ซือซือฮองเฮาพันโฉม - บทที่ 235 ประลองสองกระบี่
ลานประลองยุทธ์ชั่วคราวคือทุ่งหญ้าระหว่างค่าย
ทหารและชายป่าหางมังกร หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตุกติก
อีกฝ่ายก็พร้อมจะหนีกลับเข้าฐานที่ตั้งได้ในทันที
ฮ่องเต้หมิงเฟยหลงทรงสวมชุดจอมยุทธ์ที่ซื้อมาจาก
ร้านในโรงเตี๊ยมยุทธภพที่ทนทานต่ออาวุธนานาชนิด
แต่ยังไม่แน่ว่าจะทนต่อความคมกริบของกระบี่กราชาก
วิญญาณได้หรือไม่?
ประมุขเถียนในชุดดำมาพร้อมกระบี่ดำมะเมื่อมสี
ดำปลาบเดินนำออกมาจากชายป่าหางมังกร เมื่อมอง
จากฝั่งทุ่งหญ้าก็พอจะรู้ว่าในชายป่านั้นมีชายชุดดำซุ่ม
อยู่จำนวนมาก
“พวกเขาคงไม่คิดจะแอบซัดอาวุธลับใส่พี่สาม
ดอกกระมัง?” ชินอ๋องลอบกระซิบถามพระเชษฐา
“เจ้าเตรียมพลธนูไว้พร้อมหรือไม่?” หมิงเฟยหลง
มิได้คิดจะวางใจสิ่งใดจึงสั่งให้น้องชายเตรียมคน
ป้องกันให้พร้อม
“แน่นอน! ข้าย่อมมิทำการให้ท่านเสียเปรียบผู้ใด
เช่นกัน” ชินอ๋องนึกถึงคำกล่าวของพี่สะใภ้ที่เตรียมการ
ประลองให้พี่ชายอย่างรอบคอบ
หลวนฮองเฮาประทับอยู่ลึกเข้าไปด้านในเพราะ
เกรงจะเป็นเป้าหมายของเหล่านักฆ่า คนของทั้งสอง
ฝ่ายล้วนเตรียมพร้อม ไม่ว่าผลการประลองจะเป็นอย่าง
ใด? วันนี้ต้องมีการนองเลือดอย่างแน่นอน
“ในฐานะที่เขาเป็นญาติผู้น้องของเถียนฮองเฮา
ข้าถือว่าให้เกียรติเขาในการแก้แค้นอย่างหมดจด”
“ความจริงท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้”
“ข้าเองก็เป็นจอมยุทธ์ผู้หนึ่ง หากมีผู้กล้าท้าซ ้า
ยังมีความแค้นอันใหญ่หลวงต่อกัน เหตุใดจึงจะไม่
ยอมทำเล่า? เขาแค้นที่ข้าล้างตระกูลเขา ข้าก็แค้นที่
พวกเขาอยากจะฆ่าข้า เราสองคนสมควรจะดวลกันให้รู้
ดีรู้ชั่ว” หมิงเฟยหลงนึกถึงการบาดเจ็บล้มตายของ
เหล่าทหารและองครักษ์รอบข้างที่เกิดจากฝีมือของ
เถียนลู่หลินผู้นี้ ความหวาดระแวงนับสิบปีกับความ
อาฆาตมาดร้ายหมายชีวิตของศัตรูสมควรจะจบลงเสีย
ที
ฮ่องเต้ทรงอาภรณ์ขาวปักลายมังกรงดงามในพระ
หัตถ์คือกระบี่ดูดวิญญาณที่สูญหายไปในยุทธภพ
หลายสิบปี เถียนลู่หลินในคราแรกมิได้สนใจมองกระบี่
ที่ฮ่องเต้จะใช้ ทว่าเมื่ออีกฝ่ายก้าวเท้าเข้ามาในทุ่งหญ้า
ในระยะที่สังเกตรายละเอียดของกระบี่ได้ชัดขึ้นก็ตกใจ
“เจ้าได้กระบี่นั่นมาจากที่ใด?” เดิมทีเขาคิดว่า
ตนเองมีโอกาสตัดหัวของฮ่องเต้ได้ไม่ยากนัก กระบี่
กราชากวิญญาณหนึ่งเดียวของยุทธภพเป็นสุดยอด
อาวุธทรง พลานุภาพของยุทธภพ ยากจะมีอาวุธใด
ต้านทานได้ ซ ้าความร้ายกาจของกระบี่ที่ทำให้ศัตรูเกิด
ภาพหลอนนั้นเป็นสิ่งที่ใช้ทำลายคู่ต่อสู้ได้อย่างร้าย
กาจ แต่….
