ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 146 จับผีเจ้าชู้
บทที่ 146 จับผีเจ้าชู้
หลินเสวี่ยอิงจ้องมองชายหนุ่มทั้งสองคนที่กำลังหึงหวงแย่งชิงตัวเธอด้วยสายตาปวดร้าว ราวกับเธอกลายเป็นนางเอกโศกนาฏกรรมอันน่าเวทนาที่สุดในโลก
“เซินเหมี่ยว… อี้ปิน… พวกคุณอย่ากดดันฉันนักเลยได้ไหม” เธอยกมือกุมขมับพลางสะอึกสะอื้น “ฉันเลือกไม่ได้ ฮือ ๆ… ฉันเลือกไม่ได้จริง ๆ…”
ในชั่วขณะที่หมกมุ่นอยู่กับบทรักสามเส้าอันขมขื่น เธอก็ลืมเลือนเป้าหมายใหม่อย่างซูอีเฉินไปเสียสนิท หลินเสวี่ยอิงคว้ามือของอวี๋เซินเหมี่ยวและอี้ปินไว้แน่น ดวงตาอาวรณ์คู่นั้นเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตา “พวกคุณหยุดทะเลาะกันได้ไหม? อย่าบังคับให้ฉันต้องเลือกคนใดคนหนึ่งเลย…”
“พวกเราสามคน… อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขไม่ได้เหรอคะ?”
“ฉันทำใจทิ้งใครไปไม่ได้จริง ๆ ฉันทรมานเหลือเกิน…!” เธอยอมรับออกมาด้วยตรรกะอันบิดเบี้ยว “ฉันขอร้องล่ะ พวกคุณเปลี่ยนจากการแย่งชิงตัวฉัน มาเป็นการเฝ้าดูแลฉันอยู่เงียบ ๆ แทนไม่ได้เหรอ?”
ซู่เป่าแอบกระเถิบเข้าไปใกล้จี้ฉางแล้วกระซิบถามเบา ๆ “อาจารย์คะ นี่คือเรื่องราวมารีซู ระหว่างป้าหนึ่งคนกับลุงสองคนที่อาจารย์เคยเล่าให้ฟังใช่ไหมคะ?”
คุณนายซูยืนอึ้งกับภาพตรงหน้าเผลอหลุดปากตอบไปโดยอัตโนมัติ “ไม่… นี่ไม่ใช่เรื่องมารีซูหรอกลูก แต่มันคือละครน้ำเน่า ทำลายมุมมองชีวิตและศีลธรรมสิ้นดีเลยต่างหาก…”
“อ๋อ… เข้าใจแล้วค่ะ!” ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงัก
มุมปากของจี้ฉางกระตุกอย่างห้ามไม่ได้ “อย่ามัวแต่ดูละครสิเจ้าตัวน้อย ลืมเรื่องสำคัญไปแล้วหรือไง!”
ในจังหวะนั้นเอง ผีเจ้าชู้ที่เกาะอยู่บนหัวของหลินเสวี่ยอิงกำลังสำเริงสำราญ มันจ้องมองเหยื่อทั้งสองคนสลับไปมาด้วยความหิวโหย
จี้ฉางหรี่ตามองพลางเอ่ยเสียงต่ำ “อาจารย์จะสอนวิชา ‘ผูกวิญญาณ’ ให้ การผูกวิญญาณคือการใช้พลังปราณในตัวเปลี่ยนเป็นเส้นเชือกเพื่อพันธนาการวิญญาณร้าย ฟังให้ดีนะ…”
ซู่เป่าตั้งใจฟังอย่างจริงจัง ปากเล็ก ๆ พึมพำคาถาตามที่อาจารย์บอก ก่อนออกแรงโยนบางออกไปสุดแขน
ทว่า… กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
“ไม่เป็นไรหรอก ต่อให้เป็นอัจฉริยะที่เก่งที่สุด ตอนเริ่มเรียนวิชานี้ครั้งแรก ก็ต้องลองตั้งหลายหนกว่าจะโยนเส้นแดงออกมาได้!” จี้ฉางรีบให้กำลังใจ
“ฮึ่ย!” ซู่เป่าเริ่มลองอีกครั้ง
…เงียบสนิท
เด็กน้อยไม่ยอมแพ้ เธอรวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มี ตั้งจิตให้มั่นแล้วตะโกนออกไปสุดเสียง “ย้าาา!”
