ซือซือฮองเฮาพันโฉม - บทที่ 236 ชิงกระบี่
เกล็ดหิมะโอบล้อมร่างทั้งสองเอาไว้จนแทบจะ
มองไม่เห็น หมิงเฟยหลงเกร็งพลังภายในขึ้นไปรวมยัง
แขนสองข้างอย่างเต็มที่เพราะกระบี่ดูดวิญญาณสั่น
แรงขึ้นจนเขาแทบจะต้านทานพลังของมันไว้ไม่ได้
“อ๊าก!!!!” เสียงของเถียนลู่หลินร้องเสียงดังก้อง
ทุกคนต่างยืนตะลึงมองพายุเกล็ดหิมะที่หมุนวนอยู่
ตรงกลางทุ่งหญ้าด้วยใจลุ้นระทึก
หมิงเฟยหลงตัดสินใจออกกระบวนท่าสุดท้าย
ของเพลงกระบี่กราชากวิญญาณแบบย้อนกลับ เขา
ออกแรงดึงกระบี่ที่ดูดอยู่กับกระบี่สีดำสุดแรง ก่อนจะ
ฟาดลงไปกลางกระหม่อมของประมุขเถียน ในขณะที่
เถียนลู่หลินเองก็ย่อตัวลงยกกระบี่ขึ้นขวางรับไว้
เปรี้ยง!
กระบี่ทั้งสองกระทบอีกครั้ง และครานี้ก็มีเสียง
กัมปนาทราวกับดินปืนระเบิดลังใหญ่ ร่างของคนทั้ง
สองอยู่ในพายุหิมะเมื่อครู่กระเด็นหวือออกมาคนละทิศ
คนละทาง ร่างของฮ่องเต้หนุ่มแผ่หงายลงบนทุ่งหญ้า
ในพระหัตถ์ยังคงมีกระบี่สีขาว ส่วนร่างของประมุข
สำนักมืออสูรลอยคว้างหมุนกลิ้งไปบนทุ่งหญ้านับสิบ
ตลบ กระบี่สีดำในมือกระเด็นกระดอนออกจากมือไป
พลั่ก! ปึ๊ก! แรงกระแทกทำเอาฮ่องเต้ทรงมึนไปครู่
ใหญ่
“ฝ่าบาท ทรงเป็นอย่างไรบ้างพะยะค่ะ?” ชินอ๋อง
กระโจนเข้าไปหาพระเชษฐาในทันที เมื่อประคองร่าง
ใหญ่ที่นอนหงายลุกขึ้นยืนได้ พายุหิมะที่หมุนวนอยู่
ข้างหน้าจึงค่อยๆ สงบลง
“รีบไปดูเถียนลู่หลิน เร็วเข้า!” หมิงเฟยหลงทรง
วิ่งนำหน้าพระอนุชาตรงไปยังร่างที่แผ่หราอยู่อีกฟาก
ท้องทุ่ง ชินอ๋องไม่ลืมที่จะโบกพระหัตถ์ขึ้นสูงเพื่อสั่ง
การให้เหล่าองครักษ์วิ่งตามมา
ผู้คุมกฎฝ่ายขวาของสำนักมืออสูรที่พุ่งเข้าไปดู
ร่างของประมุขเถียนนอนนิ่งตาเหลือกก็รีบฉวยเอา
กระบี่กราชากวิญญาณแล้ว
“ท่านประมุขตายแล้ว! กลับสำนักเร็ว!” เหล่านัก
ฆ่าทั้งหมดแล้ววิ่งกลับเข้าไปยังบริเวณค่ายกล บัดนี้ผู้ที่
ถือกระบี่สีดำได้กลายเป็นประมุขคนใหม่แล้ว
“ล่านักฆ่าให้หมด!” ชินอ๋องที่เงยหน้าเห็นชายชุด
ดำกลุ่มใหญ่เริ่มถอยเข้าในป่าหางมังกรตะโกนลั่น
เสียงโห่ร้องรับของทหารดังสนั่น จากนั้นคนหลายพัน
ก็เคลื่อนตัวเข้าปราชิดชายป่า ทว่ากลับผ่านเข้าไปไม่ได้
พวกเขาวิ่งเข้าไปแล้วกลับกลายเป็นวิ่งออกอีกชายป่า
ด้านหนึ่งแทน
“ชินอ๋อง เจ้าสั่งทหารตัดหัวเถียนลู่หลินไปเสียบ
ประจานที่กำแพงเมือง ประกาศข้อหากบฏของสำนัก
มืออสูรให้คนทั้งแคว้นได้รู้ ต้องหาวิธีทำลายสำนักนี้ให้
ราบคาบ ที่สำคัญต้องไม่ปล่อยให้พวกนั้นรอดชีวิตไป
แม้แต่คนเดียว”
“พะยะค่ะ!” ชินอ๋องหันไปสั่งการรองแม่ทัพสอง
