ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 149 เหยียบเรือสองลำ... ย่อมไม่ตายดี (TW : เนื้อหาเกี่ยวกับการตาย)
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 149 เหยียบเรือสองลำ... ย่อมไม่ตายดี (TW : เนื้อหาเกี่ยวกับการตาย)
บทที่ 149 เหยียบเรือสองลำ… ย่อมไม่ตายดี (TW : เนื้อหาเกี่ยวกับการตาย)
ใบหน้าของผีเจ้าชู้ซีดเผือดดุจเถ้าถ่าน เมื่อนึกย้อนถึงวาระสุดท้ายของตนเอง
“ในชั่วขณะที่ร่างร่วงหล่นลงไป ใครจะรู้บ้างว่าฉันหวาดกลัวแค่ไหน?”
“ฉันไม่อยากตาย ฉันกลัวจนขวัญกระเจิง ยังไม่ทันที่ร่างจะกระแทกพื้น ใจก็ขาดสะบั้นเพราะความกลัวเสียก่อน จากนั้นฉันก็ได้แต่ยืนมองร่างตัวเองกระแทกลงบนพื้น สมองแตกกระจายต่อหน้าต่อตา…”
เนื่องจากวิญญาณยังออกจากร่างไม่สมบูรณ์ เธอจึงยังรู้สึกถึงความเจ็บปวดทางกายได้อย่างชัดเจน
สิ่งที่น่าสยดสยองที่สุด คือการเห็นเศษสมองสีขาวปนแดงของตนเอง
กระเด็นมาติดหน้าวิญญาณจนเต็มไปหมด มันเป็นความหวาดผวาและความเสียใจที่ไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้
อาคารที่หนิงไป๋เฟยเลือกปลิดชีพตนเองนั้นเป็นตึกหรูบนเนินเขา ซึ่งเป็นทำเลที่มีพลังหยางแก่กล้าในหมู่บ้าน หลังจากตาย วิญญาณของเธอจึงถูกกักขัง ไม่สามารถล่องลอยไปไหนได้ ต้องวนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับการตกจากดาดฟ้า และเผชิญความสยองขวัญยามสมองกระเด็นใส่หน้าทั้งวันทั้งคืน
เธอต้องทนทุกข์อยู่อย่างนั้นนานนับสิบปี จนกระทั่งกลายเป็นปีศาจร้าย ถึงสามารถหลุดพ้นจากสถานที่แห่งนั้นได้
“ฉันช่างน่าสงสารจริง ๆ…” ผีเจ้าชู้ปาดน้ำตาพลางสะอึกสะอื้น “น่าสงสารเหลือเกิน ฮือ ๆ ๆ”
เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าทำมุมสี่สิบห้าองศาให้น้ำตาไหลนองหน้า “ครั้งหนึ่งเคยมีความรักที่จริงใจอยู่ตรงหน้า แต่ฉันกลับไม่ทะนุถนอมมัน… ถ้าสวรรค์ให้โอกาสอีกครั้ง ฉันจะบอกตัวเองในอดีตว่า… ไอ้สารเลว! แอบคบสองคนพร้อมกันมึงไม่มีวันตายดีหรอก!”
“แล้ว… แล้วยังไงต่อคะ?” ซู่เป่าเอ่ยถาม
ผีเจ้าชู้มองหน้าเด็กน้อยด้วยสายตาเว้าวอน “เห็นแก่ความจริงใจที่ฉันสำนึกผิดอย่างแท้จริง คุณหนูอย่าทำลายฉันเลยนะคะ ถึงจะเป็นผี แต่ฉันยังอยากมีชีวิตรอดไปอีกห้าร้อยปี!”
ซูเหอเวิ่นกระตุกมุมปากทันที
มีชีวิตอยู่ต่ออีกห้าร้อยปี นั่นยังเรียกว่าประทังชีวิตได้อีกหรือ?
