ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 13 น้องสาวที่ดื้อดึง
บทที่ 13 น้องสาวที่ดื้อดึง
คฤหาสน์ของตระกูลซูครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางถึง 8,000 ตารางเมตร สถาปัตยกรรมอันสง่านี้ขนาบข้างด้วยทัศนียภาพแสนงดงาม จนถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในคฤหาสน์วิลล่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในย่านนี้
แม้บุตรชายทุกคนของตระกูลซูต่างแยกย้ายไปมีธุรกิจ มีความประสบความสำเร็จเป็นของตนเอง แต่พวกเขากลับเลือกใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันภายใต้หลังคาเดียวกันพร้อมหน้า
เมื่อเปรียบเทียบกับตระกูลชั้นสูงอื่นที่มักจะแยกตัวออกไปทันทีที่เติบโต ทำให้ตระกูลซูกลายเป็นแบบอย่างของความรักใคร่กลมเกลียวที่หาได้ยากยิ่งในวงสังคม
ก่อนหน้านี้ครอบครัวซูเปี่ยมไปด้วยความสุข แต่หลังจากที่ซูจิ่นอวี้หายตัวไป บรรยากาศภายในคฤหาสน์ทั้งหลังก็พลันตกอยู่ในความเงียบเหงาที่ยากอธิบาย
ซูอีเฉินกลายเป็นคนบ้างานที่แทบไม่ยอมก้าวย่างกลับบ้าน ส่วนพี่น้องคนอื่น ๆ จมอยู่กับภารกิจส่วนตัวเพื่อลบเลือนความเศร้า ฝ่ายผู้เฒ่าซูก็ได้แต่ใช้เวลาช่วงกลางวันไปกับการเฝ้าไข้ภรรยาที่สถานพักฟื้น และกลับมาเยือนบ้านอีกครั้งในยามที่แสงตะวันลับขอบฟ้าไปแล้วเท่านั้น
แต่วันนี้กลับเป็นวันพิเศษในรอบหลายปีที่เหล่าพี่น้องทั้งหมดต่างมารวมตัวกันซึ่งเป็นภาพที่หาชมได้ยากยิ่งหากไม่ใช่ในช่วงเทศกาลปีใหม่หรือวันสำคัญระดับประเทศ
เหล่าลุง ๆ หลายคนต่างกระตือรือร้นอยากพาซู่เป่าไปเดินเที่ยวรอบคฤหาสน์ แต่กลับถูกคุณตาผู้เฒ่าเอ่ยห้ามไว้ก่อน
“ซู่เป่าเพิ่งออกจากโรงพยาบาล จะให้ไปเดินเที่ยวเตร่ตอนนี้ได้อย่างไร? หลานต้องได้รับการพักผ่อนให้เต็มที่นะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น พวกลุง ๆ จึงต้องล้มเลิกความตั้งใจเดิม แล้วเปลี่ยนเป็นอยากพาซู่เป่าไปชมห้องนอนใหม่ของเธอแทน
คุณตาซูเบิกตากว้างมองบรรดาลูกชายของตนเอง “พวกแกมามุงกันอยู่ตรงนี้ทำไม? รีบไปตามแม่ของแกมาที่นี่ซะ บอกเธอว่าซู่เป่ากลับมาแล้ว…”
คุณยายซูนั้นตกอยู่ในสภาวะซึมเศร้าอย่างหนัก นับตั้งแต่ลูกสาวหายตัวไป เธอตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่สถานพักฟื้นด้วยความดื้อดึง และไม่ยอมกลับบ้านอีกเลย ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทั้งยังล้มป่วยจนแทบต้องนอนติดเตียง ร่างกายซูบผอมลงเรื่อย ๆ และไม่มีแก่ใจทำสิ่งใดทั้งสิ้น
