ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 118 หลอกจริง…จนวิญญาณกระเด็น
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 118 หลอกจริง…จนวิญญาณกระเด็น
บทที่ 118 หลอกจริง…จนวิญญาณกระเด็น
ผีสาวไร้หัวตกใจจนวิญญาณสั่นคลอน หลุดออกจากร่างซูเฟินชั่วขณะ ส่งผลให้ศีรษะที่เนียนพรางไว้เคลื่อนออกจากตำแหน่งเดิมประมาณหนึ่งเซนติเมตร
ระยะเพียงนิดเดียวนี้ เพียงพอให้ซู่เป่ามองเห็นความจริงได้ชัดถนัดตา เด็กน้อยอุทานด้วยความตื่นเต้น “อ๊ะ! ที่แท้ก็ซ่อนอยู่ตรงนี้นี่เอง!”
ไม่น่าแปลกใจเลย เธออุตส่าห์พลิกแผ่นดินหาตั้งนานกลับไม่เจอ!
ซู่เป่าลุกพรวดจากเตียงนอนทันที ยื่นมือน้อย ๆ ออกไปคว้าจับศีรษะของผีสาวไว้มั่น “มานี่เลย…”
เด็กน้อยยืนหยัดอยู่บนเตียงออกแรงบิดสุดตัว ประดุจกำลังถอนหัวผักกาดออกจากดิน ซูเฟินรีบกุมศีรษะตัวเองไว้ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ก่อนกลับมาแข็งทื่อไร้อารมณ์ดังเดิม
เสียง “ฮ่อ… ฮ่อ…” ดังลอดออกมาจากลำคอเหี่ยวแห้ง “คุณหนูซู่เป่า… พู… พูดอะไรน่ะคะ…”
แววตาของซูเฟินเริ่มฉายความดุร้ายออกมา
เด็กตัวแค่นี้คิดจะจับเธออย่างนั้นหรือ?!
ในใจของผีร้ายเต็มไปด้วยความริษยา เด็กที่ได้รับความรักล้นปรน และคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดเช่นนี้ ตำแหน่งนี้ควรเป็นของเธอไม่ใช่หรือไง!
แม้อยากได้สมองอันชาญฉลาดของซูเหอเวิ่น
แต่สถานะของยัยหนูคนนี้ย่อมเย้ายวนกว่าเป็นไหน ๆ
ซูเฟินเงื้อมมือหมายบีบคอซู่เป่าอย่างโหดเหี้ยม!
ทันใดนั้น สายฟ้าสีดำพุ่งทะยานมาจากทางระเบียงอย่างรวดเร็ว มู่กุยฝานจ้องมองร่างนั้นด้วยความเกลียดชัง เตรียมจะฟาดฝ่ามือลงไปเพื่อปกป้องลูกสาว
แต่ผิดคาด ซู่เป่ากลับไวกว่ามาก เธอคว้าข้อมือของซูเฟินไว้ทันควัน ใบหน้าเล็ก ๆ ฉายแววดุดันตามประสาเด็ก “ฮะ!” เสียงเล็ก ๆ ตวาดกร้าว ก่อนเหวี่ยงร่างของซูเฟินกระเด็นออกไปอย่างแรง!
“ไปไกล ๆ เลยนะ!”
ตึง!
ร่างของซูเฟินพุ่งชนเข้ากับชั้นวางของเล่นจนพังครืน ของเล่นนับสิบกระจายเกลื่อนพื้น เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นชั่วพริบตา จนมู่กุยฝานถึงกับยืนตะลึง
นี่ใช่… ลูกสาวผู้น่ารักนุ่มนิ่มของเขาจริง ๆ หรือ?!
