ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 142 จัดการกับหลินเสวี่ยอิง
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 142 จัดการกับหลินเสวี่ยอิง
บทที่ 142 จัดการกับหลินเสวี่ยอิง
วันที่สอง
หลังจากร้องไห้ฟูมฟายมาทั้งคืน หลินเสวี่ยอิงก็กลับมาสดใสอีกครั้ง เธอมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกพลางทำท่าให้กำลังใจ พร้อมกับเอ่ยเสียงดังฟังชัด “วันนี้ก็ต้องพยายามนะเชอร์รี่น้อย! เธอเก่งที่สุดในโลก ไม่มีอะไรเอาชนะเธอได้หรอก”
“สู้ ๆ สู้ ๆ สู้ ๆ~!”
อี้ปินที่เพิ่งทำอาหารเช้าเสร็จเดินถือถาดเข้ามาพอดี เมื่อเห็นเธอยืนเชียร์ตัวเองหน้ากระจก เขาก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู
“เชอร์รี่น้อยของผมน่ารักจัง” เขาวางอาหารถาดไว้ข้าง ๆ แล้วเข้าไปสวมกอดหลินเสวี่ยอิงจากทางด้านหลัง “อย่าจากผมไปเลยนะ”
หลินเสวี่ยอิงหันมามองเขาด้วยแววตาโศกเศร้า เธอส่ายหน้าเบา ๆ พลางเอ่ย “ไม่ได้หรอกค่ะ… อี้ปิน คุณดีกับฉันมากจริง ๆ ฉันเองก็อยากอยู่กับคุณแบบนี้ไปตลอดชีวิต…”
“ฉันจินตนาการถึงตอนเช้าที่เราตื่นมาพร้อมกัน มีคุณทำอาหารเช้าให้ จากนั้นเราก็มีโซ่ทองคล้องใจด้วยกันสักคน ตอนคุณออกไปทำงาน ฉันก็จะคอยดูแลบ้านให้เรียบร้อยเพื่อรอคุณกลับมาพร้อมกับลูก…”
อี้ปินกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น น้ำเสียงของเขาเริ่มสั่นเครือ “งั้นเราก็ใช้ชีวิตแบบนั้นกันเถอะ ขอแค่เธอยังอยู่นี่ ผมจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้เธอได้มีชีวิตแบบที่เธอต้องการ…”
“แล้วพี่โจวเซียวล่ะคะ? เขามีอาการซึมเศร้าขั้นรุนแรง ปิดกั้นตัวเองมาตลอดแต่ต้องฝืนยิ้มแย้มต่อหน้าทุกคน… ฉันเป็นเพียงกำลังใจเดียวที่ทำให้เขายังอยากมีชีวิตอยู่ ถ้าฉันทิ้งเขาไป เขาต้องฆ่าตัวตายแน่ ๆ” หลินเสวี่ยอิงส่ายหน้าทั้งน้ำตา
เธอเอามือปิดหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น “ฉันรักคุณมากจริง ๆ นะอี้ปิน รักมากจนอยากทิ้งทุกอย่างแล้วมามีความสุขกับคุณ… แต่ฉันทำไม่ได้หรอกค่ะ คุณก็รู้ว่าฉันใจดำพอที่จะเห็นคนตายไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้…”
ในขณะพร่ำเพ้อไปเรื่อย ๆ ในหัวของหลินเสวี่ยอิงก็กำลังฉายภาพละครรักรันทดที่ต้องเลือกระหว่างความรักกับความตาย โดยมีเธอเป็นนางเอกผู้แสนดีที่ต้องเสียสละความสุขส่วนตัว เพื่อช่วยชีวิตชายผู้ป่วยทางจิต…
“ฉันจะเห็นแก่ตัวขนาดนั้นไม่ได้… อี้ปินคะ คุณลืมฉันไปเถอะ…” เธอหลั่งน้ำตาออกไม่ขาดสาย
อี้ปินนั้นรู้สึกสงสารเธอจับใจโพล่งขึ้นมา “ผมจะไปคุยกับเขาเอง!”