ในที่สุด คุณตาซูก็เผยรอยยิ้มอย่างมีความสุขพลางกุมมือซู่เป่าน้อยเอาไว้ “มาเถอะซู่เป่า ตาจะพาไปดูห้องนอนของหลานเอง”
เหล่าพี่น้องตระกูลซูที่เหลือได้แต่ยืนนิ่ง ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความอึ้งกิมกี่ พี่น้องทุกคนซึ่งปกติเป็นผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงธุรกิจยักษ์ใหญ่ บัดนี้กลับถูกคุณตาของเด็กน้อยเมินเฉยไร้เยื่อใย
ลุงคนที่ห้าซึ่งปกติอารมณ์ร้อนราวกับมังกรพ่นไฟทำท่าจะอ้าปากประท้วงที่ไม่ได้เป็นคนพาหลานขึ้นไป แต่พอสบสายตาเฉียบขาดของคุณตาก็ต้องรีบหุบปากฉับทันที
ลุงคนที่สามซึ่งอบอุ่นราวกับดวงอาทิตย์ได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ พลางเกาหัวเก้อเขิน
ส่วนลุงคนที่สี่ที่ดูสง่างามมาดร้ายกลับทำได้เพียงยักไหล่เบา ๆ แล้วหลีกทางให้ผู้เฒ่าของบ้านเดินนำหลานสาวสุดที่รักขึ้นบันไดไปอย่างผู้ชนะ
ที่เหลือทำได้เพียงยืนส่งสายตาละห้อยมองตามแผ่นหลังเล็กของซู่เป่าที่ค่อย ๆ หายลับไปบนชั้นสอง โดยที่ไม่มีใครกล้าขัดจังหวะช่วงเวลาเห่อหลานของคุณตาซูเลยแม้แต่คนเดียว
…
ชั้นสอง คฤหาสถ์ตระกูลซู
“ซู่เป่า กระท่อมหลังน้อยนี้คือห้องของหนู ชอบไหม?” คุณซูผู้อาวุโสจูงมือเด็กน้อยเดินเข้าไปภายในห้อง
ภายในห้องถูกตกแต่งด้วยความละเมียดละไมด้วยโทนสีชมพูและขาว ซึ่งเป็นโทนสีในจินตนาการที่เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ใฝ่ฝันถึง
เตียงนอนถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายปราสาทหลังเล็ก มีบันไดขนาดย่อม สามารถปีนขึ้นไปถึงยอดปราสาทได้ ราวกับจงใจเนรมิตความฝันที่อยากเป็นเจ้าหญิงของเด็กน้อยให้กลายเป็นความจริง
ใกล้กับปราสาทหลังงามมีกระดานลื่นตัวจิ๋วตั้งอยู่ ถัดไปไม่ไกลนักเป็นโซฟาขนาดกะทัดรัดนุ่มนิ่ม และโต๊ะเครื่องแป้งที่มีกระจกบานกว้าง ซึ่งถูกสั่งทำพิเศษให้มีความสูงพอดีกับระดับสายตาของเธอ
ถัดมาเป็นโซฟาตัวเล็กและกระจกแต่งหน้าที่ถูกออกแบบให้มีความสูงพอดีกับตัวเธอ
บนโต๊ะเครื่องแป้งเต็มไปด้วยชั้นวางเครื่องประดับหลากชนิด ทั้งโบว์สวมผม หนังยาง กิ๊บติดผมลายดอกไม้…
ทุกอย่างถูกคัดสรรและจัดเตรียมไว้ให้ครบครันไม่มีตกหล่น
ซู่เป่าไม่เคยเห็นห้องนอนที่งดงามราวกับห้องของเจ้าหญิงเช่นนี้มาก่อน เธอแหงนหน้ามองสำรวจไปรอบ ๆ ด้วยดวงตาเป็นประกาย ก่อนเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงเหลือเชื่อ
“คุณตาคะ… นี่เป็นห้องของหนูจริง ๆ เหรอคะ?”
