ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 145 เรือรักล่มครั้งใหญ่ (จับโป๊ะกลางที่เกิดเหตุ)
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 145 เรือรักล่มครั้งใหญ่ (จับโป๊ะกลางที่เกิดเหตุ)
บทที่ 145 เรือรักล่มครั้งใหญ่ (จับโป๊ะกลางที่เกิดเหตุ)
อวี๋เซินเหมี่ยวรู้สึกสิ้นหวังจนแทบหมดแรงจะพูด หมดแรงแม้แต่จะเอ่ยคำใดออกมา
“เชอร์รี่น้อย… ทำไมเราถึงจะอยู่ที่นี่ไม่ได้? คำพูดเมื่อกี้ของคุณหมายความว่ายังไงกันแน่!” อี้ปินพูดด้วยน้ำเสียงผิดหวังรุนแรง
ตอนนี้หลินเสวี่ยอิงรู้สึกเหมือนมีไฟลนก้น ความเครียดพุ่งปรี๊ดจนแทบเสียสติ “ไม่ใช่อย่างนั้นนะอี้ปิน… พวกคุณ… พวกคุณฟังฉันอธิบายก่อน…”
ชายหนุ่มทั้งสามคน อวี๋เซินเหมี่ยว อี้ปิน และโจวเซียว ต่างยืนประจันหน้าขวางทางหลินเสวี่ยอิงไว้ สายตาที่พวกเขามองมาทำให้เธออยากจะมุดดินหนีไปให้พ้นจากความจริงอันโหดร้ายนี้
“นายคืออี้ปินงั้นเหรอ? นายนี่เองที่คอยตามตื๊อเชอร์รี่น้อยไม่เลิก!” โจวเซียวจ้องเขม็งไปที่อี้ปิน
“โจวเซียวล่ะสิ! คนที่คอยรบเร้าทำตัวเป็นภาระให้เชอร์รี่น้อยจนเธอไม่ได้พักผ่อน!” อี้ปินแค่นเสียงหึใส่
อวี๋เซินเหมี่ยวหรี่ตามองโจวเซียวบ้าง “นายคือโจวเซียวสินะ? เชอร์รี่น้อยบอกว่านายเป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง แต่ดูจากท่าทางตอนนี้… ไม่เห็นเหมือนคนป่วยตรงไหนเลยนี่นา!”
เพียงแค่เริ่มสนทนา ชายทั้งสามก็เปิดฉากปะทะคารมกันทันที
ในขณะเดียวกัน ด้วยผู้มีสมองรักเพ้อฝันระดับไร้เทียมทาน ภาพในหัวของหลินเสวี่ยอิง กลับปรากฎเป็นภาพชายหนุ่มรูปงามกำลังต่อสู้แย่งชิงตัวเธออย่างเอาเป็นเอาตาย ส่วนเธอก็ทำหน้าที่เป็นนางเอกยืนตัวสั่นพลางตะโกนว่า “หยุดนะ! อย่าสู้กันเพื่อฉันอีกเลย!”
ผีเจ้าชู้ที่เกาะอยู่บนศีรษะของเธอหัวเราะร่าด้วยเสียงหวานปานน้ำผึ้ง
“เลิกทะเลาะกันเถอะค่ะ! พวกคุณอย่ามาต่อสู้กันเพื่อฉันแบบนี้เลย…” หลินเสวี่ยอิงโพล่งออกไปตามคิดทันที
ชายทั้งสามชะงักไปชั่วครู่ ก่อนพร้อมใจกันหันมามองเธอด้วยสายตาว่างเปล่า
พระเจ้า! นี่ฉันทำอะไรลงไป? แทนที่จะรีบหนีดันไปพูดบ้าอะไรออกมา!
“คุณซูคะ… ฉัน… ฉันเพิ่งนึกได้ว่ามีธุระด่วน ขอตัวก่อนนะคะ!” หลินเสวี่ยอิงพยายามแทรกตัวหนีไป แต่แฟนหนุ่มทั้งสามกลับร่วมใจกันขวางทางเธอไว้!
“เชอร์รี่น้อย สองคนนี้เป็นใคร? วันนี้เธอต้องอธิบายให้เคลียร์” อี้ปินคาดคั้น
ดวงตาของโจวเซียวเต็มไปด้วยความปวดร้าว “เธออธิบายเรื่องของฉันกับคนอื่นแบบนั้นเหรอ? บอกว่าฉันเป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรงงั้นเหรอ?”