“ไม่ได้ค่ะ! ถ้าคุณไป มันจะยิ่งกระตุ้นเขา ถ้าเกิดเขาพูดว่ายอมหลีกทางให้เรามีความสุขแล้วกระโดดตึกขึ้นมาล่ะคะ? ถ้าเป็นแบบนั้น ฉันคงไม่มีวันให้อภัยตัวเองได้ไปตลอดชีวิต!” หลินเสวี่ยอิงรีบปฏิเสธทันควัน
พูดจบเธอก็ผลักอี้ปินออก ส่งสายตาอาลัยอาวรณ์ให้เขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนหมุนตัววิ่งหนีไป อี้ปินพยายามวิ่งตามแต่ก็ไม่ทัน…
ตรงหัวมุมบันได หลินเสวี่ยอิงปิดปากสะอื้นเบา ๆ เธอรู้สึกราวกับตัวเองคือนางเอกผู้อาภัพที่ไม่อาจครองคู่กับชายคนรักได้ หลังจากที่เลิกรากับอี้ปินเสร็จ เธอก็เดินทางไปหา อวี๋เซินเหมี่ยว แฟนคนที่สามทันที
เมื่อเห็นหลินเสวี่ยอิงมาปรากฏตัว อวี๋เซินเหมี่ยวที่กำลังจะออกไปทำงานก็ประหลาดใจมาก เขาถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “เชอร์รี่น้อย… ไหนเธอบอกว่าจะไม่มาเจอฉันอีกแล้วไง”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ… ฉันหาใครที่พอจะระบายความทุกข์ใจไม่ได้เลย เท้าของฉันมันไม่รักดี มันพาฉันเดินมาที่นี่เอง” หลินเสวี่ยอิงตอบด้วยท่าทางหดหู่ พูดจบน้ำตาก็หยดแหมะลงบนแก้ม
“แล้วโจวเซียวกับอี้ปินล่ะ? สองคนนั้นไม่ใช่ว่า…” อวี๋เซินเหมี่ยวพยายามข่มอารมณ์พลางประชดเบา ๆ
“อย่าพูดถึงพวกเขาเลยค่ะ!” หลินเสวี่ยอิงปิดหน้าราวกับกำลังรู้สึกเจ็บปวด “ฉันไม่เคยมีอะไรกับพวกเขาเลยสักนิด ตั้งแต่คุณจากไป ฉันก็แทบไม่ได้ติดต่อพวกเขาอีก… วันนี้จริง ๆ ฉันก็ไม่ควรมาหาคุณ แต่ฉันไม่รู้จะทำยังไงดี จู่ ๆ ฉันก็คิดถึงคุณมากจนหลอกตัวเองไม่ได้อีกต่อไป…”
แววตาของอวี๋เซินเหมี่ยวสั่นไหวด้วยความสับสน สุดท้ายเขาก็พ่ายแพ้ต่อเสน่ห์ของเธอ แล้วดึงหญิงสาวเข้ามากอดไว้
หลินเสวี่ยอิงซบลงบนอกเขา ดื่มด่ำกับความรู้สึกเหมือนนางเอกที่ได้กลับมาพบพระเอกอีกครั้ง หลังจากเข้าใจผิดกันมานาน อา… ช่างเป็นความเจ็บปวดที่แสนหวานเหลือเกิน
เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างเหม่อลอย ทว่าสายตากลับไปสะดุดเข้ากับเงาเคราสีเขียวจาง ๆ ที่ขึ้นรอบปากของอวี๋เซินเหมี่ยว ทำให้เขาดูมอมแมมและไม่สะอาดตาเอาเสียเลย
หัวใจของหลินเสวี่ยอิงพลันรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาทันที…
