ซือซือฮองเฮาพันโฉม - บทที่ 232 แค้นจึงต้องเผา
เป็นไปตามคาด! เช้าวันต่อมา ทหารที่ลอบซุ่มอยู่
ตามชายป่าได้ปะทะกับเหล่านักฆ่ากลุ่มใหญ่ที่ออกมา
ตามล่าผู้คุมฝ่ายซ้ายและนักโทษตั้งครรภ์ที่แหกคุก
ออกมา ทั้งสองฝ่ายต่างมีคนบาดเจ็บล้มตาย
“น่าเสียดายที่ยาเพิ่มกำลังของข้าหมดไปแล้ว แต่
อีกไม่นานท่านอาจารย์ของข้าจะส่งมาให้”
เป็นเพราะกำลังของเหล่านักฆ่าที่ได้รับยาเพิ่ม
กำลังนั้นเหนือกว่าคนทั่วไปนับสิบเท่า แม้กำลังคนของ
ชินอ๋องจะเหนือกว่านักฆ่าอยู่หลายเท่าแต่กว่าจะปราบ
พวกเขาลงได้ก็สูญเสียทหารไปไม่น้อย
เซียนหย่งไถได้ยินฮองเฮาตรัสเช่นนั้นก็อดไม่ได้
ที่จะเงยหน้าจ้องมองพระนาง
“กุนซือเซียนในยุทธภพนี้มิใช่มีเพียงยาเพิ่มกำลัง
ของสำนักมืออสูรดอกนะ หนึ่งในหมอเทวดาก็มีนาม
ของอาจารย์ข้าอยู่ด้วยผู้หนึ่ง ฮูหยินไร้รอย”
เซียนหย่งไถอ้าปากค้างในขณะที่จินวั่งซู่ทำหน้า
เหยเกเมื่อนึกถึงฮูหยินไร้รอย สตรีที่กลายเพศข้ามจาก
ความเป็นบุรุษ ผู้ซึ่งชื่นชมในตัวเขาในฐานะหญิงสาวผู้
หนึ่ง ยามนี้นางกลายเป็นท่านหมอเกาอยู่ที่เมืองฉู่จิ้ง
เมืองใหญ่ทางตะวันตกของแคว้นหมิง
หลวนฮองเฮาหรือหงซือซือมองเห็นสีหน้าของ
คุณชายจินแล้วนึกอยากจะสัพยอกอีกฝ่ายจึงหันไป
บอกกุนซือเซียน
“หากเจ้าอยากรู้เรื่องของอาจารย์ข้า ก็ถาม
คุณชายจินดูได้ เขารู้ลึกรู้จริงเรื่องของนางยิ่งกว่าผู้ใด”
จินวั่งซู่ได้ยินคำตรัสของฮองเฮาใบหน้าก็อึมครึ
มลง ดีที่พระนางไม่ส่งสาส์นไปเชิญท่านหมอเกาให้
ร่วมขบวนมาด้วย มิฉะนั้นเกรงว่าตัวเขาคงจะหายใจไม่
ทั่วท้อง
สำนักมืออสูรประเมินสถานการณ์แล้วเห็นว่า
กองทัพพยัคฆ์เหินยกมาครานี้หวังจะถล่มตนให้ราบ
คาบ หลังจากนักฆ่านัยน์ตาขาวที่ส่งออกมากลุ่มหนึ่ง
ถูกรุมฆ่าโดยจำนวนทหารที่มากกว่าเกือบสิบเท่า พวก
เขาจึงปิดค่ายกลเพื่อมิให้เหล่าทหารบุกเข้าไปได้
“หากพวกเขาปิดค่ายกลเช่นนี้ พวกเราก็คงบุกเข้า
ไปมิได้พะยะค่ะ”เซียนหย่งไถทำสีหน้าหนักใจ
หมิงเฟยหลงอมยิ้มน้อยๆ “กุนซือเซียนเจ้ามีทาง
ลัดเข้าไปในสำนักมืออสูรนี่?”
