ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 10 คุณลุงห้าช่วยอบรมสั่งสอน
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 10 คุณลุงห้าช่วยอบรมสั่งสอน
บทที่ 10 คุณลุงห้าช่วยอบรมสั่งสอน
ซูอี้เชินโบกมือเพียงครั้งเดียว บอดี้การ์ดชุดดำนับสิบชีวิตที่ยืนนิ่งเป็นเงาอยู่ด้านหลังก็พุ่งเข้าชาร์จตัวคนตระกูลหลินทันที ก่อนจะกึ่งลากกึ่งจูงคนเหล่านั้นออกไปให้พ้นทาง
“คุณซูสั่งให้พวกแกออกไป หูหนวกหรือไงถึงฟังภาษาคนไม่รู้เรื่อง?”
“ที่นี่ไม่มีที่สำหรับพวกแกหรอก ขนาดหมามันยังเบือนหน้าหนีเลย!”
เหล่าบอดี้การ์ดทั้งลากทั้งด่าทอด้วยน้ำเสียงกร้าว ก่อนโยนคนตระกูลหลินออกไปนอกประตูวิลล่าอย่างไม่ไยดี!
ด้วยบารมีอันล้นพ้นของตระกูลซู ทำให้เพื่อนบ้านในละแวกนั้นต่างพากันชะเง้อคอมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น บางคนแสร้งทำเป็นนั่งจิบชาในสวน บ้างก็แกล้งพาสุนัขเดินผ่าน แต่จุดประสงค์แท้จริงคือการมาชมเรื่องตลกของตระกูลหลิน
คุณปู่และคุณย่าหลินหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายผสมโทสะ
นี่มันคฤหาสน์ของพวกเขานะ!
คนตระกูลซูถือดีอย่างไรถึงกล้าโยนเจ้าของบ้านออกมาเช่นนี้ ช่างป่าเถื่อนไร้เหตุผลสิ้นดี!
ทว่าเมื่อคู่กรณีคือตระกูลซูผู้ทรงอิทธิพลแห่งเมืองหลวง ต่อให้คับแค้นใจเพียงใดพวกเขาก็ไม่กล้าโวยวาย ได้แต่ยืนตาปริบ ๆ รอคอยอยู่หน้าประตูรั้ว หวังเพียงให้คนตระกูลซูยอมออกมาเจรจาในภายหลัง
…
เมื่อไร้คนก่อกวน บรรยากาศก็กลับมาสงบอีกครั้ง ซู่เป่ายังคงพยายามง้อเจ้าเพื่อนยากไม่ลดละ
“เสี่ยวอู่… เสี่ยวอู่จ๋า มานี่เร็ว! มาดูสิว่าในมือหนูมีอะไร?”
เด็กน้อยเอียงคอพลางยื่นมือนุ่มนิ่มออกไป บนฝ่ามือมีชิ้นแอปเปิลเล็ก ๆ วางอยู่ มันคือชิ้นส่วนที่เธอแอบเก็บซ่อนไว้จากแอปเปิลที่ซูอี้เชินปอกให้เมื่อช่วงเช้า
นกแก้วจอมกวนขยับตัวไปมาบนกิ่งไม้ ดวงตาเล็กจ้อยหมุนวนสำรวจเหล่าสมาชิกตระกูลซูอย่างระแวดระวัง ธัญขณะนี้ทุกคนต่างยืนเว้นระยะห่างเพื่อไม่ให้นกตกใจ คุณตาซูยืนพิงไม้เท้าด้วยท่าทางเคร่งขรึมทว่าแววตากลับฉายแแววกังวล
ส่วนซูอิงเอ๋อร์นั้นแทบจะระงับความร้อนใจไว้ไม่ไหว นึกอยากจะงอกปีกพุ่งขึ้นไปคว้าคอเจ้าตัวดีนั่นลงมาบังคับให้กินผลไม้เสียให้รู้แล้วรู้รอด…
ดูสิ! หลานสาวตัวน้อยของเขาชูมือจนเมื่อยไปหมดแล้ว!