อวี๋เซินเหมี่ยวกำหมัดแน่น เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เชอร์รี่น้อย… บอกฉันมาว่านี่ไม่ใช่เรื่องจริง แค่เธอพูดออกมาคำเดียว ฉันก็จะเชื่อเธอ…”
เขาไม่อยากจะเชื่อเลย ทั้งที่เมื่อคืนเธอยังอยู่ในอ้อมกอดของเขาแท้ ๆ…
สำหรับอวี๋เซินเหมี่ยวแล้ว เขาพร้อมจะมองข้ามทุกอย่าง เพราะเขามั่นใจว่าครั้งแรกของเธอเป็นของเขา เขาให้อภัยอดีตได้ทุกเรื่อง ขอแค่เธอเลือกอยู่กับเขาด้วยความจริงใจ
ทว่าหลินเสวี่ยอิงกลับพูดด้วยเสียงแผ่วเบา “พวกนายทำอะไรกันน่ะ… พวกคุณทุกคนเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน ฉันมองพวกคุณเป็น ‘พี่ชาย’ มาตลอดนะ…”
“มองเป็นพี่ชาย? แล้วที่บอกว่าจะแต่งงานกับฉันล่ะ! มีใครเขาแต่งงานกับพี่ชายตัวเองด้วยเหรอ!” โจวเซียวถึงกับใจสลาย
อี้ปินเองก็ไม่อาจยอมรับ “เป็นไปไม่ได้! ถ้ามองฉันเป็นแค่พี่ชาย แล้ว… แล้วความสัมพันธ์ลึกซึ้งที่ผ่านมาล่ะ มันคืออะไร!”
หลินเสวี่ยอิงใจหายวาบ
ทำไมเรื่องพรรค์นี้ถึงถูกขุดขึ้นมาพูดต่อหน้าคนอื่นได้!
เธอกำลังจะอ้าปากโต้แย้ง แต่อวี๋เซินเหมี่ยวกลับโพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า “ไม่จริง! เมื่อคืนเธอยังอยู่กับผม… ผมสาบานได้ด้วยชีวิต! ตอนที่เรามีความสัมพันธ์กันเมื่อคืน… เธอยังเป็นสาวบริสุทธิ์อยู่เลย!”
สิ้นคำนั้น ทั้งโจวเสี่ยวและอี้ปินต่างรู้สึกเหมือนมีสายฟ้าฟาดลงกลางกบาลอย่างจัง โลกทั้งใบพลันหยุดหมุน ราวกับมีม้าโคลนนับหมื่นตัวกำลังวิ่งควบตะบึงเหยียบย่ำทุ่งหญ้าเขียวขจีที่งอกเงยอยู่บนหัวของพวกเขาสองคนจนแหลกลาญไม่มีชิ้นดี
“นาย… นายว่าไงนะ?”
อี้ปินเค้นเสียงออกมา ดวงตาแดงก่ำจ้องมองหลินเสวี่ยอิงด้วยความสับสน “เธอยังเป็น… สาวบริสุทธิ์งั้นเหรอ? แล้วที่ผ่านมาล่ะ? ที่เธอบอกฉันว่าครั้งแรกของเธอ เธอมอบมันให้ฉันไปแล้ว… นั่นมันคืออะไร!”
โจวเสี่ยวเองก็สั่นไปทั้งตัว พลางแค่นหัวเราะสมเพชตัวเอง “ตอนที่เธออยู่กับผม เธอก็พูดแบบนี้… เธอบอกว่าผมคือผู้ชายคนแรกที่เธอไว้ใจจนยอมมอบกายให้ แล้วไอ้ความบริสุทธิ์ที่เธอแจกจ่ายให้พวกเราทุกคนเหมือนแจกใบปลิวนี่มันคืออะไรกันแน่!”