ซูอีเฉินหันมองหลานสาวทันทีด้วยความสงสัย
ซู่เป่ากำลังโยนอะไรอยู่นะ…?
สิ่งที่เขาไม่มีวันมองเห็นก็คือ ทันทีที่ซู่เป่าออกแรงส่ง พลันปรากฏตาข่ายแสงสีแดงพุ่งทะยานออกไปเสียงดัง ‘ฟิ้ว!’ มันครอบลงบนตัวผีเจ้าชู้อย่างแม่นยำ
จี้ฉางถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง!
“นี่มัน… ตาข่ายโลหิต?!”
ขนาดอัจฉริยะเหนือมนุษย์ในการฝึกครั้งแรกยังทำได้แค่โยนเชือกแดงเส้นเดียว แต่ยัยหนูคนนี้กลับซัดออกไปเป็น ‘ตาข่าย’ เลยงั้นรึ!
ผีเจ้าชู้ที่ถูกพันธนาการอยู่ พลันตื่นจากภาพลวงตาที่มันสร้างขึ้น มันเงยหน้าขึ้นมองด้วยความโกรธแค้น เมื่อเห็นว่าคนจับมันไว้เป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ มันก็ส่งเสียงคำรามและดิ้นรนสุดชีวิต แต่ว่าตาข่ายสีแดงกลับยิ่งรัดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนมันขยับเขยื้อนไม่ได้
ในขณะนั้นเอง แววตาของหลินเสวี่ยอิงเริ่มพร่าเลือน ดูเลื่อนลอยเหมือนคนสูญเสียสัมปชัญญะ
“อี้ปิน… เซินเหมี่ยว… อย่าทิ้งฉันไป…” เธอกระซิบพึมพำอย่างไร้สติ
“ฮึบ! ฮึบ!” ซู่เป่ากัดฟันออกแรงดึงเชือกสุดตัว
“ปล่อยฉัน! ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้!” ผีเจ้าชู้กรีดร้องโหยหวน มันดิ้นรนรุนแรงจนร่างเล็ก ๆ ของซู่เป่าเกือบถูกเหวี่ยงกระเด็นไปอีกทาง
ซูอีเฉินรีบเข้าไปประคองหลานสาวไว้ทันที จี้ฉางเห็นท่าไม่ดีจึงสะบัดปลายนิ้วเบา ๆ ตาข่ายสีแดงพลันเปล่งแสงเจิดจ้า กดทับจนวิญญาณร้ายนิ่งสนิทไป
ซู่เป่ารวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย ดึงกระชากตาข่ายนั้นอย่างแรง…
ในที่สุดเธอก็ลากวิญญาณผีเจ้าชู้ออกมาจากศีรษะของหลินเสวี่ยอิงได้สำเร็จ! เจ้าตัวน้อยยิ้มกว้างด้วยความดีใจ
หนักจังเลย! แต่จับได้สำเร็จล่ะ!
ขณะเดียวกัน อวี๋เซินเหมี่ยวค่อย ๆ แกะมือของหลินเสวี่ยอิงออก “พอเถอะ… ในเมื่อคุณเลือกใครไม่ได้ งั้นผมจะเป็นฝ่ายไปเอง” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
เมื่อคืนเขายังโอบกอดเธอไว้ในอ้อมแขน จินตนาการถึงอนาคตแสนหวานร่วมกัน แต่มาวันนี้ ความเป็นจริงกลับฟาดลงกลางหน้าจนตื่นจากฝัน
เขาควรจะรู้ตัวตั้งนานแล้ว… ว่าเธอไม่เคยคิดจริงจังกับเขาเลยสักครั้ง
อวี๋เซินเหมี่ยวถอนหายใจยาว ก่อนหันหลังเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะเหลือบมอง
หลินเสวี่ยอิงเพิ่งได้สติกลับมาเห็นแผ่นหลังของอวี๋เซินเหมี่ยวไกลออกไป เธอใจหายวูบเมื่อนึกถึงความหวานชื่นเมื่อคืน “เซินเหมี่ยว…!”