ซูอี้เชินไม่รู้ไปหาธัญพืชสำหรับเลี้ยงนกมาจากที่ใด เขาโปรยมันลงบนฝ่ามือพลางเอ่ยสมทบ
“อยากกินของอร่อยไหม? ลงมาสิ”
ซู่เป่าพยักหน้าสำทับอย่างขยันขันแข็ง “คุณลุงไม่ใช่คนใจร้ายหรอกนะเสี่ยวอู่ รีบลงมาเถอะ พวกเราต้องออกเดินทางกันแล้ว”
สมาชิกตระกูลซูที่เหลือต่างพากันลอบมองภาพลุงหลานคู่นี้ด้วยความรู้สึกริษยาเล็กน้อย…
สองคนนี้ไปสนิทสนมกันขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ?
และแล้ว เจ้าเสี่ยวอู่ก็ทนแรงเย้ายวนของผลไม้และธัญพืชไม่ไหว มันกระพือปีกพุ่งลงมาจากกิ่งไม้ด้วยความเร็ว ทว่าเป้าหมายของมันกลับมิใช่ฝ่ามือที่รอรับอยู่ แต่กลับกางกรงเล็บตะปบเกาะลงบนศีรษะที่เซตทรงมาอย่างดีของซูอี้เชินแทนอย่างแม่นยำ!
ชายหนุ่มร่างแข็งทื่อราวกับถูกสาป ใบหน้าหล่อเหลาเคยประดับด้วยรอยยิ้มพยายามจะอ่อนโยน พลันเปลี่ยนเป็นปั้นยากจนดูบิดเบี้ยว เขารู้สึกได้ถึงน้ำหนักตัวของนกและกรงเล็บกำลังจิกสอดเข้ามาในเส้นผม เส้นเลือดบนขมับของเขาเต้นตุบ ๆ ด้วยความพยายามระงับอารมณ์
ซู่เป่าหลุดขำคิกคักออกมาทันที เสียงหัวเราะสดใสของเธอทำให้ทุกคนถึงกับชะงักและมองด้วยความตกใจ เพราะที่ผ่านมาซู่เป่าเป็นเหมือนหุ่นยนต์ตัวน้อยไร้อารมณ์ ใบหน้าเรียบเฉยและระมัดระวังตัวจนน่าสงสาร ในยามนี้กลับหัวเราะออกมาได้ในที่สุด…
คุณตาซูถึงกับขอบตาร้อนผ่าว พลางนึกสมเพชตัวเองช่วงพักหลังมานี้บ่อน้ำตาตื้นเสียเหลือเกิน
เมื่อเห็นซู่เป่าหัวเราะ เจ้าเสี่ยวอู่ก็ยิ่งได้ใจ มันขยับปีกพึ่บพั่บพลางแผดเสียงลั่น “สามแปด! สามแปด!”
ซูอี้เชินหน้าตึงทันที
ซู่เป่าขำจนตัวโยนก่อนจะช่วยแก้ไขให้อย่างจริงจัง “ไม่ใช่สามแปดนะเสี่ยวอู่ นี่คือคุณลุงต่างหาก!”
นกแก้วเปลี่ยนคำด่าทันควัน “เสี่ยวจิ่ว! เสี่ยวจิ่ว!”
ซูอี้เชินกระตุกมุมปากด้วยความเคือง ข่มใจไม่ให้เอื้อมมือไปคว้านกเขียวบนหัวลงมาหักคอทิ้งเสียตรงนี้
แต่พอเห็นรอยยิ้มของซู่เป่า ความหงุดหงิดทั้งหลายก็มลายหายไปสิ้น เขาแสร้งทำเป็นแบมือล่อธัญพืชอีกครั้ง และในจังหวะที่มันเผลอ เขาก็ตะปบคว้าขาของมันไว้ได้ทันควัน!
“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! อย่าเอาข้าไปตุ๋น! อย่าเอาข้าไปตุ๋น!” นกแก้วแหกปากร้องโวยวายจนคนทั้งบ้านถึงกับนิ่งอึ้ง…
เจ้านี่มันช่างพูดช่างจาเสียเหลือเกิน!
สุดท้ายเสี่ยวอู่ก็ถูกสวมห่วงขาชั่วคราวและถูกพานำออกจากบ้านตระกูลหลิน ซู่เป่าลูบขนมันแผ่วเบาพลางกระซิบกระซาบด้วยเสียงที่มีเพียงนกกับเธอที่ได้ยิน
“ไม่ต้องกลัวนะเสี่ยวอู่ นี่คือสร้อยคอคนเก่งไง พอกลับถึงบ้านแล้วหนูจะถอดออกให้นะ”
ประมุขซูกวาดสายตามองไปรอบคฤหาสน์อันกว้างขวางด้วยแววตาหม่นเศร้า สถานที่แห่งนี้คือบ้านที่ลูกสาวของเขาใช้ชีวิตก่อนจากไป…
เขาอดคิดไม่ได้ว่ายามที่ยังมีลมหายใจ ลูกสาวได้กินอิ่มนอนหลับหรือไม่?
