ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 11 ลาจากอดีต...กลับบ้านตระกูลซู
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 11 ลาจากอดีต...กลับบ้านตระกูลซู
บทที่ 11 ลาจากอดีต…กลับบ้านตระกูลซู
ทางด้านคฤหาสน์ตระกูลหลิน ที่เหลือเพียงซากความทรงจำอันแสนหดหู่ คุณนายหลินและคุณชายหลินผู้เฒ่า ต่างยืนเซ่อทำอะไรไม่ถูกท่ามกลางความอับยศ ทันใดนั้นเองกลุ่มชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำท่าทางคุกคามก็พุ่งพรวดเข้ามาด้านในอย่างอุกอาจ!
“หึ! ซีอีโอหลินดวงแข็งจริงนะ! แล้วเงินแปดสิบล้านที่ติดค้างพวกเราไว้ จะคืนได้เมื่อไหร่?”
กลุ่มคนเหล่านี้ คือคนจากบริษัทติดตามหนี้ กลุ่มนักเลงท่าทางถมึงทึงเดินตรงเข้ามาล้อมกรอบคนตระกูลหลินเอาไว้ทุกทิศทาง ราวกับฝูงหมาป่ากำลังล้อมเหยื่อที่บาดเจ็บ
“พวกคุณจะทำอะไร! กล้าดีอย่างไรถึงเข้ามาในนี้!” คุณนายหลินแผดเสียงโกรธจัด
คุณชายหลินผู้เฒ่าตวาดสำทับ “หยุดเดี๋ยวนี้! พวกแกไม่รู้หรือไงว่าพวกเราเป็นใคร? พวกเราเป็นญาติกับตระกูลซูแห่งเมืองหลวงเชียวนะ!”
ทว่าสิ่งที่ตอบกลับเขามากลับมีเพียงเสียงท่อไอเสีย และฝุ่นควันจากขบวนรถเมย์บัคสีดำของตระกูลซูขับเคลื่อนจากไปอย่างไม่ไยดี ขบวนรถหรูสองแถวอันยิ่งใหญ่อลังการทำให้ผู้คนตามท้องถนนต่างรีบหลีกทางให้ตั้งแต่ไกล
ช่างเป็นภาพที่ตรงข้ามกับสภาพอันน่าเวทนาของสมาชิกตระกูลหลินในยามนี้
พวกนักทวงหนี้หัวเราะเยาะชอบใจ “โอ้โห! ชื่อเสียงช่างยิ่งใหญ่นัก เป็นญาติกับตระกูลซูงั้นเหรอ? แหกตาดูสิว่าเขาสนใจไยดีพวกแกไหม!”
ผู้เฒ่าหลินหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย! พวกบริษัททวงหนี้เหล่านี้ล้วนเป็นพวกอันธพาล ไร้ซึ่งเหตุผลและไม่มีวันปรานีเพียงเพราะเห็นว่าเป็นคนชรา
เพียะ!
เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าดังสนั่น สองสามีภรรยาตระกุลหลินถูกตบจนหน้าหัน และถูกกดตัวให้คุกเข่าลงกับพื้นทันที! ทั้งการด่าทอ ทุบตี และเตะถีบประดังประเดเข้ามาจนทั้งคู่บวมช้ำ ส่งเสียงครางโอดโอยด้วยความเจ็บปวด
คราวนี้ดีแล้ว… ทุกคนในครอบครัวจะได้โดนเหมือนกันถ้วนหน้า
ตระกูลหลินที่เคยรุ่งโรจน์กลับต้องมาอับอายขายหน้าต่อสายตาฝูงชนจนสภาพจิตใจพังทลาย ข้าวของเครื่องใช้หรูหราถูกโยนออกมากองพะเนินข้างนอก และที่ตามออกมาด้วยคือมู่ชิ่นซินด้วยใบหน้าสะบักสะบอมเต็มไปด้วยรอยเลือด ทั้งครอบครัวตกอยู่ในสภาพน่าอเนจอนาถ!
เพื่อนบ้านที่มุงดูอยู่ต่างซุบซิบกันไม่ขาดปาก
“พวกคุณไม่รู้หรอกว่า เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนนั้นน่ะแท้จริงคือหลานสาวของตระกูลซูแห่งเมืองหลวง!”
“อะไรนะ?! เด็กที่ผอมแห้งคนนั้นน่ะเหรอ คนที่แม่ตายไปตั้งแต่อายุสองขวบกว่า?”