จี้ฉางรู้สึกหมดคำพูดง เขาจดบันทึกบางอย่างลงในสมุดเล่มเล็ก ขณะนั้นซู่เป่าก็ตบอกเล็ก ๆ ของเธอพร้อมรับประกัน “ได้ค่ะ ไม่ทำลายป้าหรอก งั้นเข้าไปข้างในเองได้ไหมคะ?”
“เข้าไปที่ไหนเหรอ?” ผีเจ้าชู้ถามอย่างสงสัย
ซู่เป่ายกน้ำเต้าวิญญาณขึ้นมา “ในนี้ค่ะ ข้างในมีป้าหน้าเหวี่ยงกับพี่ชายที่ชอบกินขนมหวานอยู่ด้วยนะ”
พอได้ยินคำว่าพี่ชาย ดวงตาของผีเจ้าชู้ก็เป็นประกายทันที “ได้เลยค่ะ! ไปเดี๋ยวนี้เลย!” พูดจบเธอก็เต็มใจบินเข้าไปในน้ำเต้าวิญญาณด้วยความรวดเร็ว
จี้ฉางนิ่งเงียบพลางขีดฆ่าตัวอักษรที่เพิ่งเขียนลงไปแล้วเริ่มจดใหม่ ซู่เป่าถือน้ำเต้าวิญญาณเขย่าไปมา “ท่านอาจารย์คะ น้ำเต้าเต็มหรือยัง?”
“ยังอีกนาน ครั้งก่อนเต็มไปหนึ่งขีด ตอนนี้เพิ่มเป็นสองขีดแล้ว” จี้ฉางตอบโดยไม่เงยหน้ามอง
“แต่หนูจับผีได้ตั้งหลายตัว ทำไมถึงเพิ่มมาแค่ขีดเดียวเองล่ะคะ” ซู่เป่าเท้าคางถามต่อ
“เพราะเธอไม่ได้กำจัดผีทุกตัวน่ะสิ” จี้ฉางอธิบาย
น้ำเต้าวิญญาณต้องการกลั่นพลังอาถรรพ์จากวิญญาณร้าย หากวิญญาณได้รับอนุญาตให้เข้าไปอยู่ข้างในเฉย ๆ ก็เหมือนแค่ย้ายไปอยู่อีกมิติหนึ่ง ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานให้น้ำเต้าได้
“แต่ก็ดีนะ… บางทีวันข้างหน้าผีพวกนี้อาจกลายเป็นผู้ช่วยของเธอก็ได้”
ซู่เป่านอนคว่ำบนเตียง เอียงคอจ้องมองน้ำเต้าวิญญาณพลางครุ่นคิดบางอย่าง ส่วนข้าง ๆ กันนั้น ซูเหอเวิ่นหยิบสมุดประจำตัวออกมาจดสูตรที่เขาคำนวณไว้
ปริมาตรปีศาจร้าย = x , ปริมาตรวิญญาณปกติ = y , ปริมาตรวิญญาณอาฆาต = z
พื้นที่น้ำเต้าวิญญาณ = …
การเติมน้ำเต้าให้เต็มต้องใช้
ปีศาจร้ายประมาณ x ≈ 19
หรือวิญญาณอาฆาตธรรมดา y ≈ 100
เขามองบันทึกแล้วถอนหายใจยาว
ไม่ได้การ ยังต้องหาเพิ่มอีกเพียบเลย!
