั่วเมือง”
“เชิญพ่อค้าสมุนไพรรายย่อยทั้งหมดที่ยังไม่สังกัดฝ่ายใด มาที่หอโอสถสวรรค์ในวันพรุ่งนี้ยามค่ำ”
“บอกพวกเขาว่า… ข้ามีทางให้พวกเขาไม่ต้องก้มหัวให้หอโอสถชิงหยุนอีกต่อไป”
ดวงตาของเย่ชิงอวี่เบิกกว้าง
แม้นางจะเดาได้ว่าหลินเย่ต้องการใช้พ่อค้ารายย่อย แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะลงมือรวดเร็วถึงเพียงนี้
“ข้าจะจัดการทันที”
“ซูเฉิน” หลินเย่หันไปอีกด้าน “คืนนี้เจ้าไปสำรวจรอบเมือง ดูให้แน่ชัดว่าคนของฟางจงกำลังเคลื่อนไหวอย่างไร โดยเฉพาะร้านค้าและเส้นทางขนส่งเล็ก ๆ”
ซูเฉินยิ้มเหี้ยม “ขอรับนายท่าน”
หลังจากทั้งสองรับคำสั่งและออกไปจัดการงานของตน ห้องประชุมก็กลับมาเงียบลงอีกครั้ง
หลินเย่ยืนอยู่หน้าแผนที่เมืองเพียงลำพัง
สายตาของเขาไล่ไปตามเส้นทางการค้าแต่ละสาย ก่อนจะหยุดอยู่ที่สัญลักษณ์ของหอโอสถชิงหยุนตรงใจกลางเมือง
ฟางจงลงมือเร็วและหนักกว่าที่เขาคาดไว้มาก
อีกฝ่ายไม่คิดจะปล่อยให้หอโอสถสวรรค์เติบโตแม้แต่น้อย และเลือกใช้วิธีตัดรากตั้งแต่ต้นลม
หากเป็นหลินเย่คนก่อน บางทีคงถูกกดจนล้มไปแล้ว
แต่น่าเสียดาย…
คนที่ยืนอยู่ตรงนี้ไม่ใช่หลินเย่คนเดิมอีกต่อไป
เขามีทั้งระบบ มรดกของโอสถเซียน และหนทางที่จะสร้างรากฐานขององค์กรขึ้นใหม่ด้วยตนเอง
“ฟางจง…” หลินเย่เอ่ยชื่ออีกฝ่ายช้า ๆ
“เจ้าคิดว่าตัดเส้นทางของข้าได้แล้วข้าจะหมดหนทาง”
“แต่ครั้งนี้… ข้าจะใช้เมืองทั้งเมืองเป็นกระดานหมาก”
เปลวไฟจากตะเกียงน้ำมันส่องสะท้อนดวงตาของเขาจนคล้ายมีประกายเย็นเยียบแฝงอยู่ภายใน
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ภายในหอโอสถชิงหยุน ฟางจงก็กำลังฟังรายงานจากลูกน้องชุดดำ
“เรียนคุณชาย หลินเย่กลับมาแล้ว”
ฟางจงที่กำลังเล่นถ้วยชาอยู่ในมือหยุดชะงักเล็กน้อย ก่อนเผยรอยยิ้มเย็นชา
“กลับมาแล้วอย่างนั้นหรือ”
“มันมีท่าทีอย่างไร”
ชายชุดดำคุกเข่าลง “หลังกลับถึงหอ มันประชุมกับคนของมันอยู่พักใหญ่ จากนั้นก็ส่งคนออกไปสองสาย สายหนึ่งกระจายข่าวในตลาด สายหนึ่งออกไปสำรวจร้านค้าทั่วเมือง”
ฟางจงหรี่ตาลงทันที
“กระจายข่าว?”
“ขอรับ ดูเหมือนจะเกี่ยวกับการเชิญพ่อค้ารายย่อยเข้าหอโอสถสวรรค์”
ทันทีที่ได้ยินคำว่า พ่อค้ารายย่อย ฟางจงก็หัวเราะออกมาเบา ๆ
“ฮึ… หลินเย่เอ๋ยหลินเย่”
“สุดท้ายเจ้าก็จนตรอกถึงขั้นต้องไปเก็บเศษเนื้อจากพวกมดปลวกอย่างนั้นหรือ”
แต่แม้ปากจะหัวเราะ ดวงตาของเขากลับเย็นลงกว่าเดิม
เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาได้สอนฟางจงอย่างหนึ่งแล้วว่า หลินเย่ไม่เคยทำสิ่งใดโดยไร้เหตุผล
ชายชราชุดเทาที่นั่งอยู่ด้านล่างเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“คุณชาย จะให้ข้าส่งคนไปสกัดเสียแต่คืนนี้หรือไม่”
ฟางจงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า
“ไม่จำเป็น”
“ข้าเองก็อยากเห็นเหมือนกัน ว่ามันจะใช้พ่อค้าขยะพวกนั้นทำอะไรได้”
เขาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ เสียงกระทบดังแกร๊ก
“แต่ให้จับตาดูมันทุกฝีก้าว”
“หากมีสิ่งใดผิดปกติ รีบรายงานข้าทันที”
“ขอรับ!”
ไม่นานหลังจากนั้น ชายชุดดำก็หายตัวไปในความมืด
ฟางจงเดินไปยืนตรงหน้าต่าง มองออกไปยังทิศทางของหอโอสถสวรรค์ที่อยู่ห่างออกไป
สายฝนยังคงตกไม่หยุด
หยดน้ำเกาะตามชายคาเป็นสายยาว ราวกับม่านหมอกที่ค่อย ๆ ปกคลุมเมืองชิงเหอเอาไว้ทั้งเมือง
ฟางจงหรี่ตาลง ก่อนพึมพำกับตัวเอง
“ไม่ว่าเจ้าจะดิ้นรนเพียงใด”
“สุดท้ายเมืองนี้ก็ต้องอยู่ใต้ฝ่าเท้าของข้า”
ขณะเดียวกัน ภายในหอโอสถสวรรค์ หลินเย่ก็เก็บแผนที่ตรงหน้าอย่างช้า ๆ
หมากกระดานแรกถูกวางลงแล้ว
และในวันพรุ่งนี้ เมืองชิงเหอจะได้รู้ว่า
ศึกระหว่างหอโอสถสวรรค์กับหอโอสถชิงหยุน...
เพิ่งเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริงเท่านั้น