จากร้านโอสถสู่จ้าวหมื่นภพ - ตอนที่ 38 : ผู้สืบทอดแห่งโอสถนิรันดร์
สายลมเย็นพัดผ่านปากทางเข้าสุสานเทพโอสถ
บรรยากาศโดยรอบเงียบงันอย่างประหลาด
แม้แต่เสียงสัตว์อสูรในเทือกเขาหมื่นอสูรก็หายไปจนหมด
ราวกับทุกสรรพสิ่งกำลังหวาดกลัวสถานที่แห่งนี้
…
หน้าประตูหินโบราณ
สองฝ่ายกำลังเผชิญหน้ากัน
ด้านหนึ่งคือหลินเย่และพรรคพวก
อีกด้านคือจ้าวหยุนเฟิงพร้อมกำลังคนจากหอการค้าเมฆาทอง
สายตาของทุกคนเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
เพราะต่างรู้ดีว่า
มรดกที่ซ่อนอยู่ภายในสุสานแห่งนี้
อาจเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของผู้ครอบครองได้
…
จ้าวหยุนเฟิงยิ้มเย็น
“ข้าจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย”
“ส่งแผนที่มา”
“แล้วพวกเจ้าจะมีชีวิตรอด”
ซูเฉินแค่นหัวเราะ
ก่อนยกดาบขึ้นชี้ไปยังอีกฝ่าย
“ถ้าอยากได้”
“ก็มาเอาเอง”
…
บรรยากาศพลันตึงเครียด
แต่ก่อนที่การต่อสู้จะเริ่มขึ้น
ประตูหินขนาดยักษ์กลับสั่นสะเทือน
วูมมมม!
แสงสีเขียวโบราณส่องออกมาจากรอยแยก
ตัวอักษรบนประตูเริ่มส่องประกาย
จากนั้น
แรงดูดมหาศาลก็ปะทุออกมา
…
“ระวัง!”
หลัวเฟิงร้องลั่น
แต่สายเกินไปแล้ว
ทุกคนถูกแรงดูดกลืนเข้าไปภายในประตูพร้อมกัน
โลกทั้งใบหมุนคว้าง
ภาพตรงหน้าบิดเบี้ยว
ก่อนทุกสิ่งจะกลายเป็นความมืด
…
เมื่อหลินเย่ลืมตาขึ้นอีกครั้ง
ภาพที่เห็นทำให้เขาชะงัก
เบื้องหน้าคือโลกอีกใบ
ท้องฟ้าสีเขียวมรกต
พื้นดินสีทอง
แม่น้ำแห่งพลังวิญญาณไหลผ่านทั่วดินแดน
ต้นไม้ทุกต้นส่งกลิ่นหอมของสมุนไพรล้ำค่า
ราวกับเป็นสวนโอสถแห่งสวรรค์
…
“นี่คือ…”
หลินเย่พึมพำ
ก่อนเสียงของระบบจะดังขึ้น
[เข้าสู่มิติสุสานเทพโอสถ]
[ปลดล็อกข้อมูลลับระดับสูง]
[คำเตือน : ตรวจพบพลังงานมรดกโอสถเซียนชิงมู่]
หัวใจของหลินเย่เต้นแรง
เพราะนี่คือครั้งแรกที่ระบบตอบสนองรุนแรงเช่นนี้
…
ทันใดนั้น
ป้ายหยกโอสถเซียนชิงมู่ภายในตันเถียนก็ลอยออกมาเอง
แสงสีเขียวส่องสว่างทั่วบริเวณ
จากนั้น
ลำแสงสายหนึ่งก็พุ่งออกไปยังใจกลางมิติ
ราวกับกำลังชี้นำบางสิ่ง
…
แต่ในเวลานั้นเอง
เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“ในที่สุด”
“ก็ได้พบกันเสียที”
หลินเย่หันกลับทันที
…
เบื้องหน้าของเขา
มีชายหนุ่มชุดขาวยืนอยู่
อายุราวยี่สิบต้น ๆ
ใบหน้าหล่อเหลา
แววตาสงบนิ่งราวกับทะเลสาบ
แต่สิ่งที่ทำให้หลินเย่ตกตะลึงที่สุด
คือป้ายหยกสีเขียวที่ห้อยอยู่ข้างเอวของอีกฝ่าย
…
มันเหมือนกับของเขาทุกประการ
…
“เจ้าเป็นใคร”
หลินเย่ถามทันที
ชายหนุ่มยิ้มบาง
ก่อนประสานมือ
“ข้าชื่อมู่เฉิน”
“ผู้สืบทอดรุ่นที่สามของโอสถนิรันดร์”
ทันทีที่คำพูดนั้นดังขึ้น
โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน
…
ผู้สืบทอดอีกคน!