ภาพความทรงจำยามเธออยู่บ้านตระกูลหลินผุดขึ้นมา ห้องที่เธอเคยอยู่นั้นมีขนาดเท่ากับเตียงนอนตรงหน้านี้เท่านั้น…
อีกทั้งคุณย่ายังเคยบอกว่าห้ามให้เธออยู่ในห้องที่ดีเกินไป เพราะรังสีความซวย ในตัวเธอจะส่งผลกระทบต่อฮวงจุ้ยของบ้าน
ผู้เฒ่าซูรู้สึกใจชื้นขึ้นทุกครั้งที่ได้ยินซู่เป่าเรียกเขาว่าคุณตา เขายิ้มรับพลางยืนยัน
“แน่นอนสิหลานรัก”
แม้ว่าห้องนี้อาจจะไม่ใช่ห้องเจ้าหญิงที่กว้างขวางที่สุด แต่ก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว
“ชอบไหม?” ซูอีเฉินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เอ่ยถาม
ซู่เป่าพยักหน้าแรง ๆ อย่างว่านอนสอนง่าย
“ขอบคุณคุณตา ขอบคุณลุงใหญ่ค่ะ”
เหล่าคุณชายตระกูลซูต่างพากันลอบถอนหายใจเงียบ ๆ เมื่อมองดูท่าทางของเด็กน้อย
เธอยังคงมีความประหม่าและระมัดระวังตัวอยู่บ้าง เหมือนสัตว์ตัวเล็ก ๆ ที่เพิ่งย้ายเข้าสู่สภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย จึงต้องพยายามใช้ชีวิตเจียมตัว พวกเขาได้แต่หวังว่า เมื่อไหร่กันนะที่จะได้เห็นเธอวิ่งเล่นหยอกล้อกับพวกเขาได้อย่างไร้กังวล?
ซูอีเฉินลูบศีรษะเธอแผ่วเบา “ไม่ต้องขอบคุณหรอกซู่เป่า อีกเดี๋ยวพี่ชายกับพี่สาวก็จะกลับมาจากโรงเรียนแล้ว หลานอยากไปเล่นกับพวกเขาไหม?”
ซู่เป่าเอียงคอถามด้วยความสงสัย “พี่ชายกับพี่สาวเหรอคะ?”
ซูอีเฉินอธิบายเสริม “พี่ชายสามคนและพี่สาวหนึ่งคน พวกเขาเป็นลูกของคุณลุงใหญ่กับคุณลุงรอง”
ในบรรดาพี่น้องตระกูลซู มีเพียงซูอีเฉินผู้เป็นพี่ใหญ่ และซูจื่อหลินผู้เป็นพี่รองเท่านั้นที่แต่งงานแล้ว โดยซูอีเฉินมีลูกชายสองคน คนหนึ่งเรียนชั้นประถมปีที่สอง ส่วนอีกคนอยู่ชั้นอนุบาลปีสุดท้าย ขณะที่ซูจื่อหลินมีลูกชายหนึ่งคนและลูกสาวหนึ่งคน ซึ่งทั้งคู่เรียนอยู่ในชั้นอนุบาล
ซูอี้เซินเชื่อว่าความเป็นเด็กเหมือนกัน จะทำให้พวกเขาสามารถเข้ากันได้ง่าย เขาไม่อยากให้ซู่เป่าต้องอยู่แบบโดดเดี่ยวเหมือนตอนที่อยู่บ้านตระกูลหลินอีก เพื่อนเล่นของเธอไม่ควรมีเพียงนกแก้ว หรือตุ๊กตากระต่าย แต่เธอควรมีเด็กวัยเดียวกันเติบโตไปพร้อม ๆ กัน
ซู่เป่าพยักหน้าเข้าใจ แม้ไม่ได้พูดอะไรมากแต่ดวงตากลับประกายความคาดหวังออกมาอย่างเห็นได้ชัด เธอไม่เคยมีเพื่อนมาก่อน เพราะคุณพ่อและคุณป้าไม่เคยอนุญาตให้เธอออกไปวิ่งเล่น ส่วนคุณปู่คุณย่าก็ไม่เคยคิดจะพาเธอออกไปเปิดหูเปิดตา
เธอจำได้ว่าเคยมีครั้งหนึ่งที่เธอมองลอดผ่านรั้วบ้านออกไป เห็นเด็ก ๆ แบกกระเป๋าเดินกลับจากโรงเรียน และจับมือวิ่งเล่นกัน
ในตอนนั้นเธอรู้สึกอิจฉาเหลือเกิน…
จู่ ๆ ซู่เป่าก็เงยหน้าขึ้นถาม “ลุงเล็กคะ… หนูขอยืมกระดาษกับพู่กันหน่อยได้ไหมคะ?”