ขณะเดียวกัน หานหานซึ่งนอนอยู่บนเตียง เพียงแค่ขมวดคิ้วรำคาญเสียงดัง เธอพลิกตัวพึมพำสองสามคำ แล้วจมดิ่งสู่ห้วงนิทราต่อไป
ซู่เป่ากระโดดลงจากเตียงด้วยเท้าเปล่า มาหยุดยืนตรงหน้าซูเฟิน เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคิดขัดขืน เด็กน้อยจึงยื่นเท้าขาวนุ่มเหยียบลงบนกลางหน้าอกของซูเฟินทันที!
ซูเฟินพยายามพลิกตัวหนี แต่ไม่ว่าเธอจะออกแรงมหาศาลเพียงใด ร่างของเด็กน้อยกลับหนักอึ้งราวกับภูเขาผามหึมาจนขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว
“มาทำอะไรที่นี่? ทำไมแอบเข้ามาในห้องของหนู!” ซู่เป่าคาดคั้น
“ฉัน… ฉันไม่ได้ทำอะไรนะคะ ไม่รู้เหมือนกันว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง บางทีฉันอาจจะละเมอมา… คุณหนูปล่อยฉันก่อนเถอะค่ะ…” ซูเฟินเหลือบเห็นมู่กุยฝานกำลังยืนซ้อนหลังอยู่ แววตาของเธอก็หลบหลีกอย่างตื่นตระหนก “ไม่ได้!” ซู่เป่าตอบเสียงแข็ง
ฉึก!
“ซู่เป่า ถอยไปพักข้าง ๆ ก่อนลูก” มู่กุยฝานชักมีดสั้นออกมา
งานรีดความจริงจากปากคนเช่นนี้ คือความถนัดของเขา
ซู่เป่าถอยฉากออกมาด้วยความเชื่อมั่น ซูเฟินเตรียมลุกหนี แต่มู่กุยฝานเหยียบซ้ำลงไปทันที เขายกยิ้มเย็นเยียบ “ฉันไม่ค่อยมีความอดทนเท่าไหร่ ถ้าไม่ยอมพูดความจริง…”
คมมีดจ่อเข้ายังลำคอ น้ำเสียงของเขาเบาลงจนกลายเป็นเสียงกระซิบเย็นเฉียบดุจน้ำแข็ง “เรื่องตัดหัวคนน่ะ… ฉันมีประสบการณ์โชกโชนเลยล่ะ” เขาส่งเสียงหัวเราะในลำคอ “อยากลองดูไหม?”
ซูเฟินตกใจจนวิญญาณแทบหลุดลอย
และมันคือการหลุดลอยจริง ๆ !
วิญญาณผีสาวที่กอดหัวตัวเองไว้ ลอยพรวดออกมาจากร่างในทันที ส่วนร่างของซูเฟินตัวจริงนั้นช็อกจนสลบเหมือดไปแล้ว
ซู่เป่าเบิกตากว้างเพิ่งเข้าใจแจ่มแจ้งวันนี้เองว่าคำว่า “ตกใจจนวิญญาณหลุด” มันเป็นภาพเหตุการณ์แบบนี้นี่เอง! ช่างเป็นการเรียนรู้ที่เห็นภาพชัดเจนเหลือเกิน
ผีสาวไร้หัวรีบประคองศีรษะตัวเองไว้แน่น แล้วพุ่งทะยานออกไปนอกประตูเพื่อหลบหนี
“ห้ามหนีนะ!” ซู่เป่าออกตัววิ่งไล่ตามไปติด ๆ
มู่กุยฝานยืนถือมีดค้างอยู่กลางอากาศพลางกะพริบตาปริบ ๆ มองตามลูกสาวไป
ตัดกลับมาทางด้าน ซูเหอเวิ่น
หลังจากซูอีเฉินพบความผิดปกติหน้าห้องนอน เขาจึงพาลูกชายเดินตามร่องรอยออกมาเงียบ ๆ ซูเหอเวิ่นแทบไม่กล้าหายใจ มือกำยันต์สามเหลี่ยมที่ซู่เป่าให้ไว้จนชุ่มเหงื่อ
เมื่อถึงหัวมุมทางเดินที่เคยมีเงาดำตะคุ่ม ซูเหอเวิ่นรีบคว้าชายเสื้อพ่อไว้แน่น ทว่าซูอีเฉินกลับเปลี่ยนมากุมมือน้อย ๆ ของลูกชายแทน
เมื่อก้าวพ้นมุมทางเดิน ซูเหอเวิ่นถึงได้รู้ว่าเงามืดนั้น เป็นเพียงช่อดอกไม้ประดับทางเดินเท่านั้น เขาพ่นลมหายใจอย่างโล่งอก และเดินตามพ่อไปจนถึงหน้าห้องของซู่เป่า
ประตูห้องเปิดแง้มอยู่ครึ่งหนึ่ง ทันทีที่ซูเหอเวิ่นก้าวไปถึง เขาก็ได้ยินเสียงเล็ก ๆ ของน้องสาวตะโกนขึ้น “ห้ามหนีนะ!”