ต่อให้โง่แค่ไหน ตอนนี้ทุกคนก็กระจ่างแจ้งแก่ใจแล้ว
น่าแปลกใจที่หลังจาก “ครั้งแรก” ผ่านไป เธอมักจะปฏิเสธที่จะมีอะไรด้วยเป็นครั้งที่สองเสมอ หากถูกบีบคั้นจริง ๆ เธอก็จะใช้เพียงมือวิเศษหรือคำอ้อนวอนช่วยเอาตัวรอดไปวัน ๆ ตอนนั้นพวกเขาต่างชื่นชมว่าเธอช่างไร้เดียงสา ขี้อาย และรักนวลสงวนตัว…
ที่ไหนได้… แม้แต่เรื่อง “พรหมจรรย์” ก็ยังเป็นของปลอม!
อวี๋เซินเหมี่ยวมองหลินเสวี่ยอิงด้วยความผิดหวังถึงขีดสุด เขาเพิ่งเข้าใจเดี๋ยวนี้เองว่าถูกหลอกใช้มาตลอด เขาเคยคิดว่าเธอเป็นสาวน้อยใสซื่อ แต่กลายเป็นว่าคนซื่อบื้อคือพวกเขาทั้งสามคนต่างหาก
โจวเซียวถอนหายใจยาว เขาก้าวถอยหลังพลางเอ่ยอ “ในเมื่อเราเป็นแค่เพื่อนร่วมงานกัน งั้นทุกอย่างก็จบแค่นี้ ดูแลตัวเองให้ดีแล้วกัน”
พูดจบเขาก็เดินหันหลังลาจากไปทันทีโดยไม่แม้แต่จะเหลียวมอง
หลินเสวี่ยอิงรู้สึกเหมือนใจจะขาด เธอเรียกชื่อเขาเสียงสะอื้น “พี่โจวเซียว!”
โจวเซียวชะงักไปครู่หนึ่งแต่ไม่ได้หันกลับมา และหายลับไปในฝูงชนอย่างรวดเร็ว
ในหัวของหลินเสวี่ยอิงตอนนี้เหมือนมีเพลงประกอบละครดังขึ้นมาเป็นชุด
‘ภายหลัง ฉันได้เรียนรู้วิธีรัก น่าเสียดายที่เธอหายไปในทะเลคนเสียแล้ว…
คนที่รักที่สุดกลับเด็ดขาดที่สุด…
จำได้ว่าเธอเคยบอกว่าจะรักฉันตลอดไป แต่ตอนนี้เธอกลับทรยศคำสัญญา…’
เธอดิ่งจมสู่ความเศร้าทันทีพลางยกมือกุมหน้าอก
ฮือ ๆ! คนแสนดีและรักเธอที่สุดอย่างโจวเซียวกลับจากไปด้วยความเย็นชาที่สุด!
เธออยากวิ่งตามออกไป แถมถือโอกาสชิ่งหนีจากสถานการณ์นี้ด้วย
แต่อี้ปินคว้าข้อมือเธอไว้แน่น “เชอร์รี่น้อย! จะไปไหนไม่ทราบ? เธอยังให้คำอธิบายกับฉันไม่จบนะ! เธอยังลืมเขาไม่ได้ใช่ไหม!”
“บอกฉันมา! คนที่เธอรักที่สุดในใจคือใครกันแน่!” อวี๋เซินเหมี่ยวเองก็รีบคว้าข้อมืออีกข้างของเธอไว้
“โจวเซียวไปแล้ว! ระหว่างเขากับฉัน เธอจะเลือกใคร!” อวี๋เซินเหมี่ยวเองก็จ้องหน้าเธอเขม็งเพื่อรอคำตอบอี้ปินตะคอกใส่
คุณนายซูยืนมองเหตุการณ์อย่างตกตะลึง
คนหนุ่มสาวสมัยนี้… โดนสวมเขาจนเขียวครึ้มขนาดนี้ยังจะแย่งกันอีกเหรอ?
เห็นธาตุแท้ขนาดนี้แล้วยังคิดจะให้อภัยอีกงั้นรึ?
เธอพลันรู้สึกว่าตัวเองแก่เกินกว่าจะเข้าใจตรรกะของคนรุ่นนี้เสียแล้ว…
ส่วนหลินเสวี่ยอิงที่สมองยังมึนงงได้แต่คิดวุ่นวาย จะทำยังไงดี?
ทุกคนต่างแย่งชิงฉัน… ฉันเครียดจังเลย ฉันรักพวกเขาทุกคน ฉันเลือกใครไม่ได้จริง ๆ!