เธอตั้งใจจะทำของขวัญชิ้นเล็ก ๆ เพื่อมอบให้กับพี่ชายและพี่สาวที่จะมาถึง!
…
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว รถยนต์คันหนึ่งมาจอดสนิทอยู่ที่หน้าคฤหาสน์ตระกูลซู หญิงสาวมาดสง่าสวมหมวกสไตล์เอลิซาเบธกำลังจูงมือเด็กหญิงตัวน้อยลงจากรถ
เด็กหญิงคนนั้นสวมชุดกระโปรงโลลิต้าฟูฟ่อง ในอ้อมแขนอุ้มตุ๊กตาแสนสวยเอาไว้สองตัว บนศีรษะประดับด้วยโบว์สีเดียวกับชุด ดูน่ารักราวกับตุ๊กตาที่มีชีวิต
หญิงสาวกำชับลูกสาวเสียงนุ่ม “หานหาน เดี๋ยวถ้าเจอน้องสาวแล้ว หนูต้องแบ่งตุ๊กตาให้น้องตัวหนึ่งนะ รู้ไหมจ๊ะ?”
หานหานเม้มริมฝีปากแน่น และนิ่งเงียบไม่ยอมตอบ หญิงสาวเริ่มขมวดคิ้ว
“เมื่อกี้เราตกลงกันแล้วนะหานหาน? ให้ลูกหนึ่งตัว และให้น้องหนึ่งตัว ห้ามงอนเด็ดขาดนะ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หานหานก็เกิดอาการแง่งอนขึ้นมาทันที “ไม่เอา! หนูจะเอาทั้งสองตัว!”
พูดจบเด็กหญิงก็วิ่งปรู๊ดเข้าคฤหาสน์ไปโดยไม่หันกลับมามอง
น้องสาวอะไรกัน…
เธอไม่อยากได้น้องสาวเลยสักนิด! ของเล่นทุกชิ้นต้องเป็นของเธอคนเดียวเท่านั้น!
ผู้เป็นแม่ได้แต่แสดงสีหน้าจนปัญญา ไม่รู้ควรกำราบความดื้อรั้นนี้ได้อย่างไร เธอจึงหันไปบอกเด็กชายตัวเล็กที่เดินกระมิดกระเมี้ยนอยู่ด้านหลัง “ซูจื่อซี เร็วหน่อยลูก น้องสาวกำลังรออยู่ที่บ้านนะ”
ทว่าซูจื่อซีกลับเบ้ปากแล้วบ่นอุบ “ผมก็ไม่อยากได้น้องสาวเหมือนกัน”
ลำพังแค่มีน้องสาวคนเดิมเขาก็รำคาญแย่อยู่แล้ว ทั้งชอบแย่งของเล่น และทำของเขาพัง พอพ่อกับแม่ดุด่า เธอก็ชิงร้องไห้ก่อนเสมอ ซูจื่อซีไม่อยากได้น้องสาวเพิ่มมาให้ปวดหัวอีกคนแน่นอน! พูดจบเขาก็วิ่งตามน้องสาวไป
หานหานวิ่งกลับเข้าห้องนอนของตนเองแล้วปิดประตูดังปัง! ทันใดนั้นนาฬิกาเด็กที่ข้อมือก็ส่งเสียงเตือน ปรากฏข้อความว่า “คุณยาย”
“ฮัลโหลค่ะคุณยาย” น้ำเสียงของหานหานยังเต็มไปด้วยความแง่งอน
ปลายสายเอ่ยถามด้วยความเอ็นดู “ใครกันที่ทำให้เจ้าหญิงตัวน้อยของยายไม่พอใจ ทำไมน้ำเสียงถึงดูไม่มีความสุขแบบนี้ล่ะ?”
เด็กน้อยเริ่มฟ้องทันที “คุณแม่ให้หนูแบ่งตุ๊กตาให้น้องสาวค่ะ แต่หนูไม่ยอมให้!”