ยามเจ็บไข้มีใครคอยดูแลหรือเปล่า?
หรือเธอได้แต่เหม่อมองต้นไม้เหล่านั้นด้วยความอ้างว้างเพียงลำพัง?
ความโศกเศร้าในใจของผู้เป็นพ่อแผ่ซ่านออกมาจนพี่น้องตระกูลซูคนอื่นรู้สึกหนักอึ้งตามไปด้วย
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูคฤหาสน์…
หลินเฟิงที่รอจังหวะอยู่ก็รีบพุ่งเข้ามาทันที เมื่อครู่เขาเข้าหาพวกตระกูลซูไม่สำเร็จ ครั้งนี้เขาจึงเลือกใช้ซู่เป่าเป็นเครื่องมือ
คุณปู่หลินฉีกยิ้มประจบ “เห็นไหมล่ะ สุดท้ายก็ต้องพึ่งพาญาติผู้ใหญ่ถึงจะจับนกได้”
หลินเฟิงสมทบพลางทำทีเป็นห่วงใย “ซู่เป่าชอบนกแก้วขนาดนี้เลยเหรอ? พ่อนี่ช่างไม่เอาไหนจริง ๆ เอาเป็นว่าต่อไปพ่อจะซื้อนกแก้วสวย ๆ ให้ลูกอีกเยอะ ๆ เลยดีไหม?”
เด็กน้อยอาจจะไร้เดียงสาแต่พวกเขาไม่ได้โง่ ซู่เป่ามองรอยยิ้มจอมปลอมของหลินเฟิงด้วยสายตาว่างเปล่า เธอกระชับกอดตุ๊กตากระต่ายและเสี่ยวอู่ไว้แน่น ในใจลึก ๆ นั้นไม่ต้องการนกแก้วเป็นร้อยตัว
สิ่งที่เคยโหยหาคืออ้อมกอดของพ่อหลังจากแม่ตายไป
แต่พ่อไม่เคยเหลียวแลเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังดุด่าและทุบตีราวกับจะฆ่าให้ตายคามือ…
ในยามที่พักฟื้น คุณตาและคุณลุงต่างพร่ำบอกว่า ซู่เป่าไม่ใช่ตัวกาลกิณี และไม่ใช่ความผิดของเธอเลยแม้แต่นิดเดียว…
ยามนี้ซู่เป่าจึงตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด
“หนูไม่เอา… หนูไม่ต้องการนกแก้วที่พ่อซื้อให้ และหนูก็ไม่ต้องการพ่อด้วย!”
คำพูดอันแสนหนักแน่นของเด็กหญิงทำให้หลินเฟิง และคนตระกูลหลินถึงกับนิ่งงันด้วยความคาดไม่ถึง พวกเขามองว่าเด็กคนนี้เห็นแก่เงินตระกูลซูจนกล้าตัดขาดสายเลือดเชียวหรือ?
หลินเฟิงเริ่มเก็บอารมณ์ไม่อยู่ เขาแผดเสียงดุ “ซู่เป่า!”
“โอ๊ย ซู่เป่าจ๊ะ พ่อเขาอาจจะดุไปบ้างแต่ก็เพราะรักนะ” คุณย่าหลินเธอรีบสวมบทนางห้ามพลางตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ
“จะมีเด็กที่ไหนในโลกไม่อยากมีพ่อกันล่ะ อย่าพูดจาเหลวไหลแบบนี้สิ”
คุณปู่หลินฝืนยิ้มกลบเกลื่อนพลางเอ่ยชวนสมาชิกตระกูลซู “ฮ่า ๆ เด็ก ๆ ก็งี้แหละครับ! เอาเป็นว่าพวกเราไปหาที่นั่งทานข้าวกันเถอะ จะได้คุยกันเรื่องดองเป็นญาติกันอย่างเป็นทางการ”
หลินเฟิงเมินเฉยต่อความรู้สึกของลูกสาวและเริ่มพูดพล่ามถึง จิ่นอวี้ ภรรยาผู้ล่วงลับเพื่อแสดงความอาลัยจอมปลอม หวังจะดึงความเป็นครอบครัวออกมาใช้เป็นเกราะป้องกัน
ซูอิงเอ๋อร์ที่อดทนมาจนถึงขีดสุดดีดนิ้วหนึ่งครั้ง ก่อนเส้นอารมณ์ขาดผึง แล้วพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อหลินเฟิงแล้วเหวี่ยงร่างอีกฝ่ายกระแทกเข้ากับประตูเหล็กอย่างแรง!