“ในเมื่อข้ายอมรับการประลองกับประมุขสำนักนัก
ฆ่าอันดับหนึ่งอย่างเจ้าข้าย่อมต้องหาอาวุธที่ดีที่สุด
ออกมาใช้ กระบี่ดูดวิญญาณนี้จึงเป็นสิ่งที่คู่ควรจะประ
มือกับกระบี่กราชากวิญญาณของเจ้า”
เถียนลู่หลินไม่เชื่อว่าหมิงเฟยหลงจะล่วงรู้
ความลับที่ผู้เฒ่าเซียนกระบี่ได้ทิ้งไว้ในกระบี่ทั้งสอง
เพราะเรื่องเหล่านี้อดีตเจ้าสำนักเป็นคนบอกกับเขาเอง
ว่ามีคนรู้เพียงไม่กี่คนและคนเหล่านั้นล้วนหายสาบสูญ
ไปแล้ว แต่จากท่าทางการถือกระบี่ดูดวิญญาณของห
มิงเฟยหลงแล้ว คนผู้นั้นต้องพอจะรู้วิชากระบี่กราชาก
วิญญาณ
“เจ้าคนทรยศ ผู้คุมกฎฝ่ายซ้ายถ่ายทอดวิชาของ
สำนักเราให้เจ้างั้นหรือ?”
ฮ่องเต้ทรงพระสรวลดังลั่น “หากข้าเพิ่งมาฝึกวิชา
ของพวกเจ้าภายในสามวัน เห็นทีคงจะตายตั้งแต่
ตัดสินใจสู้กับเจ้าแล้ว เถียนลู่หลินวันนี้ข้าให้โอกาสเจ้า
ในการตัดสินว่าระหว่างแค้นของเจ้ากับข้า แค้นของ
ผู้ใดสมควรได้รับการชำระมากกว่ากัน?”
“ได้! หากวันนี้ข้าชนะเจ้าได้ก็จะตัดหัวของเจ้าไป
เซ่นไหว้บรรพบุรุษของข้า”
หมิงเฟยหลงแสยะยิ้มเปล่งไอสังหารออกมาทั่ว
ร่าง “เช่นกัน หากข้าปลิดชีพเจ้าได้จะตัดหัวของเจ้าไป
เสียบประจานบนกำแพงเมือง”
ทั้งสองฝ่ายล้วนโยนปลอกกระบี่ออกก่อนจะ
กระโจนเข้าหากัน เสียงกระบี่กระทบกันดังสนั่นท้องทุ่ง
พละกำลังของทั้งสองที่ต่างก็กินยาเพิ่มพลังกันมาต่าง
มีพอๆ กัน ประมุขเถียนนิ่วหน้าเล็กน้อยเพราะไม่คาด
ว่าฮ่องเต้จะสามารถรับแรงดาบของตนเองได้ เพราะ
ยามนี้กำลังภายในของเขานับว่าขยายขึ้นอีกสิบเท่า
หากทุ่มแรงขนาดนี้ลงไปยังนักฆ่าระดับสูงของสำนัก
มืออสูรคงถึงกับทำกระบี่หลุดมือไปแล้ว ทว่า หมิงเฟ
ยหลงกลับใช้กระบี่ดูดวิญญาณรับไว้อย่างง่ายดาย
“เจ้ากินยาเพิ่มกำลังด้วยหรือ?” จังหวะที่ถูกผลัก
จนร่างถอยรูดไปด้านหลังนับสิบก้าว เถียนลู่หลินจึง
ร้องถามออกมา
“หึ! ยุทธภพนี้มิได้มีหมอมารเพียงแค่ผีไร้หลุมสัก
หน่อย ยาของฮูหยินไร้รอยก็ได้ผลดุจเดียวกัน”
ประมุขเถียนจ้องหน้าหมิงเฟยหลง “เจ้ามันเป็น
มังกรเจ้าเล่ห์นี่เอง!”
