ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 119 ท่านอาจารย์กลับมาแล้ว!
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 119 ท่านอาจารย์กลับมาแล้ว!
บทที่ 119 ท่านอาจารย์กลับมาแล้ว!
ด้ายแดงบนข้อมือของซู่เป่ายังคงเปล่งแสงเรืองรอง ช่วยบรรเทาความอัดอั้นภายในอกของเด็กน้อยให้ทุเลาลงบ้าง แต่เธอก็ยังคงรู้สึกอ่อนแรงจนแทบทรงตัวไม่ไหว
มู่กุยฝานรีบช้อนร่างซู่เป่าขึ้นมาแนบอก พลางพึมพำซ้ำ ๆ ด้วยความลนลาน “ไปโรงพยาบาล… เราต้องไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้!”
ภายในใจของเขาเกิดความตื่นตระหนกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มันคือความรู้สึกไร้กำลัง เมื่อต้องเผชิญกับสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม วินาทีนี้เขาเริ่มตระหนักได้เลือนลางแล้วว่า ลูกสาวตัวน้อยแสนนุ่มนิ่มของเขานั้น แตกต่างจากเด็กทั่วไปสิ้นเชิง
ซูอีเฉินรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมโทรแจ้งเหตุ ในจังหวะนั้นเอง เมื่อเห็นซู่เป่าดูหมดแรง ผีสาวไร้หัวก็บังเกิดความปิติยินดีฉายชัดในดวงตา
เธอกระโจนเข้าใส่ซู่เป่าสุดแรง!
การได้เป็นมนุษย์นั้นช่างวิเศษนัก และตอนนี้ซู่เป่าก็มีฐานะยอดเยี่ยมเกินใคร ไม่เพียงแต่เป็นเจ้าหญิงตัวน้อยของตระกูลซู แต่ยังเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของประมุขตระกูลมู่อีกด้วย!
หากเธอช่วงชิงร่างนี้มาได้ เธอก็จะได้ครอบครองทุกสิ่งที่โหยหา ได้ไปใช้ชีวิตหรูหราเป็นคนชั้นสูงในอเมริกาตามฝัน ได้ถือกรีนการ์ดและอยู่เหนือกว่าคนทั้งโลก!
“ซู่เป่าระวัง!” ผีขี้ขลาดตะโกนลั่นพลางวิ่งเข้าไปขวาง
ซูเหอเวิ่นไม่มีทางเลือกอื่น เขาตัดสินใจกระโดดบังหน้าน้องสาวพลางกัดฟันขู่ “อย่า… อย่าเข้ามานะ!”
เขาขว้างยันต์สามเหลี่ยมแผ่นสุดท้ายออกไป แต่น่าเสียดายที่มันสูญเสียพลังไปแล้ว จากการปะทะครั้งก่อน ยันต์ใบนั้นจึงเป็นเพียงกระดาษธรรมดาที่ร่วงลงสู่พื้น
ในเสี้ยววินาทีวิกฤต สายฟ้าสีดำสายหนึ่งแล่นผ่านอากาศดัง ฉับ!
แรงปะทะมหาศาลฟาดร่างผีสาวไร้หัวจนกระเด็นหวืดออกไปทันที
ร่างสูงโปร่งในชุดขาวสะอาดตาก้าวออกมา ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาผิวขาวซีดตัดกับริมฝีปากสีแดงสด… เขาคือจี้ฉาง
ซูเหอเวิ่นแทบหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความดีใจ “อาจารย์!” เขาไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะรู้สึกตื่นเต้นกับการเจอผีได้ขนาดนี้
สีหน้าของจี้ฉางดูแย่เอาการ เขาเพิ่งจากไปไม่กี่วัน เหตุใดคฤหาสน์หลังนี้ ถึงมีวิญญาณร้ายเพิ่มมาอีกตนได้ เขาปรี่เข้าไปหาซู่เป่า คว้ามือของเธอไว้แล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “เป็นอะไรหรือเปล่า?”
ซู่เป่าตอบเสียงอู้อี้อย่างเหนื่อยอ่อน “อืม…” แม้ในยามบาดเจ็บ เธอก็ยังมิวายเลียนแบบน้ำเสียงสุขุมของมู่กุยฝานได้คล้ายคลึงถึงเจ็ดส่วน
ซู่เป่ารู้สึกถึงกระแสความอบอุ่นไหลเวียนมาจากข้อมือที่อาจารย์กุมไว้ ความมึนงงเหือดหายไป เปลี่ยนเป็นความรู้สึกสบายตัวราวกับได้แช่อยู่ในน้ำพุร้อน
ผีสาวไร้หัวเห็นท่าไม่ดี จึงสบโอกาสเตรียมเผ่นหนี ทว่าจี้ฉางไม่ต้องหันไปมองเสียด้วยซ้ำ เขาเพียงสะบัดนิ้วเบา ๆ ตาข่ายอาคมสีแดงชาดก็ตกลงมาจากเพดาน กักขังวิญญาณชั่วร้ายไว้จนมุม!