“พะยะค่ะ แต่เข้าไปได้ไม่เกินสิบคน”
“แค่สองสามคนก็พอแล้ว ข้าต้องการให้เจ้าไปส่ง
สาส์นถึงประมุขเถียน หากไม่ยั่วยุให้เขาโกรธจนยอม
เปิดฉากรบ พวกเราก็ต้องเสียเวลาล้อมอยู่ที่นี่โดยเปล่า
ประโยชน์”
เซียนหย่งไถทำหน้าฉงน ในขณะที่ชินอ๋องยิ้ม
น้อยๆ เมื่อนึกถึงกลยุทธ์ที่ พระเชษฐามักจะใช้ก่อนที่
จะขึ้นครองบัลลังก์ ‘ยุให้ออกมาต่อยตีย่อมดีกว่ารอจน
อ่อนล้า’
หมิงเฟยหลงทรงเขียนพระราชหัตถเลขาด้วย
พระองค์เอง เนื้อความท้าทายถึงความน่าอับอายของ
ตระกูลเถียนที่คิดก่อกบฏจนนำไปสู่การสูญสิ้น ครั้น
เห็นเซียนหย่งไถจะบุกเข้าไปส่งสาส์นของฮ่องเต้ด้วย
ตนเอง จูจิ้นติ้งก็รู้สึกเป็นห่วงน้องชายของภรรยาจึง
ต้องการติดตามไปด้วย จินวั่งซู่กับเติ้งเฉินฟู่ก็อาสาไป
คุ้มกัน
“เอาเถิดในเมื่อพวกเจ้าทั้งสี่เต็มใจไปด้วยกันก็ดี
แล้ว การบุกเข้าไปแม้จะบอกว่าเป็นทางลัดที่ไม่มีผู้ใด
เข้าถึงตัว แต่พวกเจ้าก็รู้แล้วว่าต้องหลบอาวุธให้ดี” ชิน
อ๋องเอ่ยเตือนสติ “ครั้งนี้เจ้าคิดจะเข้าไปยามใด?”
“คำนวณจากระยะเวลาในการเดินทางแล้ว หม่อม
ฉันคิดว่าควรไปกลางวันพะยะค่ะ”
“แล้วพวกเจ้าจะหลบพวกเขาได้หรือ?”
“กระหม่อมเห็นว่าหากไปยามกลางคืนพวกเขา
ย่อมวางเวรยามเข้มงวด เวลากลางวันจึงจะเป็นเวลาที่
พวกเขามิได้คาดหมายว่าจะมีผู้กล้าบุกเข้าไปพะยะค่ะ”
ชินอ๋องมองเซียนหย่งไถด้วยความพอพระทัย
“เจ้าช่างใจกล้าบ้าบิ่นสมกับที่เป็นผู้คุมกฎของสำนัก
นักฆ่าเสียจริง”
ครั้งนี้จินวั่งซู่ไปหาโล่กำบังธนูให้ทุกคนนำติดตัว
ไปด้วย เมื่อลัดเลาะตามทางลัดไปจนถึงเรือนส้วม
ด้านหลังสำนักแล้ว เซียนหย่งไถก็ชี้ให้ดูว่าต้องนำ
จดหมายไปวางไว้เรือนใหญ่ที่อยู่หลังห้องโถงใหญ่
“นั่นคือห้องพักของประมุขเถียน คุณชายจินเคย
เข้าไปแล้วใช่หรือไม่?”
จินวั่งซู่พยักหน้า “ตอนที่ข้ามาคราวก่อน เถียนลู่
หลินพาข้าเดินมาดูครั้งหนึ่งแต่ยังมิได้เข้าไปด้านใน”
เซียนหย่งไถรีบหันไปบอกพวกเขา “ประเดี๋ยวข้า
จะบุกเข้าไปเอง พวกท่านคอยระวังหลังให้ข้า ตอน
เที่ยงวันเป็นช่วงที่เวรยามย่อหย่อนที่สุดเพราะพวกเขา
จะไปรวมกันกินอาหารที่โรงครัวด้านหลัง”
คนทั้งสามพยักหน้า จูจิ้นติ้งเงยหน้าขึ้นมองดวง
ตะวัน “ใกล้จะได้เวลาแล้ว หย่งไถเจ้าระวังตัวให้มาก
ข้าต้องรักษาชีวิตเจ้าไปให้เหม่ยเอ๋อร์ได้เห็นหน้า”
“ท่านพี่เขยไม่ต้องห่วง ข้าจะระวังตัวอย่างดี
ขอรับ”
เซียนหย่งไถวิ่งแอบไปยังตึกด้านหน้าตามด้วยจูจิ้
นติ้ง จินวั่งซู่และเติ้งเฉินฟู่คอยระวังด้านหลังมองซ้าย
มองขวาอยู่เป็นระยะ รอจนใกล้เวลาผลัดเปลี่ยนเวร
ยามเซียนหย่งไถจึงนำสาส์นเข้าไปในห้องโถงของ
เรือนประมุขเถียน วางสาส์นท้าทายไว้บนโต๊ะก่อนจะ
แอบออกมา ทว่าระหว่างนั้นเติ้งเฉินฟู่นึกเจ็บใจที่ตน
ได้รับบาดเจ็บจากการยิงธนูไฟของเหล่านักฆ่าในคืนที่
ลอบหนีออกจากคุก จึงฉวยโอกาสวิ่งไปยังเรือน
ด้านหลังที่เป็นเรือนนอนของเหล่านักฆ่าหยิบขวด
น ้ามันในย่ามที่สะพายมาด้วยราดไปบนผนังไม้และ
หน้าต่างกรุกระดาษก่อนจะจุดพู่ไฟอันเล็ก ไม่ทันไรก็
ติดไฟอย่างรวดเร็ว
จินวั่งซู่เห็นเช่นนั้นก็ตกใจ “เจ้าพกของพวกนี้มา
เผาสำนักมืออสูรด้วยหรือ?”