“เจ้าทำได้ ข้าก็ทำได้ เจ้ามี ข้าก็มี เหตุใดจึงคิดว่า
ข้าเจ้าเล่ห์?” หมิงเฟยหลงยักคิ้วให้ศัตรูเพื่อทำลาย
สมาธิ แรงของเถียนลู่หลินมหาศาลนัก หากเขาไม่ได้
กินยาที่ภรรยาเอามาให้เห็นทีแขนคงชาไปแล้ว!
ทั้งสองกระโจนเข้าหาอีกครั้ง วิชาตัวเบาของหมิง
เฟยหลงอาจจะมิค่อยได้แสดงให้ผู้ใดได้เห็น มีเพียง
ชินอ๋องเท่านั้นที่รู้ดีว่าพระเชษฐาของตนมีวิชาร้ายกาจ
เพียงใด?
ประมุขเถียนเพิ่มระดับความโหดเหี้ยมของวิชา
มากยิ่งขึ้น หมิงเฟยหลงแปลกใจที่วิชากระบี่กราชาก
วิญญาณที่เถียนลู่หลินใช้มีความดุดันและพลิกแพลง
รวดเร็วกว่าที่เคยเห็น
“เจ้าเป็นแต่เพียงวิชากระบี่กราชากวิญญาณที่
พวกนักฆ่าใช้เท่านั้น คงไม่เคยเห็นวิชาของเจ้าสำนัก
สินะ ประเดี๋ยวข้าจะแสดงความโหดร้ายที่แท้จริงของ
วิชากระบี่กราชากวิญญาณให้เจ้าดู”
เถียนลู่หลินวาดกระบี่เป็นรูปครึ่งวงกลม แว่บห
นึ่งหมิงเฟยหลงมองเห็นคล้ายกระบี่พวกนั้นเพิ่ม
จำนวนหลายสิบเล่ม
‘นี่กระมังภาพลวงตาที่ซือซือบอกไว้’
ประมุขเถียนมองดูสายตางวยงงของหมิงเฟย
หลงก็กระหยิ่มยิ้มย่อง เห็นทีเขาคงจะไม่รู้ความลับของ
กระบี่ทั้งสองจริง
‘อีกไม่นานเจ้าก็จะต้องรับแรงสะท้อนของกระบี่
ดูดวิญญาณแล้วหวาดกลัวข้าจนต้องคุกเข่ายอมพ่าย
แพ้’
“พี่สาม ท่านควรเริ่มได้แล้ว!” เสียงตะโกนของชิน
อ๋องลั่นทุ่งหญ้า หมิงเฟยหลงได้สติจนกระโจนถอย
หลัง เขาควรจะเริ่มใช้วิชาย้อนกลับ….
ประมุขเถียนตามติดด้วยคิดว่าตนเองเป็นฝ่าย
ได้เปรียบ แต่เมื่อกระโจนตามไปจนถึงตัวหมิงเฟยหล
งกลับได้เห็นฝ่ายนั้นชี้กระบี่สีขาวขึ้นชี้ฟ้า กระบวนท่าที่
ต่อสู้ในคราแรกเปลี่ยนไป ฮ่องเต้ทรงรับเขาได้ทุก
กระบวนท่าจนน่าตกใจ สุดท้ายร่างของเถียนลู่หลิน
กระเด็นออกห่างด้วยแรงถีบที่ไม่รู้ว่าถูกส่งมาถูก
หน้าอกแต่เมื่อใด?