“โอ้แม่เจ้า! ตระกูลหลินคงกระอักเลือดตายแน่ที่ทำโชคลาภหลุดมือไปแบบนี้!”
“สมควรแล้ว! ฉันเคยเห็นแม่เฒ่าบ้านนั้นทำโทษให้เด็กยืนตากแดดจัด ๆ พอเข้าไปเตือนก็โดนด่ากลับมาเสียยกใหญ่”
“ฮ่า ๆ ๆ ก็ย่าคนนั้นไม่ใช่เหรอที่ป่าวประกาศทุกวันว่าหลานสาวเป็นดาวซวย ตอนนี้เป็นไงล่ะ ใครกันแน่ที่ซวย!”
“พี่เฟิง เป็นอะไรมากไหมคะ?” หลินเฟิงนอนไอโขลกพ่นฟองเลือดออกมา หูของเขาอื้ออึงจนส่งเสียงหิ่ง ๆ มู่ชิ่นซินพยายามคลานเข้าไปหาพลางร้องไห้
“จะมาร้องไห้ทำทีตอนนี้ทำไม! เมื่อกี้เธอหายหัวไปไหนมา!” คุณนายหลินผู้เฒ่าระบายโทสะใส่ลูกสะใภ้ทันที
“เมื่อกี้ฉันไปหาซู่เป่า… ไปขอร้องให้เห็นแก่คุณปู่คุณย่า แต่เด็กนั่นใจแข็งไม่ยอมช่วยเลย…” มู่ชิ่นซินกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
คุณนายหลินผู้เฒ่าแค้นเคืองจนสั่นเทา โยนความผิดทั้งหมดให้ซู่เป่า
“เด็กคนนี้เลี้ยงเสียข้าวสุกจริง ๆ สามปีกว่าไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ เหมือนแม่ที่ตายไปไม่มีผิด! เลี้ยงไม่เชื่อง!”
ในใจยังคงด่าทอว่าซู่เป่าคือดาวซวยที่ทำให้ลูกชายล้มละลาย แต่ลึก ๆ แล้วกลับโหยหาอยากจะเกาะขาเด็กคนนั้นไว้ใจแทบขาด
…
บนรถเมย์บัค
ซูอี้เชินกดนิ้วลงบนหน้าจอสมาร์ทโฟน ส่งข้อความสั้น ๆ ว่า กำจัดตระกูลหลิน
อีกฝ่ายตอบกลับมาทันควัน ฆ่าทิ้งเลยไหมครับ?
ซูอี้เชินหัวเราะเย็นชาในลำคอ การฆ่าแกงขยะพวกนั้นให้เสียประวัติตระกูลซูเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่า
‘ทำให้พวกมันมีชีวิตอยู่… อย่างคนที่อยากตายวันละหลาย ๆ รอบดีกว่า’
ซู่เป่านั่งเงียบเชียบอยู่ในรถ มือน้อย ๆ ข้างหนึ่งกอดตุ๊กตากระต่าย อีกข้างกอดเสี่ยวอู่เอาไว้แน่น คุณตาซูพยายามปรับน้ำเสียงให้นุ่มนวลที่สุด “ซู่เป่า… พวกเรากลับบ้านกันเถอะนะลูก”
“บ้านของเราอยู่ที่ปักกิ่ง เดี๋ยวเราต้องไปขึ้นเครื่องบินกันนะ” ซูอี้เชินเสริม
ซู่เป่าพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง ท่าทางร่าเริงตอนปลอบนกเมื่อครู่เลือนหายไปกลายเป็นความสงบนิ่ง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดูดีกว่าวันแรกที่พบกันมากนัก ชายชรามองหลานสาวด้วยความปวดใจ เพราะเด็กเติบโตมาท่ามกลางความหวาดกลัวเท่านั้นที่จะนิ่งเงียบและเชื่อฟังผิดปกติเช่นนี้
“คุณตาคะ… เราพาอัฐิของแม่กลับบ้านด้วยได้ไหม?” ซู่เป่าถามขึ้นเบา ๆ
คุณตาซูพยักหน้าทั้งน้ำตา “ได้สิ… กลับบ้าน พวกเรากลับบ้านกัน”
…
ตระกูลซูใช้เครื่องบินเหมาลำพิเศษ ซู่เป่าจ้องมองออกไปนอกเครื่องบิน หมู่เมฆสีขาวนวลลอยวนเวียนอยู่ใกล้แค่เอื้อม เธอวางกระต่ายลงแล้วประสานมือน้อย ๆ ซบหน้ากับกระจกจ้องมองท้องฟ้าอย่างตั้งใจ
ซูเยว่เฟยยิ้มอย่างอ่อนโยน “ซู่เป่ามองหาอะไรอยู่เหรอ?”