คนที่วิ่งตามมา ไม่นานนักทหารก็มาลากศพของเถียน
ลู่หลินออกไปลานประลอง
“พี่สาม บาดแผลของท่าน” ชินอ๋องมองเสื้อผ้า
ของฮ่องเต้ที่มีรอยขาดหวิ่นไปทั่ว แม้จะเป็นผ้าที่ทอ
เหนียวที่สุดก็ยังไม่อาจต้านทานพลังของกระบี่กราชาก
วิญญาณ
“กระบี่ดำเล่มนั้นร้ายกาจนัก พละกำลังข้ายามนี้
เหลือเพียงพอเดินไหวเท่านั้น ไม่อาจกวัดแกว่งกระบี่
ได้อีก”
ชินอ๋องมองสภาพพี่ชายที่มีบาดแผลทั้งลึกและ
ตื้นทั่วตัว เลือดเริ่มซึมออกมาตามขอบที่ขาดหวิ่นพวก
นั้น แม่ทัพใหญ่แคว้นหมิงรีบเข้าประคองฮ่องเต้
“ท่านกลับไปให้หมอหลวงตรวจดีกว่า ป่านนี้
ฮองเฮาคงร้อนใจแย่แล้ว”
หมิงเฟยหลงมองไปด้านหลัง ไกลออกไปหงซื
อซือยืนมองมาทางที่พระองค์ ยืนอยู่ “ข้าก็อยากเดิน
กลับไปเอง…แต่…” เลือดที่ข่มไว้ภายในทะลักขึ้นมาถึง
คอ ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กระอักเลือดออกมาคราหนึ่ง
ก่อนจะทรุดล้ม
“พี่สาม! พี่สาม!”
ชินอ๋องและองครักษ์หู่ตรงเข้าประคองร่างของ
ฮ่องเต้ทั้งซ้ายและขวา กระบี่ดูดวิญญาณหลุดร่วงลงที่
พื้น องครักษ์จูที่ได้ฝึกวิชากระบี่กราชากวิญญาณจาก
ท่านอาเจียงสามารถเก็บกระบี่และปลอกกระบี่เดิน
ตามหลังกลุ่มคนที่เร่งรีบนำฮ่องเต้เข้ากระโจมไปรักษา
หลวนฮองเฮามองเห็นร่างของพระสวามีถูกหาม
มาเช่นนั้นก็ทรงตกพระทัย
“ฝ่าบาทเป็นอันใด?”
“บาดเจ็บภายในพะยะค่ะ”
สายตาของหงซือซือกวาดไปทั่วร่างของฮ่องเต้
ดวงตาทั้งสองของนางแดงก ่า
“ตามหมอหลวงเร็วเข้า!” ฮองเฮาตะโกนขึ้น
สุดเสียง เดินตามร่างที่ถูกหามไปจนถึงเตียงบรรทมใน
กระโจมด้วยความร้อนพระทัย
“กระบี่ดูดวิญญาณอยู่ที่ใด?” พลันนางก็ร้องขึ้น
“อยู่นี่พะยะค่ะ” จูจิ้นติ้งรีบคุกเข่าถวาย
หงซือซือรับกระบี่สีขาวไปถือไว้ก่อนจะถอดปลอก
ออกมาดู บัดนี้กระบี่สีขาวส่วนปลายได้กลายเป็นสีเทา
เข้มแล้ว
“พลังของกระบี่กราชากวิญญาณถูกดูดซับมาแล้ว
พลังภายในของฝ่าบาทจึงทรงปั่นป่วนยุ่งเหยิง”
หมอหลวงสามคนรีบรุดเข้ามาตรวจร่างที่นอน
แน่นิ่งอยู่บนเตียง ไม่นานนักพวกเขาก็ทำหน้าคล้ายจะ
ร้องไห้
“อาการบาดเจ็บภายนอกไม่สาหัสนัก ทว่าชีพจร
เต้นรุนแรงมากพะยะค่ะ ที่สำคัญกระหม่อมไม่เคยเห็น
อาการเช่นนี้จึงไม่แน่ใจว่าจะทรงฟื้นเมื่อใด?” สีหน้า
ของหมอหลวงที่ติดตามมากับกองทัพสีหน้าไม่ค่อยดี
นัก
หงซือซือจึงสั่งให้หู่ซิ่นสือกับจูจิ้นติ้งประคองพระ
สวามีให้ลุกนั่งแล้วรีบสกัดการไหลเวียนของพลัง
ภายในร่างกายให้ช้าลง
“พวกเจ้ารักษาบาดแผลภายนอกให้ฝ่าบาทเถอะ
อาการภายในต้องให้ท่านหมอเกาเป็นผู้รักษาเท่านั้น”
