ซือซือฮองเฮาพันโฉม - บทที่ 231 ค่ายกลที่ทำลายมิได้
เมื่อคนทั้งหมดมาถึงที่ตั้งกองทัพพยัคฆ์เหินจึงได้
รู้ว่าฮ่องเต้และฮองเฮาทรงเสด็จมาด้วย พวกเขาจึงได้
เข้าเฝ้าฮ่องเต้ในกระโจมใหญ่ จูจิ้นติ้งจึงได้ถวาย
หมอนที่นำมาจากตำหนักเป่าฉีให้หมิงเฟยหลงและชิน
อ๋องได้ทอดพระเนตรร่องรอยการปัดธนูไฟด้วยหมอน
ของฮองเฮา
“อืม…นับว่าหมอนของข้ามีประโยชน์ต่อเจ้านัก ที่
พังขาดไปข้าก็ไม่โทษเจ้า” หลวนฮองเฮาแย้มพระสรวล
น้อยๆ นางต่อรองจนได้ตามเสด็จฮ่องเต้ลงมาผู้หนี
รอดจากสำนักมืออสูรทั้งสาม
“กระหม่อมได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยพะยะค่ะ”
เติ้งเฉินฟู่ชี้ให้สองพระองค์ดูเสื้อผ้าที่มีรอยขาดและ
ไหม้หลายส่วน ผิวบริเวณนั้นเพียงแต่แสบร้อนและมี
รอยแดง
ฮ่องเต้ทรงพยักพระพักตร์น้อยๆ “ดีแล้วที่เจ้า
ปลอดภัย” จากนั้นทรงหันไปสนใจบุรุษร่างใหญ่ที่ถูก
แนะนำว่าเป็นผู้คุมกฎฝ่ายซ้ายของสำนักเงาอสูร “เจ้า
นี่เองกุญแจนรกที่ร ่าลือกันในยุทธภพ”
“พะยะค่ะ กระหม่อมเอง”
“ขอบใจที่เจ้าพาองครักษ์ของข้ากับคุณชาย
จินหนีรอดออกมาจากในนั้น”
เซียนหย่งไถจึงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดในชีวิตของ
เขา
“กระหม่อมเพียงต้องการตามหาพี่สาวคนเดียวที่
เหลืออยู่ให้พบพะยะค่ะ”
“เจ้าคงได้พบพี่เขยเจ้าแล้วสินะ”
“พะยะค่ะ”
ชินอ๋องสนใจในบุรุษร่างใหญ่ตรงหน้า “ข้าเคยได้
ยินคำร ่าลือถึงความสามารถในการสร้างค่ายกลของเจ้า
มานาน หากว่าข้าอยากให้เจ้าเข้ามาเป็นกุนซือกองทัพ
เจ้าเห็นว่าเป็นอย่างไร?”
เซียนหย่งไถได้ยินเช่นนั้นก็ปลาบปลื้ม “เป็นพระ
กรุณาพะยะค่ะ”
“องครักษ์จู เจ้านับว่าเป็นพี่ชายของเขาแล้ว เจ้า
ยินดีมอบน้องชายของเจ้าให้เป็นทหารของข้าหรือไม่?”
จูจิ้นติ้งยิ้มรับรีบคุกเข่าขอบพระทัยชินอ๋อง ความ
หนักใจที่น้องชายภรรยาเป็นคนของสำนักมืออสูรจาง
หายไปในทันใด เขารู้ว่าฮ่องเต้มีพระประสงค์จะทำลาย
ล้างสำนักมืออสูรให้สิ้นซาก หากว่าเขาไม่เจอเซียน
หย่งไถก่อนเห็นทีไม่อาจจะหาวิธีช่วยลบล้างความผิด
ไปได้
“ฝ่าบาท กระหม่อมจะแต่งตั้งเซียนหย่งไถเป็นกุน
ซือทำลายค่ายกลบุกทำลายสำนักมืออสูร พระองค์เห็น
ว่าอย่างไรพะยะค่ะ?”
หมิงเฟยหลงทรงผินพระพักตร์ไปทางเซียนหย่ง
ไถ “สำนักของเจ้าส่งนักฆ่ามาลอบสังหารข้าหลายครั้ง
หลายคราเป็นภัยแก่แผ่นดิน ข้าจะให้โอกาสเจ้าทำคุณ
ไถ่โทษ หากเจ้าทำลายค่ายกลนี้เพื่อเปิดทางแก่
กองทัพของชินอ๋อง ข้าจะถือว่าเจ้ามีความชอบ”
เซียนหย่งไถรีบคุกเข่า “ฝ่าบาทโปรดอภัย หม่อม
ฉันไม่อาจทำลายค่ายกลนี้ได้ในทันทีพะยะค่ะ”
คนทั้งหมดที่ยืนรายล้อมต่างสีหน้าตื่นตระหนก
“ค่ายกลนี้ใช้เวลาสร้างกว่าสองเดือนและกิน
อาณาเขตแทบจะทั่วผืนป่า หม่อมฉันได้วางกลไกไว้
ซับซ้อนนักหากคิดจะทำลายต้องใช้เวลาอย่างน้อยถึง
สามเดือนพะยะค่ะ”
“หืม…..” หมิงเฟยหลงได้ยินเช่นนั้นก็อดจะ
อัศจรรย์ใจในความสามารถของบุรุษร่างใหญ่ตรงหน้า
มิได้
“นี่เจ้าวางค่ายกลทั้งป่าหางมังกรเลยหรือ?”