…
หลินเย่จ้องมองอีกฝ่ายอย่างไม่วางตา
ตลอดเวลาที่ผ่านมา
เขาคิดว่าตนคือผู้ได้รับมรดกเพียงคนเดียว
แต่ตอนนี้
ความเชื่อนั้นถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิง
…
มู่เฉินหัวเราะเบา ๆ
“ดูเหมือนเจ้าจะไม่รู้”
“โอสถเซียนชิงมู่ไม่เคยมีผู้สืบทอดเพียงคนเดียว”
“ทุกพันปี”
“มรดกจะถูกแบ่งออกเป็นหลายส่วน”
“และเลือกผู้สืบทอดจากทั่วแผ่นดิน”
หลินเย่หรี่ตาลง
ข้อมูลนี้ไม่เคยปรากฏในระบบมาก่อน
…
“แล้วเหตุใดเจ้าจึงมาที่นี่”
มู่เฉินมองไปยังใจกลางมิติ
ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“เพื่อรับมรดกส่วนถัดไป”
“เช่นเดียวกับเจ้า”
…
ขณะนั้นเอง
พื้นดินก็สั่นสะเทือน
ตูมมมมม!
แสงสีเขียวขนาดมหึมาพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
ทั่วทั้งมิติสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
…
จากใจกลางดินแดน
ตำหนักโบราณขนาดยักษ์ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
ผนังทั้งหมดสร้างจากหยกเขียวโบราณ
อักขระนับล้านสายลอยวนอยู่รอบตัวอาคาร
กลิ่นอายโบราณอันน่าเกรงขามปกคลุมทุกทิศทาง
…
เสียงโบราณสายหนึ่งพลันดังก้องไปทั่วมิติ
“ผู้สืบทอดแห่งโอสถนิรันดร์”
“จงเข้าสู่ตำหนัก”
“ผู้ที่ผ่านบททดสอบ”
“จะได้รับมรดกแห่งเทพโอสถ”
ทันทีที่เสียงสิ้นสุด
ประตูตำหนักก็เปิดออกช้า ๆ
…
แต่ในเวลาเดียวกัน
เงาร่างอีกหลายสายก็ปรากฏขึ้นรอบพื้นที่
ไม่ใช่เพียงมู่เฉิน
และไม่ใช่เพียงหลินเย่
…
มีชายหญิงอีกกว่าสิบคน
ที่ล้วนครอบครองป้ายหยกแบบเดียวกัน
…
บางคนมาจากสำนักใหญ่
บางคนมาจากตระกูลโบราณ
บางคนมีพลังสูงจนแม้แต่หลินเย่ยังสัมผัสแรงกดดันได้
…
มู่เฉินถอนหายใจเบา ๆ
ก่อนกล่าวประโยคหนึ่ง
ที่ทำให้หัวใจของหลินเย่หนักอึ้ง
“ดูเหมือนปีนี้”
“ผู้สืบทอดจะมาครบทุกสาย”
“นั่นหมายความว่า…”
เขาหยุดเล็กน้อย
ก่อนยิ้มบาง ๆ
“หลังจบบททดสอบ”
“พวกเราจะต้องฆ่ากันเอง”
…
ทั่วทั้งพื้นที่เงียบสนิท
สายลมเย็นพัดผ่าน
ขณะที่สายตาของผู้สืบทอดทุกคนเริ่มจับจ้องกัน
ไม่มีมิตร
ไม่มีสหาย
มีเพียงผู้ชนะคนสุดท้ายเท่านั้น
ที่จะได้ครอบครองมรดกที่แท้จริง
…
หลินเย่มองประตูตำหนักที่เปิดออกช้า ๆ
แววตาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นแน่วแน่
ไม่ว่าใครจะขวางทาง
ไม่ว่าศัตรูจะเป็นอัจฉริยะจากสำนักใด
มรดกชิ้นนี้
เขาจะต้องได้รับมันมาให้ได้