ชินอ๋องมีสีหน้าประหลาดพระทัย ฮองเฮาจึงหัน
ไปหาแม่ทัพใหญ่แคว้นหมิง
“อาการยามนี้ของฝ่าบาทนับว่าอยู่ในอันตราย แต่
อาจารย์ของข้าช่วยฝ่าบาทได้แน่ สิ่งสำคัญคือในการ
รักษาต้องใช้กระบี่กราชากวิญญาณด้วย เป็นเพราะ
กระบี่ยังดูดพลังไม่เสร็จจึงทำให้ฝ่าบาทตกอยู่ในสภาพ
นี้ หากนำกระบี่สองเล่มมาอยู่รวมกันจึงจะทำให้ปราณ
ของฝ่าบาทสงบลงได้ เช่นนั้นท่านต้องหาทางถล่ม
สำนักมืออสูรและชิงกระบี่เล่มนั้นออกมา”
หงซือซือจึงเขียนสาส์นให้จูจิ้นติ้งกับม้าเร็วเร่งรุด
ไปยังเมืองฉู่จิ้งเพื่อรับตัวอาจารย์ของตนมาทำการ
รักษาฮ่องเต้ ส่วนชินอ๋องก็หันไปวางแผนกับเซียนหย่ง
ไถและเหล่านายทหารเพื่อหาทางบุกเข้าไปในค่ายกล
ให้สำเร็จ
“เรามีเวลาเพียงสิบวันเท่านั้น! หากปล่อยให้พลัง
ของกระบี่ทั้งสองยังคงต่อสู้กันอยู่ในร่างของฝ่าบาท
ต่อไป ไม่แน่ว่าพระองค์อาจจะไม่ฟื้นคืน”
เซียนหย่งไถจึงเริ่มวางกลยุทธ์ให้นายทหารฝีมือ
เยี่ยมของทัพพยัคฆ์เหินบุกเข้าไปห้าทิศทาง “อย่างที่
ข้าเคยบอก ทางเข้าออกจริงๆ แล้วทำให้ห้าเส้นทาง
แต่ละเส้นทางเข้าไปได้ไม่เกินครั้งละหนึ่งร้อยคน
มิฉะนั้นกลไกอาวุธจะเริ่มทำงาน แต่หากพวกท่านเข้า
ไปแล้วล่อให้พวกเขาตามเข้ามาในค่ายกลได้ ข้ามีวิธีล่อ
ให้พวกเขาถูกอาวุธเสียเอง”
เจ้าของค่ายกลที่อาศัยช่วงเวลาที่ทุกคนมัวแต่
สนใจการประลองของประมุขเถียนกับฮ่องเต้ลอบเข้า
ไปสำรวจดูกลไกอาวุธที่ตนเคยวางในค่ายกลเส้นทาง
แรกจึงได้ค้นพบวิธี ‘ลวงมาฆ่า’
ชินอ๋องผงกศีรษะรับ หู่ชิ่นสือหัวหน้าองครักษ์
ประจำพระองค์จึงเสนอให้ผู้ที่เคยฝึกวิชากระบี่กราชาก
วิญญาณเมื่อครั้งเดินทางไปช่วยฮ่องเต้ในแคว้นผิง
เป็นกลุ่มนำเข้าไปล่อนักฆ่าพวกนั้นออกมา
“พวกข้าเคยรู้วิชากระบี่ของพวกมัน ขอเพียงได้ยา
เพิ่มกำลังจากฮองเฮาก็จะกลายเป็นคู่ต่อสู้ที่สูสีกับ
เหล่านักฆ่า”
หงซือซือมอบขวดยาให้กับชินอ๋องเพื่อแจกจ่าย
ให้ผู้ที่จะบุกเข้าไปในสำนัก มืออสูร “อย่าลืมว่าภารกิจ
ครั้งนี้ต้องแล้วเสร็จภายในสองชั่วยามก่อนยาหมด
ฤทธิ์”
จินวั่งซู่อาสานำพลแม่นธนูอีกเก้าคนเข้าไปซุ่ม
ในทางลัดที่เซียนหย่งไถทำไว้
“ทางนั้นไปได้เพียงครั้งละสิบคน ข้าจะคอยเก็บ
นักฆ่าช่วยระวังให้พวกเขาเอง” เส้นทางที่แม้มองเห็น
แต่ไม่มีผู้เข้าถึงได้นอกจากการยิงธนูที่มีโอกาสพุ่งเข้า
ทำร้ายได้
คุณชายจินนึกถึงยามที่ตนต้องหลบธนูไฟหัวซุก
หัวซุน เวลาแก้แค้นมาถึงอีกแล้ว “ข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใด
รอดพ้นลูกธนูไปได้แม้สักคน!”