“ทำร้ายศิษย์ของฉัน แล้วยังคิดจะหนีอีกเหรอ?” เขาเอ่ยเสียงเย็น
วิญญาณร้ายดิ้นรนสุดกำลังด้วยความโกรธแค้น แต่มันกลับไร้ผลโดยสิ้นเชิง
“อาจารย์คะ ป้าผีไร้หัวคนนี้เป็นผีประเภทไหนกันแน่?” ซู่เป่าถามขึ้น
ทำไมถึงได้ชอบแอบมุดเข้าห้องคนอื่นตอนกลางคืน แถมยังจ้องจะสิงร่างคนอื่นอีก
จี้ฉางปรายตามองแวบหนึ่งก่อนตอบเรียบ ๆ “ก็แค่พวกขยะหลงวัฒนธรรม”
ซู่เป่าทำหน้างง
มีผีประเภทนี้ด้วยหรือ ?
จี้ฉางอธิบายต่อ “ผีพวกนี้ตอนมีชีวิตชอบเลียแข้งเลียขาคนนอก ชื่นชมแต่คนแข็งแกร่งจนลืมรากเหง้า การชื่นชมคนเก่งเพื่อพัฒนาตนเองนั้นไม่ผิด”
“แต่พวกนี้น่ารังเกียจตรงที่ไม่คิดจะลุกขึ้นมาสร้างค่าให้ตัวเอง เอาแต่จ้องจะขโมยชีวิตคนอื่น รังแกคนที่อ่อนแอกว่าเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ… ก็แค่พวกขยะที่น่ารังเกียจเท่านั้นแหละ”
พูดจบเขาก็เลิกสนใจวิญญาณในตาข่าย แล้วหันมาขมวดคิ้วใส่ลูกศิษย์ตัวน้อย พลางเขย่าข้อมือเธอเบา ๆ “นี่เธอบังคับให้วิญญาณเข้าไปในน้ำเต้าอาคมใช่ไหม?”
“อื้อ…” ซู่เป่าพยักหน้ายอมรับ
จี้ฉางยื่นนิ้วไปดีดหน้าผากเธอไม่แรงนัก “ยังจะมา ‘อื้อ’ อีก! ในเมื่อตบะยังไม่ถึงขั้น อย่าได้คิดจะจับวิญญาณร้ายโดยพลการเด็ดขาด”
“อย่างเมื่อครู่นี้ ถ้าเธอไม่ใช้น้ำเต้าวิญญาณ ผีตนนั้นก็ทำอะไรไม่ได้หรอก ถ้ามันกล้าทำร้ายเธอ ด้ายแดงจะสะท้อนการโจมตีกลับเอง”
“มันเก่งขนาดนั้นเลยเหรอคะ?” ซู่เป่ามองเชือกแดงบนข้อมือด้วยความทึ่ง
“เก่งมาก… แต่ตอนนี้เธอยังใช้มันโจมตีไม่ได้ ทำได้เพียงป้องกันตัวเท่านั้น” จี้ฉางพยักหน้า
เด็กน้อยเริ่มเข้าใจแล้ว “อ๋อ เป็นอย่างนี้นี่เอง…” เธอเริ่มมีกำลังวังชาขึ้นมาใหม่ “งั้นอาจารย์คะ ตอนนี้เราจับป้าผีคนนี้ได้หรือยัง?”
จี้ฉางเห็นแววตาอยากรู้อยากลองของศิษย์รัก ก็ได้แต่ทอดถอนใจด้วยความเอ็นดู ดูท่าที่เขาสอนไปเมื่อกี้ คงเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปหมดแล้วล่ะมั้ง…
แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อเป็นลูกศิษย์คนเดียวเขาก็ต้องตามใจอยู่แล้ว
อาจารย์และศิษย์เดินเข้าไปล้อมวิญญาณร้ายซึ่งถูกกักขังไว้ ผีสาวไร้หัวสั่นเทา “อย่า… อย่าเข้ามานะ!”
ซู่เป่านึกถึงท่าทางแสนกวนของหานหาน จึงเลียนแบบเสียงหัวเราะชั่วร้ายออกมา “ฮ่า ๆ ๆ ร้องสิ! ร้องให้คอแตกก็ไม่มีใครมาช่วยหรอกนะจ๊ะ!”
ทั้งสองหนุ่มอย่างผู้เป็นพ่อและลุงใหญ่ของเธอ ได้แต่ยืนงงงวยปนสงสัยว่าประโยคตัวร้ายแบบนี้
เด็กตัวน้อยไปเรียนมาจากใครกัน?!