“ในเมื่อพวกเขากล้ายิงธนูไฟใส่ข้าจนมีรอยแทบ
ทั้งตัว ข้าต้องเอาไฟมาคืนพวกเขาบ้าง” สีหน้าของเติ้ง
เฉินฟู่ดูไม่เหมือนคนช่างผูกใจเจ็บสักนิด ทว่ากลับตั้ง
หน้าตั้งตาราดน ้ามันไปที่ผนังใกล้ๆ อีกสองสามจุด
ก่อนจะแตะพู่ไฟไปให้ทั่วๆ แล้วโยนเข้าไปทางหน้าต่าง
โดยเล็งไปยังผ้าห่มที่พับรวมอยู่มุมเตียง
“เรียบร้อย! หนีได้!” เติ้งเฉินฟู่รีบคว้าโล่ที่วางไว้
บนพื้นก่อนวิ่งนำหน้าจินวั่งซู่ไปทางเรือนส้วม
“กลับกันได้แล้ว!” เซียนหย่งไถวิ่งกลับมาหา
พี่เขยที่แอบอยู่หลังอาคารใหญ่ “สองคนนั้นเล่า?” เขา
กวาดตามองหาอีกสองคนที่มาด้วยกันกลับไม่เห็น
แม้แต่เงา
“พวกนั้นบอกว่าให้เราไปรอที่นัดหมายได้เลย” จู
จิ้นติ้งทำหน้ายู่เมื่อนึกถึงจุดนัดพบ เรือนส้วมเต็มไป
ด้วยห้องส้วมที่บรรดานักฆ่าล้วนไปถ่ายทุกข์แทบทั้งวัน
เหม็นจะแย่จนทำให้ไม่มีผู้ใดนึกอยากจะไปดูที่
ด้านหลัง
“นัดที่อื่นไม่ได้หรือไร?”
“ทางออกมีที่เดียวขอรับ!” สีหน้าน้องภรรยา
จริงจังจนเขาละเหี่ยใจ นึกอยากจะตบศีรษะเซียนหย่ง
ไถที่ดันทำทางลัดลับไว้หลังสถานที่เหม็นจัดเช่นนั้น
พวกเขาไม่มีเวลาพิรี้พิไรจึงต้องรีบ
ไม่นานนักอาคารไม้หลังใหญ่ก็ติดไฟอย่างรวดเร็ว
เสียงเอะอะเอ็ดตะโรดังอยู่ข้างหลัง “ไฟไหม้! ไฟไหม้!”
เสียงเวรยามตะโกนเรียกให้นักฆ่าคนอื่นๆ ออกมา
ช่วยกันดับไฟ
จินวั่งซู่หันไปมองเรือนส้วม เขาเองก็ได้รับ
บาดแผลแสบร้อนจากธนูไฟไม่น้อยกว่าองครักษ์เติ้ง
ในเมื่อรายนั้นเผาเรือนนอนของนักฆ่าไปแล้ว เขาก็
สมควรเผาอาคารที่สำคัญที่สุดทิ้ง….
“องครักษ์เติ้งข้าขอพู่ไฟเจ้าสักอันหน่อยสิ”
เติ้งเฉินฟู่เลิกคิ้วเป็นเชิงถามขณะที่มือก็ควานหา
พู่ไฟในย่ามออกมาส่งให้คุณชายจินหนึ่งอัน ฝ่ายนั้น
กระแทกเปิดฝาพู่ไฟออกแล้วเอาไปจ่อกองใบไม้แห้ง
จากนั้นใช้กิ่งไม้ที่หักออกมากวาดกองไฟนั้นไปชิดผนัง
เรือนส้วม
“คุณชายจิน เจ้าคิดจะเผาเรือนนี้หรือ?” เซียน
หย่งไถหันมามองด้วยความฉงน
จินวั่งซู่ยิ้มร่า “หากไม่มีที่ปลดทุกข์ชีวิตของพวก
มันจะโหดร้ายกว่าไม่มีที่นอน”
เติ้งเฉินฟู่กับจูจินติ้งถึงกับผงกศีรษะ มิใช่เห็น
ด้วยกับสิ่งที่จินวั่งซู่คิด หากแต่องครักษ์ทั้งสองกำลัง
นึกถึงฉายาจอมเสเพลอันดับหนึ่งของเมืองหลวง ช่าง
เหมาะสมกับคุณชายจินเสียนี่กระไร!