“เชอร์รี่น้อย…” อี้ปินกระชากแขนเธอกลับมาอย่างแรง ใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มแสนซับซ้อน
หลินเสวี่ยอิงหันมองชายคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ “อี้ปิน… คุณจะไม่ทิ้งฉันไปใช่ไหม… คุณบอกว่าจะรักฉันไปตลอดชีวิตไงคะ…”
ความรู้สึกตอนนี้มันโหวงเหวงจนน่าใจหาย สำหรับเธอแล้ว ผู้ชายเปรียบเสมือนสายน้ำ และเธอคือปลาตัวน้อย ปลาจะอยู่โดยไม่มีน้ำได้อย่างไร?
เธอส่งสายตาเว้าวอนขอความเมตตา
แต่ว่าอี้ปินกลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ฉันแค่อยากจะบอกว่า… กลับไปแล้วรีบขนของของเธอออกไปซะ” เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอแล้วย้ำทีละคำ “แล้วอย่าโผล่หน้ามาให้ฉันเห็นอีก!”
“ไม่นะ… คุณทำแบบนี้ไม่ได้! คุณเคยบอกว่าไม่ว่าฉันจะทำผิดแค่ไหน คุณก็จะให้อภัยและอยู่เคียงข้างฉันเสมอ!” หลินเสวี่ยอิงเบิกตากว้างด้วยความช็อก
เธอแค่เหงา… เธอแค่ขาดความมั่นคงและต้องการความรักมาก ๆ เท่านั้นเอง!
แล้วเธอทำผิดตรงไหนกัน?!
“ไม่มีวันนั้นแล้ว ผมเปลี่ยนใจแล้ว” อี้ปินผลักเธอออก เขามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความว่างเปล่า “ผมขอเก็บบัตรคืนนะ ต่อจากนี้คุณก็ดูแลตัวเองให้ดีแล้วกัน!”
หัวใจของหลินเสวี่ยอิงพลันหนาวเหน็บขึ้นมาทันที
แบบนี้ไม่ได้นะ! ถ้าเขาเอาบัตรคืนไป เธอก็จะไม่เหลือเงินติดตัวสักหยวนเดียว แล้วเธอจะใช้ชีวิตที่สุขสบายต่อไปได้ยังไง?
“อี้ปิน… อย่าทำแบบนี้…”
แต่อี้ปินตัดสินใจแล้ว เขาผลักเธอออกไปอย่างเด็ดขาด!
ขณะนั้นเริ่มมีผู้คนมามุงดูเหตุการณ์มากขึ้นเรื่อย ๆ หลินเสวี่ยอิงถูกผลักออกมาท่ามกลางวงล้อม ถูกสายตาหลายสิบคู่ จ้องมองพร้อมเสียงซุบซิบนินทาอื้ออึง ทำให้เธอรู้สึกอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
อี้ปินเม้มริมฝีปากแน่นก่อนหันไปทางซู่เป่าและซูอีเฉิน เขาเงียบขรึมพลางห่อสมุนไพรจีนที่พวกเขาเลือกไว้ก่อนหน้านี้อย่างประณีต แล้วยื่นส่งให้ตรงหน้าซู่เป่า
“ขอโทษด้วยครับ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “วันนี้ผมคงเปิดร้านต่อไม่ไหวแล้ว สมุนไพรพวกนี้ถือว่าผมขอมอบให้พวกคุณแทนคำขอโทษแล้วกันครับ” หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาก็พูดทิ้งท้ายเบา ๆ “ขอบคุณครับ”
“ไปกันเถอะลูก” คุณนายซูจูงมือหลานสาวพลางบอก
ซูอีเฉินเข็นรถเข็นของคุณนายซูออกไป ทุกคนเดินผ่านหลินเสวี่ยอิงที่ยืนตัวสั่นอยู่ราวกับเธอเป็นธาตุอากาศ
ซู่เป่าที่มือข้างหนึ่งต้องถือผีเจ้าชู้ซึ่งกำลังดิ้นรนไม่หยุดรู้สึกเหนื่อยหอบเหลือเกิน
ป้าเจ้าชู้คนนี้หนักชะมัดเลย!