“คุณลุงสามคะ ตอนนี้เราอยู่บนท้องฟ้าแล้วใช่ไหม?”
“ใช่แล้ว” ซูเยว่เฟยตอบ ทว่าประโยคถัดมากลับทำให้เขากับซูอี้เชินถึงกับชะงัก
“แล้ว… คุณแม่อยู่บนนี้ไหมคะ?” ดวงตากลมโตหันมามองลุงทั้งสอง “เขาบอกว่าแม่ตายแล้วจะไปอยู่บนฟ้า… งั้นเดี๋ยวเราจะได้เจอแม่ใช่ไหม?”
ซู่เป่าหันกลับไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง น้ำตาเริ่มคลอหน่วย เธอรู้ดีว่านั่นอาจเป็นเพียงคำหลอกเด็ก แต่ลึก ๆ แล้วก็ยังแอบมีความหวัง…
คุณตาซูนัยน์ตาแดงก่ำ พี่น้องคนอื่น ๆ ต่างก้มหน้านิ่งกำหมัดแน่นด้วยความสะเทือนใจ ซูอี้เชินดึงหลานสาวเข้ามาโอบกอด “ซู่เป่านอนพักเถอะนะลูก… ถ้าหลับไป หนูจะได้เจอคุณแม่ในความฝันไงครับ”
ซู่เป่าตอบรับเบา ๆ พลางซุกตัวในอ้อมกอดลุงเล็ก น้ำตาไหลรินอย่างเงียบเชียบ ‘ลุงเล็กก็โกหกเหมือนกัน… หนูหลับมาตั้งหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เคยเจอแม่เลยสักหน’
“เด็กน้อยเข้าสู่ห้วงนิทราไปโดยไม่รู้ตัว ในยามนั้นเอง เชือกสีแดง ที่พันผูกอยู่บนข้อมือเล็ก ๆ พลันเปล่งแสงเรืองรองออกมาอย่างอ่อนจางจนแทบจะสังเกตไม่เห็น
ภายในนิมิตแห่งความฝัน ซู่เป่า สัมผัสได้ถึงมวลความอบอุ่นสายหนึ่งที่โอบล้อมรอบกาย ร่างเล็กเบาหวิวราวกับลอยละล่องอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆสีขาวนวลที่ดูหวานล้ำดั่งปุยสายไหม
“ซู่เป่า…” เสียงอันแสนอ่อนโยนและคุ้นเคยปานจะขาดใจดังขึ้นจากทางด้านหลัง
เด็กหญิงหันขวับไปมองทันที ก่อนที่หยาดน้ำตาจะพรั่งพรูออกมาโดยไม่อาจกลั้น เมื่อภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือคุณแม่ที่เธอแสนโหยหา
‘คุณแม่!’
ซูจิ่นอวี้โผเข้าโอบกอดลูกสาวตัวน้อยไว้ในอ้อมอกอย่างแสนรัก พลางลูบศีรษะลูกสาวแผ่วเบาพลางกระซิบสั่งความด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
‘ซู่เป่าคนเก่งของแม่… ต่อไปนี้คุณปู่กับพวกคุณลุงจะคอยดูแลหนูแทนแม่นะลูก หนูต้องมีความสุขให้มาก ๆ นะ รู้ไหมจ๊ะ?’
‘เข้าใจแล้วค่ะแม่’ ซู่เป่าสะอึกสะอื้นพยักหน้าตอบรับทั้งน้ำตา
‘อีกเรื่องนะจ๊ะ… คุณยายสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง ซู่เป่าช่วยแม่ดูแลคุณยายให้ดี ๆ ได้ไหมคนดี?’
‘ได้ค่ะ หนูจะดูแลคุณยายให้ดีที่สุดเลย!’
ซูจิ่นอวี้คลี่ยิ้มออกมาทั้งน้ำตา ทันใดนั้นร่างกายของเธอก็เริ่มเปล่งแสงเจิดจ้าและค่อยจางหายไปช้า ๆ
‘แม่รักลูกนะ… แม่จะรักลูกตลอดไป…’
ภาพในฝันเลือนหายไป ทิ้งไว้เพียงซู่เป่าที่ยังคงหลับสนิท ทว่าใบหน้าเล็กกลับอาบไปด้วยรอยน้ำตาพร้อมเสียงละเมอร้องเรียกหาแม่ที่ขาดช่วงไป…