ช่างน่าเศร้าเหลือเกิน ดูท่ามู่กุยฝานและซูอีเฉินคงครอบครองหัวใจของเธอไปหมดแล้ว จนเธอไม่อาจเปิดใจรักชายธรรมดา ๆ คนนี้ได้อีกต่อไป
“ขอโทษนะคะ ฉันไม่ควรมารบกวนชีวิตสงบสุขของคุณเลย ฉัน…” หลินเสวี่ยอิงทำท่าจะเดินจากไป
แต่ว่าการแกล้งทำตัวเย็นชาเพื่อกระตุ้นอารมณ์ฝ่ายชายกลับได้ผลเกินคาด อวี๋เซินเหมี่ยวที่กำลังคลุ้มคลั่งรีบคว้าข้อมือเธอไว้ ก่อนจะกดเธอเข้ากับผนังแล้วระดมจูบอย่างเร่าร้อน…
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงนี้ทำให้หลินเสวี่ยอิงเคลิบเคลิ้มไปทันที เธอยอมหลับตาลงและจินตนาการว่าคนตรงหน้านี้คือ… มู่กุยฝาน
“อื้ม…” หัวใจของเธอเต้นระรัวอย่างไม่อาจต้านทาน เธอกับเขาเปรียบเสมือนกองฟางแห้งที่พบกับสายฟ้าฟาด เพียงพริบตาเดียวก็ลุกโชนไปด้วยไฟสวาท
หลินเสวี่ยอิงหลับตาตลอดกระบวนการ จินตนาการว่าตัวเองกำลังถูกท่านประธานผู้เผด็จการอย่าง ซูอีเฉิน ครอบครองอยู่…
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
หลินเสวี่ยอิงหน้าแดงซ่านพลางกระชับผ้าห่มไว้แน่น
อวี๋เซินเหมี่ยวจ้องมองเธอด้วยแววตาตื่นเต้นระคนไม่อยากเชื่อ “เชอร์รี่น้อย… นี่เธอ… ครั้งแรกของเธอจริง ๆ เหรอ…”
“น่ารำคาญจัง ห้ามพูดนะ!” หลินเสวี่ยอิงรีบเอ็ดทันที
แน่นอนว่ามันไม่ใช่ครั้งแรกของเธอหรอก แฟนหนุ่มทุกคนของเธอก็ต่างคิดว่าตัวเองได้ครั้งแรกของเธอไปทั้งนั้น โชคดีที่วิทยาการทางการแพทย์สมัยนี้ก้าวไกล อะไร ๆ ก็ซ่อมแซมให้เหมือนใหม่ได้เสมอ…
ทว่าครั้งนี้เธอเพิ่งไปซ่อมแซมมาไม่นาน เมื่อนึกถึงมู่กุยฝานและซูอีเฉินในอนาคต เธอคงต้องกลับไปโรงพยาบาลอีกสักรอบสองรอบล่ะนะ…
อวี๋เซินเหมี่ยวซึ่งกำลังมีความสุขล้นปรี่เชื่อคำลวงของเธอสนิทใจ ทั้งคู่พูดคุยกันหวานซึ้งอยู่พักหนึ่ง ก่อนหลินเสวี่ยอิงจะเริ่มเล่าเรื่องเธอถูกไล่ออกจากโรงเรียน เพราะทำให้ตระกูลซูไม่พอใจ
“นี่คือเหตุผลที่เธอมาหาฉันงั้นเหรอ?” อวี๋เซินเหมี่ยวถามด้วยความเป็นห่วง
“ฉันไม่รู้จะทำยังไงจริง ๆ ค่ะ ฉันรู้สึกผิดมากที่ดูแลซู่เป่าไม่ดีจนเธอถูกชาวเน็ตโจมตี เด็กตัวแค่นั้นเองแท้ ๆ… ฉันอยากจะไปขอโทษตระกูลซูด้วยตัวเองใจจะขาด แต่พวกเขาไม่ยอมฟังฉันเลย” หลินเสวี่ยอิงบีบน้ำตา
“ฉันเดินโซซัดโซเซไปตามถนนโดยไร้จุดหมาย ไม่รู้ว่าควรจะหันหน้าไปพึ่งใคร จนกระทั่งรู้ตัวอีกที… ฉันก็มายืนอยู่ที่นี่แล้ว…”