“ซู่เป่าลูก ถืออะไรอยู่ในมือน่ะ?” คุณนายซูหันมามองด้วยความสงสัย
ซู่เป่านึกถึงตอนที่คุณยายตกใจจนหน้าซีดคราวก่อน จึงรีบส่ายหน้าเป็นพัลวัน “เปล่าค่ะ! หนูไม่ได้ถืออะไรเลย! คุณยายขา หนูแค่กำลังเล่นสมมติอยู่น่ะค่ะ!” แม้คุณนายซูจะยังมีท่าทีสงสัย แต่เห็นหลานสาวร่าเริงดีจึงไม่ได้ถามอะไรต่อ
ระหว่างทาง ซู่เป่าหยุดแวะอีกสองสามครั้ง แม้เธอจับวิญญาณร้ายได้แล้ว แต่เธอก็ยังไม่ลืมภารกิจคัดยาสมุนไพรให้ลุงใหญ่และคุณยาย เด็กน้อยเดินเลือกซื้อจนครบถ้วนตามตำราของจี้ฉาง ก่อนมุ่งหน้าไปยังลานจอดรถ
ทว่าทันทีที่มาถึงรถ ร่างที่คุ้นตาก็ยังตามมาเกาะติดไม่เลิก!
“คุณซู… ฉันรู้สึกแย่มากจริง ๆ ค่ะ ตอนนี้ฉันไม่เหลือใครแล้ว ไม่รู้จะไปที่ไหน… ฮือออ!” หลินเสวี่ยอิงร้องไห้โฮจนน้ำตานองหน้า
“คุณ… คุณช่วยให้ฉันพิงไหล่สักนิดได้ไหมคะ แค่นิดเดียวจริง ๆ…” เธอพูดสะอึกสะอื้น ทำตัวเป็นกระต่ายน้อยไร้ที่พึ่งพลางช้อนสายตาอ้อนวอนซูอีเฉิน
ในความคิดของเธอ… เธออุตส่าห์ยอมตัดขาดกับโจวเซียว อวี๋เซินเหมี่ยว และอี้ปินเพื่อเขาแล้ว
ตอนนี้เธอไม่เหลือใครแล้ว เขาควรจะยอมรับเธอได้แล้วสิ…
ในเมื่อตอนนี้นางเอกของเขาน่าสงสารขนาดนี้!
ซูอีเฉินฟังแล้วก็ได้แต่กำหมัดแน่น เมื่อเห็นหลินเสวี่ยอิงยังไร้ยางอายพยายามโผเข้ามาซบไหล่ เขาจึงยกเท้าขึ้น แล้วถีบเธอออกไปอย่างแรง!!
โครม!!
ร่างของหลินเสวี่ยอิงกระเด็นไปชนถังขยะจนล้มคว่ำ ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังหงายหลังจ้ำเบ้าลงไปในกองขยะเน่าเหม็นเสียงดังสนั่น
หลังจากสลัดเรื่องน่ารำคาญพ้นทางแล้ว ซูอีเฉินก็จัดปกเสื้อให้เข้าที่พลางเอ่ยเรียบ ๆ ว่า “ถ้ายังกล้ามารบกวนอีก เจอที่ไหน… ผมจะอัดที่นั่น!” ดูเหมือนเขาติดนิสัยอันธพาลใจเด็ดมาจากมู่กุยฝานอยู่ไม่น้อย…
ทั้งคนแก่และเด็กต่างยืนอึ้งกับภาพที่เห็นไปครู่ใหญ่ หลังจากนั้นซูอีเฉินก็อุ้มซู่เป่าขึ้นรถและพาคุณนายซูตามเข้าไป รถหรูพุ่งทะยานออกไปในพริบตา ทิ้งไว้เพียงกลุ่มควันไอเสียจาง ๆ
หลินเสวี่ยอิงตะเกียกตะกายอยู่บนพื้นขยะ ยกมือขึ้นมองรถที่ห่างออกไป…
เธอร้องไห้โฮจนใจแทบสลาย!
ในจินตนาการของหลินเสวี่ยอิงตอนนี้ เธอกำลังฉายภาพซ้ำ พระเอกเข้าใจนางเอกผิดอย่างรุนแรง เลยทิ้งเธอไว้ข้างถนนอย่างใจร้าย…
แต่นางเอกที่ร้องไห้จนหมดสติจะทำให้พระเอกที่ขับรถไปได้ครึ่งทาง รู้สึกเสียใจจนต้องรีบวนรถกลับมาอุ้มเธอไว้ในอ้อมอก…
หลินเสวี่ยอิงเฝ้ามองถนนทอดยาวอย่างเหม่อลอย น่าเสียดาย โลกแห่งความจริงไม่มีใครวนรถกลับมาหาเธอเลยสักคนเดียว!