ร่างในชุดดำหงายลอยละลิ่วในอากาศ ม้วนตัว
กลับหลังลงคุกเข่าเอากระบี่ปักลงแผ่นดิน เมื่อเงยหน้า
ขึ้นมองชายชุดขาวที่ยืนตระหง่านตรงหน้าก็พลันมีสี
หน้าเปลี่ยนไป
“เหตุใดเจ้าถึงรู้วิชาย้อนกลับ?”
“ภรรยาของข้าเป็นผู้สอนน่ะสิ…กระบี่เล่มนี้ก็เป็น
ของนาง”
สีหน้าของเถียนลู่หลินซีดเผือด ครั้งที่เขาแปลง
โฉมเป็นอู๋กงกงก็เกือบจะวางยาฆ่านางที่ครรภ์ใหญ่ได้
สำเร็จ มิคาดว่านางจะร้ายกาจกว่าที่คิด
“ที่เจ้าแปลงโฉมเป็นอู๋กงกงนางก็รู้….” รอยยิ้ม
ของหมิงเฟยหลงคล้ายเยาะหยันอยู่ในที “แม้วิชาของ
เจ้าจะดีแล้ว แต่น่าเสียดายที่ฮองเฮาผู้นี้ของข้า แท้จริง
คือเซียนพันหน้าที่ร ่าลือกันในยุทธภพ เจ้าคงพอจะ
รู้จักสมญานามนี้บ้างกระมัง?”
เถียนลู่หลินผงะ เซียนพันหน้าคือสุดยอดจอม
ยุทธ์ที่แปลงโฉมได้นับพันหมื่นอย่างไม่อาจจะจับ
สังเกตได้ ฮองเฮาโฉมงามผู้อ้อนแอ้นนั่นน่ะหรือ?
หมิงเฟยหลงมิอาจถ่วงเวลาได้นาน ซือซือกำชับ
นักหนาให้เขาพิชิตศึกนี้ภายในเวลาไม่เกินครึ่งชั่วยาม
มิฉะนั้นเขาต้องรับแรงปะทะจากการดูดและผลักของ
กระบี่ทั้งสองอาจจะทำให้ได้รับบาดเจ็บ
“ในเมื่อเจ้าคิดจะฆ่านางและลูกในท้อง กระบี่ดูด
วิญญาณนางจึงให้ข้ามาเพื่อล้างแค้นแทนนาง” หมิง
เฟยหลงขยับกระบวนท่าย้อนกลับแล้วพุ่งทะยานเข้าหา
ประมุขเถียนที่ลุกขึ้นยืนตั้งกระบวนท่ารอรับ
เถียนลู่หลินใช้กระบวนท่าเพื่อเรียกพลังความร้อน
จากกระบี่กราชากวิญญาณ ทำให้บริเวณทุ่งหญ้าเริ่ม
ร้อนระอุจนยอดหญ้าเริ่มไหม้ หมิงเฟยหลงเห็นเช่นนั้น
ก็ตวัดกระบี่ดูดวิญญาณด้วยกระบวนท่าย้อนกลับที่
เรียกพลังความเย็นออกมาเช่นกัน เกล็ดไอเย็นราวหิมะ
ลอยกระจายออกจากระบี่ไปทั่วบริเวณจนมาปะทะกันที่
กึ่งกลางทุ่งหญ้า
ร่างสีดำและร่างสีขาวกระโดดลอยเข้าหากันกลาง
อากาศ พลันกระบี่สีขาวก็สำแดงฤทธิ์ดูดไอร้อน
ด้านหน้าเข้ามาจนเกิดเป็นลมหมุนแรง เกล็ดหิมะเพิ่ม
จำนวนมากขึ้นๆ จนล้อมรอบไอร้อนทั้งหมดไว้ได้
หงซือซือที่ลุ้นจนต้องลุกขึ้นยืนถึงกับอุทาน
ออกมา “กระบี่ดูดวิญญาณเริ่มดูดพลังแล้ว!”