ยังไม่ทันตั้งตัว ผีสาวที่อุ้มหัวตัวเองก็พุ่งเข้าใส่เขาตรง ๆ ในระยะประชิด!
“ว้าก!!!”
“พ่อ… พ่อ… อาบา… อาบา!”
น่าเวทนา ซูเหอเวิ่นตกใจสุดขีดจนสมองรวน พูดออกมาได้เพียงภาษาต่างดาว ส่วนซูอีเฉินที่มองไม่เห็นวิญญาณก็ได้แต่ยืนงงวูบกับท่าทีขวัญผวาของลูกชาย
ผีสาวไร้หัวเห็นว่าคนตรงหน้าคือ ซูเหอเวิ่นก็แผ่ซ่านรังสีอำมหิตออกมาทันที เธอพุ่งทะยานเข้าใส่ร่างของเด็กชายหมายปลิดชีพ!
ก่อนจะเข้าถึงตัว ลำแสงสีเหลืองทองสว่างจ้าก็ระเบิดออกมาจากหน้าอกของซูเหอเวิ่น ปะทะร่างวิญญาณร้ายจนกระเด็นหวืดไปทันที!
“อ๊ากกก!” เสียงกรีดร้องโหยหวนแสนสยดสยองดังระงม
ซูอีเฉินหรี่ตามองด้วยความตกตะลึง เมื่อครู่เขาเห็นแสงสว่างวาบผ่านหน้าลูกชายไปเพียงเสี้ยววินาที มันรวดเร็วเสียจนดูเหมือนภาพลวงตา แต่เสียงกรีดร้องแว่วเข้าหูนั้นกลับดูสมจริงจนน่าใจหาย
“ลูกเห็นอะไร บอกพ่อมา!” เขารีบประคองซูเหอเวิ่นที่ใบหน้าซีดเผือดเข้ามาในอ้อมแขน พลางถามเสียงเข้ม
“ผี… ผีผู้หญิงครับพ่อ ผีไม่มีหัว! เธอกระโจนใส่ผม ฮือออ…” ซูเหอเวิ่นตัวสั่นสะท้าน ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความขวัญเสีย
ในจังหวะนั้นเอง ผีสาวไร้หัวที่ถูกแรงปะทะจนกระเด็นกลับเข้าไปในห้องนอน ก็ร่วงลงมาตรงหน้าซู่เป่าพอดี เด็กน้อยไม่รอช้า ชูน้ำเต้าอาคมขึ้นมาทันที “เข้าไปซะ!”
ร่างวิญญาณร้ายถูกมวลสารลึกลับดึงดูดเข้าไปภายในน้ำเต้าทันควัน!
ทว่าปีศาจร้ายระดับนี้ไหนเลยจะยอมถูกสยบง่าย ๆ นี่เป็นครั้งแรกที่ซู่เป่าต้องจัดการตามลำพังโดยไม่มี จี้ฉางคอยช่วยเหลือ เมื่อผีสาวไร้หัวเข้าไปด้านใน เธอก็ดิ้นรนต่อต้านทันที
น้ำเต้าอาคมสั่นระรัวจนซู่เป่าแทบควบคุมไม่อยู่ เธอรู้สึกอึดอัดตรงหน้าอกอย่างรุนแรง จนพ่นเลือดออกมาเป็นฟอง ร่างน้อยอ่อนระทวยก่อนทรุดฮวบลงกับพื้น…
มู่กุยฝานม่านตาหดเล็กลงด้วยความตกใจสุดขีด “ซู่เป่า!”