“แสดงว่าคนในใจเธอที่สุดก็คือฉันสินะ…” อวี๋เซินเหมี่ยวเอ่ยอย่างดีใจ
หลินเสวี่ยอิงพยักหน้าเบา ๆ แล้วแสร้งทำเป็นตื่นเต้นขึ้นมา “จริงด้วยสิเซินเหมี่ยว! คุณทำงานอยู่ซูกรุ๊ปไม่ใช่เหรอคะ? คุณพอจะพาฉันแอบเข้าไปในบริษัทได้ไหม…”
“ฉันอยากจะขอโทษคุณซูด้วยตัวเองจริง ๆ ค่ะ…”
อวี๋เซินเหมี่ยวทำหน้าลำบากใจ “เธอไม่ต้องคิดมากขนาดนั้นหรอก ไม่จำเป็นต้องไปขอโทษใครทั้งนั้น”
“ไม่ได้ค่ะ! ถ้าวันนั้นฉันไม่มัวแต่นั่งเหม่อคิดถึงคุณ ฉันคงห้ามเด็กสองคนนั้นทะเลาะกันได้ทันเวลา ซู่เป่าก็คงไม่ต้องเจ็บตัวและโดนรุมด่าขนาดนี้… ฮือ ๆ ๆ!” หลินเสวี่ยอิงส่ายหน้าทั้งที่ตาแดงก่ำ
อวี๋เซินเหมี่ยวเห็นความใจดีของเธอแล้วก็ใจอ่อนยวบ เขาปฏิเสธไม่ลงแต่ก็เอ่ยเตือน “ผมจะลองดูนะ… แต่แผนกผมกับฝ่ายผู้บริหารอยู่คนละชั้น ผู้บริหารอยู่ชั้นหกสิบหก คนทั่วไปขึ้นไม่ได้หรอก”
“ไม่เป็นไรค่ะ แค่คุณพาฉันไปส่งก็พอแล้ว!” หลินเสวี่ยอิงดีใจจนหอมแก้มอวี๋เซินเหมี่ยวไปฟอดใหญ่ “ฉันเชื่อว่าสวรรค์ต้องเข้าข้างคนที่ไม่ยอมแพ้แน่นอน~”
อวี๋เซินเหมี่ยวจูบตอบเธออย่างเอ็นดู ในเมื่อสายเกินกว่าจะไปทำงานภาคเช้าแล้ว เขาจึงแจ้งธุระด่วนเพื่อลาพักครึ่งวัน และพาหลินเสวี่ยอิงมุ่งหน้าไปยังบริษัทในช่วงบ่ายแทน
*
ใจกลางเขตเศรษฐกิจใหม่ อาคารแลนด์มาร์คทรงโค้งสง่างามตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ตึกสูงระฟ้าสองหลังที่มีรูปทรงคล้ายใบเรือเชื่อมต่อกันที่ยอดอาคาร ดูโอ่อ่าราวกับประตูสวรรค์ของเทพเจ้า
ที่นี่คือ สำนักงานใหญ่ของซูกรุ๊ป
อาคารแห่งนี้มีขนาดมหึมา ชั้นที่ต่ำกว่าสามสิบลงไปเปิดเป็นโรงแรมหรูและศูนย์การค้า ส่วนชั้นสามสิบขึ้นไปคือพื้นที่สำนักงาน นอกจากกลุ่มธุรกิจในเครือตระกูลซูแล้ว ยังมีพื้นที่ให้บริษัทชั้นนำอื่น ๆ เช่าด้วย ทำให้มีผู้คนพลุกพล่าน และระบบภายในค่อนข้างซับซ้อน
อย่างไรก็ตาม ซูกรุ๊ปมีระบบลิฟต์ภายในแยกเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ และมีการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด พนักงานทุกคนต้องมีบัตรผ่านเข้าออก หากไม่มีก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ที่ได้ย่างกรายเข้าไป
หลินเสวี่ยอิงมองไปรอบ ๆ เธอทำหน้าตื่นเต้นกับภาพตรงหน้า “ว้าว… ที่นี่เจ๋งสุด ๆ ไปเลย!”