บนเตียงใกล้กันนั้น หานหานยังคงนอนเตะผ้าห่มด้วยความรำคาญเสียงดัง ก่อนพลิกตัวซุกตัวนอนต่ออย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
“ซู่เป่ากำลังคุยกับใครน่ะ?” มู่กุยฝานอดไม่ได้ จึงสะกิดถามซูเหอเวิ่น
ซูอีเฉินเองก็จ้องมองมายังลูกชายเพื่อรอคำตอบเช่นกัน
ซูเหอเวิ่นรับหน้าที่เป็นเครื่องแปลภาษาประจำตัวน้องสาวทันที เขาอธิบายรัวเร็ว “ซู่เป่ากำลังคุยกับอาจารย์อยู่ครับ อาจารย์บอกว่าเมื่อกี้ซู่เป่าไปบังคับจับผีเลยบาดเจ็บ ความจริงผีทำอะไรน้องไม่ได้… เพราะด้ายแดงบนข้อมือนั่นเก่งมาก!”
จู่ ๆ เขาก็นึกถึงโปรเจกต์สำคัญของตัวเองขึ้นมาได้
“เดี๋ยวก่อน! ผมต้องไปเอากล้องก่อน!”
ซูเหอเวิ่นวิ่งออกจากห้องไป วินาทีนี้ความกลัวผีสาวไร้หัวหายไปเป็นปลิดทิ้ง เพราะรู้ว่าเธอถูกกักขังอยู่ เขาคว้ากล้องวิดีโอคู่ใจจากห้องนอน แล้ววิ่งกลับมาเปิดเครื่องทันที
“จะทำอะไรน่ะ?” ซูอีเฉินขมวดคิ้วมุ่นพลางดุเสียงเบา
“กล้องวิดีโอนี้เป็นสิ่งประดิษฐ์ของผมเองครับ มันเจ๋งมากนะ สามารถถ่ายติดผีได้ด้วย!”
ซูอีเฉินมองอุปกรณ์ในมือลูกชาย มันดูคล้ายกล้องทั่วไป แต่กลับมีแม่เหล็กติดอยู่พะรุงพะรัง แถมยังมีเสาอากาศโผล่ออกมาสองเส้น เครื่องมือหน้าตาเหมือนของเล่นเด็กแบบนี้ จะถ่ายวิญญาณได้จริงหรือ?
เพียงครู่เดียว ไฟสัญญาณบนกล้องก็กะพริบวูบวาบ มู่กุยฝานที่กำลังจับตาดูลูกสาว ลองชำเลืองมองไปบนหน้าจอ…
และภาพที่ปรากฏก็ทำให้เขาแทบหยุดหายใจ!
ในจอภาพนั้น มี “ร่าง” ปรากฏขึ้นมาเพิ่มถึงสี่ร่างในทันที!
ข้างกายซู่เป่ามีชายหนุ่มชุดขาวท่าทางสง่างามยืนอยู่ ด้านหลังเด็กน้อยมีเด็กชายในชุดนักเรียนมัธยมต้นยืนคอยระวังหลัง และยังมีผีผู้หญิงหน้าตาน่าเกลียด กำลังหันมาสบตาในกล้องพลางหัวเราะคิกคัก เธอเอ่ยอย่างขัดเขินว่า “คุณซู… มองเห็นฉันด้วยหรือคะ?”
ถัดไปเบื้องหน้า คือตาข่ายอาคมที่กักขังผู้หญิงกอดหัวตัวเองไว้ หญิงไร้ศีรษะคนนั้นส่งเสียงเสียดแก้วหูราวกับเสียงเลื่อยไม้ พยายามเค้นคำพูดออกมา “ฉัน… ชื่อ… จัสเตรมสกี…”
ดวงตาคมกริบของทั้งคู่จ้องเขม็งไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้าสลับกับหน้าจอกล้อง สมองอันชาญฉลาด กำลังพยายามประมวลผลอย่างหนักเพื่อหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ
สองพยัคฆ์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างมู่กุยฝานและซูอีเฉินถึงกับใจหายวาบ ทุกสิ่งที่เห็นในหน้าจอเล็กนั้นอยู่เหนือขอบเขตความเข้าใจที่พวกเขาเชื่อถือมาตลอดชีวิต โลกทัศน์เดิมพังทลายลงไม่มีชิ้นดี
หากโลกใบนี้มีสิ่งที่พวกเขาควบคุมไม่ได้ซ่อนอยู่จริง… แล้วต่อไปใครจะปกป้องซู่เป่าได้?
มู่กุยฝานเม้มริมฝีปากแน่นเป็นเส้นตรง ความวิตกกังวลถาโถมเข้าใส่จนรู้สึกหนักอึ้งในอก
ในจังหวะนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงของซู่เป่าถามขึ้นด้วยความสงสัย “คนขับล้อปลอมคืออะไรเหรอคะ?”
น้ำเสียงอ้อน ๆ แสนไร้เดียงสาของเด็กน้อยเปรียบเสมือนแสงแดดที่สาดส่องเข้ามากลางใจ มวลความหม่นหมองของมู่กุยฝานสลายไปในพริบตา เขามองดูซู่เป่าด้วยสายตาอ่อนโยนลง
อืม… ไม่เป็นไรหรอก อย่างมากที่สุด ถ้าในอนาคตปกป้องลูกด้วยอำนาจมนุษย์ไม่ได้
เขาก็แค่ลาออกไปบวชเป็นนักบวชเต๋าเพื่อลูกก็แค่นั้น!