“พะยะค่ะ”
“เช่นนั้นมีหนทางใดที่จะเข้าไปทำลายสำนักมือ
อสูรได้เล่า?”
“ค่ายกลของกระหม่อมนำคนเข้าออกได้เส้นทาง
ไม่เกินหนึ่งร้อยคนพะยะค่ะ และเหมือนอย่างที่ทรง
ทราบ เวลาหลังเที่ยงคืนจนถึงเช้า
แม้ชินอ๋องจะนำไพร่พลเรือนหมื่นมาเพื่อปราบคน
หลักพัน ทว่าป่าหางมังกรมิใช่ที่จะผ่านเข้าไปได้ง่ายๆ
ต่อให้ทำลายค่ายกลได้สำเร็จก็ตาม ความรกทึบของป่า
ทั้งซับซ้อนและคดเคี้ยว สัตว์ป่าที่เป็นอันตรายก็มี
มากมาย
“ทรงคัดเฉพาะยอดฝีมือเถิดพะยะค่ะ หม่อมฉัน
จะชี้แนะ แต่ค่ายกลนี้ห้ามติดอยู่ในเวลาเลยยามจื่อไป
จนก่อนรุ่งสาง หากเป็นเช่นนั้นแม้แต่กระหม่อมก็ไม่
อาจช่วยได้พะยะค่ะ”
“เพราะเหตุใด?” ชินอ๋องทรงแปลกพระทัยกับข้อ
ห้ามนั้น
“อาวุธทุกชนิดที่วางกลไกไว้จะทำงานเองโดยที่
หม่อมฉันก็ไม่อาจจะปิดพวกมันได้ หากไม่ตายใน
ตำแหน่งหนึ่งก็อาจจะตายในตำแหน่งถัดไปและอาวุธ
พวกนั้นก็มีทั้งมีด ดาบ หอก หรือแม้แต่เข็มพิษพะยะ
ค่ะ”
“แม้แต่คนของพวกเจ้าจะติดอยู่ในค่ายกลหรือ?”
“ไม่มีข้อยกเว้นพะยะค่ะ”
“ช่างโหดเหี้ยมสมกับเป็นสำนักมืออสูร” หลวน
ฮองเฮาทรงเอ่ยขึ้น “ชินอ๋อง หากวางแผนไม่รัดกุม
เห็นทีจะเอาชีวิตคนของเราไปทิ้งในค่ายกลเสียเปล่า
กระมัง?”
“ค่ายกลพิทักษ์แปดทิศของกระหม่อม สร้างขึ้น
ด้วยความรู้ทั้งหมดที่กระหม่อมมีพะยะค่ะ ดังนั้นในยาม
ที่กระหม่อมสร้างจึงไม่ต้องการให้ผู้ใดทำลายมันได้”
ดวงตาของจอมยุทธ์และนักฆ่าฉายากุญแจนรกดูแข็ง
กร้าวยามเอ่ยถึงค่ายกลที่มีบริเวณกว้างใหญ่ที่สุดเท่าที่
มีผู้เคยวางค่ายกลมา “กระหม่อมใช้นักฆ่าทั้งสำนักมือ
อสูรในการวางกลไกอาวุธดังนั้นจึงหวังผลสังหารเพียง
อย่างเดียว พะยะค่ะ”
จินวั่งซู่ที่นับได้ว่าเป็นผู้ชักชวนเอาผู้คุมกฎฝ่าย
ซ้ายออกจากสำนักมาหันมองเสี้ยวหน้าของบุรุษร่าง
ใหญ่แล้วถึงกับขนคอลุกชัน ‘นี่หากข้าคิดประมาทว่าจะ
หาทางออกจากค่ายกลนี้เองเห็นทีคงไม่อาจรักษาชีวิต
กลับไปดื่มสุรากับสหายรักได้อีกแล้ว ชะตาช่างแข็งนัก
คนผู้นี้จึงกลายเป็นน้องชายของหู่ฮูหยิน’
ชินอ๋องสั่งให้รองแม่ทัพผู้หนึ่งเอาแผนที่ภูมิ
ประเทศของแคว้นหมิงเข้ามากางบนโต๊ะแล้วให้เซียน
หย่งไถเป็นผู้ชี้ตำแหน่งที่จะเข้าไปได้ ฮ่องเต้และหลวน
ฮองเฮาที่นอนหลับมาบนรถม้าทั้งวันได้ฟังจอมยุทธ์