อวี๋เซินเหมี่ยวมองท่าทางไร้เดียงสาของเธอแล้วยิ่งรู้สึกเอ็นดู เขาตั้งปณิธานในใจว่าจะต้องหาเงินให้ได้มากกว่านี้ เพื่อพาเธอไปเปิดหูเปิดตาดูโลกกว้าง
“ท่านประธานซูก็ขึ้นลงทางนี้ใช่ไหมคะ?” หญิงสาวถามด้วยความประหม่า
วันนี้เธอตั้งใจสวมชุดเดรสสีขาวบริสุทธิ์ราวกับนางฟ้า จัดแต่งทรงผมมาอย่างดี พร้อมแต่งหน้าโทนพีชบลอสซัม ขับเน้นความสวยให้พุ่งขึ้นไปอีกระดับ
เธอเริ่มจินตนาการถึงฉากบังเอิญพบกับซูอีเฉินในลิฟต์… บอสหนุ่มสุดเย็นชาที่มักจะทำหน้านิ่งใส่พนักงานทุกคน แต่เมื่อหันมาสบตาเธอ ดวงตาคู่นั้นก็ฉายแววตะลึงและประทับใจในความบริสุทธิ์ของเธอทันที…
“เปล่าหรอก คุณซูและผู้บริหารระดับสูงมีช่องทางวีไอพีแยกต่างหาก นั่นไง ลิฟต์ตรงโน้น” อวี๋เซินเหมี่ยวชี้บอก
ซูกรุ๊ปนั้นยิ่งใหญ่มากและครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม เขาเองก็เป็นเพียงพนักงานฝ่ายขายในส่วนธุรกิจเสื้อผ้าเท่านั้น ส่วนสำนักงานใหญ่ที่คุมบริษัทย่อยทั้งหมดตั้งอยู่ที่ชั้นหกสิบหก
“คุณซูไม่ใช่คนถือตัวขนาดนั้น เขาไม่ได้มีลิฟต์ส่วนตัวที่ใช้คนเดียว แต่จะใช้ลิฟต์วีไอพีร่วมกับพนักงานในสำนักงานใหญ่ชั้นบน”
แม้จะเป็นเช่นนั้น ลิฟต์วีไอพีก็ไม่ใช่สิ่งที่พนักงานทั่วไปจะเข้าใกล้ได้
“เก่งจังเลยนะคะ” หลินเสวี่ยอิงตาลุกวาว
ในหัวของเธอเริ่มวางแผนใหม่… ในเมื่อซูกรุ๊ปยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ต้องมีแผนกผู้ช่วยหรือเลขานุการแน่ ๆ ในเมื่อเธอไม่อยากทำงานในโรงเรียนอนุบาลแล้ว เธออาจจะมาสมัครงานเป็นเลขาสาวที่นี่ก็ได้!
แล้วบทละครรักหวานชื่นระหว่างท่านประธานผู้เย็นชากับเลขาสาวผู้น่ารักก็เริ่มบรรเลงในจินตนาการของเธออีกครั้ง…
*
ณ สำนักงานประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
ซูอีเฉินเพิ่งเสร็จจากการประชุมเครียดและกลับมานั่งทำงานตามปกติ แต่จู่ ๆ เปลือกตาของเขาก็เริ่มกระตุกไม่หยุด เขานวดหว่างคิ้วเบา ๆ ด้วยความรู้สึกประหลาด…
หรือจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น?