ภายในน้ำเต้าวิญญาณ ป้าหน้าเหวี่ยงกับผีขี้ขลาดกำลังเล่นเป่ายิงฉุบกันอย่างดุเดือด โดยมีกติกาว่าคนแพ้จะต้องโดนตบหน้าหนึ่งที
จังหวะนั้นเอง ผีเจ้าชู้ก็เดินนวยนาดเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มกริ่ม ดวงตาเป็นประกายวิบวับเมื่อเห็นผู้ชายเพียงคนเดียวในที่แห่งนี้
เธอเอามือป้องปากพลางหัวเราะเสียงใสจนผีขี้ขลาดถึงกับขนลุกซู่ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด
“ไฮ้! โอนิจัง กำลังเล่นอะไรกันอยู่เหรอจ๊ะ?” ผีเจ้าชู้ขยิบตาโปรยเสน่ห์ให้ผีขี้ขลาดหนึ่งที พร้อมกับเอื้อมมือไปหมายจะลูบไล้เขาอย่างถือวิสาสะ
ป้าหน้าเหวี่ยงหยุดมือที่กำลังจะง้างตบผีขี้ขลาดค้างไว้กลางอากาศ เธอหันขวับมามองผู้มาใหม่ด้วยสายตาจิกกัดพลางเบ้ปากอย่างแรง “เหอะ! ยัยหน้าไม่อายที่ไหนหลงเข้ามาอีกล่ะเนี่ย?”
*
ก่อนนอนคืนนั้น ซู่เป่าแอบหยิบโทรศัพท์มาดูวิดีโอเหมือนเด็กทั่วไปที่เห่อของใหม่ ทว่าเธอเลื่อนไปเจอคลิปหนึ่งที่ทำให้รู้สึกเย็นวาบไปถึงแผ่นหลัง
ในวิดีโอมีชายคนหนึ่งถือมีดคุกเข่าบนพื้น พลางก้มหัวตะโกนเสียงดัง “ซู่เป่า ผมขอโทษครับ! ผมคือคนที่เคยสาบานว่าจะคุกเข่าก้มหัวให้คุณในวันที่คุณถูกรุมด่า! ผมชื่อ ชางชิงเป่ย พ่อแม่หวังให้ผมสอบติดมหาวิทยาลัยชิงเป่ย แต่ผมกลับไปรังแกเด็กตัวเล็ก ๆ ในเน็ต ผมสำนึกผิดแล้ว! ต่อไปจะไม่พูดพล่อย ๆ อีก ลูกผู้ชายพูดแล้วต้องทำ วันนี้ผมจะตัดนิ้วตัวเองเป็นพยาน!”
พูดจบเขาก็วางนิ้วลงบนตอไม้ กวัดแกว่งมีดทำครัวฟันลงไปบนนิ้วชี้เต็มแรง! วิดีโอไม่ได้เซนเซอร์ภาพ เพียงแต่เปลี่ยนเป็นสีขาวดำในจังหวะที่ลงมีด ชายคนนั้นร้องโหยหวน เลือดพุ่งกระฉูด เขากลิ้งเกลือกด้วยความเจ็บปวด ก่อนฝืนหยิบนิ้วที่ขาดขึ้นมาโชว์หน้ากล้องพร้อมรอยยิ้มบิดเบี้ยว
“พวกคุณดูสิ ผมตัดจริง ๆ… เห็นความจริงใจของผมหรือยัง…”
ภาพขาวดำนั้นดูน่าสยดสยองอย่างยิ่ง ซู่เป่าตกใจจนโยนโทรศัพท์ทิ้งทันที! เนื่องจากเหตุการณ์รุมด่าทางออนไลน์ยังไม่สงบ ตระกูลซูจึงตัดสินใจให้ซู่เป่าพักอยู่บ้าน ก่อนจะส่งกลับโรงเรียนอนุบาล
คุณยายซูเปิดประตูเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง “เกิดอะไรขึ้นลูก?”
“คุณยายคะ… คนพวกนี้น่ากลัวจังเลย” ซู่เป่าวิ่งเข้าไปกอดคุณยายแน่น
ซู่เป่าเคยเห็นผีมานับไม่ถ้วน ทั้งผีหัวขาดหรือแขนขาพิการ…
เธอไม่เคยกลัวสิ่งเหล่านั้นเลย แต่สิ่งที่เธอเห็นในวิดีโอเมื่อครู่นี้… กลับน่ากลัวยิ่งกว่าผีเสียอีก!