“ให้ท้ายหน่อยละทำเป็นได้ใจนะพวกมึง! ไม่ยอมหุบปากกันสักทีใช่ไหม!?” เขารามคำออกมาด้วยเสียงทุ้มต่ำและสั่นพร่าด้วยโทสะ ดวงตาแดงก่ำจ้องเขม็งราวกับมังกรกำลังพ่นไฟแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า
“ญาติงั้นเหรอ? หน้าอย่างพวกมึงนี่นะจะมานับญาติกับตระกูลซู! ไอ้พวกขยะเอ๊ย!”
โครม! โครม!
ศีรษะของหลินเฟิงถูกกระแทกเข้ากับประตูเหล็กซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เลือดสีแดงฉานเริ่มไหลอาบใบหน้าของเขาในทันที ซูอี้เชินรีบอุ้มซู่เป่าหันหลังกลับเดินออกไปที่รถพลางเอ่ยเสียงเรียบ “ไปรอในรถก่อนนะ”
ไม่มีสมาชิกตระกูลซูคนใดคิดจะห้ามปราม หากไม่ใช่เพราะเกรงใจหลานน้อยที่อยู่ตรงนี้ พวกเขาคงลงมือสั่งสอนไอ้สารเลวนี่ไปนานแล้ว!
“หยุด… หยุดนะ…” หลินเฟิงพยายามร้องห้าม แต่กลับถูกซูอิงเอ๋อร์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจอมลุย กระชากเส้นผมแล้วฟาดหัวเข้ากับผนังหินอย่างบ้าคลั่ง!
คุณนายหลินและคุณปู่หลินตกใจจนตัวสั่นพยายามร้องห้าม ทว่าซูอิงเอ๋อร์กลับตวัดสายตาพิฆาตใส่
“ปกติกูไม่ตีผู้หญิงหรือคนแก่ แต่ถ้าพวกมึงยังไม่หยุดพล่ามเรื่องญาติพี่น้องอีกล่ะก็ กูนี่แหละจะสงเคราะห์ให้พร้อมกันไปเลย!”
กร๊อบ!
เสียงกระดูกบางอย่างหักดังลั่น เมื่อซูอิงเอ๋อร์ซัดเท้าเข้าใส่จุดยุทธศาสตร์ของหลินเฟิงอย่างจัง ส่งผลให้อีกฝ่ายขาดคุณสมบัติในการเป็นพ่อคนไปตลอดกาล หลินเฟิงงอตัวเป็นกุ้งอาเจียนออกมาเป็นเลือดพร้อมเสียงกรีดร้องโหยหวนไปทั่ววิลล่า
ซูอิงเอ๋อร์ถ่มน้ำลายทิ้งด้วยความขยะแขยง ก่อนจะเดินสะบัดมือกลับไปที่รถ ใครก็ตามที่กล้ารังแกน้องสาวและหลานสาวของเขา ต่อให้หนีไปสุดขอบฟ้าเขาก็จะตามไปเช็กบิลให้สิ้นซาก!
คนตระกูลหลินที่เหลือได้แต่ยืนตัวลีบด้วยความหวาดกลัว จนกระทั่งรถของตระกูลซูเคลื่อนตัวลับสายตาไป
พวกเขาถึงได้พรั่งพรูน้ำตาออกมาด้วยความแค้นเคือง ทว่าปัญหาใหญ่กว่าคือ ตอนนี้โทรศัพท์ถูกตัดสัญญาณ และบ้านตระกูลหลินก็ไม่มีเงินแม้แต่หยดเดียวเพื่อพาหลินเฟิงที่นอนจมกองเลือดไปโรงพยาบาล…