คุณยายในชุดหรูหราที่ดูภูมิฐานพร้อมทรงผมที่ถูกเซตไว้แบบประณีตลอบกลอกตาด้วยความระอา ก่อนเอ่ยถามต่อ “น้องสาวคนใหม่ที่เพิ่งมาน่ะเหรอ?”
ข่าวเรื่องที่ซู่เป่าถูกพ่อแท้ ๆ ทำร้ายจนคุณปู่และเหล่าคุณชายตระกูลซูต้องแห่กันไปรับตัวที่เมืองใต้นั้น ได้แพร่กระจายไปถึงหูของเธอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หานหานพยักหน้าหงึกหงัก “ใช่ค่ะคุณยาย!” เธอรีบกระชับตุ๊กตาทั้งสองตัวในอ้อมกอดเข้าหาตัวแน่นขึ้น ราวกับกลัวว่าใครจะมาแย่งชิงของรักของเธอไป
ความจริงเธอก็รู้ว่าควรแบ่งให้น้องสาว แต่เธอชอบทั้งสองตัวจนตัดใจให้ไม่ได้แล้ว
แต่สิ่งที่ผู้เป็นยายพูดต่อในโทรศัพท์กลับยิ่งเติมเชื้อไฟ “หลานรักจ๊ะ ตอนนี้บ้านเรามีน้องสาวคนใหม่เข้ามาแล้วนะ ต่อไปหนูก็ไม่ใช่เจ้าหญิงเพียงคนเดียวอีกต่อไป คุณปู่ คุณลุงใหญ่ และบรรดาอา ๆ ก็คงไม่รักและใจดีกับหนูเหมือนแต่ก่อนแล้วล่ะ”
หานหาน เด็กน้อยอนุบาลจึงโต้กลับทันควัน “คุณยายพูดเหลวไหล!”
“ยายจะพูดเหลวไหลได้อย่างไร? แต่ก่อนในบ้านมีหลานเป็นเด็กผู้หญิงแค่คนเดียว แต่ตอนนี้มีเพิ่มมาอีกคนแล้วนะ ดูสิ… ขนาดเพิ่งมาถึงเขาก็สั่งให้หลานสละตุ๊กตาให้น้องแล้ว เห็นไหมว่าพวกเขารักน้องสาวคนนั้น และไม่รักหลานแล้ว!”
เด็กน้อยขี้อิจฉาโกรธจัดจนน้ำตาไหลพราก เธอรีบวางสายทันที ก่อนคว้าตุ๊กตามาขว้างลงพื้นสุดแรงและเหยียบย่ำมันอย่างบ้าคลั่ง
“ไม่ให้ก็คือไม่ให้! ต่อให้หนูต้องพังมันทิ้ง หนูก็ไม่มีวันแบ่งให้น้องสาวเด็ดขาด!”
ที่ด้านนอกห้อง ซู่เป่ารวบรวมความกล้าแล้วยกมือขึ้นเคาะประตูห้องของพี่สาวคนใหม่
ความจริงเธอมายืนรออยู่ตรงนี้ตั้งนานแล้ว และทันทีที่เห็นว่าพี่สาวกลับมาถึงบ้าน เธอก็อยากมอบของขวัญที่เตรียมไว้ให้ มันเป็นภาพวาดฝีมือของเธอเอง ในรูปมีสายรุ้งสวยงาม และเด็ก ๆ ที่กำลังจับมือกันวิ่งเล่น
“พี่สาวคะ…?” ซู่เป่าเอ่ยเรียกด้วยความลังเล
ทันใดนั้น ประตูก็ถูกกระชากเปิดออกจากด้านใน ก่อนโยนซากตุ๊กตาที่พังยับเยินใส่ตัวซู่เป่าเต็มแรง “ไปให้พ้นนะ! ยัยตัวน่ารำคาญ!”
ซู่เป่าชะงักนิ่งไปพร้อมกับมือเล็ก ๆ ที่ค้างอยู่กลางอากาศ เธอได้แต่ยืนตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น