ค่ายกลอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพวางแผนการบุกเข้าใน
ค่ายกลก็พลันหูตาแจ่มใสด้วยความตื่นเต้น ชินอ๋อง
เองก็ปลาบปลื้มใจนักที่กองทัพของตนจะมีกุนซือที่
ร้ายกาจเยี่ยงนี้
จินวั่งซู่ที่เหนื่อยล้าและอยากจะพักผ่อนก็ยังไม่
กล้างีบหลับเพราะเกรงตนเองจะพลาดเรื่องสำคัญไป
ต่อให้ทำลายค่ายกลอันแสนพิสดารและเหี้ยมโหดนี้
ไม่ได้ ขอเพียงได้โม้ว่าผ่านมาได้อย่างไรก็คงสร้างชื่อ
ได้เพียงพอแล้ว จอมยุแยงและสู่รู้อันดับหนึ่งแห่งเมือง
หลวงหมายมาดว่าจะตีสนิทกับเซียนหย่งไถและล้วง
ความลับเรื่องค่ายกลนี้ให้สำเร็จจงได้!
ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยามฟ้าก็ยังไม่สว่าง ฮ่องเต้จึง
ตรัสให้ทุกคนแยกย้ายไปงีบหลับพักผ่อนเพราะไม่แน่
ว่าพรุ่งนี้เหล่านักฆ่าอาจจะส่งคนออกมาตามล่าคน
ทรยศและผู้กล้าแหกคุกใต้ดิน
จริงดังคาด! ฟ้าสางได้ไม่นานนัก ทหารที่ซุ่มรอ
อยู่ไม่ไกลค่ายก็เข้ามารายงานว่ามีการปะทะกับนักฆ่า
ชุดดำนัยน์ตาสีขาว
“จริงสิเซียนหย่งไถ ข้ายังไม่ได้ถามเจ้าเลยว่ายาที่
นักฆ่าของพวกเจ้าได้เพิ่มพละกำลังได้มาจากที่ใด?”
“เรื่องนี้มีเพียงผู้คุมกฎฝ่ายขวาที่รู้”
จินวั่งซู่นึกถึงชายรูปร่างสูงโปร่งผิวขาวจัดใบหน้า
นิ่งที่ยืนอยู่อีกฟากเก้าอี้ของประมุขเถียน “เขาปรุงเอง
หรือไม่?”
“เห็นว่านำมาจากแคว้นเว่ย แต่ไม่รู้ว่าปรุงโดย
ผู้ใด?”
แว่บหนึ่งจินวั่งซู่นึกถึงสหายลับๆ ของพราชายา
ของชินอ๋อง “หรือว่าจะเป็นยาของเจ้าผีไร้หลุม?”
เซียนหย่งไถหน้าถอดสี “เจ้ารู้จักหมอปีศาจตน
นั้นด้วยหรือ?”
“อย่าว่าแต่รู้จักเลย ข้าเคยพบเขามาแล้วด้วยซ ้า”
“เคยพบที่ใด?”
“ในเมืองเว่ยตอนศึกครั้งสุดท้ายระหว่างแคว้นห
มิงกับแคว้นเว่ยน่ะสิ”
“คนผู้นี้ไปมาไร้ร่องรอยเหมือนฉายา ในยุทธภพ
มีน้อยคนที่รู้จักและเคยพบเจอ เจ้ากลับเจอคนผู้นี้
เสียดาย ช่างเหลือเชื่อเสียจริง!”
“หึ! เจ้าจะไปรู้อันใด? ข้าว่ามีคนที่น่ากลัวยิ่งกว่า
เจ้าผีไร้หลุมตัวนี้อีก” สีหน้าของจินวั่งซู่คล้ายยิ้มเยาะ
เรื่องราวในยุทธภพ ไปๆ มาๆ เรื่องต่างๆ ที่เขาเคยอ่าน
ในตำรายุทธภพกลับมาเปิดเผยอยู่ใกล้จนน่าตกใจ
“ผู้ใดกันจะน่ากลัวกว่าหมอยาปีศาจ?”
“พราชายาของชินอ๋อง….ฟ่านซิ่วอิง*น่ะสิ!”
*กลับไปอ่านเรื่องราวสุดป่วนของพราชายาฟ่านซิ่
วอิงกับจินวั่งซู่ได้ที่ภาค 1 “ท่านอ๋องอย่าคิดหนี”