เขารีบถลาเข้าไปอุ้มลูกสาวเข้าสู่อ้อมกอดทันที ใบหน้าของเด็กน้อยขาวซีดไร้สีเลือด แต่มุมปากเล็กเปื้อนคราบเลือดยังพยายามขยับพึมพำ “ไม่… อนุญาต… ให้หนี…”
วิญญาณร้ายพุ่งทะยานออกจากน้ำเต้าได้สำเร็จ พลังอาฆาตบนร่างพุ่งสูงขึ้น ด้วยสภาพน่าเกลียดน่ากลัวกว่าเดิม ลำคอที่ไร้ศีรษะส่งเสียง “ฮ่อ ฮ่อ ฮ่อ” ข่มขวัญไปทั่วบริเวณ
ผีขี้ขลาด และ ป้าหน้าเหวี่ยง ถูกกระแสพลังอาฆาตบังคับให้ปรากฏกายออกมา เมื่อเห็นซู่เป่าบาดเจ็บจนไอเป็นเลือด
ผีขี้ขลาด เด็กชายวัย 14 ผู้ไม่เคยได้รับความรักจากใครนอกจากลูกอมเพียงเม็ดเดียวที่ซู่เป่าเคยมอบให้ก็พุ่งเข้าใส่ผีไร้หัวโดยไม่คิดชีวิต!
แต่ว่าพลังของเขาอ่อนแอกว่ามาก ผีขี้ขลาดถูกผีไร้หัวฉีกแขนไปข้างหนึ่ง และกลืนกินเข้าไปต่อหน้าต่อตา!
ผีป้าหน้าเหวี่ยงร้องเสียงหลง “อ๊ายยย—!”
เธอตั้งท่าพุ่งเข้าไปช่วย แต่พอผีไร้หัวหมุนหัวกลับมาจ้องด้วยสายตาอาฆาตเธอก็เบรกจนตัวโก่ง “ที่รัก… อย่าโกรธฉันเลยนะ ฉันสู้ไม่ไหวจริง ๆ !”
ลมเย็นยะเยือกพัดกรรโชกภายในห้องจนม่านหน้าต่างปลิวสะบัด อุณหภูมิลดฮวบลง
หานหานที่หลับสนิทเหมือนหมูตาย สัมผัสได้ถึงความหนาว จึงคว้าผ้าห่มมาห่อตัวแน่นตามสัญชาตญาณแล้วหลับต่ออย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว…
มู่กุยฝานและซูอีเฉินต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็น แม้ทั้งคู่มองไม่เห็นวิญญาณ แต่ภาพซู่เป่าที่อาเจียนเป็นเลือดโดยไม่มีสาเหตุ ม่านที่ม้วนตัวผิดธรรมชาติ และไอเย็นแผ่ซ่านไปทั่วห้อง
ย่อมบอกได้ดีว่าพวกเขากำลังเผชิญกับบางสิ่งที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้
ซูเหอเวิ่นเป็นเพียงคนเดียวที่มองเห็นการต่อสู้อันสยดสยองนี้ เขาหวาดกลัวจนน้ำตาไหลพราก พลางกุมมือน้องสาวไว้แน่น
น้องสาวของเขาก็ไม่ได้เก่งไปเสียทุกอย่าง
ที่แท้… น้องสาวอาจจะถูกพรากตัวไปจริง ๆ
เด็กชายดวงตาแดงก่ำ ความรู้สึกสิ้นหวังที่ตนเองทำอะไรไม่ได้เลยพุ่งเข้ากัดกินหัวใจ