ในตอนนั้นเอง ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเปิดออก พร้อมกับศีรษะเล็ก ๆ โผล่เข้ามา
“คุณลุงใหญ่ขา!” เสียงใส ๆ ของซู่เป่าดังขึ้น
วันนี้เด็กน้อยอยู่ในชุดเสื้อยืดลายทางสีฟ้าขาวสวมทับด้วยกางเกงยีนส์เอี๊ยมน่ารัก พร้อมสะพายกระเป๋าเป้ใสสำหรับใส่สัตว์เลี้ยง มีเสี่ยวอู่และคุณเต่าแก่อยู่ข้างใน
“ซู่เป่า?” ซูอีเฉินรีบผุดลุกขึ้นยิ้มรับทันที “มาได้ยังไงเนี่ย”
ตามหลังซู่เป่ามาคือคุณนายซูที่ถือกล่องอาหารติดมือมาด้วย “ซู่เป่าบอกว่าคำนวณดวงมาแล้ว บอกว่าวันนี้ ลูกไม่เหมาะจะทำอะไรทั้งนั้น เลยรบเร้าอยากมาดูให้เห็นกับตา”
คุณนายซูนั้นเชื่อว่าซู่เป่ามีอาจารย์เก่งคอยชี้แนะ แต่เรื่องที่หลานสาวตัวน้อยทำนายทายทัก เธอก็ฟังหูไว้หู เพราะคิดว่าเป็นเพียงการเล่นสนุกของเด็กตามอาจารย์สอนมาเท่านั้น
ซูอีเฉินไม่ได้ค้านอะไร แต่เขากลับกดปุ่มหยุดแผนงานทั้งหมดที่ตั้งใจทำในวันนี้ทันที ในเมื่อซู่เป่าทักว่าไม่เหมาะ เขาก็จะไม่ทำ
“แล้วซู่เป่าจะพาลุงไปไหนล่ะ?” แววตาของซูอีเฉินเต็มไปด้วยความเอ็นดู
“พาคุณลุงไปซื้อยาค่ะ!” ซู่เป่าเอียงคอแล้วเอ่ยจริงจัง
ซูอีเฉินชะงักไปครู่หนึ่ง นึกถึงใบสั่งยาที่ซู่เป่าเคยให้ไว้ครั้งก่อน
“คุณลุงยังไม่ได้ไปซื้อใช่ไหมคะ?” ซู่เป่าถามพลางทำหน้ามุ่ยเล็กน้อยเหมือนกำลังโกรธ
“ซื้อครับ ๆ กำลังจะไปซื้อวันนี้พอดีเลย” ซูอีเฉินหลุดขำ
“คุณลุงพูดแบบนี้ทุกครั้งแต่ก็ไม่เคยไป วันนี้หนูเลยต้องมาคุมเองค่ะ!” ซู่เป่าฮึดฮัด
เมื่อนึกถึงคำทำนายที่ว่า วันนี้ไม่เหมาะกับการทำงาน ซูอีเฉินก็ตัดสินใจสละเวลา
“งั้นไปกันเถอะ” เขาหยิบโทรศัพท์และกุญแจรถ พาซู่เป่าและคุณนายซูออกไปข้างนอก
ตัดมาทางด้านหลินเสวี่ยอิง หลังจากแกล้งทำตัวเป็นแฟนที่ดีเฝ้าอวี๋เซินเหมี่ยวทำงานได้สักพัก เธอก็ขอตัวออกมาสูดอากาศ และแอบปลีกตัวออกจากชั้นนั้น เธอพยายามทุกวิถีทางเพื่อขึ้นไปยังชั้นหกสิบหก แต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า
“น่ารำคาญจริง ทำไมระบบมันถึงยุ่งยากขนาดนี้นะ…” เธอเบะปากอย่างขัดใจ
เธอถึงขั้นเดินลงไปยังลานจอดรถใต้ดินโดย หวังว่าจะมีช่องทางเล็ดลอดขึ้นไปได้ แต่ลิฟต์วีไอพีไม่เพียงแต่ต้องใช้บัตรเท่านั้น แต่ยังมีรปภ. เฝ้าอยู่อย่างเข้มงวด
ในขณะที่หลินเสวี่ยอิงกำลังถอดใจ เสียงสัญญาณลิฟต์ก็ดังขึ้น ติ๊ง!
ประตูลิฟต์เปิดออกพร้อมกับร่างสูงโปร่งก้าวออกมา ซูอีเฉินในชุดเชิ้ตสีเข้ม กางเกงสแลครีดเรียบ ยิ่งขับให้ดูหล่อสง่าขึ้นไปอีกเท่าตัว
ดวงตาของหลินเสวี่ยอิงเป็นประกายขึ้นมาทันที…
เห็นไหมล่ะ! สวรรค์ย่อมเมตตาคนที่ไม่ยอมแพ้จริง ๆ ด้วย!